Macroeconomic in real life…

21 เม.ย.

จำไม่ได้ว่าเคยเรียน Macroeconomic ตอนปีหนึ่งไหม (มันคือยุคก่อนที่กูเกิลจะถือกำเนิด ย่ะ) เหมือนไม่เคยเรียน แต่เกลียดชังคำว่า GDP, Inflation, Unemployment rate, Investment, Interest rate มาก รู้สึกมันไกลตัว แห้งแล้ง และมองมนุษย์เป็นภาพรวมจนสุดท้ายเราไม่เห็น individual ในนั้น

แต่พออ่านช่วงปิดเทอม (ไม่ได้ฟิต แต่อ่านช้ากว่าคนอื่น โง่กว่า ก็ต้องหาวิธีแก้) เลยพอจะเข้าใจความสำคัญของมัน ว่าทำไมอัตราว่างงานถึงได้ถูกพูดถึง เงินเฟ้ออีก จีดีพีอีก บลาๆ

จากนั้นพอกลับมาอ่านวรรณกรรม แม่งเฮ้ย! จริงๆ Macroeconomic ก็อยู่ในวรรณกรรมนะ สาวสามสิบห้าแม่ม่ายอาชีพบรรณารักษ์ ตกหลุมรักเกษตรกรหนุ่มกลางคน ตอนเจอกันที่หลุมศพ สองคนนี้อยู่ใน Labor Force เว้ย แต่นางเอกเป็นแรงงานในระบบชัดเจน ส่วนพระเอกนี่ไม่แน่ใจ ส่วนตัวละครใน Devil Wears Prada ช่วงแอนเดรีย แซคส์ เตร่หางานหลังเรียนจบ เรียก frictional unemployment วุ้ย แล้วมิแรนด้า พรีสลีย์ ผู้กุมชะตา Vogue USA นี่แม่งโคตรแชร์สัดส่วนใน GDP เยอะมากเถอะ เป็นทั้ง producer และ consumer ที่สำคัญในเศรษฐกิจมหภาคเว้ย

เอ่อ…ว่าแต่แกเรียกสองเรื่องนั่นว่า วรรณกรรม เรอะ???

Memory We Kept

21 เม.ย.

I still remember first day I arrived Los Angeles and was lost. I met a neat, kind, and fashionable 50 something lady who told me when situation was solved that “We’ve learnt some new things everyday.” Ever since, that word has been embedded to my memory. Yes, there was a time I forgot it too, but then something would happen right after that to remind that Lost In LA. day.

11 years later, I still remember her smile and her word.

Gabriel García Márquez, one of the greatest writers in our era, once wrote; 
“What matters in life is not what happens to you but what you remember and how you remember it.”

There are many forms that we can keep people in our lives to forever be with us.

Memorizing, to me, are one of those forms.

ญี่ปุ่นกับการประหยัดพลังงาน

13 เม.ย.

วันก่อนไปกินข้าวกับเพื่อนฝรั่งเศส นางถามว่ายูได้เรียนรู้อะไรจากคลาสพลังงานความมั่นคงมั่ง (คือตรูได้เรียนรู้เยอะมากเลยเหอะ…ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องวิชาการนะ) ก็เลยบอกว่า มันมีเรื่องนึงที่ชั้นโคตรช็อกเลย คือมีวันนึงในคลาสอ่ะ เขาพูดกันเรื่องประสิทธิภาพในการอนุรักษ์พลังงาน เรื่องโครงสร้างตึกที่ยุโรปให้ความสำคัญ แล้วเด็กสวิสก็บอกว่า นางคิดว่าตึกในโตได (ในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ถ้าไม่มีใครเดินผ่าน ไฟตามทางเดิน หรือห้องน้ำจะปิดอัตโนมัติเพราะประหยัดพลังงาน) แทบไม่มีตึกไหนเป็นตึกแบบประหยัดพลังงานเลย 

กะเหรี่ยงจากเมืองไทยก็แบบ “ห๊ะ อะไรนะ การที่อยู่ๆ ไฟก็ปิดเองเวลาไม่มีใครใช้หรือเดินผ่านนี่ไม่เรียกว่าออกแบบมาเพื่อประหยัดพลังงานเรอะ????” แต่ที่ช็อกกว่าคือ เซนเซที่เป็นคนญี่ปุ่น และทำงานเกี่ยวกับพลังงานมานานมาก ก็พยักหน้าเห็นด้วย พลางยอมรับว่า อืม ตึกในญี่ปุ่นแทบไม่ได้ประหยัดพลังงาน

“ห๊ะ” กรูช็อกเด่ะ

เพื่อนฝรั่งเศสพยักหน้า (เอากับเขาด้วย) บอกว่านางเห็นด้วยกับเด็กสวิส นางบอกว่าตอนนางมาที่นี่ นางงงกับการที่ตึกออกแบบให้ไฟฟ้าดับอัตโนมัติเวลาคนไม่ใช้ห้องน้ำ แต่โถชักโครกกลับอุ่นอยู่เสมอ นางบอกว่า รู้ไหมการทุ่มเทติดตั้งอุปกรณ์ที่ต้องใช้ไฟเพื่ออุ่นให้โถชักโครกอุ่นตลอดเวลา มันขัดแย้งกับการพยายามประหยัดไฟตามทางเดินมาก มันสบายนั่นแหละที่เรามีโถชักโครกอุ่นๆ ในหน้าหนาว แต่มันเปลืองไฟมากเลยนะ “ชั้นงงกับสิ่งเหล่านี้ในญี่ปุ่นมาก” นางบอก

คือตึกญี่ปุ่นนี่ มันออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ มันคือสิ่งแรกๆ ที่พวกเขาคิดถึง แล้วต่อมาก็คือมันออกแบบเพื่อความสะดวกสบายของคนใช้ แต่จริงๆ แล้ว เรื่องของการประหยัดพลังงานอ่ะ สำหรับเด็กยุโรป เกือบทุกคนลงความเห็นว่า มันยังไม่ใช่ แล้วคนญี่ปุ่นที่เคยไปอยู่ยุโรปก็สมทบด้วยว่า “อืมๆ ยังไม่ใช่”

คือสำหรับคนไทยอ่ะ ตึกในประเทศญี่ปุ่นโคตรประหยัดพลังงาน เราอยู่กับภาพความคิดนี้มาตลอด (ตรูเองที่อยู่กับภาพนี้) แล้วพอโดนบอกอย่างนี้ ตรูก็เหมือนโดนทุบหัวอ่ะ ตายคาคลาสไปเลย

โอ้ โลกมันยังมีเรื่องอีกมากรอมาทุบหัวเราสินะ…

ทุกคนล้วนมี “โตเกียว” เป็นของตัวเอง

11 เม.ย.

ช่วงก่อนคริสต์มาสปีก่อน มีเพื่อนของรุ่นพี่คนหนึ่งแวะมาโตเกียว เวลาใกล้สองทุ่มแล้ว เราหิวกันมาก เราเลยเดินหาร้านกินดื่มแถวอาเมะโยโก (Ameyoko) ตลาดกินดื่มค้าขายสำคัญย่านอุเอโนะ

แม้ทั้งรุ่นพี่และติ๊กต่อกจะเป็นเด็กโตไดทั้งคู่ แถมอีกคนก็พูดเขียนอ่านฟังภาษาญี่ปุ่นอย่างกับกำเนิดที่ญี่ปุ่นเอง (นางเขียนธีสิสปริญญาเอกเป็นภาษาญี่ปุ่นเลยนะ) และถึงแม้ย่านอาเมะโยโกจะถูกขนานนามว่าเป็นย่านกินดื่มของเด็กโตได (ย่านของพวกปริญญาตรีอ่ะดิ) แต่เราก็ไม่ได้เชี่ยวชาญร้านกินดื่มในอาเมะโยโกแต่อย่างใด ไม่รู้เหนือรู้ใต้ว่าร้านไหนอร่อยเลยด้วยซ้ำ ขณะที่หิวไส้แทบกิ่วกลางสายลมหนาวของเดือนธันวาคมนั้น เราก็เหลือบไปเห็นป้ายร้านหนึ่งที่ถ่ายภาพเมนูอาหารได้ดูดีมาก ร้านอยู่ชั้นใต้ดิน เราก็ชั่งใจกันอยู่ราว 5 วินาที ก่อนจะพยักหน้าทำสัญญาประชาคมแล้วเดินลงไปสั่งเมนูในร้าน

สรุปว่ามันเป็นร้านที่อร่อยทุกเมนู ตั้งแต่ของทอด ต้ม ยันไปถึงสาเก !!!

เคยคุยกับพี่โอ๋ว่า บางทีด้วยความไม่รู้ เราก็มักจะพบเจอ “ร้านที่เป็นของเราเอง” ร้านที่เราไม่ได้ตามอ่านในรีวิว (เพราะถึงอ่าน เราก็หาพิกัดไม่เจอกันอยู่ดี … ด้วยความง่าวส่วนบุคคล XD) แต่เป็นร้านที่เราบังเอิญจิ้มเอา บางทีแทงหวยผิด เจอร้านห่วยแตกก็มีบ้าง (แต่น้อย) ทว่าบางทีก็เจอร้านแบบเหนือความคาดหมาย อย่างพี่โอ๋ที่ไม่สันทัดภาษาญี่ปุ่นเลยแม้แต่น้อยก็ยังเคยเดินจิ้มได้ร้านราเมง (หรืออุด้งหว่า) ที่เป็นสไตล์ที่ขายที่ฮอกไกโดเท่านั้น ปกติแทบไม่มีใครรู้ว่ามันมีร้านที่ขายราเมงแบบนี้นอกฮอกไกโดด้วยเหรอ

ไม่ใช่แค่ร้านอาหารที่เราอาจจะรู้สึกว่ามันเป็น “โตเกียว” ของเรา มันอาจรวมไปถึงหลากหลายสถานที่ วิลเลียม เพื่อนชาวอังกฤษเคยบอกว่า เขารู้สึกผูกพันกับรถไฟเจอาร์สายยามาโนเตะเป็นพิเศษ แม้เขาจะใช้รถไฟใต้ดินเมโทรนั่งไปฝึกงานบ่อยกว่าขึ้นเจอาร์ก็ตาม สำหรับวิลเลียม ยามาโนเตะไลน์คือหนึ่งในสิ่งที่เขาจะคิดถึงมากที่สุดในวันที่เขาห่างจากโตเกียวไป

ฉันเคยอ่านเจอว่ามูราคามิพักในอพาร์ตเม้นท์ใกล้ศาลเจ้าเมจิ เวลาที่อยู่โตเกียว เขามักจะวิ่งรอบจิงงุ ไกเอ็น อันเป็นสวนรอบนอกของศาลเจ้าเมจิเสมอ ฉันเคยไปย่านนี้หลายครั้ง ทั้งในช่วงฤดูร้อน ใบไม้ร่วง หรือใบไม้ผลิใบ นี่คือหนึ่งในบริเวณเขียวขจีของเมืองใหญ่อย่างโตเกียว หนึ่งรอบของจิงงุ ไงเอ็น มีระยะทาง 1,325 เมตร มูราคามิชื่นชอบเครื่องหมายบนพื้นถนนทุกร้อยเมตรมาก และสำหรับเขา บริเวณรอบๆ จิงงุ ไกเอ็น ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ในโตเกียวที่เขาผูกพันกับมันมากที่สุด

สำหรับฉัน ฉันชอบร้านราเมงที่อยู่ละแวกสถานีเจอาร์นิชินิปโปริอยู่ร้านหนึ่ง ก่อนเปิดเทอม ฉันมีเวลาว่างมาก จึงเดินไปห้องสมุดชุมชนเสมอ ทำให้ต้องเดินผ่านร้านราเมงนี้เกือบทุกเย็น และทุกเย็นฉันก็จะได้เห็นคนต่อคิวตรงหน้าร้านอย่างอดทนที่สุด ในวันที่อากาศดีวันหนึ่ง ฉันเลยชวนเพื่อนอีกคนไปจิ้มเสี่ยงเมนูร้านนี้ ก่อนจะพบว่า มันอร่อยมาก และเป็นอีกวันที่ฉันรู้สึกว่า โตเกียวก็ไม่ได้เป็นเมืองที่ “รสขม” นัก

ฉันมารู้ทีหลังจากน้องอีกคนหนึ่งว่าร้านนี้ถือเป็นร้านรสดี และรสดังร้านหนึ่งในเมือง

หน้าร้อนนั้นผ่านไป ใบไม้ร่วงตามมา หิมะของหน้าหนาวแสนขมละลายแล้ว ใบไม้ผลิกุมมือเราอยู่ … ในเมืองที่ซาลารีแมนและร้านค้าปลีกย่อยคือกำลังหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราทุกคนล้วนมีเรื่องเล่าส่วนบุคคล

เราทุกคนล้วนมี “โตเกียว” เป็นของตัวเอง

ซากุระ กับการมาและการจาก

6 เม.ย.

ชอบที่คุณป้าพนอจันทร์บอกว่า ซากุระมันมีอายุขัยของมัน มันบานแค่สองสัปดาห์แล้วก็ร่วงไป ดังนั้นสองสัปดาห์นี้ก็เลยเป็นช่วงเวลาที่คนในพื้นที่การบาน เต็มที่กับมัน การเดินออกนอกบ้านไปชื่นชมซากุระเป็นกิจกรรมที่เป็นธรรมชาตินะเราว่า โอเค มันกลายการท่องเที่ยวไปแล้ว แต่การออกไปชมความงามของดอกไม้ที่เรารู้ว่าเดี๋ยวมันก็โรยนี่โคตรสะท้อนธรรมชาติมนุษย์เลยอ่ะ เราหาความสดสว่างให้ชีวิต แล้วซากุระมันก็เป็นแบบนั้น ความสุขระยะเวลาจำกัด ที่เดี๋ยวปีหน้าก็แวะมาเคาะประตูอีก

เราไม่เคยเข้าใจ (และแอบยี้) เวลาเหล่านักคิดชอบพูดถึง ญี่ปุ่นกับเซน แต่การบานเพียงชั่วยามของซากุระ ทำให้เราเริ่ม “เออ สิ่งแวดล้อมในญี่ปุ่นแม่งมันกล่อมคนให้รู้สึกถึงการมาและการจาก” 

แต่แปลกที่เกาหลีก็มีเทศกาลเชอร์รี่บลอสซัมบาน แต่ทำไมคอนเซปต์ของการมาและจากไป ถึงไม่ชัดเจนเท่าญี่ปุ่นล่ะ

ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และซีรีส์เกาหลี

6 เม.ย.

ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และซีรีส์เกาหลี

แชโบล คือกลุ่มธุรกิจใหญ่ของเกาหลีใต้ ที่เริ่มสร้างเครือข่ายใหญ่โตนับตั้งแต่หลังสงครามเกาหลีจบสิ้น โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ดำเนินนโยบายปกป้องเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการกีดกันสินค้านำเข้าที่จะมาแข่งกับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เช่น รถยนต์ หรือพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้กลุ่มแชโบลอย่าง แดวู ซัมซัง แอลจี เกิดความเข้มแข็ง สะสมความมั่งคั่ง และพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองมาได้จนเข้มแข็ง และเมื่อมี WTO เกิดขึ้น เกาหลีใต้ก็พร้อมจะเปิดประเทศได้ โดยที่ธุรกิจเหล่านี้ก็มีฐานทุนและเทคโนโลยีรองรับแล้ว

แต่แชโบ ก็มีการสร้างสายสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองเช่นกัน ทำให้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ 1997 นั้น พวกธุรกิจที่ไม่ได้เรื่องได้ราว แต่เติบโตมาได้จากภาวะเฟื่องฟูเศรษฐกิจและเน้นสายสัมพันธ์มากกว่าเน้นพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง หลายเจ้าก็ล้มครืนลงไป

พูดเรื่อง แชโบ เพราะพวก “ลูกชายคนรอง” ของกลุ่มนั้นนี้ในซีรีส์เกาหลีนี่คือ พวกแชโบ ทั้งนั้น ทั้งชเวยองโด แห่ง The Heirs จนถึงพระรองใน You Who Came From The Star

ซูชิจิโร่ : ความฝัน ความหวัง การเติมเต็ม และสิ่งที่เป็นไป

6 เม.ย.

ความฝัน ความหวัง การเติมเต็ม และสิ่งที่เป็นไป

สำหรับผู้คนที่เรียนสายอาหารในญี่ปุ่น รวมถึงผู้ที่ทดสอบติดตามรสชาติของดาวมิชลินอยู่เนืองนิจ หลายคนมักให้ข้อมูลที่ค่อนข้างตรงกัน ว่าร้านซูชิของลุงจิโร (รอบละสามหมื่นเยนและต้องจองอย่างน้อยสามเดือน) ถือเป็นร้านตัวท็อปหนึ่งในห้าของโตเกียว แต่ไม่ใช่ร้านอันดับหนึ่งแต่อย่างใด (ข้าพเจ้าจำชื่อร้านอื่นๆ ในสี่ร้านไม่ได้แล้ว แต่ทั้งสี่จะราคาต่ำว่าสามหมื่นเยน) แต่ปรากฏการณ์ของหนัง Jiro: Dream of Sushi ทำให้คนคุ้นเคยและใฝ่ฝันอยากมาชิมร้านของลุงจิโร่มากกว่า แม้กระทั่งเพื่อนชาวอังกฤษก็ยังเคยส่งลิงก์หนังมายุให้ติ๊กต่อกออกไปกิน (คือมันรู้อยู่ใช่ไหม ว่าสามหมื่นเยนนะเฟ้ย)

ช่วงแรกๆ ที่มาอยู่ญี่ปุ่น พอได้ยินเพื่อนที่อยู่ไทยพูดว่าอยากกินร้านลุงจิโร่ เรามักเผลอบอกไปทุกทีว่า “เฮ้ย มันไม่ได้เทพสุดอันดับหนึ่งนะ” แล้วหลังจากนั้นก็มักเกิดอาการชะงักงันทุกที คือเรานั่นเองที่ชะงักงัน เพราะมันทำให้เรากลับมาตั้งคำถามว่า แล้วเราจะต้องกินสิ่งที่เทพที่สุด ใช้เงินเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดไปทำไม ถ้ามันไม่ได้มีความหมายอะไรเลยจริงๆ กับเรา

แน่นอนว่า คนรู้จักร้านจิโร่จากในหนัง เมื่อรู้จักแล้วเราก็ถักทอความผูกพันกับร้านอยู่อย่างเงียบๆ มันได้กลายเป็นหนึ่งในความฝันของหลายคน มันมีเรื่องราว ความหมาย รวมถึงกลายเป็นหมุดหมาย เมื่อไม่กี่วันมานี้เองที่เราถึงบางอ้อว่า จริงๆ ไม่ใช่ซูชิรสดีที่สุดในโลกที่คนอยากชิมกัน มันคือซูชิรสที่เสิร์ฟความหวัง เติมเต็มความฝัน อาหารที่เต็มไปด้วยเรืองราว (ที่เราได้ยินมา) ต่างหากคือสิ่งที่เราอยากลิ้มลอง

ท้ายที่สุด อาหาร ก็เหมือนกับผู้คนในชีวิต … มันไม่จำเป็นต้องดีที่สุด แต่มันควรเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับชีวิตที่เป็นไปในแต่ละวันของเรามากที่สุด มันควรเป็นสิ่งที่ให้พลังงานในแง่ดีกับเรา

และให้ความหวัง … ในวันที่กาย (รวมถึงใจ) เราต้องใช้มัน

Come Visit Khaowong

a small and peaceful district named Khaowong

mekongpeacejourney

Just another WordPress.com site

Soraj's Weblog

Posts, mostly about Buddhism

Paint dayouth

Meet young spirits who swing Thai indie culture

The Style Voyager

Hong Kong Fashion and Lifestyle Blog.

Mostly Bright Ideas

Some of these thoughts may make sense. But don't count on it.

Coffee Shop Chronicles

Life and Times of a Barista

when angels become rebellious

JAEJOONG+YUCHUN+JUNSU+ things

Mighty Girl

Famous Among Dozens

Another WORD is Possible

Words & Fotos ON / All rights reserved © Lee Yu Kyung 2014

Matt on Not-WordPress

Stuff and things.

JEDIYUTH

May the Movie Force Be With You

Pefinance's Blog

Blog ของคนใช้เงินเก่ง ^_^

10,000 li of Life

Investment : Journey of Life : China : ภาพทริปอู่ไถซาน มณฑลซานซี

The Middlest Sister

There are 5 sisters. She's the middlest.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.