[BOOK] “และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ: การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชน ก่อน 14 ตุลาฯ”

12 ก.ย.

10384442_10152390601688235_3301986677177312744_n

“และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ: การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชน ก่อน 14 ตุลาฯ”

โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ
พิมพ์ครั้งที่ 2 (ตุลาคม 2556)

ขอพื้นที่ให้หนูโชว์โง่บ้าง

อ่านล่มนี้แล้ว (แน่นอนว่า นานๆ ทีจะอ่านงานวิชาการนอกเหนือจากที่เซนเซสั่งให้อ่าน …กรรม) พบว่า

-วัฒนธรรมการเมือง (Political Culture) มันเป็นคนละอันกับ การเมืองวัฒนธรรม (Cutural Politics) – งานที่ปรับปรุงมาจากธีสิสเล่มนี้ เน้นวิเคราะห์ “การเมืองวัฒนธรรม” (Cultural Politics)

- จิตร ภูมิศักดิ์ เกิด 2473 ถูกยิงตาย 2509 … และไม่ได้เกี่ยวข้องทางกายภาพใดๆ กับ 14 ตุลา 2516 (หรือ 6 ตุลา 2519) — เออ เพิ่งรู้นี่แหละ ><

-งานเขียนงานหนังสือพิมพ์ของ ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์), เสนีย์ เสาวพงศ์ (ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์) อิศรา อมันตกุล,ลาว คำหอม และอื่นๆ (เช่น นายผี) เป็นงานยุค 2490 เน้นวิพากษ์รัฐบาล ยุค จอมพล ป.(ยุคสอง) และสังคมยุคนั้น พอจอมพลสฤษดิ์ รัฐประหารอย่างเป็นทางการ 2501 งานเหล่านี้ และคนเหล่านี้ ก็ถูกกวาดล้าง ตรวจสอบ และทำให้หายไปจากความทรงจำของคนทั่วไป … นิสิตนักศีกษาที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยยุค 2500 เรื่อยไป (ก่อนหน้า 14 ตุลา 2516) ไม่รู้จัก งานเขียนและนักเขียนเหล่านี้ พวกเขาโอบรับกระแส “ซ้ายใหม่” ตามกระแสนักศึกษาและปัญญาชนทั่วโลกในตอนนั้น โดยตั้งคำถามถึง “ซ้ายเก่า” ว่าเมืองไทยไม่เคยมี …จนกระทั่งพวกเขาได้อ่านงานเขียนในยุค 2490 พวกเขาถึงได้ค้นพบว่า …”เฮ้ย แก๊ มันเคยมี “ซ้ายเก่า” มาแล้วโว้ย แต่ทำไมกรูไม่เคยรู้” (กรูก็ไม่เคยรู้เหมือนกันนนนนน)

-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนเปิดตัวครั้งแรก (เดบิวต์ครับ เดบิวต์) เป็นมหาวิทยาลัยเปิด! ใครๆ ก็เรียนได้!

-ตอนที่ เสน่ห์ จามริก เป็นอาจารย์หนุ่มจบจากต่างประเทศ เข้ามาสอนรัฐศาสตร์ที่ มธ. นั้น เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ยังเป็นวัยรุ่นนักศึกษาอยู่ (อา…พวกเขาไม่ใช่คน “วัย”เดียวกันนะครัช)

-ยุคก่อนหน้า 14 ตุลา 2516 นักศึกษาและปัญญาชนค่อยๆ บ่มเพาะความคิดต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร พวกเขาใช้คำว่า “ขายชาติ”กับรัฐบาลจอมพลถนอม ขณะเดียวกัน พวกเขาก็มองว่า “คณะราษฎร์” คือรากหน่อของปัญหา “เผด็จการทหาร” ที่สืบต่อมาในประเทศ และพวกเขาอุ้มชูวาทกรรมราชาชาตินิยมประชาธิปไตยไว้ (พร้อมวาทกรรมอื่นๆ // ขี้เกียจย้อนเปิดดูว่ามีอะไรบ้างแล้ว)

-นักศึกษาก่อนยุค 14 ตุลา ก็รับเอาแนวคิด ชาตินิยม มาใช้ (อย่าปล่อยให้มะริกันมายึดประเทศที่บรรพบุรูษเราสู้ให้ได้มา) แต่เป็นคนละชาตินิยมแบบราชการ (official nationalism) ที่รัฐบาลเผด็จการทหารใช้

พอล่ะ รู้สึกโดนทุบหัวโง่ๆ พอล่ะ (คนอื่นเขาคงรู้หมดแล้วล่ะ กรูเพิ่งรู้นี่แหละ)

แต่ข้อสังเกตคือ ตัวละครหลักๆ ในหนังสือ (มันจะมีรวมลิสต์รายชื่อข้างท้ายด้วยนะ) ส่วนใหญ่เกิน 90% เป็น ผู้ชาย แทบไม่มีตัวละครหญิงโผล่มาเลย

ประวัติศาสตร์ยุคหนึ่งสะท้อนให้เราเห็นว่า รัฐไทยสมัยใหม่ ถูกขับเคลื่อน (และปะทะ) โดยเพศชายเป็นหลักสินะ

จบล่ะ / ไว้จำอะไรได้จะมาเขียนต่อ / แต่ตอนนี้เรามีนิยายประโลมโลกต้องอ่านต่อฮ่ะ / ต้องเขียนเรื่องญี่ปุ่นต่ออีก หวานแหววๆ

“ยากสุดคือ…”

9 ก.ย.

“ยากสุด คือฝึกหายใจ”

น้องคนหนึ่งโพสเรื่องฝึกว่ายน้ำไว้ในเช้าวันนี้ สำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่ (ยอม) เป็นสักที,​ นี่คือเรื่องจริงที่สุด

 

ประโยคนี้ทำให้ฉันคิดถึงเหตุการณ์ในเช้าตรู่วันคริสต์มาสปีที่แล้ว ที่สนามบินนาริตะ

เรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่ก็โยงใยกัน

ฉันมีนัดดูคอนเสิร์ตครบรอบสิบปี “ทงบังชินกิ” ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ในวันที่ 26 ธันวาคม 2013, ไฟล์ทบินคริสต์มาสคือไฟล์ทที่จะพาฉันไปยังสถานที่นั้น

 

คริสต์มาสคือช่วงเวลาที่ค่าโดยสารเครื่องบินจะถีบตัวขึ้นสูงมาก สูงจนน่าตกใจ สูงจนน่าหลีกเลี่ยง ยกเว้นแต่ว่า มันคือไฟล์ทบังคับ ถ้าไม่จำเป็นถึงขั้นคอขาดบาดตาย คนเราคงไม่อยากเดินทางในช่วงเวลามหาแพงเหล่านี้

แน่นอนว่า “ทงบังชินกิ” คือเรื่องคอขาดบาดตายของฉัน

 

แต่สำหรับครอบครัว พ่อ-แม่-ลูกสอง หัวสีทองที่ยืนต่อคิวเช็คอินอยู่ข้างหน้า ฉันไม่รู้ว่า “อะไรในโลก” คือเรื่องคอขาดบาดตายของพวกเขา

เด็กชายคนพี่หาวหวอดๆ ติดต่อกันเป็นครั้งที่สิบสี่แล้ว เช้าตรู่หน้าเคาน์เตอร์โคเรียนแอร์ไลน์ในฤดูหนาวใกล้ศูนย์องศาอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องจำเป็นจริงๆ เราก็คงไม่ถ่อกันมาต่อคิว

พ่อกับแม่หัวทองคุยกันด้วยความเคร่งเครียด ถกเถียงด้วยภาษาสกุลยุโรปสักอย่างที่ฉันไม่มีวันเข้าใจ พอคิวเริ่มใกล้เคาน์เตอร์เช็คอินเรื่อยๆ คนเป็นแม่ยิ่งเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้าย เมื่อสถานการณ์หน้าเคาน์เตอร์ของพวกเขาลงเอยแบบไม่สมความปรารถนา คนเป็นแม่ก็ตะโกนออกมาใส่หน้าคนเป็นพ่อ

 

แล้วเธอก็เขวี้ยงกระเป๋าถือที่อยู่ข้างตัวลงพื้น

 

เด็กน้อยสองคนร้องตกอกตกใจ เสียงร้องไห้ดังจ้าไปทั่วแถวเช็คอิน คนเป็นแม่กรีดร้องใส่หน้าสามี, ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดของเธอ คงมีอะไรสักอย่างผิดพลาดจากแผนเดินทางที่วางกันไว้…แผนเดินทางของช่วงเวลาแสนแพง ในเช้าตรู่วันคริสต์มาส

 

แผนผิดพลาด ที่อาจทำให้เราเสียสติ จนเผลอตะโกนและกรีดร้องใส่หน้าคนที่เรารัก

 

เป็นเช้าวันนั้นเอง เช้าก่อนหน้าปีใหม่ตั้งเกือบหนึ่งสัปดาห์ ที่ฉันสูดลมหายใจยาวเข้าปอด ปี2014 ฉันไม่มี New Year Resolution สักข้อ ฉันเคยลองมาแล้วตลอดชีวิต,​ มันไม่ค่อยเวิร์ค ฉันไม่มีวินัยมากพอที่จะรักษามันไว้

 

แต่ปีนั้นเอง ปีที่แล้ว ในวันคริสต์มาส ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงเกินไป ฉันตั้งใจไว้ ในทุกๆ ปี, ถ้าเป็นไปได้,

ฉันขอให้ตัวเองยังมีสติอยู่เสมอ และไม่ว่าอะไรจะผิดแผนหรือผิดพลาด

 

ถ้าเป็นไปได้, ฉันขอให้ตัวเองไม่กรีดร้องหรือตะโกนใส่หน้าคนที่เรารัก

 

ไม่ว่าเราจะพลาดไฟล์ทบินคริสต์มาส หรือเจอสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็เหอะนะ

 

“ยากสุด คือฝึกหายใจ”

“ยากสุด คือรักษาสมดุลของการว่าย,​ ประคองชีวิต”

 

 

 

[short story] Tokyo Zero Degree

4 ก.ย.

“Tokyo zero degree”

 

 

In the freezing winter,
one day,
I had a warm can of coffee in my hand,
then you asked,
about the place I like the most in Tokyo,
“Lawson”,
a reply went on,
“Why?”, 
so much many doubts when we were young,
too many,
“It opens 24 hours,
you can count on,
from zero degree to forty degree,
It is there,
not always but normally,
not so much things in the world can make you feel like that,
like Lawson”,
“But the food is bad,” you said,
then I agreed,
In a zero degree sunny day,
with the warm can of coffee in my hand.

 

10580823_10152397024978235_6902754420109213934_o-2

[film] Solanin : The portrait of the hardship of becoming adulthood

2 ก.ย.

Solanin
(2010, Japanese, directed by Takahiro Miki, manga by Inio Asano)

3/5

The portrait of the hardship of becoming adults 

 

Solanin image 01


I may expect more, then I feel a bit unsatisfied, maybe because I am not in that region of twenty something anymore, or maybe, maybe, maybe, (you can type a million “maybe”.)

It’s story about young graduates who feel not satisfied about their lives, asking about the meaning of it, if it, itself, is not meaningless. A young man who once has a dream, seeking it, and, yes, truth always hurts, or maybe his time hasn’t arrived yet.

A young woman who doesn’t know what her dream is, she just know that she is happy standing by a young man’s side. One thing she likes is that listening to a guitarist man talking, she usually likes that part.

Young people in the modern-day Japan, who live in the era that the economic is not that “great” anymore, dream that is hard to achieve, life that is not easy to bargaining with.

Aoi Miyazaki is at her best in this film, but the film itself, may not be for the “now” me.

September 2nd, 2014.

[film] Boyhood (USA, 2014, Richard Linklater)

25 ส.ค.

Boyhood (USA, 2014, Richard Linklater)

5/5

A film that captured of a boy’s life since May 2002 to October 2013, 11 years that him and people around him have grown up, or in the other word, grown old. This film is special because Linklater (the director) spent the actual 11 years to film this life story. It’s not that dramatic life story, Mason Jr. (Ellar Coltrane) has spent the young and the youth just like many American middle-class kids, primary school, junior high, Obama’s first presidential era, and Beyonce & Lady Gaga MV, Facebook, and etc. 

Ethan Hawke played as Mason (the father), but most of the time, I felt like he is Jesse from “Before Midnight”, another film which directed by Linklater. Maybe both Hawke and Linklater forgot that were shooting for “Boyhood”, maybe they confused that they were filming “Manhood” instead. (well, although I am a big fangirl of Hawke, but this is not definitely a compliment.)

Anyway, love this scene in this picture. It reminds me of “22 years-old me” and the tranquil day near the lake with two good friends,

just right before I had to begin my “adulthood”,

and begin a life. 

 

boyhood-film


“Life is expensive, you know?”Mason the father told Mason Jr. while they were camping together one day.

[บทความ] พ่อ

25 ส.ค.

พ่อ

เรื่องโดย Tiktok

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารเวย์ ฉบับมกราคม 2557

 

 

 

            ฉันรักพ่อน้อยกว่ารักแม่ และในบางช่วงวัยของชีวิต ฉันเคยเกลียดพ่อมาก

            พ่อกับแม่เลิกกันตอนฉันอายุ 8 ขวบ ตอนนั้นพ่อเพิ่งถูกไล่ออกจากราชการด้วยเหตุผลคือติดเหล้าจนเสียการเสียงาน ฉันเคยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนชายที่หลงใหลเบียร์ฟัง โดยสรุปความสั้นๆ ว่าพ่อกับแม่เลิกกันเพราะพ่อติดเหล้า เพื่อนชายคนนั้นบอกว่าไม่จริงหรอก บางครั้งผู้ใหญ่ก็เลิกกันด้วยเหตุผลที่มันซับซ้อนกว่านั้นสิ ฉันยืนยันว่าไม่ แม่ขอหย่าเพราะพ่อติดเหล้าจริงๆ ไม่ได้มีเรื่องลึกลับอื่นๆ ที่เข้ากันไม่ได้ อย่างชอบดูละครไม่เหมือนกัน หลงใหลใฝ่ฝันในการผจญภัยอันแตกต่าง หรือมีทัศนคติด้านการเมืองที่ไม่สอดคล้องกัน ไม่มีปมประเด็นอะไรเหล่านี้เกิดขึ้นทั้งนั้น เรื่องของเรื่องคือพ่อติดเหล้าแบบเกินเยียวยา…และผู้หญิงคนหนึ่งก็สุดจะทนกับสามีแบบนั้นแล้ว

            พอเลิกกัน พ่อก็ย้ายออกไปอยู่บ้านปู่กับย่า ส่วนบ้านที่เคยเป็นของเราก็ถูกทิ้งร้างไว้ เพราะแม่หอบฉันกับพี่ชายข้ามฟากถนนมาอยู่บ้านตากับยายแทน จริงๆ ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าทำไมพอหย่าร้างแล้ว แม่ถึงทนอยู่บ้านเก่าไม่ได้ ฉันเพิ่งมาเข้าใจเอาตอนโตๆ นี่แหละว่า บางครั้ง เมื่อแกนกลางบางอย่างของชีวิตเปลี่ยนแปลง มันอาจจำเป็นที่เราต้องหาแกนใหม่มายึด สำหรับแม่ ตากับยายคือแกนนั้น ส่วนพ่อ แกนหลักแห่งใหม่ที่พอจะช่วยประคับประคองชีวิตให้ไปต่อได้ก็คงเป็นปู่กับย่านั่นเอง

           หลังจากเจอแกนหลักแห่งใหม่ แต่ละคนก็ดำเนินชีวิตของตัวเองต่อไป แม่ยังรับราชการครูเหมือนเดิม ส่วนพ่อกลายเป็นราษฎรสามัญเต็มขั้น เนื่องจากเรียนจบสาขาเกษตร ประกอบกับอาชีพเก่าคือเกษตรอำเภอ พ่อเลยหันมาจับจอบเสียมยึดการทำนาเป็นอาชีพหลัก ช่วงนั้นฉันกับพี่ชายจะไปเยี่ยมพ่อทุกเสาร์อาทิตย์ เพราะบ้านปู่กับย่าห่างออกไปแค่ 10 กิโลเมตรเท่านั้น เอาจริงๆ ฉันไม่ได้คลุกคลีกับพ่อมาก เวลาไปบ้านปู่กับย่าฉันมักจะขลุกอยู่กับย่าเป็นหลัก ฉันเริ่มหัดเรียนทอผ้า ปั่นและอิ้วฝ้ายจากย่าในช่วงนั้น ฉันชอบอยู่กับย่ามากกว่าพ่อเสียอีก ฉันรู้สึกว่าย่าใจดี ขณะที่พ่อดูเคร่งเครียดอย่างไรก็ไม่รู้

            ก่อนฉันเข้าเรียนมัธยม ปู่ก็มาเสียชีวิตด้วยโรคชรา พ่อร้องไห้หนักกับการจากไปของแกนหลักหนึ่งในชีวิต ในงานศพปู่ พ่อและญาติผู้ชายคนอื่นๆ พากันบวชหน้าไฟ แต่ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงทุกคนก็ลาสิกขาบทออกมา ยกเว้นก็แต่พ่อเท่านั้นที่ตัดสินใจบวชต่อ ตอนนั้นทุกคนคิดว่าพ่อคงจะบวชสั้นๆ แต่ไม่ใช่เลย…พ่อดำรงตนอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์อย่างยาวนานอีกหลายปีทีเดียว

            พ่อถือครองจีวรในช่วงที่ฉันย่างก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ฉันจำคำที่พ่อสอนสั่งในช่วงนั้นไม่ได้แล้วล่ะ คำบาลีบางคำมันก็ยากเกินกว่าที่เด็กสาววัยใกล้ทำบัตรประชาชน (ยุคนั้น) จะเข้าใจได้ ฉันขอบอกพ่อตอนนี้เลยว่า ช่วงนั้นฉันพยักหน้าหงึกหงักรับฟังคำสอนไปอย่างนั้น เรื่องเดียวที่ฉันจำได้ตอนพ่อบวชก็คือเรื่องที่พ่อทำนายดวงฉันว่าจะมีผู้ใหญ่อุปถัมภ์ค้ำจุนและชีวิตจะไม่ลำบาก ฉันคิดว่าคำทำนายนี้เป็นเรื่องจริง และผู้ใหญ่ที่อุปถัมภ์ชีวิตฉันก็คือแม่

            พ่อบวชอยู่ได้หลายปีจนผู้คนเริ่มคิดกันว่าพ่อจะถือครองผ้าเหลืองตลอดไป แต่แล้วพ่อก็ทำให้ทุกคนแปลกใจในวันหนึ่ง เมื่อพ่อลาสิกขาบทออกมา เรื่องที่น่าแปลกใจกว่านั้นก็คือพ่อซึ่งเลิกเหล้าไปแล้วในช่วงเป็นพระกลับหันกลับมาดื่มเหล้าอีกครั้ง ต่อมาไม่นานพ่อบอกฉันกับพี่ชายว่าพ่อจะแต่งงานใหม่ ภรรยาใหม่พ่อชื่อน้าหนอม เป็นผู้หญิงนิสัยน่ารัก ทำงานเกษตรได้แบบหนักเอาเบาสู้ แต่กระนั้นเธอก็ห้ามพ่อไม่ให้ดื่มเหล้าไม่ได้…ในยุคนั้น ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ห้ามพ่อดื่มเหล้าไม่ได้เลย

            ในตอนนั้น ฉันมองว่าพ่อคือคนสองบุคลิก ยามที่พ่อพาตัวเองออกห่างจากวงเหล้า พ่อจะเป็นคนเอาการเอางาน เป็นคนนิสัยดีชอบช่วยเหลือญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง ในช่วงเวลาที่แอลกอฮอล์อยู่ไกลจากร่างกาย พ่อคือวีรบุรุษของฉัน พ่อคือคนที่หาใครเทียบเคียงด้วยไม่ได้อีกแล้ว แต่ครั้นเมื่อพ่อตัดสินใจแวะวงเหล้าที่ตั้งวงกันอยู่ในงานบุญ งานบวช หรือแม้กระทั่งงานศพเท่านั้นแหละ เพียงจอกแรกที่เข้าปาก ก็นำมาซึ่งจอกที่สอง พ่อไม่เคยหยุดตัวเองแค่พอกรึ่มๆ ฉันไม่เคยเป็นคนติดเหล้า ฉันไม่เข้าใจ (และคงไม่มีวันเข้าใจ) ว่าทำไมพวกเขาจึงต้องดื่มกินกันจนเละเทะไร้สติแบบนั้น อาการของพ่อช่วงนั้นเหมือนคนเสพติดจนไม่อาจหยุดตัวเองได้แค่จอกแรกๆ ฉันมาคิดเอาเองตอนโตว่าพ่อคงรู้สึกเครียดกับบางอย่างในชีวิต พ่อคนที่เคยเป็นข้าราชการต้องหันเหมาทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ความผิดหวังที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ทำให้ชีวิตคนเราเสียศูนย์ได้ไม่ยาก ความรู้สึกเสียศูนย์โซเซ เป็นสิ่งที่ผู้คนซึ่งไม่เคยผจญกับมันจะไม่มีวันเข้าใจได้เลย

            ถึงพ่อจะเมามากในตอนที่ฉันเรียนมัธยม แต่นั่นก็ไม่ใช่วัยที่ฉันเกลียดพ่อ ฉันเริ่มเพาะบ่มเชื้อความเกลียดชังในช่วงที่จากลาบ้านเกิดเพื่อมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นฉันเพิ่งเป็นเฟรชชี่ พักอาศัยอยู่ในหอพักมหาวิทยาลัย ต้องการช่วงเวลาปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่อีกเยอะ แล้ววันหนึ่งพ่อก็ปรากฏตัวขึ้นที่ใต้หอพักโดยไม่ได้บอกกล่าวก่อน จริงๆ จะว่าพ่อไม่บอกกล่าวก็ไม่ได้ พ่อโทรมาแต่เช้าตรู่ว่าพ่อติดรถของวัดแถวบ้านที่มีสาขาที่กรุงเทพฯ ลงมาเยี่ยมฉัน เสียงพ่อดูอ้อแอ้ชอบกล และเมื่อฉันลงไปเจอพ่อที่ใต้หอพัก ตัวพ่อก็อ้อแอ้และเดินโซเซมากกว่าเสียงอีก ไม่ต้องเรียนหมอหรือเป็นนักสังเกตพฤติกรรมมนุษย์ ฉันก็รู้แล้วว่าพ่อเมาเหล้า…เมาหนักเสียด้วย ฉันไม่เคยเข้าใจจนถึงทุกวันนี้ว่าทำไมคนเป็นพ่อถึงห้ามตัวเองไม่ให้กรอกเหล้าเข้าปากก่อนมาเยี่ยมลูกที่เพิ่งสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐไม่ได้นะ…มันจะยากอะไรกันนักหนากะอีแค่รู้จักยับยั้งใจตนเองต่อศีลข้อห้า จากเหตุการณ์วันนั้น ฉันเริ่มมองพ่อเปลี่ยนไป ฉันรู้สึกว่าพ่อเป็นคนอ่อนแอมากๆ อ่อนแอเกินไป และฉันเกลียดคนแบบนี้

            ด้วยความที่ฉันสอบเทียบชั้นมัธยมปลายแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ทันที ฉันกับพี่จึงถือว่าเริ่มต้นการเป็นเฟรชชี่ในช่วงเวลาเดียวกัน หากแต่ด้วยความที่ตัดสินใจเปลี่ยนคณะกลางคัน พี่ชายฉันจึงจบล่าช้าไปกว่าเกณฑ์มาตรฐานอยู่สองปี ตอนนั้นฉันทำงานแล้ว แต่ยังถือเป็นเด็กแบเบาะในโลกแห่งมืออาชีพ ฉันยังเลี้ยงตัวเองได้ไม่ดีนัก ประสาอะไรที่จะไปดูแลคนอื่น แม้คนนั้นจะเป็นพี่ชายหรือพ่อแม่ตัวเองก็เถอะ ในวันซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรของพี่ พ่อตัดสินใจเดินทางไกลมาถ่ายรูปด้วย ขณะที่แม่ผู้ไม่สนใจพิธีรีตองอยู่แล้วโทรบอกว่า “ไม่มานะ” ด้วยความที่ฉันตัดสินใจไม่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อสองปีก่อน ดังนั้นจึงถือได้ว่า งานรับพระราชทานปริญญาบัตรของพี่ในหนนี้ถือเป็นงานแรกของครอบครัวเรา แม้พี่ชายฉันจะเรียนจบช้า แต่เขาก็คงตั้งความหวังกับงานนี้ไว้มาก ในวันอันเกี่ยวข้องกับพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร คนเราจะต้องการอะไรมากกว่าความเบิกบาน ชื่นมื่น และความหวังถึงอนาคตอันสดใส แต่แล้วพ่อก็ปรากฏกายในตอนเช้าตรู่ด้วยอาการเดินโซเซและกลิ่นเหล้าหึ่ง พ่อเมาเหล้ามางานซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรงานแรกของครอบครัว และเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่าพี่ชายฉันคงไม่เรียนต่อระดับปริญญาโทแล้ว จึงถือได้ว่า พ่อเมาเหล้ามาร่วมงานซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรงานเดียวในชีวิตของลูกชายตนเอง

            ฉันเกลียดพ่อในวันนั้น

            หลังจากนั้นชีวิตฉันก็ก้าวเข้าสู่วัยเบญจเพส พร้อมๆ กับข่าวร้ายเรื่องบริษัทที่ทำงานอยู่ตัดสินใจปิดตัว ฉันกลายเป็นคนตกงาน ฉันตัดสินใจเดินทางไปท่องเที่ยวเวียดนามเกือบหนึ่งเดือนเต็ม ก่อนจะกลับมาปักหลักอยู่บ้านอีกเกือบห้าเดือน ช่วงนั้นฉันไปช่วยพ่อทำนา ได้พูดคุยและทำความรู้จักกับพ่อในวัย 54 ปีเพิ่มขึ้น พ่อในวัยนั้นหันมาทำงานช่วยเหลือชุมชนพลางถูกเชื้อเชิญไปเป็นกรรมการในกิจการที่เกี่ยวกับชุมชนอยู่หลายเจ้า ถ้าวัดตามมาตรฐานสมัยใหม่ พ่อไม่น่าจะถูกเชื้อเชิญ เพราะหนึ่ง พ่อไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต และสอง พ่อไม่ได้มีเงินมากมายขนาดที่จะไปดูแลใครได้ จริงๆ พ่อติดจะขัดสนด้วยซ้ำ พ่อแค่หาเงินได้จากการทำนาปีแล้วขายข้าว แต่คนในชุมชนเห็นว่าพ่อเอาการเอางาน พึ่งพิงได้ ฉันได้เรียนรู้ก็ตอนเบญจเพสนี่เองว่า คนเราไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานะที่ดีเว่อร์ เราก็สามารถช่วยคนอื่นได้…ประสบการณ์หนนั้นทำให้มุมมองที่ฉันมีต่อพ่อเริ่มเปลี่ยนแปลง

            จากนั้นอีกหนึ่งปีพ่อโทรบอกฉันว่าพ่อเลิกเหล้าแล้ว…เป็นการเลิกที่เด็ดขาดและจะไม่มีการข้องแวะเกี่ยวข้องกันอีก ฉันไม่เชื่อพ่อหรอก ฉันคิดว่ามันคือคำโกหกอีกคำหนึ่งที่มนุษย์ผู้อ่อนแอมักจะพล่ามออกมาเสมอ พ่อโกหกฉันแน่ๆ เหมือนกับที่บางครั้งฉันก็โกหกเจ้านายเรื่องเดดไลน์ส่งบทความ เหมือนที่บางครั้งเราก็โกหกบางคนว่าเขาไม่สำคัญต่อชีวิตเราแล้ว เหมือนที่บางหนผู้คนก็โกหกกันว่า “ไว้ว่างๆ กินข้าวกัน”

            แต่พ่อก็เลิกเหล้าจริงๆ

            นอกจากเลิกเหล้า พ่อในวัย 55 หันเข้าหาวัด เปล่า, ไม่ใช่การหันหาธรรมะแบบที่เรามักพบกันในสังคมเมืองยุคนี้ จริงๆ ชีวิตพ่อก็เหมือนชีวิตคนชนบทคนอื่นๆ คือมีความเกี่ยวข้องพัวพันกับวัดมาตลอด บางครั้งพ่อก็แวะไปคุยเล่นกับพระที่เป็นญาติพี่น้องกัน ฉันจะไม่เรียกมันว่า “การสนทนาธรรม” นะ เพราะมันคือการคุยเล่นจริงๆ พ่อทำสิ่งเหล่านี้มาเนิ่นนาน จนกลมกลืนกับวิถีชีวิต แล้วในวัย 55 ปีพ่อก็กลายร่างเป็นมัคนายก พ่อถูกเชิญให้เป็นประธานฝ่ายฆราวาสของวัดป่าสายปฏิบัติแห่งหนึ่ง งานศพ งานบวช แห่ผ้าป่า ทำบุญกฐิน อะไรก็ตามที่ต้องมีพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์องค์เจ้า ชาวบ้านจะเรียกขานให้พ่อไปช่วยทั้งนั้น แม้กระทั่งงานแต่งของลูกหลานข้าราชการใหญ่ หรืองานใหญ่โตระดับอำเภอ เขาก็ต้องมาเชื้อเชิญพ่อถึงบ้านด้วยตัวเองหมดทุกรายไป พ่อคนที่เคยติดเหล้าชนิดเกินเยียวยา ถูกภรรยาขอหย่า ถูกไล่ออกจากราชการ ชีวิตเป๋และโคตรจะเสียศูนย์ พ่อคนที่พกกลิ่นเหล้าเหม็นหึ่งไปร่วมงานซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรลูกชาย พ่อที่ฉันเคยเกลียด พ่อค่อยๆ กอบกู้ชีวิตของตัวเอง ใช่ มันไม่ได้ใช้ระยะเวลาสั้นๆ … มันกินเวลายาวนานหลายสิบปี แต่พ่อก็กอบกู้มันกลับคืนจนได้

            เกียรติและศักดิ์ศรีของมนุษย์คนหนึ่ง

            ทุกวันนี้พ่อยังเป็นชาวนาอยู่ ในวัย 61 ปี พ่อมีรถกระบะมือสองในครอบครองหนึ่งคัน อันเป็นคันที่พ่อผ่อนส่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรอยู่หลายปี จนตอนนี้หมดหนี้สินกันแล้ว พ่อใช้รถคันนี้ขับไปส่งคนในชุมชนเวลาที่มีใครเจ็บป่วยหรือต้องไปโรงพยาบาลไกลถึงขอนแก่น พอๆ กับที่ใช้คันนี้ขนปุ๋ยขี้ไก่ไปใส่ท้องนา พ่อยังคงไปวัด ไปงานบุญ งานบวช งานศพ งานกฐิน หรืองานผ้าป่าอยู่เสมอ แต่พ่อไม่แตะต้องเหล้าอีกแล้ว … ไม่เลยสักนิด

ฉันคิดว่าฉันเขียนประโยคแรกของบทความนี้ผิดไป

“ฉันรักพ่อ มากเท่ากับที่ฉันจะรักแม่ได้”

นี่ต่างหาก คือประโยคที่ถูกต้อง

ไม่มีรถไฟ และไม่ใช้เครื่องบิน

21 ส.ค.

IMG_0761

Place on Pic: Tokyo’s railway system near Nippori Station

 

 

1)
ฉันเป็นเด็กเจเนเรชั่นที่เติบโตมากับแบบเรียนมานีมานะ แต่แปลกที่ถึงในหนังสือเรียนชุดนั้นจะเขียนให้ปีติขี่ม้า ทว่าฉันกลับมีภาพฝันในใจว่าอยากนั่งรถไฟและขึ้นเครื่องบินสักครั้ง…จากไหนก็ไม่รู้

ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองเริ่มรับรู้เรื่องรถไฟและเครื่องบินจากไหน มันคงปรากฏกายอยู่ในหนังสือพิมพ์รายวันที่ฉันมักไปยืนอ่านตามแผงในตลาด มันคงลอยว่อนอยู่ในเพลงป๊อปร่วมสมัยทั้งภาษาไทยและเทศที่ดีเจทางไกลเปิดออกอากาศ มันคงอยู่ในหนังฝรั่งบิ๊กซีนีม่าที่ช่องเจ็ดเอามาฉาย…และฉันดันเป็นเด็กขยัน ทนท่องหนังสือ สปช.สลน.กพอ. เสียดึกดื่นจนทันได้ดู…แหละมั้ง

คุณอาจไม่เคยรู้ หมู่บ้าน อำเภอ และจังหวัดที่ฉันอยู่ ไม่เคยมีทั้งรถไฟและเครื่องบิน
เราเติบโตมากับตารางรถบัส (ที่มักสายเสมอ) รสสีน้ำเงินคือรถที่ขับขึ้นดอยพาชาวไร่ออกไปปลูกมัน รถสีส้มไม่ติดแอร์และมีเจ๊คนเก็บตังค์ใจร้าย น้ำเสียงกระโชกโฮากฮาก คือรถที่แล่นระหว่างอำเภอถึงตัวจังหวัด ส่วนรถบัสสีฟ้าน้ำเงินของเชิดชัยทัวร์และ 999 คือรถที่นำพาเราเข้าสู่กรุงเทพมหานคร

รถในหมวดหมู่หลังสุด มักจะออกจากอำเภอราวหกโมงเย็น และไปถึงเมืองเทวดาในเวลาใกล้หกโมงเช้า

นั่นคือยุค 2530 และเหตุการณ์ก็ดำเนินเช่นนั้นต่อเนื่องมาอีกราวๆ 20 ปีเห็นจะได้

ฉันได้นั่งรถไฟหนแรกตอนเข้ามาเรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ฉันไม่เคยบอกใครเรื่องนี้มาก่อน แม้การรถไฟไทยจะเป็นหน่วยงานที่ใครต่อใครต่างรุมประณามถึงคุณภาพ พลางถามหาการพัฒนา แต่รถไฟเที่ยวแรกที่ฉันได้นั่ง เป็นขบวนที่ทำให้ฉันตื่นเต้นที่สุด

เพราะฉันต้องขึ้นรถไฟคนเดียว…จากบางกอกน้อย ไปกาญจนบุรี…เพราะตกรถไฟขบวนตั้งต้นจากหัวลำโพงที่นัดหมายกับเพื่อนไว้
มันไม่ใช่มิดไนท์เทรนอย่างที่เพลงหรือหนังฝรั่งชอบเขียนถึง
แต่รถไฟรอบแปดโมงเช้าหนนั้น ก็เป็นความตื่นเต้นอันฝังลึก

ส่วนเครื่องบินนั้น ฉันได้นั่งหนแรกตอนที่เรียนจบแล้วแบมือขอเงินแม่ไปซัมเมอร์ที่อเมริกา
สายการบิน Eva Airline สีเขียวเครื่องนั้นบินละลิ่วจากดอนเมือง พักเครื่องที่ไต้หวัน สู่สนามบิน LAX ของอเมริกา … ผ่านมาสิบเอ็ดปีแล้ว แต่ฉันยังจำทุกวินาทีในปี 2546 ได้แม่น
แล้วจากนั้นฉันก็ได้นั่งเครื่องบินบ่อยขึ้นบ้าง เมื่อทำงานในฐานะคนทำคอลัมน์นิตยสาร
“อภิสิทธิ์สื่อ” มีหน้าตา กลิ่นอาย และความตื่นเต้นเลือดฝาดแบบนี้สินะ คือสิ่งที่ฉันรู้สึกทุกครั้งที่แบกกระเป๋าและแบกร่างไปสนามบิน

ทุกวันนี้อำเภอและจังหวัดของฉันก็ยังไม่มีทั้งรถไฟและสนามบิน
ฉันเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าฉันไม่ได้ทำงานในวงการหนังสือ แต่จับพลัดจับพลูไปทำงานในวงการเพลงหรือวงการหนัง ฉันจะสามารถปั้นแต่งเล่าเรื่องเกี่ยวกับ midnight train หรือ midnight flight ได้จับใจคนฟังหรือคนดูได้อย่างไร ในเมื่อบ้านเกิดที่ฉันเติบโตมาล้วนห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้

เพราะเราไม่เคยมีรางรถไฟ และเราก็ไม่คุ้นเคยกับคำว่าเที่ยวบินรอบดึก เรามีแต่ถนนลาดยางมะตอยที่เข้ามาสู่หมู่บ้านในต้นยุค พ.ศ. 2530 

ถนนที่นำพาและเชื่อมโยงเราออกสู่อำเภอเมือง สู่กรุงเทพมหานคร สู่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันตก และนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก

สู่การศึกษา สู่การทำงาน และสู่การสร้างครอบครัวและอนาคต…อันอาจไกลห่างจากจุดที่เราเริ่มต้นออกเดิน (ทาง) อยู่มากโข

2)
ฉันชอบหนังเรื่อง Before Sunrise
เรื่องราวของหนุ่มสาววัยต้นยี่สิบที่เจอกันบนรถไฟสายยาวข้ามยุโรป พวกเขาคุยกันถูกคอในห้องอาหารบนรถไฟ หลังจากนั้นใครสักคนก็ตัดสินใจกระโจนลงจากขบวนรถเพื่อจะได้ใช้เวลาข้ามวันและคืนกับใครอีกคน

ฉันเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของคนมีชื่อเสียงคนหนึ่ง เรื่องเล่าราวซินเดอเรลลาของเธอที่ได้เจอกับเจ้าชายในชีวิตจริงบนไฟล์ทบินหนึ่งเป็นเรื่องช่างชวนอิจฉาตาร้อน พร้อมปลุกความอยากได้ใคร่เจอในตัวฉันให้ก่อบังเกิด
แต่เจ้าชายประมาณนั้น ก็ไม่เคยคิดนั่งสายการบินราคาถูกที่ฉันสอยโปรโมชั่นมาได้เสียที

ทำไมนะ หลายๆ เรื่องราวโรแมนติกในหนังและบางเรื่องเล่าในรายการโทรทัศน์ มักเกิดบนรถไฟหรือเที่ยวบินไฟล์ทข้ามประเทศ อยู่บ่อยครั้ง

ทำไมเรามักไม่เจอเรื่องราวโรแมนติกของรถทัวร์รอบเที่ยงคืนในเรื่องเล่าเคล้าจินตนาการนั้น

ฉันไม่ใช่กูรูการเดินทาง แต่ฉันคิดว่าฉันพอจะรู้สาเหตุ

บทสนทนาบนรถทัวร์นั้น ไม่อาจ และไม่มีวันเป็น บทสนทนาส่วนตัวได้
เวลาใครสักคนคุยกับใครสักคนบนรถทัวร์…เรามักจะได้ยินกันทั้งคันรถ
แตกต่างจากบทสนทนาบนรถไฟ ที่มีเสียงอื่นมาคอยดึงความสนใจของคนอื่นๆ ไปได้บ้าง ทั้งยังแตกต่างจากบนเครื่องบิน ที่การเดินทางของเสียงสนทนาบนเครื่องที่ลอยสูงบนฟ้า ไม่ดังก้องเกินกว่าแถวเก้าอี้ที่เรานั่งนัก

ฉันไม่แน่ใจนักว่าข้อสันนิษฐานของฉันถูกต้องไหม แต่จากประสบการณ์ที่โดยสารรถทัวร์ (ที่ขึ้นชื่อว่า) ไฮโซนครชัยแอร์กลับบ้านบ่อยครั้งในช่วงหนึ่ง ฉันพบว่าในช่วงเวลาเหล่านั้น ตัวเองไม่เคยคิดเริ่มต้นบทสนทนากับคนข้างๆ เลย
ไม่ว่าพวกเขาจะดูเป็นคนวัยเดียวกับฉัน แต่งตัวคล้ายกัน หรือเหมือนจะอยู่ในชนชั้นเดียวกันหรือไม่

แต่เรื่องมักเปลี่ยนไปเวลาที่ฉันนั่งรถไฟหรือนั่งเครื่องบิน
แม้ฉันจะไม่เคยเจอเจ้าชายในฝันจากการเดินทางเหล่านั้น
ทว่าอย่างน้อย…ฉันมักพบตัวเองสานต่อบทสนทนากับผู้คนที่นั่งข้างๆ 
เกือบทุกครั้ง
ก่อนที่เราจะลืมเลือนกันในกาลต่อมา (แน่นอนที่สุด)

3)
แต่แล้วเพื่อนคนหนึ่งที่โตเกียวก็เล่าเรื่องราวเปลี่ยนชีวิตครั้งหนึ่งของเธอให้ฉันฟัง
“เราเจอกันบนรถทัวร์” เธอเล่าถึงการพบเจอกันครั้งแรกของตัวเองกับสามีในวันนี้

เธอเป็นคนเมืองฮานอย เช่นกันกับสามีของเธอ แต่พวกเขาต้องนั่งรถไปเรียนต่อยังมหาวิทยาลัยทางใต้ รถทัวร์รอบกลางคืนคือรอบการเดินทางที่พวกเขาเลือกใช้

การพบหน้ากันบ่อยๆ บนรถทัวร์สายเดียวกัน ทำให้พวกเขาเริ่มวางใจที่จะเอ่ยบทสนทนา
“เขาอายุมากกว่าฉันสี่ปี” เธอย้อนรำลึกความหลังในวันหนึ่ง “ตอนที่เราแต่งงานกัน เขาอายุยี่สิบแปด แล้วฉันอายุยี่สิบสี่ เป็นวัยยอดนิยมสำหรับการแต่งงานของคนเวียดนาม ผู้ชายวัยนี้อยากลงหลักปักฐาน ส่วนผู้หญิงเขาก็ว่ากันว่า เลยยี่สิบห้าไปจะไม่ค่อยดี” 

ชีวิตคู่เริ่มต้นอย่างนั้น, แต่มันก็เหมือนรถทัวร์ที่เริ่มออกสตาร์ต บนรถทัวร์ไม่ได้มีเพียงแค่เธอและเขา และเส้นทางก็ไม่ได้ราบเรียบเสมอ

ทางลูกรังยังมี ทางยางมะตอยมีโผล่มา ทางเรียบสวยแต่คดโค้งก็ปรากฏตัวเป็นบางที

แต่นั่นแหละ
อย่างน้อย เรื่องราวของเธอก็ทำให้ฉันรู้สึกโรแมนติกกับรถทัวร์ขึ้นอีกนิด

4)
ตอนนี้จังหวัดบ้านเกิดก็ยังคงไม่มีทั้งเส้นทางรถไฟและสนามบิน
แต่เศรษฐกิจที่ดีขึ้นทำให้ผู้คนออกรถยนต์กันมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจรถตู้ระยะสั้นระหว่างจังหวัดก็ดูท่าจะได้รับความนิยมจากเด็กนักเรียนที่โยกย้ายตัวเองไปเรียนต่อในจังหวัดใหญ่ใกล้เคียง เช่น ขอนแก่น หรือมหาสารคาม มากขึ้น

ที่คิวรถ บขส.จังหวัดกาฬสินธุ์ เด็กนักเรียนนักศึกษาบางกลุ่มก้าวเดินขึ้นรถตู้สีขาวที่จอดไว้คนละมุมกับรถบัสพัดลม

“เราเจอกันบนรถตู้”

ถ้าเรายังคงไม่มีรถไฟ และไม่มีสนามบิน,ใครจะรู้, วันหนึ่งอาจมีคนพูดประโยคนี้ให้ฉันฟังก็เป็นได้

Come Visit Khaowong

a small and peaceful district named Khaowong

mekongpeacejourney

Just another WordPress.com site

Soraj's Weblog

Posts, mostly about Buddhism

Paint dayouth

Meet young spirits who swing Thai indie culture

The Style Voyager

Hong Kong Fashion and Lifestyle Blog.

Mostly Bright Ideas

Some of these thoughts may make sense. But don't count on it.

Coffee Shop Chronicles

Life and Times of a Barista

when angels become rebellious

JAEJOONG+YUCHUN+JUNSU+ things

Mighty Girl

Famous Among Dozens

Another WORD is Possible

Words & Fotos ON / All rights reserved © Lee Yu Kyung 2014

Matt on Not-WordPress

Stuff and things.

JEDIYUTH

May the Movie Force Be With You

Pefinance's Blog

Blog ของคนใช้เงินเก่ง ^_^

10,000 li of Life

Investment : Journey of Life : China : ภาพทริปอู่ไถซาน มณฑลซานซี

The Middlest Sister

There are 5 sisters. She's the middlest.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 28 other followers