things that interest me the most are people, always people. not places, but people.

21 มิ.ย.

wrote since 29th Dec 2013, at Hongdae, Seoul.

 

This morning, breakfast time, I met a Swedish lady who came to Seoul to visit her son who is now studying at Seoul University. Because I once applied for Lund University in Sweden before, then I told her Sweden is number one in my list that I want to study there to learn more about Welfare System. Unfortunately, I did not get a scholarship there, then I have to choose my plan B; Tokyo. 

She told me that the current Swedish government is lowing income tax rate now, which in her opinion, is not good. Yes, she can gain a lot of saving money when the income tax is lower than before, but it is not good for her communities and neighborhood. She said that one of her neighbor currently broke right arm due to work, and even the employer said that the suffering is from work condition. Unfortunately, the responsible department in local government said that it was not from work condition, then the department refused to pay anything for that.

To this lady, she said, people she knows and including her too, would like to pay more tax to benefit more neighbors. “And it is not Philanthropy sense, no, it is not” she stated. “I want to pay more tax because I want to make sure that my kids can still have good public schools to go. And they can have good public hospital to heal them. I want to pay more because I want to make sure that I will still have a good life even when I retire. It is all for myself, but somehow, it will benefit neighbors too. It is a Swedish sense, not Philanthropy.”

I was touched and almost cried.

And this morning confirms me again that, things that interest me the most are people, always people. not places, but people.

From TVXQ! to this Swedish lady, it is “people” that still makes Seoul a place to remember to me.

status: confession ของมนุษย์ป้าหลังจากดูซีรีส์​ I hear your voice (2013)

6 พ.ค.

นี่นังอาจุมม่า หล่อนคิดเหรอยะว่าชีวิตของหล่อนน่ะ จะมีเด็กหนุ่มเด็กกว่า 10 ปี ปรากฏกายขึ้นมาเพื่อปกป้องหล่อน แม้ว่าหล่อนจะซกมก ทำห้องรก พูดจาโหวกเหวกเสียงดัง ไม่ค่อยฉลาด แต่ขี้แอ็คเป็นที่หนึ่ง แม้ว่าหล่อนจะกินไวน์ได้เป็นลังๆ แม้ว่าในครัวของหล่อนจะมีช้อนแค่คันเดียวเพราะหล่อนไม่เคยคิดทำกับข้าวให้ใครกิน

หล่อนคิดเหรอยะ ว่าชีวิตของหล่อนน่ะจะเหมือนในซีรีส์เกาหลี ที่มีเด็กหนุ่มเด็กกว่า 10 ปีมาคอยปกป้องคุ้มครองน่ะ

ย่ะ… ชั้นคิดแบบนั้นย่ะ ทำไมยะ ชั้นจะมีความหวังกับชีวิตบ้างไม่ได้รึไง SK II น่ะ รู้จักไหม โบท็อกซ์น่ะ เคยใช้บริการรึเปล่า เทคโนโลยีการแพทย์ พัฒนาการของมวลมนุษยชาติ และความรู้สาขา ป.โท ป.เอก ที่เพียรร่ำเรียนกันนี่ ถ้ามันไม่ได้มาช่วยทำให้ชีวิตชั้นอยู่ได้ด้วยความหวัง พวกแกก็เลิกเรียน เลิกเขียนงานวิจัย เลิกทำแล็บกันไปเลยนะยะะะะะะะะะะ

ชั้นเชื่อพี่ตูนบอดี้สแลมมมมมมม … ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอออออออออออออ (เสียงสูง)

 

Image

[Review]: I Hear Your Voice

6 พ.ค.

I Hear Your Voice (2013, 18 episodes, South Korea)

เป็นซีรีส์ที่ดูตอนแรกเพราะมนุษย์ป้าสองคนยุ แถมพอพบว่าเป็นเรื่องของทนายสาวกับเด็กหนุ่มมัธยม (yes! เด็กชายมัธยม) ตรูก็ยิ่งร้องกรี๊ดดดดดดดด … ตอนแรกดูแบบไม่ได้สนใจประเด็นกฎหมายอะไรในละครทั้งนั้น แต่พอดูจบแล้ว รู้สึกเลยว่า “เฮ้ย มันเป็นซีรีส์ที่ดีนะ” คือซีรีส์เกาหลีนี่จะโดนเปรียบเทียบกับซีรีส์ญี่ปุ่นและซีรีส์ฝรั่งอยู่แล้ว และถ้าเทียบกับความสมจริง เราก็ไม่แน่ใจว่ามันควรเอาไปเทียบเคียงกันไหม แต่ในประเด็นที่มันตั้งคำถามกับกระบวนการยุติธรรม และร้อยเรียงความกุ๊กกิ๊กเข้ามาด้วย มัน “ดีงาม” ในจุดยืนของมัน จุดยืนของละครจากประเทศที่เมื่อสิบปีก่อน ก็ยังทำละครออกมาได้น้ำเน่าพอๆ กับละครไทยอยู่เลย

เอาล่ะ พอโดนหลอกให้ดูต่อภายใต้ฉากหน้าเหล่านี้ เราก็จะพบว่า มันเป็นละครที่ท้าทาย moral หรือศีลธรรม หลายอย่างในตัวเรามาก ( moral แปลว่า ศีลธรรมได้ไหมวะ หรือต้องใช้ว่า virtue อ่ะ) 

เรื่องย่อของมันคือ ตอนที่นางเอกอยู่ ม.ต้น นางกับชะนีที่ไม่ถูกกันได้บังเอิญไปเห็นการฆาตกรรมกลางดึกเข้า นางเอกถ่ายรูปไว้ แต่มือถือดันมีเสียง “ยิ้มหน่อย” ดังขึ้น คนร้ายเลยหันมาวิ่งไล่สองคนนั้นแทน ทำให้เด็กชายคนหนึ่งรอดชีวิตจากการฆาตกรรมที่กำลังเกิด ส่วนนางสองคนนั้น คนร้ายจับตัวนางไม่ได้ แต่ก็ได้ขู่พวกนางสองคนไว้ว่าห้ามไปเป็นพยานในศาล ถ้าไปเป็นพยาน เขาจะตามล่าล้างแค้นและตามทำลายล้าง นางเอกกับชะนีเด็กที่ไม่ถูกกันท้ากันไปศาลเพราะอยากเอาชนะว่า “ชั้นกล้าหาญกว่าเธอ” แต่ในวินาทีสุดท้าย ชะนีเด็กอีกคนเปลี่ยนใจไม่ไป นางเอกต้องไปยืนปะจันหน้ากับฆาตกรกลางศาล และทำให้ฆาตกรคนนั้นเข้าคุกได้ด้วยหลักฐานในมือถือ ความกล้าหาญของนางเอกในครั้งนั้นถูกจดจำโดยเด็กชายที่รอดชีวิต สิบปีผ่านมา นางเอกได้กลายเป็นทนายรัฐ เด็กชายที่กำพร้าพ่อจากเหตุฆาตกรรมได้กลายเป็นเด็กมัธยมปลายที่มีความสามารถในการอ่านใจคนได้ และในเดือนที่พวกเขาสองคนกลับมาเจอกัน ฆาตกรคนเดิมก็พ้นโทษพอดี

ถ้ามันเล่นกับพล็อตขาว-ดำ มันคงกลายเป็นละครแบนราบน่าเบื่อไปอีกเรื่อง เรื่องของนางเอกผู้อยากช่วยเหลือคนยาก กับเด็กหนุ่มผู้คนปกป้องเธอ … เปล่าเลย นางเอกมาเป็นทนายรัฐเพราะนางบอกว่าทำเพื่อเงิน นางเป็นคนไม่ถ่อมตน หัวรั้น และแทบไม่เคยขอบใจใคร พร้อมกันนั้นยังมีตัวละครมากมายที่รายรอบ จากต้นเรื่อง ไปกลางเรื่อง จนปลายเรื่อง เราจะพบพัฒนาการตัวละคร แน่ละ มันดู “เรื่องแต่ง”มาก ถ้าบอกว่าชีวิตทุกคนต้องมีพัฒนาการ แต่พัฒนาการของเรื่องนี้มาพร้อมกับประเด็นที่ท้าทายศีลธรรมในใจเรา เราควรยึดหลัก กม.ไหม ถ้าเรารู้ว่า กม.นั้นจะปล่อยคนร้ายไปแน่ๆ เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ เมื่อเราตกเป็นเหยื่อจากความเลวร้ายของระบบสังคม เมื่อเหยื่อถูกชะตาผลักให้เป็นฆาตกร เราควรโทษสังคม หรือโทษตัวเรา แล้วเราจะให้อภัยคนที่ฆ่าพ่อฆ่าแม่เราได้ไหม ถ้าเขาพ้นโทษออกมาแล้ว บลาๆ คำถามเหล่านี้คือคำถามในละคร แต่มันก็เป็นคำถามที่กระโดดออกมาสู่สถานการณ์จริงของสังคมไทยได้เหมือนกัน

มีหลายๆ ซีน หลายๆ คดี ที่ทำให้คิดถึงกรณีการพิพากษาในเมืองไทย (ทั้งคดีการเมืองและการมุ้ง) หลักฐานที่ไม่อาจระบุตัวคนร้ายได้จริงๆ ควรจะใช้พิพากษาให้ชีวิตคนๆ หนึ่งต้องติดคุก ถึง 26 ปีไหม (เหมือนตัวละครที่โดนกล่าวหาว่าฆ่าหั่นศพเมียตัวเองทั้งที่ยังคลุมเคลือ) หรือในกรณีเดียวกันเลยที่คนร้ายจัดฉากให้ตัวเองรอดคดี แต่ศาลก็ต้องปล่อยตัวไปเพราะมันมี “กฎบ้าๆ” ที่นางเอกเรียกว่า ต้องยอมปล่อยคนร้ายสิบคนไป เพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์จากการติดคุกฟรี 1 คน …ความจริงใช้ไม่ได้เมื่อไม่มีหลักฐาน สามัญสำนึก (คอมมอนเซนส์) ที่บอกว่า “แม้แต่เด็ก ป. 1 ยังมองออกว่าใครผิด” ใช้ไม่ได้ในกรณีนี้ เพราะในศาลนั้น การขาดไร้หลักฐานก็ไม่ต่างกับการ “มโน” ไปเองของเหล่าแฟนเกิร์ลแต่อย่างใด

นอกจากความเข้มข้นของเนื้อหา มันยังเป็นละครที่ทำให้เห็นว่า อาชีพๆ หนึ่งต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ถ้าอยากก้าวเดินสู่เส้นทางสายเหล่านี้ มันเป็นละครที่ทำให้เรารู้ว่า การยอมรับความผิดพลาดว่าตัดสินคดีผิด การยอมรับว่าได้ทำลายชีวิตคนอื่นไป การยอมก้มหัวขอโทษ มันเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต มันเป็นส่วนหนึ่งของทุกอาชีพ 

ฉากที่ชอบที่สุดคือฉากที่พระเอกในวัยมัธยมปลาย ใส่สูทผูกไท้ไปหาทนายชา แล้วพูดจาโอหัง ก่อนจะโดนทนายชาสวนมาว่า การเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่แค่การแต่งตัวเลียนแบบผู้ใหญ่ มันไม่ได้หมายความว่าคนใส่สูทผูกไท้ทุกคนจะเป็นผู้ใหญ่ แต่มันคือการดูแลตัวเองและคนที่ตัวเองรักให้ได้ … ในวิถีทางที่ถูกต้อง

นั่นต่างหาก คือการเป็นผู้ใหญ่ที่แท้จริง

 

หมายเหตุ: ดูย้อนหลัง I Hear Your Voice ได้ที่ http://www.kodhit.com

Image

Macroeconomic in real life…

21 เม.ย.

จำไม่ได้ว่าเคยเรียน Macroeconomic ตอนปีหนึ่งไหม (มันคือยุคก่อนที่กูเกิลจะถือกำเนิด ย่ะ) เหมือนไม่เคยเรียน แต่เกลียดชังคำว่า GDP, Inflation, Unemployment rate, Investment, Interest rate มาก รู้สึกมันไกลตัว แห้งแล้ง และมองมนุษย์เป็นภาพรวมจนสุดท้ายเราไม่เห็น individual ในนั้น

แต่พออ่านช่วงปิดเทอม (ไม่ได้ฟิต แต่อ่านช้ากว่าคนอื่น โง่กว่า ก็ต้องหาวิธีแก้) เลยพอจะเข้าใจความสำคัญของมัน ว่าทำไมอัตราว่างงานถึงได้ถูกพูดถึง เงินเฟ้ออีก จีดีพีอีก บลาๆ

จากนั้นพอกลับมาอ่านวรรณกรรม แม่งเฮ้ย! จริงๆ Macroeconomic ก็อยู่ในวรรณกรรมนะ สาวสามสิบห้าแม่ม่ายอาชีพบรรณารักษ์ ตกหลุมรักเกษตรกรหนุ่มกลางคน ตอนเจอกันที่หลุมศพ สองคนนี้อยู่ใน Labor Force เว้ย แต่นางเอกเป็นแรงงานในระบบชัดเจน ส่วนพระเอกนี่ไม่แน่ใจ ส่วนตัวละครใน Devil Wears Prada ช่วงแอนเดรีย แซคส์ เตร่หางานหลังเรียนจบ เรียก frictional unemployment วุ้ย แล้วมิแรนด้า พรีสลีย์ ผู้กุมชะตา Vogue USA นี่แม่งโคตรแชร์สัดส่วนใน GDP เยอะมากเถอะ เป็นทั้ง producer และ consumer ที่สำคัญในเศรษฐกิจมหภาคเว้ย

เอ่อ…ว่าแต่แกเรียกสองเรื่องนั่นว่า วรรณกรรม เรอะ???

Memory We Kept

21 เม.ย.

I still remember first day I arrived Los Angeles and was lost. I met a neat, kind, and fashionable 50 something lady who told me when situation was solved that “We’ve learnt some new things everyday.” Ever since, that word has been embedded to my memory. Yes, there was a time I forgot it too, but then something would happen right after that to remind that Lost In LA. day.

11 years later, I still remember her smile and her word.

Gabriel García Márquez, one of the greatest writers in our era, once wrote; 
“What matters in life is not what happens to you but what you remember and how you remember it.”

There are many forms that we can keep people in our lives to forever be with us.

Memorizing, to me, are one of those forms.

ญี่ปุ่นกับการประหยัดพลังงาน

13 เม.ย.

วันก่อนไปกินข้าวกับเพื่อนฝรั่งเศส นางถามว่ายูได้เรียนรู้อะไรจากคลาสพลังงานความมั่นคงมั่ง (คือตรูได้เรียนรู้เยอะมากเลยเหอะ…ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องวิชาการนะ) ก็เลยบอกว่า มันมีเรื่องนึงที่ชั้นโคตรช็อกเลย คือมีวันนึงในคลาสอ่ะ เขาพูดกันเรื่องประสิทธิภาพในการอนุรักษ์พลังงาน เรื่องโครงสร้างตึกที่ยุโรปให้ความสำคัญ แล้วเด็กสวิสก็บอกว่า นางคิดว่าตึกในโตได (ในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ถ้าไม่มีใครเดินผ่าน ไฟตามทางเดิน หรือห้องน้ำจะปิดอัตโนมัติเพราะประหยัดพลังงาน) แทบไม่มีตึกไหนเป็นตึกแบบประหยัดพลังงานเลย 

กะเหรี่ยงจากเมืองไทยก็แบบ “ห๊ะ อะไรนะ การที่อยู่ๆ ไฟก็ปิดเองเวลาไม่มีใครใช้หรือเดินผ่านนี่ไม่เรียกว่าออกแบบมาเพื่อประหยัดพลังงานเรอะ????” แต่ที่ช็อกกว่าคือ เซนเซที่เป็นคนญี่ปุ่น และทำงานเกี่ยวกับพลังงานมานานมาก ก็พยักหน้าเห็นด้วย พลางยอมรับว่า อืม ตึกในญี่ปุ่นแทบไม่ได้ประหยัดพลังงาน

“ห๊ะ” กรูช็อกเด่ะ

เพื่อนฝรั่งเศสพยักหน้า (เอากับเขาด้วย) บอกว่านางเห็นด้วยกับเด็กสวิส นางบอกว่าตอนนางมาที่นี่ นางงงกับการที่ตึกออกแบบให้ไฟฟ้าดับอัตโนมัติเวลาคนไม่ใช้ห้องน้ำ แต่โถชักโครกกลับอุ่นอยู่เสมอ นางบอกว่า รู้ไหมการทุ่มเทติดตั้งอุปกรณ์ที่ต้องใช้ไฟเพื่ออุ่นให้โถชักโครกอุ่นตลอดเวลา มันขัดแย้งกับการพยายามประหยัดไฟตามทางเดินมาก มันสบายนั่นแหละที่เรามีโถชักโครกอุ่นๆ ในหน้าหนาว แต่มันเปลืองไฟมากเลยนะ “ชั้นงงกับสิ่งเหล่านี้ในญี่ปุ่นมาก” นางบอก

คือตึกญี่ปุ่นนี่ มันออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ มันคือสิ่งแรกๆ ที่พวกเขาคิดถึง แล้วต่อมาก็คือมันออกแบบเพื่อความสะดวกสบายของคนใช้ แต่จริงๆ แล้ว เรื่องของการประหยัดพลังงานอ่ะ สำหรับเด็กยุโรป เกือบทุกคนลงความเห็นว่า มันยังไม่ใช่ แล้วคนญี่ปุ่นที่เคยไปอยู่ยุโรปก็สมทบด้วยว่า “อืมๆ ยังไม่ใช่”

คือสำหรับคนไทยอ่ะ ตึกในประเทศญี่ปุ่นโคตรประหยัดพลังงาน เราอยู่กับภาพความคิดนี้มาตลอด (ตรูเองที่อยู่กับภาพนี้) แล้วพอโดนบอกอย่างนี้ ตรูก็เหมือนโดนทุบหัวอ่ะ ตายคาคลาสไปเลย

โอ้ โลกมันยังมีเรื่องอีกมากรอมาทุบหัวเราสินะ…

ทุกคนล้วนมี “โตเกียว” เป็นของตัวเอง

11 เม.ย.

ช่วงก่อนคริสต์มาสปีก่อน มีเพื่อนของรุ่นพี่คนหนึ่งแวะมาโตเกียว เวลาใกล้สองทุ่มแล้ว เราหิวกันมาก เราเลยเดินหาร้านกินดื่มแถวอาเมะโยโก (Ameyoko) ตลาดกินดื่มค้าขายสำคัญย่านอุเอโนะ

แม้ทั้งรุ่นพี่และติ๊กต่อกจะเป็นเด็กโตไดทั้งคู่ แถมอีกคนก็พูดเขียนอ่านฟังภาษาญี่ปุ่นอย่างกับกำเนิดที่ญี่ปุ่นเอง (นางเขียนธีสิสปริญญาเอกเป็นภาษาญี่ปุ่นเลยนะ) และถึงแม้ย่านอาเมะโยโกจะถูกขนานนามว่าเป็นย่านกินดื่มของเด็กโตได (ย่านของพวกปริญญาตรีอ่ะดิ) แต่เราก็ไม่ได้เชี่ยวชาญร้านกินดื่มในอาเมะโยโกแต่อย่างใด ไม่รู้เหนือรู้ใต้ว่าร้านไหนอร่อยเลยด้วยซ้ำ ขณะที่หิวไส้แทบกิ่วกลางสายลมหนาวของเดือนธันวาคมนั้น เราก็เหลือบไปเห็นป้ายร้านหนึ่งที่ถ่ายภาพเมนูอาหารได้ดูดีมาก ร้านอยู่ชั้นใต้ดิน เราก็ชั่งใจกันอยู่ราว 5 วินาที ก่อนจะพยักหน้าทำสัญญาประชาคมแล้วเดินลงไปสั่งเมนูในร้าน

สรุปว่ามันเป็นร้านที่อร่อยทุกเมนู ตั้งแต่ของทอด ต้ม ยันไปถึงสาเก !!!

เคยคุยกับพี่โอ๋ว่า บางทีด้วยความไม่รู้ เราก็มักจะพบเจอ “ร้านที่เป็นของเราเอง” ร้านที่เราไม่ได้ตามอ่านในรีวิว (เพราะถึงอ่าน เราก็หาพิกัดไม่เจอกันอยู่ดี … ด้วยความง่าวส่วนบุคคล XD) แต่เป็นร้านที่เราบังเอิญจิ้มเอา บางทีแทงหวยผิด เจอร้านห่วยแตกก็มีบ้าง (แต่น้อย) ทว่าบางทีก็เจอร้านแบบเหนือความคาดหมาย อย่างพี่โอ๋ที่ไม่สันทัดภาษาญี่ปุ่นเลยแม้แต่น้อยก็ยังเคยเดินจิ้มได้ร้านราเมง (หรืออุด้งหว่า) ที่เป็นสไตล์ที่ขายที่ฮอกไกโดเท่านั้น ปกติแทบไม่มีใครรู้ว่ามันมีร้านที่ขายราเมงแบบนี้นอกฮอกไกโดด้วยเหรอ

ไม่ใช่แค่ร้านอาหารที่เราอาจจะรู้สึกว่ามันเป็น “โตเกียว” ของเรา มันอาจรวมไปถึงหลากหลายสถานที่ วิลเลียม เพื่อนชาวอังกฤษเคยบอกว่า เขารู้สึกผูกพันกับรถไฟเจอาร์สายยามาโนเตะเป็นพิเศษ แม้เขาจะใช้รถไฟใต้ดินเมโทรนั่งไปฝึกงานบ่อยกว่าขึ้นเจอาร์ก็ตาม สำหรับวิลเลียม ยามาโนเตะไลน์คือหนึ่งในสิ่งที่เขาจะคิดถึงมากที่สุดในวันที่เขาห่างจากโตเกียวไป

ฉันเคยอ่านเจอว่ามูราคามิพักในอพาร์ตเม้นท์ใกล้ศาลเจ้าเมจิ เวลาที่อยู่โตเกียว เขามักจะวิ่งรอบจิงงุ ไกเอ็น อันเป็นสวนรอบนอกของศาลเจ้าเมจิเสมอ ฉันเคยไปย่านนี้หลายครั้ง ทั้งในช่วงฤดูร้อน ใบไม้ร่วง หรือใบไม้ผลิใบ นี่คือหนึ่งในบริเวณเขียวขจีของเมืองใหญ่อย่างโตเกียว หนึ่งรอบของจิงงุ ไงเอ็น มีระยะทาง 1,325 เมตร มูราคามิชื่นชอบเครื่องหมายบนพื้นถนนทุกร้อยเมตรมาก และสำหรับเขา บริเวณรอบๆ จิงงุ ไกเอ็น ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ในโตเกียวที่เขาผูกพันกับมันมากที่สุด

สำหรับฉัน ฉันชอบร้านราเมงที่อยู่ละแวกสถานีเจอาร์นิชินิปโปริอยู่ร้านหนึ่ง ก่อนเปิดเทอม ฉันมีเวลาว่างมาก จึงเดินไปห้องสมุดชุมชนเสมอ ทำให้ต้องเดินผ่านร้านราเมงนี้เกือบทุกเย็น และทุกเย็นฉันก็จะได้เห็นคนต่อคิวตรงหน้าร้านอย่างอดทนที่สุด ในวันที่อากาศดีวันหนึ่ง ฉันเลยชวนเพื่อนอีกคนไปจิ้มเสี่ยงเมนูร้านนี้ ก่อนจะพบว่า มันอร่อยมาก และเป็นอีกวันที่ฉันรู้สึกว่า โตเกียวก็ไม่ได้เป็นเมืองที่ “รสขม” นัก

ฉันมารู้ทีหลังจากน้องอีกคนหนึ่งว่าร้านนี้ถือเป็นร้านรสดี และรสดังร้านหนึ่งในเมือง

หน้าร้อนนั้นผ่านไป ใบไม้ร่วงตามมา หิมะของหน้าหนาวแสนขมละลายแล้ว ใบไม้ผลิกุมมือเราอยู่ … ในเมืองที่ซาลารีแมนและร้านค้าปลีกย่อยคือกำลังหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราทุกคนล้วนมีเรื่องเล่าส่วนบุคคล

เราทุกคนล้วนมี “โตเกียว” เป็นของตัวเอง

Come Visit Khaowong

a small and peaceful district named Khaowong

mekongpeacejourney

Just another WordPress.com site

Soraj's Weblog

Posts, mostly about Buddhism

Paint dayouth

Meet young spirits who swing Thai indie culture

The Style Voyager

Hong Kong Fashion and Lifestyle Blog.

Mostly Bright Ideas

Some of these thoughts may make sense. But don't count on it.

Coffee Shop Chronicles

Life and Times of a Barista

when angels become rebellious

JAEJOONG+YUCHUN+JUNSU+ things

Mighty Girl

Famous Among Dozens

Another WORD is Possible

Words & Fotos ON / All rights reserved © Lee Yu Kyung 2014

Matt on Not-WordPress

Stuff and things.

JEDIYUTH

May the Movie Force Be With You

Pefinance's Blog

Blog ของคนใช้เงินเก่ง ^_^

10,000 li of Life

Investment : Journey of Life : China : ภาพทริปอู่ไถซาน มณฑลซานซี

The Middlest Sister

There are 5 sisters. She's the middlest.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 25 other followers