[film] Solanin : The portrait of the hardship of becoming adulthood

2 ก.ย.

Solanin
(2010, Japanese, directed by Takahiro Miki, manga by Inio Asano)

3/5

The portrait of the hardship of becoming adults 

 

Solanin image 01


I may expect more, then I feel a bit unsatisfied, maybe because I am not in that region of twenty something anymore, or maybe, maybe, maybe, (you can type a million “maybe”.)

It’s story about young graduates who feel not satisfied about their lives, asking about the meaning of it, if it, itself, is not meaningless. A young man who once has a dream, seeking it, and, yes, truth always hurts, or maybe his time hasn’t arrived yet.

A young woman who doesn’t know what her dream is, she just know that she is happy standing by a young man’s side. One thing she likes is that listening to a guitarist man talking, she usually likes that part.

Young people in the modern-day Japan, who live in the era that the economic is not that “great” anymore, dream that is hard to achieve, life that is not easy to bargaining with.

Aoi Miyazaki is at her best in this film, but the film itself, may not be for the “now” me.

September 2nd, 2014.

[film] Boyhood (USA, 2014, Richard Linklater)

25 ส.ค.

Boyhood (USA, 2014, Richard Linklater)

5/5

A film that captured of a boy’s life since May 2002 to October 2013, 11 years that him and people around him have grown up, or in the other word, grown old. This film is special because Linklater (the director) spent the actual 11 years to film this life story. It’s not that dramatic life story, Mason Jr. (Ellar Coltrane) has spent the young and the youth just like many American middle-class kids, primary school, junior high, Obama’s first presidential era, and Beyonce & Lady Gaga MV, Facebook, and etc. 

Ethan Hawke played as Mason (the father), but most of the time, I felt like he is Jesse from “Before Midnight”, another film which directed by Linklater. Maybe both Hawke and Linklater forgot that were shooting for “Boyhood”, maybe they confused that they were filming “Manhood” instead. (well, although I am a big fangirl of Hawke, but this is not definitely a compliment.)

Anyway, love this scene in this picture. It reminds me of “22 years-old me” and the tranquil day near the lake with two good friends,

just right before I had to begin my “adulthood”,

and begin a life. 

 

boyhood-film


“Life is expensive, you know?”Mason the father told Mason Jr. while they were camping together one day.

[บทความ] พ่อ

25 ส.ค.

พ่อ

เรื่องโดย Tiktok

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารเวย์ ฉบับมกราคม 2557

 

 

 

            ฉันรักพ่อน้อยกว่ารักแม่ และในบางช่วงวัยของชีวิต ฉันเคยเกลียดพ่อมาก

            พ่อกับแม่เลิกกันตอนฉันอายุ 8 ขวบ ตอนนั้นพ่อเพิ่งถูกไล่ออกจากราชการด้วยเหตุผลคือติดเหล้าจนเสียการเสียงาน ฉันเคยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนชายที่หลงใหลเบียร์ฟัง โดยสรุปความสั้นๆ ว่าพ่อกับแม่เลิกกันเพราะพ่อติดเหล้า เพื่อนชายคนนั้นบอกว่าไม่จริงหรอก บางครั้งผู้ใหญ่ก็เลิกกันด้วยเหตุผลที่มันซับซ้อนกว่านั้นสิ ฉันยืนยันว่าไม่ แม่ขอหย่าเพราะพ่อติดเหล้าจริงๆ ไม่ได้มีเรื่องลึกลับอื่นๆ ที่เข้ากันไม่ได้ อย่างชอบดูละครไม่เหมือนกัน หลงใหลใฝ่ฝันในการผจญภัยอันแตกต่าง หรือมีทัศนคติด้านการเมืองที่ไม่สอดคล้องกัน ไม่มีปมประเด็นอะไรเหล่านี้เกิดขึ้นทั้งนั้น เรื่องของเรื่องคือพ่อติดเหล้าแบบเกินเยียวยา…และผู้หญิงคนหนึ่งก็สุดจะทนกับสามีแบบนั้นแล้ว

            พอเลิกกัน พ่อก็ย้ายออกไปอยู่บ้านปู่กับย่า ส่วนบ้านที่เคยเป็นของเราก็ถูกทิ้งร้างไว้ เพราะแม่หอบฉันกับพี่ชายข้ามฟากถนนมาอยู่บ้านตากับยายแทน จริงๆ ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าทำไมพอหย่าร้างแล้ว แม่ถึงทนอยู่บ้านเก่าไม่ได้ ฉันเพิ่งมาเข้าใจเอาตอนโตๆ นี่แหละว่า บางครั้ง เมื่อแกนกลางบางอย่างของชีวิตเปลี่ยนแปลง มันอาจจำเป็นที่เราต้องหาแกนใหม่มายึด สำหรับแม่ ตากับยายคือแกนนั้น ส่วนพ่อ แกนหลักแห่งใหม่ที่พอจะช่วยประคับประคองชีวิตให้ไปต่อได้ก็คงเป็นปู่กับย่านั่นเอง

           หลังจากเจอแกนหลักแห่งใหม่ แต่ละคนก็ดำเนินชีวิตของตัวเองต่อไป แม่ยังรับราชการครูเหมือนเดิม ส่วนพ่อกลายเป็นราษฎรสามัญเต็มขั้น เนื่องจากเรียนจบสาขาเกษตร ประกอบกับอาชีพเก่าคือเกษตรอำเภอ พ่อเลยหันมาจับจอบเสียมยึดการทำนาเป็นอาชีพหลัก ช่วงนั้นฉันกับพี่ชายจะไปเยี่ยมพ่อทุกเสาร์อาทิตย์ เพราะบ้านปู่กับย่าห่างออกไปแค่ 10 กิโลเมตรเท่านั้น เอาจริงๆ ฉันไม่ได้คลุกคลีกับพ่อมาก เวลาไปบ้านปู่กับย่าฉันมักจะขลุกอยู่กับย่าเป็นหลัก ฉันเริ่มหัดเรียนทอผ้า ปั่นและอิ้วฝ้ายจากย่าในช่วงนั้น ฉันชอบอยู่กับย่ามากกว่าพ่อเสียอีก ฉันรู้สึกว่าย่าใจดี ขณะที่พ่อดูเคร่งเครียดอย่างไรก็ไม่รู้

            ก่อนฉันเข้าเรียนมัธยม ปู่ก็มาเสียชีวิตด้วยโรคชรา พ่อร้องไห้หนักกับการจากไปของแกนหลักหนึ่งในชีวิต ในงานศพปู่ พ่อและญาติผู้ชายคนอื่นๆ พากันบวชหน้าไฟ แต่ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงทุกคนก็ลาสิกขาบทออกมา ยกเว้นก็แต่พ่อเท่านั้นที่ตัดสินใจบวชต่อ ตอนนั้นทุกคนคิดว่าพ่อคงจะบวชสั้นๆ แต่ไม่ใช่เลย…พ่อดำรงตนอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์อย่างยาวนานอีกหลายปีทีเดียว

            พ่อถือครองจีวรในช่วงที่ฉันย่างก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ฉันจำคำที่พ่อสอนสั่งในช่วงนั้นไม่ได้แล้วล่ะ คำบาลีบางคำมันก็ยากเกินกว่าที่เด็กสาววัยใกล้ทำบัตรประชาชน (ยุคนั้น) จะเข้าใจได้ ฉันขอบอกพ่อตอนนี้เลยว่า ช่วงนั้นฉันพยักหน้าหงึกหงักรับฟังคำสอนไปอย่างนั้น เรื่องเดียวที่ฉันจำได้ตอนพ่อบวชก็คือเรื่องที่พ่อทำนายดวงฉันว่าจะมีผู้ใหญ่อุปถัมภ์ค้ำจุนและชีวิตจะไม่ลำบาก ฉันคิดว่าคำทำนายนี้เป็นเรื่องจริง และผู้ใหญ่ที่อุปถัมภ์ชีวิตฉันก็คือแม่

            พ่อบวชอยู่ได้หลายปีจนผู้คนเริ่มคิดกันว่าพ่อจะถือครองผ้าเหลืองตลอดไป แต่แล้วพ่อก็ทำให้ทุกคนแปลกใจในวันหนึ่ง เมื่อพ่อลาสิกขาบทออกมา เรื่องที่น่าแปลกใจกว่านั้นก็คือพ่อซึ่งเลิกเหล้าไปแล้วในช่วงเป็นพระกลับหันกลับมาดื่มเหล้าอีกครั้ง ต่อมาไม่นานพ่อบอกฉันกับพี่ชายว่าพ่อจะแต่งงานใหม่ ภรรยาใหม่พ่อชื่อน้าหนอม เป็นผู้หญิงนิสัยน่ารัก ทำงานเกษตรได้แบบหนักเอาเบาสู้ แต่กระนั้นเธอก็ห้ามพ่อไม่ให้ดื่มเหล้าไม่ได้…ในยุคนั้น ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ห้ามพ่อดื่มเหล้าไม่ได้เลย

            ในตอนนั้น ฉันมองว่าพ่อคือคนสองบุคลิก ยามที่พ่อพาตัวเองออกห่างจากวงเหล้า พ่อจะเป็นคนเอาการเอางาน เป็นคนนิสัยดีชอบช่วยเหลือญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง ในช่วงเวลาที่แอลกอฮอล์อยู่ไกลจากร่างกาย พ่อคือวีรบุรุษของฉัน พ่อคือคนที่หาใครเทียบเคียงด้วยไม่ได้อีกแล้ว แต่ครั้นเมื่อพ่อตัดสินใจแวะวงเหล้าที่ตั้งวงกันอยู่ในงานบุญ งานบวช หรือแม้กระทั่งงานศพเท่านั้นแหละ เพียงจอกแรกที่เข้าปาก ก็นำมาซึ่งจอกที่สอง พ่อไม่เคยหยุดตัวเองแค่พอกรึ่มๆ ฉันไม่เคยเป็นคนติดเหล้า ฉันไม่เข้าใจ (และคงไม่มีวันเข้าใจ) ว่าทำไมพวกเขาจึงต้องดื่มกินกันจนเละเทะไร้สติแบบนั้น อาการของพ่อช่วงนั้นเหมือนคนเสพติดจนไม่อาจหยุดตัวเองได้แค่จอกแรกๆ ฉันมาคิดเอาเองตอนโตว่าพ่อคงรู้สึกเครียดกับบางอย่างในชีวิต พ่อคนที่เคยเป็นข้าราชการต้องหันเหมาทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ความผิดหวังที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ทำให้ชีวิตคนเราเสียศูนย์ได้ไม่ยาก ความรู้สึกเสียศูนย์โซเซ เป็นสิ่งที่ผู้คนซึ่งไม่เคยผจญกับมันจะไม่มีวันเข้าใจได้เลย

            ถึงพ่อจะเมามากในตอนที่ฉันเรียนมัธยม แต่นั่นก็ไม่ใช่วัยที่ฉันเกลียดพ่อ ฉันเริ่มเพาะบ่มเชื้อความเกลียดชังในช่วงที่จากลาบ้านเกิดเพื่อมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นฉันเพิ่งเป็นเฟรชชี่ พักอาศัยอยู่ในหอพักมหาวิทยาลัย ต้องการช่วงเวลาปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่อีกเยอะ แล้ววันหนึ่งพ่อก็ปรากฏตัวขึ้นที่ใต้หอพักโดยไม่ได้บอกกล่าวก่อน จริงๆ จะว่าพ่อไม่บอกกล่าวก็ไม่ได้ พ่อโทรมาแต่เช้าตรู่ว่าพ่อติดรถของวัดแถวบ้านที่มีสาขาที่กรุงเทพฯ ลงมาเยี่ยมฉัน เสียงพ่อดูอ้อแอ้ชอบกล และเมื่อฉันลงไปเจอพ่อที่ใต้หอพัก ตัวพ่อก็อ้อแอ้และเดินโซเซมากกว่าเสียงอีก ไม่ต้องเรียนหมอหรือเป็นนักสังเกตพฤติกรรมมนุษย์ ฉันก็รู้แล้วว่าพ่อเมาเหล้า…เมาหนักเสียด้วย ฉันไม่เคยเข้าใจจนถึงทุกวันนี้ว่าทำไมคนเป็นพ่อถึงห้ามตัวเองไม่ให้กรอกเหล้าเข้าปากก่อนมาเยี่ยมลูกที่เพิ่งสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐไม่ได้นะ…มันจะยากอะไรกันนักหนากะอีแค่รู้จักยับยั้งใจตนเองต่อศีลข้อห้า จากเหตุการณ์วันนั้น ฉันเริ่มมองพ่อเปลี่ยนไป ฉันรู้สึกว่าพ่อเป็นคนอ่อนแอมากๆ อ่อนแอเกินไป และฉันเกลียดคนแบบนี้

            ด้วยความที่ฉันสอบเทียบชั้นมัธยมปลายแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ทันที ฉันกับพี่จึงถือว่าเริ่มต้นการเป็นเฟรชชี่ในช่วงเวลาเดียวกัน หากแต่ด้วยความที่ตัดสินใจเปลี่ยนคณะกลางคัน พี่ชายฉันจึงจบล่าช้าไปกว่าเกณฑ์มาตรฐานอยู่สองปี ตอนนั้นฉันทำงานแล้ว แต่ยังถือเป็นเด็กแบเบาะในโลกแห่งมืออาชีพ ฉันยังเลี้ยงตัวเองได้ไม่ดีนัก ประสาอะไรที่จะไปดูแลคนอื่น แม้คนนั้นจะเป็นพี่ชายหรือพ่อแม่ตัวเองก็เถอะ ในวันซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรของพี่ พ่อตัดสินใจเดินทางไกลมาถ่ายรูปด้วย ขณะที่แม่ผู้ไม่สนใจพิธีรีตองอยู่แล้วโทรบอกว่า “ไม่มานะ” ด้วยความที่ฉันตัดสินใจไม่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อสองปีก่อน ดังนั้นจึงถือได้ว่า งานรับพระราชทานปริญญาบัตรของพี่ในหนนี้ถือเป็นงานแรกของครอบครัวเรา แม้พี่ชายฉันจะเรียนจบช้า แต่เขาก็คงตั้งความหวังกับงานนี้ไว้มาก ในวันอันเกี่ยวข้องกับพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร คนเราจะต้องการอะไรมากกว่าความเบิกบาน ชื่นมื่น และความหวังถึงอนาคตอันสดใส แต่แล้วพ่อก็ปรากฏกายในตอนเช้าตรู่ด้วยอาการเดินโซเซและกลิ่นเหล้าหึ่ง พ่อเมาเหล้ามางานซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรงานแรกของครอบครัว และเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่าพี่ชายฉันคงไม่เรียนต่อระดับปริญญาโทแล้ว จึงถือได้ว่า พ่อเมาเหล้ามาร่วมงานซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรงานเดียวในชีวิตของลูกชายตนเอง

            ฉันเกลียดพ่อในวันนั้น

            หลังจากนั้นชีวิตฉันก็ก้าวเข้าสู่วัยเบญจเพส พร้อมๆ กับข่าวร้ายเรื่องบริษัทที่ทำงานอยู่ตัดสินใจปิดตัว ฉันกลายเป็นคนตกงาน ฉันตัดสินใจเดินทางไปท่องเที่ยวเวียดนามเกือบหนึ่งเดือนเต็ม ก่อนจะกลับมาปักหลักอยู่บ้านอีกเกือบห้าเดือน ช่วงนั้นฉันไปช่วยพ่อทำนา ได้พูดคุยและทำความรู้จักกับพ่อในวัย 54 ปีเพิ่มขึ้น พ่อในวัยนั้นหันมาทำงานช่วยเหลือชุมชนพลางถูกเชื้อเชิญไปเป็นกรรมการในกิจการที่เกี่ยวกับชุมชนอยู่หลายเจ้า ถ้าวัดตามมาตรฐานสมัยใหม่ พ่อไม่น่าจะถูกเชื้อเชิญ เพราะหนึ่ง พ่อไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต และสอง พ่อไม่ได้มีเงินมากมายขนาดที่จะไปดูแลใครได้ จริงๆ พ่อติดจะขัดสนด้วยซ้ำ พ่อแค่หาเงินได้จากการทำนาปีแล้วขายข้าว แต่คนในชุมชนเห็นว่าพ่อเอาการเอางาน พึ่งพิงได้ ฉันได้เรียนรู้ก็ตอนเบญจเพสนี่เองว่า คนเราไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานะที่ดีเว่อร์ เราก็สามารถช่วยคนอื่นได้…ประสบการณ์หนนั้นทำให้มุมมองที่ฉันมีต่อพ่อเริ่มเปลี่ยนแปลง

            จากนั้นอีกหนึ่งปีพ่อโทรบอกฉันว่าพ่อเลิกเหล้าแล้ว…เป็นการเลิกที่เด็ดขาดและจะไม่มีการข้องแวะเกี่ยวข้องกันอีก ฉันไม่เชื่อพ่อหรอก ฉันคิดว่ามันคือคำโกหกอีกคำหนึ่งที่มนุษย์ผู้อ่อนแอมักจะพล่ามออกมาเสมอ พ่อโกหกฉันแน่ๆ เหมือนกับที่บางครั้งฉันก็โกหกเจ้านายเรื่องเดดไลน์ส่งบทความ เหมือนที่บางครั้งเราก็โกหกบางคนว่าเขาไม่สำคัญต่อชีวิตเราแล้ว เหมือนที่บางหนผู้คนก็โกหกกันว่า “ไว้ว่างๆ กินข้าวกัน”

            แต่พ่อก็เลิกเหล้าจริงๆ

            นอกจากเลิกเหล้า พ่อในวัย 55 หันเข้าหาวัด เปล่า, ไม่ใช่การหันหาธรรมะแบบที่เรามักพบกันในสังคมเมืองยุคนี้ จริงๆ ชีวิตพ่อก็เหมือนชีวิตคนชนบทคนอื่นๆ คือมีความเกี่ยวข้องพัวพันกับวัดมาตลอด บางครั้งพ่อก็แวะไปคุยเล่นกับพระที่เป็นญาติพี่น้องกัน ฉันจะไม่เรียกมันว่า “การสนทนาธรรม” นะ เพราะมันคือการคุยเล่นจริงๆ พ่อทำสิ่งเหล่านี้มาเนิ่นนาน จนกลมกลืนกับวิถีชีวิต แล้วในวัย 55 ปีพ่อก็กลายร่างเป็นมัคนายก พ่อถูกเชิญให้เป็นประธานฝ่ายฆราวาสของวัดป่าสายปฏิบัติแห่งหนึ่ง งานศพ งานบวช แห่ผ้าป่า ทำบุญกฐิน อะไรก็ตามที่ต้องมีพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์องค์เจ้า ชาวบ้านจะเรียกขานให้พ่อไปช่วยทั้งนั้น แม้กระทั่งงานแต่งของลูกหลานข้าราชการใหญ่ หรืองานใหญ่โตระดับอำเภอ เขาก็ต้องมาเชื้อเชิญพ่อถึงบ้านด้วยตัวเองหมดทุกรายไป พ่อคนที่เคยติดเหล้าชนิดเกินเยียวยา ถูกภรรยาขอหย่า ถูกไล่ออกจากราชการ ชีวิตเป๋และโคตรจะเสียศูนย์ พ่อคนที่พกกลิ่นเหล้าเหม็นหึ่งไปร่วมงานซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรลูกชาย พ่อที่ฉันเคยเกลียด พ่อค่อยๆ กอบกู้ชีวิตของตัวเอง ใช่ มันไม่ได้ใช้ระยะเวลาสั้นๆ … มันกินเวลายาวนานหลายสิบปี แต่พ่อก็กอบกู้มันกลับคืนจนได้

            เกียรติและศักดิ์ศรีของมนุษย์คนหนึ่ง

            ทุกวันนี้พ่อยังเป็นชาวนาอยู่ ในวัย 61 ปี พ่อมีรถกระบะมือสองในครอบครองหนึ่งคัน อันเป็นคันที่พ่อผ่อนส่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรอยู่หลายปี จนตอนนี้หมดหนี้สินกันแล้ว พ่อใช้รถคันนี้ขับไปส่งคนในชุมชนเวลาที่มีใครเจ็บป่วยหรือต้องไปโรงพยาบาลไกลถึงขอนแก่น พอๆ กับที่ใช้คันนี้ขนปุ๋ยขี้ไก่ไปใส่ท้องนา พ่อยังคงไปวัด ไปงานบุญ งานบวช งานศพ งานกฐิน หรืองานผ้าป่าอยู่เสมอ แต่พ่อไม่แตะต้องเหล้าอีกแล้ว … ไม่เลยสักนิด

ฉันคิดว่าฉันเขียนประโยคแรกของบทความนี้ผิดไป

“ฉันรักพ่อ มากเท่ากับที่ฉันจะรักแม่ได้”

นี่ต่างหาก คือประโยคที่ถูกต้อง

ไม่มีรถไฟ และไม่ใช้เครื่องบิน

21 ส.ค.

IMG_0761

Place on Pic: Tokyo’s railway system near Nippori Station

 

 

1)
ฉันเป็นเด็กเจเนเรชั่นที่เติบโตมากับแบบเรียนมานีมานะ แต่แปลกที่ถึงในหนังสือเรียนชุดนั้นจะเขียนให้ปีติขี่ม้า ทว่าฉันกลับมีภาพฝันในใจว่าอยากนั่งรถไฟและขึ้นเครื่องบินสักครั้ง…จากไหนก็ไม่รู้

ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองเริ่มรับรู้เรื่องรถไฟและเครื่องบินจากไหน มันคงปรากฏกายอยู่ในหนังสือพิมพ์รายวันที่ฉันมักไปยืนอ่านตามแผงในตลาด มันคงลอยว่อนอยู่ในเพลงป๊อปร่วมสมัยทั้งภาษาไทยและเทศที่ดีเจทางไกลเปิดออกอากาศ มันคงอยู่ในหนังฝรั่งบิ๊กซีนีม่าที่ช่องเจ็ดเอามาฉาย…และฉันดันเป็นเด็กขยัน ทนท่องหนังสือ สปช.สลน.กพอ. เสียดึกดื่นจนทันได้ดู…แหละมั้ง

คุณอาจไม่เคยรู้ หมู่บ้าน อำเภอ และจังหวัดที่ฉันอยู่ ไม่เคยมีทั้งรถไฟและเครื่องบิน
เราเติบโตมากับตารางรถบัส (ที่มักสายเสมอ) รสสีน้ำเงินคือรถที่ขับขึ้นดอยพาชาวไร่ออกไปปลูกมัน รถสีส้มไม่ติดแอร์และมีเจ๊คนเก็บตังค์ใจร้าย น้ำเสียงกระโชกโฮากฮาก คือรถที่แล่นระหว่างอำเภอถึงตัวจังหวัด ส่วนรถบัสสีฟ้าน้ำเงินของเชิดชัยทัวร์และ 999 คือรถที่นำพาเราเข้าสู่กรุงเทพมหานคร

รถในหมวดหมู่หลังสุด มักจะออกจากอำเภอราวหกโมงเย็น และไปถึงเมืองเทวดาในเวลาใกล้หกโมงเช้า

นั่นคือยุค 2530 และเหตุการณ์ก็ดำเนินเช่นนั้นต่อเนื่องมาอีกราวๆ 20 ปีเห็นจะได้

ฉันได้นั่งรถไฟหนแรกตอนเข้ามาเรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ฉันไม่เคยบอกใครเรื่องนี้มาก่อน แม้การรถไฟไทยจะเป็นหน่วยงานที่ใครต่อใครต่างรุมประณามถึงคุณภาพ พลางถามหาการพัฒนา แต่รถไฟเที่ยวแรกที่ฉันได้นั่ง เป็นขบวนที่ทำให้ฉันตื่นเต้นที่สุด

เพราะฉันต้องขึ้นรถไฟคนเดียว…จากบางกอกน้อย ไปกาญจนบุรี…เพราะตกรถไฟขบวนตั้งต้นจากหัวลำโพงที่นัดหมายกับเพื่อนไว้
มันไม่ใช่มิดไนท์เทรนอย่างที่เพลงหรือหนังฝรั่งชอบเขียนถึง
แต่รถไฟรอบแปดโมงเช้าหนนั้น ก็เป็นความตื่นเต้นอันฝังลึก

ส่วนเครื่องบินนั้น ฉันได้นั่งหนแรกตอนที่เรียนจบแล้วแบมือขอเงินแม่ไปซัมเมอร์ที่อเมริกา
สายการบิน Eva Airline สีเขียวเครื่องนั้นบินละลิ่วจากดอนเมือง พักเครื่องที่ไต้หวัน สู่สนามบิน LAX ของอเมริกา … ผ่านมาสิบเอ็ดปีแล้ว แต่ฉันยังจำทุกวินาทีในปี 2546 ได้แม่น
แล้วจากนั้นฉันก็ได้นั่งเครื่องบินบ่อยขึ้นบ้าง เมื่อทำงานในฐานะคนทำคอลัมน์นิตยสาร
“อภิสิทธิ์สื่อ” มีหน้าตา กลิ่นอาย และความตื่นเต้นเลือดฝาดแบบนี้สินะ คือสิ่งที่ฉันรู้สึกทุกครั้งที่แบกกระเป๋าและแบกร่างไปสนามบิน

ทุกวันนี้อำเภอและจังหวัดของฉันก็ยังไม่มีทั้งรถไฟและสนามบิน
ฉันเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าฉันไม่ได้ทำงานในวงการหนังสือ แต่จับพลัดจับพลูไปทำงานในวงการเพลงหรือวงการหนัง ฉันจะสามารถปั้นแต่งเล่าเรื่องเกี่ยวกับ midnight train หรือ midnight flight ได้จับใจคนฟังหรือคนดูได้อย่างไร ในเมื่อบ้านเกิดที่ฉันเติบโตมาล้วนห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้

เพราะเราไม่เคยมีรางรถไฟ และเราก็ไม่คุ้นเคยกับคำว่าเที่ยวบินรอบดึก เรามีแต่ถนนลาดยางมะตอยที่เข้ามาสู่หมู่บ้านในต้นยุค พ.ศ. 2530 

ถนนที่นำพาและเชื่อมโยงเราออกสู่อำเภอเมือง สู่กรุงเทพมหานคร สู่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันตก และนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก

สู่การศึกษา สู่การทำงาน และสู่การสร้างครอบครัวและอนาคต…อันอาจไกลห่างจากจุดที่เราเริ่มต้นออกเดิน (ทาง) อยู่มากโข

2)
ฉันชอบหนังเรื่อง Before Sunrise
เรื่องราวของหนุ่มสาววัยต้นยี่สิบที่เจอกันบนรถไฟสายยาวข้ามยุโรป พวกเขาคุยกันถูกคอในห้องอาหารบนรถไฟ หลังจากนั้นใครสักคนก็ตัดสินใจกระโจนลงจากขบวนรถเพื่อจะได้ใช้เวลาข้ามวันและคืนกับใครอีกคน

ฉันเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของคนมีชื่อเสียงคนหนึ่ง เรื่องเล่าราวซินเดอเรลลาของเธอที่ได้เจอกับเจ้าชายในชีวิตจริงบนไฟล์ทบินหนึ่งเป็นเรื่องช่างชวนอิจฉาตาร้อน พร้อมปลุกความอยากได้ใคร่เจอในตัวฉันให้ก่อบังเกิด
แต่เจ้าชายประมาณนั้น ก็ไม่เคยคิดนั่งสายการบินราคาถูกที่ฉันสอยโปรโมชั่นมาได้เสียที

ทำไมนะ หลายๆ เรื่องราวโรแมนติกในหนังและบางเรื่องเล่าในรายการโทรทัศน์ มักเกิดบนรถไฟหรือเที่ยวบินไฟล์ทข้ามประเทศ อยู่บ่อยครั้ง

ทำไมเรามักไม่เจอเรื่องราวโรแมนติกของรถทัวร์รอบเที่ยงคืนในเรื่องเล่าเคล้าจินตนาการนั้น

ฉันไม่ใช่กูรูการเดินทาง แต่ฉันคิดว่าฉันพอจะรู้สาเหตุ

บทสนทนาบนรถทัวร์นั้น ไม่อาจ และไม่มีวันเป็น บทสนทนาส่วนตัวได้
เวลาใครสักคนคุยกับใครสักคนบนรถทัวร์…เรามักจะได้ยินกันทั้งคันรถ
แตกต่างจากบทสนทนาบนรถไฟ ที่มีเสียงอื่นมาคอยดึงความสนใจของคนอื่นๆ ไปได้บ้าง ทั้งยังแตกต่างจากบนเครื่องบิน ที่การเดินทางของเสียงสนทนาบนเครื่องที่ลอยสูงบนฟ้า ไม่ดังก้องเกินกว่าแถวเก้าอี้ที่เรานั่งนัก

ฉันไม่แน่ใจนักว่าข้อสันนิษฐานของฉันถูกต้องไหม แต่จากประสบการณ์ที่โดยสารรถทัวร์ (ที่ขึ้นชื่อว่า) ไฮโซนครชัยแอร์กลับบ้านบ่อยครั้งในช่วงหนึ่ง ฉันพบว่าในช่วงเวลาเหล่านั้น ตัวเองไม่เคยคิดเริ่มต้นบทสนทนากับคนข้างๆ เลย
ไม่ว่าพวกเขาจะดูเป็นคนวัยเดียวกับฉัน แต่งตัวคล้ายกัน หรือเหมือนจะอยู่ในชนชั้นเดียวกันหรือไม่

แต่เรื่องมักเปลี่ยนไปเวลาที่ฉันนั่งรถไฟหรือนั่งเครื่องบิน
แม้ฉันจะไม่เคยเจอเจ้าชายในฝันจากการเดินทางเหล่านั้น
ทว่าอย่างน้อย…ฉันมักพบตัวเองสานต่อบทสนทนากับผู้คนที่นั่งข้างๆ 
เกือบทุกครั้ง
ก่อนที่เราจะลืมเลือนกันในกาลต่อมา (แน่นอนที่สุด)

3)
แต่แล้วเพื่อนคนหนึ่งที่โตเกียวก็เล่าเรื่องราวเปลี่ยนชีวิตครั้งหนึ่งของเธอให้ฉันฟัง
“เราเจอกันบนรถทัวร์” เธอเล่าถึงการพบเจอกันครั้งแรกของตัวเองกับสามีในวันนี้

เธอเป็นคนเมืองฮานอย เช่นกันกับสามีของเธอ แต่พวกเขาต้องนั่งรถไปเรียนต่อยังมหาวิทยาลัยทางใต้ รถทัวร์รอบกลางคืนคือรอบการเดินทางที่พวกเขาเลือกใช้

การพบหน้ากันบ่อยๆ บนรถทัวร์สายเดียวกัน ทำให้พวกเขาเริ่มวางใจที่จะเอ่ยบทสนทนา
“เขาอายุมากกว่าฉันสี่ปี” เธอย้อนรำลึกความหลังในวันหนึ่ง “ตอนที่เราแต่งงานกัน เขาอายุยี่สิบแปด แล้วฉันอายุยี่สิบสี่ เป็นวัยยอดนิยมสำหรับการแต่งงานของคนเวียดนาม ผู้ชายวัยนี้อยากลงหลักปักฐาน ส่วนผู้หญิงเขาก็ว่ากันว่า เลยยี่สิบห้าไปจะไม่ค่อยดี” 

ชีวิตคู่เริ่มต้นอย่างนั้น, แต่มันก็เหมือนรถทัวร์ที่เริ่มออกสตาร์ต บนรถทัวร์ไม่ได้มีเพียงแค่เธอและเขา และเส้นทางก็ไม่ได้ราบเรียบเสมอ

ทางลูกรังยังมี ทางยางมะตอยมีโผล่มา ทางเรียบสวยแต่คดโค้งก็ปรากฏตัวเป็นบางที

แต่นั่นแหละ
อย่างน้อย เรื่องราวของเธอก็ทำให้ฉันรู้สึกโรแมนติกกับรถทัวร์ขึ้นอีกนิด

4)
ตอนนี้จังหวัดบ้านเกิดก็ยังคงไม่มีทั้งเส้นทางรถไฟและสนามบิน
แต่เศรษฐกิจที่ดีขึ้นทำให้ผู้คนออกรถยนต์กันมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจรถตู้ระยะสั้นระหว่างจังหวัดก็ดูท่าจะได้รับความนิยมจากเด็กนักเรียนที่โยกย้ายตัวเองไปเรียนต่อในจังหวัดใหญ่ใกล้เคียง เช่น ขอนแก่น หรือมหาสารคาม มากขึ้น

ที่คิวรถ บขส.จังหวัดกาฬสินธุ์ เด็กนักเรียนนักศึกษาบางกลุ่มก้าวเดินขึ้นรถตู้สีขาวที่จอดไว้คนละมุมกับรถบัสพัดลม

“เราเจอกันบนรถตู้”

ถ้าเรายังคงไม่มีรถไฟ และไม่มีสนามบิน,ใครจะรู้, วันหนึ่งอาจมีคนพูดประโยคนี้ให้ฉันฟังก็เป็นได้

พาเพื่อนไปซื้อยูกาตะครั้งแรก : First Time Buying Yukat

20 ส.ค.

IMG_6434

 

 

ฉันใส่ชุดยูกาตะครั้งแรกตอนไปทริปนากาโนะกับคณะช่วงที่เปิดเทอมใหม่ๆ เราเข้าพักในเรียวกังแบบดั้งเดิมที่มีออนเซนด้วย ในห้องพักจะมียูกาตะวางไว้ จริงๆ ช่วงสามวันแรกที่ยังระเหเร่ร่อนในญี่ปุ่น ในโรงแรมอุเอโนะที่ฉันพักก็มียูกาตะวางไว้ ความที่ใส่ไม่เป็น ไม่รู้กรรมวิธี ฉันเลยไม่เคยคิดจะวอแวใส่มันให้ยุ่งยากแต่อย่างใด หนที่ไปทริปกับคณะก็เช่นกัน พอเข้าห้องพักเสร็จ ฉันก็เอาคลีนเซอร์ออกมาล้างหน้าล้างตา ใส่ชุดวอร์มแบบอยู่บ้านมากๆ แล้วก็เดินตัวปลิวไปห้องอาหาร

ทุกคนในนั้นล้วนใส่ยูกาตะ
ฉันมองหน้ารูมเมทอีกสามคนเลิ่กลั่ก พวกเราน่าจะเป็นห้องพักเดียวในนี้ที่ไม่ใส่ยูกาตะเหมือนคนอื่น (ต้นคิดในการใส่ชุดวอร์มมาห้องอาหารก็ฉันนี่แหละ)

สุดท้ายพวกเราก็เดินย้อนกลับไปเปลี่ยนชุดมาให้กลมกลืนกับสังคมโลกจนได้

หนนั้นฉันหน้าเปลือย (หน้าแต่งก็ยังน่ากลัวเหอะ แล้วหน้าสดจะเหลือเรอะ) มัดผมเสียลีบแฟ่บ มันเป็นหนังหน้าและทรงผมที่ใส่อะไรก็ไม่มีวันสวยหรอก แต่อย่างน้อยๆ ใส่ชุดวอร์มอยู่บ้านมันก็ยังดูเข้ากันมากกว่า

แล้วฉันก็ร้างลาจากยูกาตะไปเนิ่นนาน

จนหน้าร้อนมาเยือนอีกปี

กรกฎาคม 2557 มีคนส่งลิงก์งานดอกไม้ไฟแถวแม่น้ำสุมิดะมาในเมสเสจเฟซบุ๊ก หลังจากซาวนด์เสียงกันอยู่สองสัปดาห์ (ประชาธิปไตยนี่ใช้เวลาโคตรๆ อ่ะท่านผู้โช้มมมม) เราก็ได้ข้อสรุปตรงกันว่า จะใส่ยูกาตะไปกัน นัดกันเวลานี้ ที่สถานีนี้ ทางออกนี้นะ คนนี้จะเป็นคนเตรียมเสื่อไปปูนะ คนนี้จะจัดการเรื่องซื้อของกินดื่ม ว่าแต่เรานัดกันที่ไหน กี่โมง ทางออกไหนนะ … อ้าว แก๊! ย้ำคิดย้ำทำอย่างกับเพื่อนแก๊งค์ปริญญาตรีเมืองไทยตรูอยู่ได้ “สี่โมงเย็น สถานีเมโทรกินซ่า ทางออกเจ็ด” ย้ำนะ…ทางออกเจ็ด ขึ้นบันไดที่มีอยู่อันเดียว เจอกันข้างบนโลด

ว่าแต่ว่าฉันยังไม่มียูกาตะเลย

ชุดยูกาตะของญี่ปุ่นแม้ทำมาจากผ้าฝ้าย รวมถึงความซับซ้อนของเลเยอร์อาจน้อยกว่าชุดกิโมโนอยู่มาก แต่จากการสำรวจราคาตามร้านออนไลน์ อย่างน้อยๆ ชุดที่มาพร้อมผ้าคาด (โอบิ) สำเร็จรูปก็ยังอยู่ที่ระดับสามพันเยน … สามพันเยน ก็คือหนึ่งพันบาทเมืองไทย กับชุดที่ไม่รู้ว่าชาตินี้ฉันจะใส่แล้วสวยเหมาะสมตัวใหม่ … หลังจากเอามือก่ายหน้าผากอยู่สองคืน ฉันก็ตัดสินใจส่งไลน์ไปยืมชุดยูกาตะจากพี่ข้างห้อง (แล้วทำไมไม่เคาะประตูคุยกัน … อ้อ เวลาอยู่บ้านไม่ตรงกันเสียทีนะสิเธอว์)

แล้วฉันก็ได้ชุดยูกาตะ พร้อมกระเป๋าถือ และรองเท้าเกี๊ยะ มาจนได้โดยไม่ต้องซื้อสักเยน (ฮา)

ขณะที่คนไทยได้ชุดยูกาตะมาพร้อมใส่แล้ว สาวญี่ปุ่นคนหนึ่งกลับยังไม่พร้อมเลย
“ไปซื้อชุดยูกาตะเป็นเพื่อนหน่อยได้ไหม” มารี เพื่อนญี่ปุ่นส่งไลน์มาชวน
มารี มาจากจังหวัดนางาซากิ ความที่ไม่ได้เกิดและเติบโตที่โตเกียว เธอเลยทิ้งชุดยูกาตะทิ้งไว้ที่บ้านต่างจังหวัดทั้งหมดเลย

พอถึงฤดูกาล หน้าร้อนมาเยือน ก็เลยต้องลงทุนซื้อใหม่ (อืม)

ไปช้อปกับมารีก็ดี ฉันจะได้มีเรื่องไปเขียน ฉันคิดในใจ

เรานัดกันที่แถววัดเซนโซจิ ย่านอาซากุสะ ใกล้บ้านฉัน จากการกูเกิลข้อมูลคร่าวๆ ที่นี่เป็นแหล่งขายยูกาตะยอดนิยมแหล่งหนึ่ง…สำหรับคนต่างชาติ
ก็แหม, จะให้ไปแหล่งคนญี่ปุ่นยอดนิยม ก็ไม่รู้ต้องไปที่ไหนดี ขนาดมารียังไม่รู้เลย

เราเดินเข้าออกร้านนี้ร้านนั้นกันว่าเล่น บางร้านก็มียูกาตะให้เลือกไม่กี่สี บางร้านราคาก็แพงเกินงบประมาณหนึ่งหมื่นเยน (สามพันสามร้อยบาท) ที่มารีตั้งไว้ บางร้านก็ดูสำเร็จรูปเกินไป คือยูกาตะกับผ้าคาดสำเร็จรูป (โอบิ) ไว้แล้ว มารีไม่ชอบใจ ปกติสาวๆ ญี่ปุ่นจะชอบโชว์ฝีมือคาดโอบิเอง ยิ่งคนไหนผูกโอบิออกมาได้สวยประณีต จะยิ่งรู้สึกฟินประหนึ่งศิลปินที่ได้ฝากผลงานชิ้นเอกไว้แก่โลก (ก็เว่อร์ไป๊)

แล้วเราก็เดินผ่านร้านหนึ่งเข้าจนได้
ร้านนี้มีผ้าลายสีชมพูอย่างที่มารีอยากได้ พอเข้าไปสปีกแจแปนีสกับคนขาย (มารีสิพูด ไม่ใช่ฉันหรอก) คุณลุงผู้ดูใจดีและภูมิฐาน ก็บอกว่าวันนี้ทั้งเซ็ตขายในราคาเก้าพันเยนเท่านั้น

เป็นราคาที่ถ้าอยากได้ยูกาตะสวยๆ ดูแพง (แม้อาจไม่แพงมาก) สักชุดใส่ ก็น่าจะตัดใจซื้อได้ไม่ยาก

ทั้งเซตที่คุณลุงบอก ประกอบรวมไปด้วย ซับในแบบที่ต้องใส่กันโป๊ อันนี้เป็นเหมือนชุดสำเร็จรูปสีขาวแบบที่เรามักเห็นกันในหนังจีนกำลังภายในนั่นแหละ ต่อมาก็เนื้อผ้ายูกาตะ ผ้าคาด (โอบิ) เชือกผูก รองเท้าเกี๊ยะ กระเป๋าถือ และดอกไม้ติดผม … เรียกได้ว่าเก้าพันเยนคือรวมทุกสิ่งอย่างแล้ว

เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะซื้อที่ร้านนี้ ต่อไปก็เป็นกรรมวิธีที่ฉันชอบมากที่สุด นั่นคือการเลือกว่าเราจะเอาชิ้นไหนมาแมชท์กับชิ้นไหน ถึงฉันจะไม่ใช่คนสวย แต่ฉันคิดว่าเซนส์ด้านแฟชั่นของฉันไม่ได้แย่
ยูกาตะสีชมพู ต้องมาคู่กับโอบิ (ผ้าคาดเอว) สีแดงเลือดนกแน่ๆ ฉันบอกมารี นางไม่คัดค้าน ส่วนเกี๊ยะน่ะ ก็ต้องเป็นแบบพื้นดำแล้วมีตัวคีบเป็นสีแดงเท่านั้น

กระเป๋าล่ะ? มารีถามพร้อมกับชูกระเป๋าผ้าสีชมพูเข้ากันกับชุดให้ดู … “มันจะกลืนกันไปหมด” ฉันบอก “ชมพูเกือบทั้งตัวแล้ว กระเป๋าต้องต่างออกไป” ว่าแล้วฉันก็ยกกระเป๋าผ้าดำลายซากุระแดงขึ้นมา “อันนี้ดีกว่า มันเบรกสีของชุดได้ ทำให้ดูไม่น่าเบื่อด้วย” นี่ฉันควรไปเป็นกรรมการรายการเรียลิตี้ช้อปปิ้งของเกาหลีสินะเนี่ย

ส่วนดอกไม้ เราได้ดอกไม้ที่เน้นแดง “มันแมชต์กับโอบิไง” ฉันบอก

ฤดูร้อนปี 2014 … ในที่สุด เราก็ได้ยูกาตะมาแบบครบเซตมาครอบครองเสียที (เย้)

ปล.นี่เป็นความเห็นส่วนตัว แต่ฉันคิดว่า ส่วนที่ยากที่สุดของการแต่งยูกาตะให้สวยนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับชุดยูกาตะเลย แต่เกี่ยวกับการม้วนผม มัดผม ทำผม ติดดอกไม้ที่เข้ากับหน้าต่างหาก

อันเป็นทักษะที่ฉันยังคงต้องฝึกอีกอย่างยาวนาน (โมเมพาเพลินมีสอนไหมค๊าาาาา)

Isan in transition อิสานไม่เหมือนเดิม

19 ส.ค.

Thailand is not the same.
The emergence of rural middle-class.

กลับบ้านมาสำรวจเมืองด้วยตาเปล่า ไม่มีหลักวิชาการอ้างอิง แต่ตอนนี้กาฬสินธุ์มีโรงหนังดีๆ กับเขาแล้ว (จากเดิมที่เป็นโรงหนังมืดทึมแอบสยอง และฉายช้ากว่าเมืองพระนครประมาณหนึ่งเดือน) โรงหนังนี้เป็นของเครือ MVP จากข่าวสารในแวดวงธุรกิจแถวนี้ เขาเล่ากันว่าเป็นกลุ่มทุนอิสาน วันนี้ส่งหลานไปสำรวจโรงมา ราคา 80 และ 100 บาท ที่นั่งไม่ได้แตกต่างกับพวกเครือเมเจอร์ เอสเอฟ แต่อย่างใด มีขายป๊อปคอร์น มีเคาน์เตอร์ มีห้องน้ำห้องท่าทันสมัยครือๆ กัน มีเด็กวัยรุ่นมาต่อคิวดูหนังไทยเข้าใหม่กันเพียบ ทั้ง “ฝากไว้ในกายเธอ” และ “แผลเก่า” ส่วนหนังฝรั่งนั้น ก็พากย์ไทยตามระเบียบของโรงหนังท้องถิ่น

กลุ่มทุนอิสานหลายๆ กลุ่มมีความน่าสนใจ และถ้าเราเป็นสื่อมวลชน เราจะติดต่อขอสัมภาษณ์พวกนี้ ทุนท้องถิ่นมีวิธีคิดและวิธีเข้าถึงตลาดแตกต่างกับทุนใหญ่อย่าง จิราธิวัฒน์ แน่ๆ อ.เมืองกาฬสินธุ์นั้นอยู่ห่างจาก อ.เมืองขอนแก่น แค่ 60 กม. นะ แล้วที่ขอนแก่นก็มีเกือบทุกอย่าง การพยายามฉีกหาตลาดใหม่ๆ ที่แตกต่างจากค่ายใหญ่จึงเป็นโจทย์สำคัญมาก และทุนอิสาน (อาจจะหลายเจ้า) ก็คงทำได้ไม่เลว

ถ้าเป็นนักสื่อสารมวลชน เราจะสัมภาษณ์คนเหล่านี้ (ย้ำอีกที)
เพราะมันทำให้เราเห็นภาพการเคลื่อนไหวของประเทศ ที่ไม่ได้ย่ำอยู่แค่ที่ กทม.

ตอนนี้ แถว อ.ยางตลาด คาบเกี่ยวไปทาง อ.เชียงยืน มีกลุ่มทุนเกษตรกลุ่มใหญ่ มาซื้อที่ดิน 500 ไร่ไว้แล้ว ข่าวลือที่หนาหู คือเขาจะลงทุนทำ agribusiness หรือธุรกิจเกษตร (คิดไม่ออกก็คิดถึงซีพีกันไว้เลย) แน่ๆ ตอนนี้เทรนด์ในญี่ปุ่นก็เป็นแบบนี้ คือบรรษัท (ต้องใช้คำนี้ เพราะมันคือกลุ่มบริษัทใหญ่มาก อย่าง lawson, fujitsu, 7&i) ก็กำลังมาลงเล่นพวกธุรกิจการเกษตรแบบจริงจัง (ญี่ปุ่นต้องแก้กฎหมายที่ดินแน่ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้น่ะ) เทรนด์ของเมืองไทย ก็เงียบๆ แบบนี้แหละ ไม่กระโตกกระตาก แต่เผลอแป๊บเดียว บริษัทใหญ่ๆ ก็เตรียมพร้อมกันแล้ว ทั้งจะปลูกข้าวส่งออกตลาดอาเซียนและตลาดเอเชียตะวันออก ส่วนเรื่องชลประทานน้ำท่าที่รัฐบาลหน้าไหนก็ไม่เคยสงเคราะห์นี่ ก็ไม่รู้ว่าบริษัทเหล่านี้จะแก้ปัญหายังไง เกิดมาสามสิบปี อิสานก็แล้งเหมือนเดิมจ้า เป็นภูมิภาคที่ชลประทานไม่เคยได้รับการเหลียวแลอย่างจริงจัง ผ่านมากี่รัฐบาลและคณะรัฐประหารแล้วนี่ (เอามือก่ายหน้าผาก รักครั้งที่สองของชั้นต้องย้ายบ้านหนีไปอยู่ภาคตะวันออก ก็เพราะปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจที่อิสานไม่เจริญสู้ตะวันออกนี่แหละ เห็นไหม ชีวิตรักกรูล่มเลย T-T)

ข่าวลือน่าสนใจอีกอันคือ อ.เมืองมุกดาหาร มีข่าวว่าจิราธิวัฒน์จะเอาเซนทรัลไปลง เป็นเซนทรัลมุกดาหาร ที่ห่างจากบ้านชั้นไป 100 กม.(ขับรถ 90 นาที) ข่าวนี้มีผลอย่างไรกับพื้นที่เหรอ นอกจากอสังหาที่อาจพุ่งพรวดแล้ว ความหวังเรื่องการจ้างงานก็เพิ่มขึ้นด้วย ทำงานห่างบ้านไป 100 กม. ก็ดีกว่าข้ามภูมิภาคไปทำงานโรงงานที่มาบพุดป่ะวะ ถ้าเซนทรัลมาตั้งตั้งแต่ตรูยังเด็ก ตรูคงไม่สูญเสียรักครั้งที่สองไปให้โรงงานแถวภาคตะวันออกสินะ (อ้าว อินี่ หมกมุ่นนะมรึง)

เซนทรัลมุกดาหาร จะเวิร์คไหม … คงไม่เจ๊งหรอกน่า ทำเลคือ อ.เมืองมุกดาหาร มันติดสะพานข้ามไปลาวเลยนะ เดี๋ยวนี้เศรษฐีลาวก็เดินเต็มเซนทรัลขอนแก่นกันหมดแล้วค่า ถ้ามีเซนทรัลมุกดาหารอีกที่ คนลาวฝั่งใกล้เคียงกับมุกฯ ก็จะมาช้อปกันได้ง่ายขึ้น

เจ้าสัวเขาไม่ได้ทำเพื่อใครหรอก … เพียงแต่เขาได้กลิ่นกำไรที่จะลอยมานั่นแหละ

ย้ำอีกที ถ้าเป็นสื่อมวลชน ฉันจะทำข่าวเศรษฐกิจในอิสานเยอะๆ ต่อภาพจิ๊กซอว์ของประเทศอีกชิ้นให้คนเห็นว่า

ประเทศไทยเคลื่อนไปเรื่อยๆ และมันไม่เหมือนเดิม, อย่างน้อยๆ มันไม่เหมือนเมื่อสิบปีก่อนแน่ๆ

 

 

10606522_10152895100418973_1887743210702389880_n

มารยาทการขับรถในญี่ปุ่น

19 ส.ค.

เขียนโดยคุณ Vachirawat Lertsilpachalearn ในเพจสมาคมนักเรียนไทยในญี่ปุ่น 

สิงหาคม พ.ศ.2557

 

“ขออนุญาตใช้พื้นที่หน่อยครับ ยาวไปนิด แต่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์

สืบเนื่องจากเหตุการณ์คนไทยเมาแล้วขับรถชนที่ญี่ปุ่น ทำให้มีกระแส(ทางลบ)เกี่ยวกับการที่คนไทยมาขับรถในญี่ปุ่นพอสมควร ผมจึงอยากจะรวบรวมมารยาทการขับรถในญี่ปุ่นไว้ เพื่อให้คนที่จะมาขับรถที่นี่ได้อ่านทำความเข้าใจครับ (เนื่องด้วยผู้เขียนอยู่บริเวณโตเกียว จึงขอออ้างอิงจากในโตเกียวเป็นหลักครับ) ท่านใดอยากเพิ่มเติม ท้วงติงจุดไหน ยินดีครับผม

เผยแพร่ตามสะดวก แต่ขอให้ใส่ credit TSAJ ไว้ด้วยครับ

1. ใบขับขี่สากล เมื่อวีซ่าคุณไม่เกิน 90 วัน สามารถใช้ได้ตามปกติ แต่กรณีวีซ่ามากกว่านั้นเช่น “วีซ่านักเรียน ทำงาน” การใช้ใบขับขี่สากลจะซับซ้อนขึ้นมาอีก คือ

กรณีที่คุณกลับไทยชั่วคราว ไม่เกิน3เดือน เพื่อมาต่ออายุใบขับขี่สากล กรณีนี้ ใบขับขี่สากลจะไม่สามารถใช้ได้ครับ ข้อนี้ แม้แต่เจ้าหน้าที่ หรือร้านเช่ารถก็ไม่ทราบกันพอสมควร ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้น ประกันมีโอกาสไม่จ่ายสูงมากครับ

http://www.npa.go.jp/annai/license_renewal/HP3monthpicture.pdf

http://www.keishicho.metro.tokyo.jp/1/azabu/kotu/kotu5.htm

2. ญี่ปุ่นไม่มีเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดครับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสัญญาณไฟจราจร ดังนั้น เวลาเลี้ยวซ้าย รอสัญญาณไฟเท่านั้นครับ (เว้นแต่มีป้ายบอก ซึ่งน้อยมาก ๆ)

3. กรณีสี่แยกไฟแดง โดยปกติที่นี่จะเปิดไฟเขียวพร้อมกันทั้งสองฝั่ง ซึ่งถ้าเราจะเลี้ยวซ้าย สามารถทำได้เลย แต่ต้องดูคนข้ามทางม้าลายด้วย ส่วนการเลี้ยวขวา คุณสามารถขยับรถไปรอกลางสี่แยก เมื่อไม่มีรถวิ่งสวนทางมา ก็สามารถเลี้ยวขวาได้เลย (เช่นกัน ระวังคนข้ามถนนด้วย) 
http://yuimal.img.jugem.jp/20090606_660523.jpg

4. จากข้อ 3 จะมีบางแยกที่เปิดไฟเขียวทางตรง แต่จะมีไฟแดงข้าง ๆ อีกอัน นั่นแปลว่าไม่สามารถเลื่อนรถเพื่อไปรอเลี้ยวได้ครับ จุดนี้ควรระวังhttp://blogs.yahoo.co.jp/haruki1127sport/9747386.html

5. การกลับรถตามสี่แยกไฟแดง ถ้าไม่มีป้ายห้าม สามารถทำได้ (หลักการไฟจราจรเดียวกับเลี้ยวขวา) แต่ไม่ค่อยแนะนำ เพราะถนนแคบ โอกาสเลี้ยวไม่พ้นสูง

6. ในกรณีไฟเขียวที่สี่แยกตอนรถติด ถ้าขับไปแล้วจะไปจอดขวางกลางสี่แยก คนญี่ปุ่น(ส่วนมาก)จะไม่ทำครับ เค้าจะเลื่อนไปข้างหน้าก็ต่อเมื่อมั่นใจว่ารถจะไม่ไปขวางการจราจร

7. ไฟจราจรที่นี่ ไม่มีนับเวลาหรือกะพริบนะครับ จากเขียว – เหลือง – แดง เลย ถ้าเห็นไฟเขียวจากไกล ๆ มีโอกาสไม่ทันสูงครับ

8. ทางม้าลาย ส่วนใหญ่จะมีไฟจราจรไว้ให้คนข้ามกดปุ่ม แต่ถ้าอันไหนที่ไม่มี หยุดได้ก้ควรหยุด แต่ถ้ามาเร็ว หรือตามคันหน้ามา จะไม่หยุดก้ไม่เป็นไรครับ (แต่ถ้าชน คุณผิดนะครับ)
เพิ่มเติมนิดนึง ที่นี่คนเดินถนนใหญ่สุดครับ ถึงแม้ว่าคนเดินจะข้ามถนนไม่ตรงที่ข้ามก็ตาม รึข้ามถนนทั้งๆที่ไฟแดง ถึงจะไม่ถูกต้องก็ตาม แต่เมื่อถ้าขับรถไปชนแล้วยังไงๆ รถก็ผิดหมดครับ แต่ค่าเสียหายรึชดเชยอาจจะไม่แพงเท่ากรณีไปชนคนตรงที่ข้าม (ถามจากโรงเรียนสอนขับรถมา) cr Boy In Tokyo

9. การขับไปแทรกตรงคอสะพาน แน่นอนว่าที่นี่ถือว่าไม่มีมารยาทครับ แต่ในกรณีที่มาผิดเลน แล้วต้องเข้าจริง ๆ คนญี่ปุ่นก้ให้ทางครับ (อย่างไรก็ตาม เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง) เมื่อเข้าเลนได้แล้ว ธรรมเนียมคือ เปิดไฟฉุกเฉิน(ผ่าหมาก) สัก 2-3 ครั้ง เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ (กรณีนี้ใช้กับการเปลี่ยนเลน หรือการที่เราจะออกมาจากซอย แล้วมีรถหยุดเพื่อให้เราได้ออกด้วย)

10. เมื่อเจอแยกที่ไม่มีไฟแดง หรือเวลาจะขับรถออกจากซอย จะมีป้ายหรือตัวอักษรที่พื้นว่า 止まれ (tomare) = Stop ซึ่งเมื่อเจอ ต้องหยุดรถให้สนิท มองซ้าย-ขวา (ไม่หยุดถือว่าผิดกฏจราจรครับ) เพื่อป้องกันอุบัติเหตุชนกับจักรยานหรือคนเดินเท้า หลังจากนั้นจึงจะสามารถเคลื่อนรถเพื่อรอเลี้ยวหรือผ่านแยก (จุดนี้คนละเลยเยอะ และสามารถนำไปสู่อุบัติเหตุได้ง่าย)

11. ทางรถไฟ ก่อนข้าม ต้องหยุดให้สนิท แล้วมองซ้าย-ขวา จึงค่อยเคลื่อยรถผ่านไป (ไม่หยุดถือว่าผิดกฏจราจรครับ)
ช่วยเพิ่มเติมให้

ข้อ 11 สมบูรณ์
ขับข้ามทางรถไฟ ต้องเปิดกระจกรถในตอนหน้าลงทั้งสองข้างเสมอ แล้วมองซ้าย-ขวา จึงเลื่อนรถข้าม
(เปิดกระจกเพื่อให้ได้ยินว่ามีเสียงรถไฟกำลังจะวิ่งมาหรือไม่)
cr. Waratta Authayarat

12. ในโตเกียว การจอดรถติดเครื่องยนต์ไว้ถือว่าผิดกฏหมายครับhttp://www.token.or.jp/kankyou/car/idlingstop.htm

13. ส่วนการจอดรถ ริมถนนเกือบทุกที่ ห้ามจอดครับ (จอด = ดับเครื่อง ลงรถ) แต่สามารถหยุดรถเพื่อให้คนข้าง ๆ ลงไปซื้อของ ฯลฯ (อย่างไรก็ดูรอบ ๆ ไม่ให้เกะกะการจราจรด้วยนะครับ) การจอดรถให้ใช้บริการ coin parking จะดีที่สุดครับ

14. โดยปกติจะมีป้ายบอกความเร็วติดอยู่ทั่วไป แต่ถ้าไม่มี สำหรับถนนทั่วไป สองเลนวิ่งสวนกัน และ สำหรับถนนที่มีที่กั้นตรงกลางได้ 60 km/h ครับ (โดยปกติสามารถยืดหยุ่นได้อีกประมาณ +10 ครับ)

15. ส่วนความเร็วสูงสุด บนทางด่วนระหว่างเมืองคือ 100 km/h ครับ (แต่ความเร็วที่จะโดนกล้องถ่ายคือ 120 ขึ้นไปครับ) ส่วนทางด่วนในเมือง เช่น Shutoko จะ 60 km/h อย่างไรก้ตาม ทางด่วน 4 เลน เส้นเล็ก ๆ เช่น odawara จะจำกัดที่ 70 ครับ

16. โดยทั่วไป ก่อนจะมีกล้องจับความเร็ว จะมีป้ายสีน้ำเงินบอกล่วงหน้า 速度取締り แต่อาจมีกรณีที่รถตำรวจนอกเครื่องแบบ覆面パトカー (ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับความเร็ว) ตามมาหยุดรถคุณได้ครับ ถ้าพบว่าคุณขับเร็วกว่าที่กำหนด

17. การจ่ายค่าทางด่วน จะมี 2 แบบ คือ จ่ายครั้งเดียว ราคาคงที่ (ทางด่วนในเมือง) กับ รับตั๋ว แล้วไปจ่ายตอนออก (ทางระหว่างเมือง) กรณีที่มีบัตร ETC (ขอไม่ลงรายละเอียดนะครับว่าทำบัตรได้อย่างไร) ให้นำบัตรเสียบกับเครื่องอ่านที่ติดอยู่กับรถเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าเลน ETC (สีม่วง) ได้ครับ นอกเหนือจากนั้นเข้าช่อง 一般 (สีเขียว) เท่านั้น

18. การขับบนทางด่วน วิ่งขวาไม่ผิดครับ แต่ทางที่ดีเมื่อแซงเสร็จ ก็เข้าซ้ายหรือกลางได้ก็จะดีครับ (ข้อนี้ ถ้ามีใครที่เคยดูคลิปรถพ่วงตบรถกระบะที่ไทย ผู้เขียนก็เคยเจอคนโดนแบบนี้ที่ญี่ปุ่นมาแล้ว)

เพิ่มเติม 18. การขับบนทางด่วน วิ่งขวาได้ แต่ห้ามวิ่งตลอดค่ะ เพราะว่า เลนขวาสุด คือทางของรถฉุกเฉิน เช่น รถตำรวจ รถพยาบาล รถดับเพลิ่งที่จะใช้ผ่าน ถ้าคุณวิ่งตลอดถือว่าผิดกฏหมาย (ถึงแม้ว่าจะไม่มีรถทางเลยขวาสุดก็ตาม)
cr. Jee-Jee Sincharoonwong
เพิ่มเติม ไหล่ทางห้ามขับทุกกรณี ไว้กรณีรถเสีย/ฉุกเฉินเท่านั้น

19. การใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ ผิดกฏหมายครับ ติดไฟแดงอยู่ก้ห้ามใช้

20. เพิ่มเติมครับ รถที่มีเด็ก ต้องให้เด็กนั่งเบาะเด็กด้วย สามารถแจ้งความจำนงค์ตอนเช่ารถได้ครับ (เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม) cr. Thaweekarn Changthong

21. ช่วยเพิ่มให้ด้วยค่ะ เพราะเคยโดนตำรวจเรียกมาแล้ว
ถ้าขับบนทางด่วน ต้องคาดเข็มขัดทุกที่นั่งค่ะ เบาะหลังก็ต้องคาด (อันนี้คิดว่าคนไทยน่าจะไม่รู้เยอะ)
Cr. GiFt Suppata
เพิ่มจากข้อนี้นะครับ นั่นแปลว่า ไม่สามารถนั่งเกินกว่าจำนวนเบาะได้ (นั่งเบียด ๆ กัน)

22. เวลากลางคืน เมื่อจอดติดไฟแดง (โดยเฉพาะรถเราเป็นคันหน้าสุด) คนญี่ปุ่นจะปิดไฟหน้า เพื่อไม่ให้แยงตาคนอื่น

23. เวลาเราจะเลี้ยวขวาเข้าซอย ถ้ารถฝั่งตรงข้ามชะลอ แล้วเปิดไฟสูง แปลว่าเค้าให้เราไปก่อน แต่ถ้าเปิดไฟสูง แต่เร่งมา แปลว่าไม่ให้นะครับ ดูบริบทให้ดีๆ

*ตอนนี้ก็เพิ่มมาอีก 4 ข้อแล้ว
ขอให้มีความสุขกับการขับรถที่ญี่ปุ่นครับ ขับขี่ปลอดภัยทุกคน”

Come Visit Khaowong

a small and peaceful district named Khaowong

mekongpeacejourney

Just another WordPress.com site

Soraj's Weblog

Posts, mostly about Buddhism

Paint dayouth

Meet young spirits who swing Thai indie culture

The Style Voyager

Hong Kong Fashion and Lifestyle Blog.

Mostly Bright Ideas

Some of these thoughts may make sense. But don't count on it.

Coffee Shop Chronicles

Life and Times of a Barista

when angels become rebellious

JAEJOONG+YUCHUN+JUNSU+ things

Mighty Girl

Famous Among Dozens

Another WORD is Possible

Words & Fotos ON / All rights reserved © Lee Yu Kyung 2014

Matt on Not-WordPress

Stuff and things.

JEDIYUTH

May the Movie Force Be With You

Pefinance's Blog

Blog ของคนใช้เงินเก่ง ^_^

10,000 li of Life

Investment : Journey of Life : China : ภาพทริปอู่ไถซาน มณฑลซานซี

The Middlest Sister

There are 5 sisters. She's the middlest.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 27 other followers