ไม่มีรถไฟ และไม่ใช้เครื่องบิน

21 ส.ค.

IMG_0761

Place on Pic: Tokyo’s railway system near Nippori Station

 

 

1)
ฉันเป็นเด็กเจเนเรชั่นที่เติบโตมากับแบบเรียนมานีมานะ แต่แปลกที่ถึงในหนังสือเรียนชุดนั้นจะเขียนให้ปีติขี่ม้า ทว่าฉันกลับมีภาพฝันในใจว่าอยากนั่งรถไฟและขึ้นเครื่องบินสักครั้ง…จากไหนก็ไม่รู้

ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองเริ่มรับรู้เรื่องรถไฟและเครื่องบินจากไหน มันคงปรากฏกายอยู่ในหนังสือพิมพ์รายวันที่ฉันมักไปยืนอ่านตามแผงในตลาด มันคงลอยว่อนอยู่ในเพลงป๊อปร่วมสมัยทั้งภาษาไทยและเทศที่ดีเจทางไกลเปิดออกอากาศ มันคงอยู่ในหนังฝรั่งบิ๊กซีนีม่าที่ช่องเจ็ดเอามาฉาย…และฉันดันเป็นเด็กขยัน ทนท่องหนังสือ สปช.สลน.กพอ. เสียดึกดื่นจนทันได้ดู…แหละมั้ง

คุณอาจไม่เคยรู้ หมู่บ้าน อำเภอ และจังหวัดที่ฉันอยู่ ไม่เคยมีทั้งรถไฟและเครื่องบิน
เราเติบโตมากับตารางรถบัส (ที่มักสายเสมอ) รสสีน้ำเงินคือรถที่ขับขึ้นดอยพาชาวไร่ออกไปปลูกมัน รถสีส้มไม่ติดแอร์และมีเจ๊คนเก็บตังค์ใจร้าย น้ำเสียงกระโชกโฮากฮาก คือรถที่แล่นระหว่างอำเภอถึงตัวจังหวัด ส่วนรถบัสสีฟ้าน้ำเงินของเชิดชัยทัวร์และ 999 คือรถที่นำพาเราเข้าสู่กรุงเทพมหานคร

รถในหมวดหมู่หลังสุด มักจะออกจากอำเภอราวหกโมงเย็น และไปถึงเมืองเทวดาในเวลาใกล้หกโมงเช้า

นั่นคือยุค 2530 และเหตุการณ์ก็ดำเนินเช่นนั้นต่อเนื่องมาอีกราวๆ 20 ปีเห็นจะได้

ฉันได้นั่งรถไฟหนแรกตอนเข้ามาเรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ฉันไม่เคยบอกใครเรื่องนี้มาก่อน แม้การรถไฟไทยจะเป็นหน่วยงานที่ใครต่อใครต่างรุมประณามถึงคุณภาพ พลางถามหาการพัฒนา แต่รถไฟเที่ยวแรกที่ฉันได้นั่ง เป็นขบวนที่ทำให้ฉันตื่นเต้นที่สุด

เพราะฉันต้องขึ้นรถไฟคนเดียว…จากบางกอกน้อย ไปกาญจนบุรี…เพราะตกรถไฟขบวนตั้งต้นจากหัวลำโพงที่นัดหมายกับเพื่อนไว้
มันไม่ใช่มิดไนท์เทรนอย่างที่เพลงหรือหนังฝรั่งชอบเขียนถึง
แต่รถไฟรอบแปดโมงเช้าหนนั้น ก็เป็นความตื่นเต้นอันฝังลึก

ส่วนเครื่องบินนั้น ฉันได้นั่งหนแรกตอนที่เรียนจบแล้วแบมือขอเงินแม่ไปซัมเมอร์ที่อเมริกา
สายการบิน Eva Airline สีเขียวเครื่องนั้นบินละลิ่วจากดอนเมือง พักเครื่องที่ไต้หวัน สู่สนามบิน LAX ของอเมริกา … ผ่านมาสิบเอ็ดปีแล้ว แต่ฉันยังจำทุกวินาทีในปี 2546 ได้แม่น
แล้วจากนั้นฉันก็ได้นั่งเครื่องบินบ่อยขึ้นบ้าง เมื่อทำงานในฐานะคนทำคอลัมน์นิตยสาร
“อภิสิทธิ์สื่อ” มีหน้าตา กลิ่นอาย และความตื่นเต้นเลือดฝาดแบบนี้สินะ คือสิ่งที่ฉันรู้สึกทุกครั้งที่แบกกระเป๋าและแบกร่างไปสนามบิน

ทุกวันนี้อำเภอและจังหวัดของฉันก็ยังไม่มีทั้งรถไฟและสนามบิน
ฉันเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าฉันไม่ได้ทำงานในวงการหนังสือ แต่จับพลัดจับพลูไปทำงานในวงการเพลงหรือวงการหนัง ฉันจะสามารถปั้นแต่งเล่าเรื่องเกี่ยวกับ midnight train หรือ midnight flight ได้จับใจคนฟังหรือคนดูได้อย่างไร ในเมื่อบ้านเกิดที่ฉันเติบโตมาล้วนห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้

เพราะเราไม่เคยมีรางรถไฟ และเราก็ไม่คุ้นเคยกับคำว่าเที่ยวบินรอบดึก เรามีแต่ถนนลาดยางมะตอยที่เข้ามาสู่หมู่บ้านในต้นยุค พ.ศ. 2530 

ถนนที่นำพาและเชื่อมโยงเราออกสู่อำเภอเมือง สู่กรุงเทพมหานคร สู่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันตก และนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก

สู่การศึกษา สู่การทำงาน และสู่การสร้างครอบครัวและอนาคต…อันอาจไกลห่างจากจุดที่เราเริ่มต้นออกเดิน (ทาง) อยู่มากโข

2)
ฉันชอบหนังเรื่อง Before Sunrise
เรื่องราวของหนุ่มสาววัยต้นยี่สิบที่เจอกันบนรถไฟสายยาวข้ามยุโรป พวกเขาคุยกันถูกคอในห้องอาหารบนรถไฟ หลังจากนั้นใครสักคนก็ตัดสินใจกระโจนลงจากขบวนรถเพื่อจะได้ใช้เวลาข้ามวันและคืนกับใครอีกคน

ฉันเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของคนมีชื่อเสียงคนหนึ่ง เรื่องเล่าราวซินเดอเรลลาของเธอที่ได้เจอกับเจ้าชายในชีวิตจริงบนไฟล์ทบินหนึ่งเป็นเรื่องช่างชวนอิจฉาตาร้อน พร้อมปลุกความอยากได้ใคร่เจอในตัวฉันให้ก่อบังเกิด
แต่เจ้าชายประมาณนั้น ก็ไม่เคยคิดนั่งสายการบินราคาถูกที่ฉันสอยโปรโมชั่นมาได้เสียที

ทำไมนะ หลายๆ เรื่องราวโรแมนติกในหนังและบางเรื่องเล่าในรายการโทรทัศน์ มักเกิดบนรถไฟหรือเที่ยวบินไฟล์ทข้ามประเทศ อยู่บ่อยครั้ง

ทำไมเรามักไม่เจอเรื่องราวโรแมนติกของรถทัวร์รอบเที่ยงคืนในเรื่องเล่าเคล้าจินตนาการนั้น

ฉันไม่ใช่กูรูการเดินทาง แต่ฉันคิดว่าฉันพอจะรู้สาเหตุ

บทสนทนาบนรถทัวร์นั้น ไม่อาจ และไม่มีวันเป็น บทสนทนาส่วนตัวได้
เวลาใครสักคนคุยกับใครสักคนบนรถทัวร์…เรามักจะได้ยินกันทั้งคันรถ
แตกต่างจากบทสนทนาบนรถไฟ ที่มีเสียงอื่นมาคอยดึงความสนใจของคนอื่นๆ ไปได้บ้าง ทั้งยังแตกต่างจากบนเครื่องบิน ที่การเดินทางของเสียงสนทนาบนเครื่องที่ลอยสูงบนฟ้า ไม่ดังก้องเกินกว่าแถวเก้าอี้ที่เรานั่งนัก

ฉันไม่แน่ใจนักว่าข้อสันนิษฐานของฉันถูกต้องไหม แต่จากประสบการณ์ที่โดยสารรถทัวร์ (ที่ขึ้นชื่อว่า) ไฮโซนครชัยแอร์กลับบ้านบ่อยครั้งในช่วงหนึ่ง ฉันพบว่าในช่วงเวลาเหล่านั้น ตัวเองไม่เคยคิดเริ่มต้นบทสนทนากับคนข้างๆ เลย
ไม่ว่าพวกเขาจะดูเป็นคนวัยเดียวกับฉัน แต่งตัวคล้ายกัน หรือเหมือนจะอยู่ในชนชั้นเดียวกันหรือไม่

แต่เรื่องมักเปลี่ยนไปเวลาที่ฉันนั่งรถไฟหรือนั่งเครื่องบิน
แม้ฉันจะไม่เคยเจอเจ้าชายในฝันจากการเดินทางเหล่านั้น
ทว่าอย่างน้อย…ฉันมักพบตัวเองสานต่อบทสนทนากับผู้คนที่นั่งข้างๆ 
เกือบทุกครั้ง
ก่อนที่เราจะลืมเลือนกันในกาลต่อมา (แน่นอนที่สุด)

3)
แต่แล้วเพื่อนคนหนึ่งที่โตเกียวก็เล่าเรื่องราวเปลี่ยนชีวิตครั้งหนึ่งของเธอให้ฉันฟัง
“เราเจอกันบนรถทัวร์” เธอเล่าถึงการพบเจอกันครั้งแรกของตัวเองกับสามีในวันนี้

เธอเป็นคนเมืองฮานอย เช่นกันกับสามีของเธอ แต่พวกเขาต้องนั่งรถไปเรียนต่อยังมหาวิทยาลัยทางใต้ รถทัวร์รอบกลางคืนคือรอบการเดินทางที่พวกเขาเลือกใช้

การพบหน้ากันบ่อยๆ บนรถทัวร์สายเดียวกัน ทำให้พวกเขาเริ่มวางใจที่จะเอ่ยบทสนทนา
“เขาอายุมากกว่าฉันสี่ปี” เธอย้อนรำลึกความหลังในวันหนึ่ง “ตอนที่เราแต่งงานกัน เขาอายุยี่สิบแปด แล้วฉันอายุยี่สิบสี่ เป็นวัยยอดนิยมสำหรับการแต่งงานของคนเวียดนาม ผู้ชายวัยนี้อยากลงหลักปักฐาน ส่วนผู้หญิงเขาก็ว่ากันว่า เลยยี่สิบห้าไปจะไม่ค่อยดี” 

ชีวิตคู่เริ่มต้นอย่างนั้น, แต่มันก็เหมือนรถทัวร์ที่เริ่มออกสตาร์ต บนรถทัวร์ไม่ได้มีเพียงแค่เธอและเขา และเส้นทางก็ไม่ได้ราบเรียบเสมอ

ทางลูกรังยังมี ทางยางมะตอยมีโผล่มา ทางเรียบสวยแต่คดโค้งก็ปรากฏตัวเป็นบางที

แต่นั่นแหละ
อย่างน้อย เรื่องราวของเธอก็ทำให้ฉันรู้สึกโรแมนติกกับรถทัวร์ขึ้นอีกนิด

4)
ตอนนี้จังหวัดบ้านเกิดก็ยังคงไม่มีทั้งเส้นทางรถไฟและสนามบิน
แต่เศรษฐกิจที่ดีขึ้นทำให้ผู้คนออกรถยนต์กันมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจรถตู้ระยะสั้นระหว่างจังหวัดก็ดูท่าจะได้รับความนิยมจากเด็กนักเรียนที่โยกย้ายตัวเองไปเรียนต่อในจังหวัดใหญ่ใกล้เคียง เช่น ขอนแก่น หรือมหาสารคาม มากขึ้น

ที่คิวรถ บขส.จังหวัดกาฬสินธุ์ เด็กนักเรียนนักศึกษาบางกลุ่มก้าวเดินขึ้นรถตู้สีขาวที่จอดไว้คนละมุมกับรถบัสพัดลม

“เราเจอกันบนรถตู้”

ถ้าเรายังคงไม่มีรถไฟ และไม่มีสนามบิน,ใครจะรู้, วันหนึ่งอาจมีคนพูดประโยคนี้ให้ฉันฟังก็เป็นได้

พาเพื่อนไปซื้อยูกาตะครั้งแรก : First Time Buying Yukat

20 ส.ค.

IMG_6434

 

 

ฉันใส่ชุดยูกาตะครั้งแรกตอนไปทริปนากาโนะกับคณะช่วงที่เปิดเทอมใหม่ๆ เราเข้าพักในเรียวกังแบบดั้งเดิมที่มีออนเซนด้วย ในห้องพักจะมียูกาตะวางไว้ จริงๆ ช่วงสามวันแรกที่ยังระเหเร่ร่อนในญี่ปุ่น ในโรงแรมอุเอโนะที่ฉันพักก็มียูกาตะวางไว้ ความที่ใส่ไม่เป็น ไม่รู้กรรมวิธี ฉันเลยไม่เคยคิดจะวอแวใส่มันให้ยุ่งยากแต่อย่างใด หนที่ไปทริปกับคณะก็เช่นกัน พอเข้าห้องพักเสร็จ ฉันก็เอาคลีนเซอร์ออกมาล้างหน้าล้างตา ใส่ชุดวอร์มแบบอยู่บ้านมากๆ แล้วก็เดินตัวปลิวไปห้องอาหาร

ทุกคนในนั้นล้วนใส่ยูกาตะ
ฉันมองหน้ารูมเมทอีกสามคนเลิ่กลั่ก พวกเราน่าจะเป็นห้องพักเดียวในนี้ที่ไม่ใส่ยูกาตะเหมือนคนอื่น (ต้นคิดในการใส่ชุดวอร์มมาห้องอาหารก็ฉันนี่แหละ)

สุดท้ายพวกเราก็เดินย้อนกลับไปเปลี่ยนชุดมาให้กลมกลืนกับสังคมโลกจนได้

หนนั้นฉันหน้าเปลือย (หน้าแต่งก็ยังน่ากลัวเหอะ แล้วหน้าสดจะเหลือเรอะ) มัดผมเสียลีบแฟ่บ มันเป็นหนังหน้าและทรงผมที่ใส่อะไรก็ไม่มีวันสวยหรอก แต่อย่างน้อยๆ ใส่ชุดวอร์มอยู่บ้านมันก็ยังดูเข้ากันมากกว่า

แล้วฉันก็ร้างลาจากยูกาตะไปเนิ่นนาน

จนหน้าร้อนมาเยือนอีกปี

กรกฎาคม 2557 มีคนส่งลิงก์งานดอกไม้ไฟแถวแม่น้ำสุมิดะมาในเมสเสจเฟซบุ๊ก หลังจากซาวนด์เสียงกันอยู่สองสัปดาห์ (ประชาธิปไตยนี่ใช้เวลาโคตรๆ อ่ะท่านผู้โช้มมมม) เราก็ได้ข้อสรุปตรงกันว่า จะใส่ยูกาตะไปกัน นัดกันเวลานี้ ที่สถานีนี้ ทางออกนี้นะ คนนี้จะเป็นคนเตรียมเสื่อไปปูนะ คนนี้จะจัดการเรื่องซื้อของกินดื่ม ว่าแต่เรานัดกันที่ไหน กี่โมง ทางออกไหนนะ … อ้าว แก๊! ย้ำคิดย้ำทำอย่างกับเพื่อนแก๊งค์ปริญญาตรีเมืองไทยตรูอยู่ได้ “สี่โมงเย็น สถานีเมโทรกินซ่า ทางออกเจ็ด” ย้ำนะ…ทางออกเจ็ด ขึ้นบันไดที่มีอยู่อันเดียว เจอกันข้างบนโลด

ว่าแต่ว่าฉันยังไม่มียูกาตะเลย

ชุดยูกาตะของญี่ปุ่นแม้ทำมาจากผ้าฝ้าย รวมถึงความซับซ้อนของเลเยอร์อาจน้อยกว่าชุดกิโมโนอยู่มาก แต่จากการสำรวจราคาตามร้านออนไลน์ อย่างน้อยๆ ชุดที่มาพร้อมผ้าคาด (โอบิ) สำเร็จรูปก็ยังอยู่ที่ระดับสามพันเยน … สามพันเยน ก็คือหนึ่งพันบาทเมืองไทย กับชุดที่ไม่รู้ว่าชาตินี้ฉันจะใส่แล้วสวยเหมาะสมตัวใหม่ … หลังจากเอามือก่ายหน้าผากอยู่สองคืน ฉันก็ตัดสินใจส่งไลน์ไปยืมชุดยูกาตะจากพี่ข้างห้อง (แล้วทำไมไม่เคาะประตูคุยกัน … อ้อ เวลาอยู่บ้านไม่ตรงกันเสียทีนะสิเธอว์)

แล้วฉันก็ได้ชุดยูกาตะ พร้อมกระเป๋าถือ และรองเท้าเกี๊ยะ มาจนได้โดยไม่ต้องซื้อสักเยน (ฮา)

ขณะที่คนไทยได้ชุดยูกาตะมาพร้อมใส่แล้ว สาวญี่ปุ่นคนหนึ่งกลับยังไม่พร้อมเลย
“ไปซื้อชุดยูกาตะเป็นเพื่อนหน่อยได้ไหม” มารี เพื่อนญี่ปุ่นส่งไลน์มาชวน
มารี มาจากจังหวัดนางาซากิ ความที่ไม่ได้เกิดและเติบโตที่โตเกียว เธอเลยทิ้งชุดยูกาตะทิ้งไว้ที่บ้านต่างจังหวัดทั้งหมดเลย

พอถึงฤดูกาล หน้าร้อนมาเยือน ก็เลยต้องลงทุนซื้อใหม่ (อืม)

ไปช้อปกับมารีก็ดี ฉันจะได้มีเรื่องไปเขียน ฉันคิดในใจ

เรานัดกันที่แถววัดเซนโซจิ ย่านอาซากุสะ ใกล้บ้านฉัน จากการกูเกิลข้อมูลคร่าวๆ ที่นี่เป็นแหล่งขายยูกาตะยอดนิยมแหล่งหนึ่ง…สำหรับคนต่างชาติ
ก็แหม, จะให้ไปแหล่งคนญี่ปุ่นยอดนิยม ก็ไม่รู้ต้องไปที่ไหนดี ขนาดมารียังไม่รู้เลย

เราเดินเข้าออกร้านนี้ร้านนั้นกันว่าเล่น บางร้านก็มียูกาตะให้เลือกไม่กี่สี บางร้านราคาก็แพงเกินงบประมาณหนึ่งหมื่นเยน (สามพันสามร้อยบาท) ที่มารีตั้งไว้ บางร้านก็ดูสำเร็จรูปเกินไป คือยูกาตะกับผ้าคาดสำเร็จรูป (โอบิ) ไว้แล้ว มารีไม่ชอบใจ ปกติสาวๆ ญี่ปุ่นจะชอบโชว์ฝีมือคาดโอบิเอง ยิ่งคนไหนผูกโอบิออกมาได้สวยประณีต จะยิ่งรู้สึกฟินประหนึ่งศิลปินที่ได้ฝากผลงานชิ้นเอกไว้แก่โลก (ก็เว่อร์ไป๊)

แล้วเราก็เดินผ่านร้านหนึ่งเข้าจนได้
ร้านนี้มีผ้าลายสีชมพูอย่างที่มารีอยากได้ พอเข้าไปสปีกแจแปนีสกับคนขาย (มารีสิพูด ไม่ใช่ฉันหรอก) คุณลุงผู้ดูใจดีและภูมิฐาน ก็บอกว่าวันนี้ทั้งเซ็ตขายในราคาเก้าพันเยนเท่านั้น

เป็นราคาที่ถ้าอยากได้ยูกาตะสวยๆ ดูแพง (แม้อาจไม่แพงมาก) สักชุดใส่ ก็น่าจะตัดใจซื้อได้ไม่ยาก

ทั้งเซตที่คุณลุงบอก ประกอบรวมไปด้วย ซับในแบบที่ต้องใส่กันโป๊ อันนี้เป็นเหมือนชุดสำเร็จรูปสีขาวแบบที่เรามักเห็นกันในหนังจีนกำลังภายในนั่นแหละ ต่อมาก็เนื้อผ้ายูกาตะ ผ้าคาด (โอบิ) เชือกผูก รองเท้าเกี๊ยะ กระเป๋าถือ และดอกไม้ติดผม … เรียกได้ว่าเก้าพันเยนคือรวมทุกสิ่งอย่างแล้ว

เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะซื้อที่ร้านนี้ ต่อไปก็เป็นกรรมวิธีที่ฉันชอบมากที่สุด นั่นคือการเลือกว่าเราจะเอาชิ้นไหนมาแมชท์กับชิ้นไหน ถึงฉันจะไม่ใช่คนสวย แต่ฉันคิดว่าเซนส์ด้านแฟชั่นของฉันไม่ได้แย่
ยูกาตะสีชมพู ต้องมาคู่กับโอบิ (ผ้าคาดเอว) สีแดงเลือดนกแน่ๆ ฉันบอกมารี นางไม่คัดค้าน ส่วนเกี๊ยะน่ะ ก็ต้องเป็นแบบพื้นดำแล้วมีตัวคีบเป็นสีแดงเท่านั้น

กระเป๋าล่ะ? มารีถามพร้อมกับชูกระเป๋าผ้าสีชมพูเข้ากันกับชุดให้ดู … “มันจะกลืนกันไปหมด” ฉันบอก “ชมพูเกือบทั้งตัวแล้ว กระเป๋าต้องต่างออกไป” ว่าแล้วฉันก็ยกกระเป๋าผ้าดำลายซากุระแดงขึ้นมา “อันนี้ดีกว่า มันเบรกสีของชุดได้ ทำให้ดูไม่น่าเบื่อด้วย” นี่ฉันควรไปเป็นกรรมการรายการเรียลิตี้ช้อปปิ้งของเกาหลีสินะเนี่ย

ส่วนดอกไม้ เราได้ดอกไม้ที่เน้นแดง “มันแมชต์กับโอบิไง” ฉันบอก

ฤดูร้อนปี 2014 … ในที่สุด เราก็ได้ยูกาตะมาแบบครบเซตมาครอบครองเสียที (เย้)

ปล.นี่เป็นความเห็นส่วนตัว แต่ฉันคิดว่า ส่วนที่ยากที่สุดของการแต่งยูกาตะให้สวยนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับชุดยูกาตะเลย แต่เกี่ยวกับการม้วนผม มัดผม ทำผม ติดดอกไม้ที่เข้ากับหน้าต่างหาก

อันเป็นทักษะที่ฉันยังคงต้องฝึกอีกอย่างยาวนาน (โมเมพาเพลินมีสอนไหมค๊าาาาา)

Isan in transition อิสานไม่เหมือนเดิม

19 ส.ค.

Thailand is not the same.
The emergence of rural middle-class.

กลับบ้านมาสำรวจเมืองด้วยตาเปล่า ไม่มีหลักวิชาการอ้างอิง แต่ตอนนี้กาฬสินธุ์มีโรงหนังดีๆ กับเขาแล้ว (จากเดิมที่เป็นโรงหนังมืดทึมแอบสยอง และฉายช้ากว่าเมืองพระนครประมาณหนึ่งเดือน) โรงหนังนี้เป็นของเครือ MVP จากข่าวสารในแวดวงธุรกิจแถวนี้ เขาเล่ากันว่าเป็นกลุ่มทุนอิสาน วันนี้ส่งหลานไปสำรวจโรงมา ราคา 80 และ 100 บาท ที่นั่งไม่ได้แตกต่างกับพวกเครือเมเจอร์ เอสเอฟ แต่อย่างใด มีขายป๊อปคอร์น มีเคาน์เตอร์ มีห้องน้ำห้องท่าทันสมัยครือๆ กัน มีเด็กวัยรุ่นมาต่อคิวดูหนังไทยเข้าใหม่กันเพียบ ทั้ง “ฝากไว้ในกายเธอ” และ “แผลเก่า” ส่วนหนังฝรั่งนั้น ก็พากย์ไทยตามระเบียบของโรงหนังท้องถิ่น

กลุ่มทุนอิสานหลายๆ กลุ่มมีความน่าสนใจ และถ้าเราเป็นสื่อมวลชน เราจะติดต่อขอสัมภาษณ์พวกนี้ ทุนท้องถิ่นมีวิธีคิดและวิธีเข้าถึงตลาดแตกต่างกับทุนใหญ่อย่าง จิราธิวัฒน์ แน่ๆ อ.เมืองกาฬสินธุ์นั้นอยู่ห่างจาก อ.เมืองขอนแก่น แค่ 60 กม. นะ แล้วที่ขอนแก่นก็มีเกือบทุกอย่าง การพยายามฉีกหาตลาดใหม่ๆ ที่แตกต่างจากค่ายใหญ่จึงเป็นโจทย์สำคัญมาก และทุนอิสาน (อาจจะหลายเจ้า) ก็คงทำได้ไม่เลว

ถ้าเป็นนักสื่อสารมวลชน เราจะสัมภาษณ์คนเหล่านี้ (ย้ำอีกที)
เพราะมันทำให้เราเห็นภาพการเคลื่อนไหวของประเทศ ที่ไม่ได้ย่ำอยู่แค่ที่ กทม.

ตอนนี้ แถว อ.ยางตลาด คาบเกี่ยวไปทาง อ.เชียงยืน มีกลุ่มทุนเกษตรกลุ่มใหญ่ มาซื้อที่ดิน 500 ไร่ไว้แล้ว ข่าวลือที่หนาหู คือเขาจะลงทุนทำ agribusiness หรือธุรกิจเกษตร (คิดไม่ออกก็คิดถึงซีพีกันไว้เลย) แน่ๆ ตอนนี้เทรนด์ในญี่ปุ่นก็เป็นแบบนี้ คือบรรษัท (ต้องใช้คำนี้ เพราะมันคือกลุ่มบริษัทใหญ่มาก อย่าง lawson, fujitsu, 7&i) ก็กำลังมาลงเล่นพวกธุรกิจการเกษตรแบบจริงจัง (ญี่ปุ่นต้องแก้กฎหมายที่ดินแน่ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้น่ะ) เทรนด์ของเมืองไทย ก็เงียบๆ แบบนี้แหละ ไม่กระโตกกระตาก แต่เผลอแป๊บเดียว บริษัทใหญ่ๆ ก็เตรียมพร้อมกันแล้ว ทั้งจะปลูกข้าวส่งออกตลาดอาเซียนและตลาดเอเชียตะวันออก ส่วนเรื่องชลประทานน้ำท่าที่รัฐบาลหน้าไหนก็ไม่เคยสงเคราะห์นี่ ก็ไม่รู้ว่าบริษัทเหล่านี้จะแก้ปัญหายังไง เกิดมาสามสิบปี อิสานก็แล้งเหมือนเดิมจ้า เป็นภูมิภาคที่ชลประทานไม่เคยได้รับการเหลียวแลอย่างจริงจัง ผ่านมากี่รัฐบาลและคณะรัฐประหารแล้วนี่ (เอามือก่ายหน้าผาก รักครั้งที่สองของชั้นต้องย้ายบ้านหนีไปอยู่ภาคตะวันออก ก็เพราะปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจที่อิสานไม่เจริญสู้ตะวันออกนี่แหละ เห็นไหม ชีวิตรักกรูล่มเลย T-T)

ข่าวลือน่าสนใจอีกอันคือ อ.เมืองมุกดาหาร มีข่าวว่าจิราธิวัฒน์จะเอาเซนทรัลไปลง เป็นเซนทรัลมุกดาหาร ที่ห่างจากบ้านชั้นไป 100 กม.(ขับรถ 90 นาที) ข่าวนี้มีผลอย่างไรกับพื้นที่เหรอ นอกจากอสังหาที่อาจพุ่งพรวดแล้ว ความหวังเรื่องการจ้างงานก็เพิ่มขึ้นด้วย ทำงานห่างบ้านไป 100 กม. ก็ดีกว่าข้ามภูมิภาคไปทำงานโรงงานที่มาบพุดป่ะวะ ถ้าเซนทรัลมาตั้งตั้งแต่ตรูยังเด็ก ตรูคงไม่สูญเสียรักครั้งที่สองไปให้โรงงานแถวภาคตะวันออกสินะ (อ้าว อินี่ หมกมุ่นนะมรึง)

เซนทรัลมุกดาหาร จะเวิร์คไหม … คงไม่เจ๊งหรอกน่า ทำเลคือ อ.เมืองมุกดาหาร มันติดสะพานข้ามไปลาวเลยนะ เดี๋ยวนี้เศรษฐีลาวก็เดินเต็มเซนทรัลขอนแก่นกันหมดแล้วค่า ถ้ามีเซนทรัลมุกดาหารอีกที่ คนลาวฝั่งใกล้เคียงกับมุกฯ ก็จะมาช้อปกันได้ง่ายขึ้น

เจ้าสัวเขาไม่ได้ทำเพื่อใครหรอก … เพียงแต่เขาได้กลิ่นกำไรที่จะลอยมานั่นแหละ

ย้ำอีกที ถ้าเป็นสื่อมวลชน ฉันจะทำข่าวเศรษฐกิจในอิสานเยอะๆ ต่อภาพจิ๊กซอว์ของประเทศอีกชิ้นให้คนเห็นว่า

ประเทศไทยเคลื่อนไปเรื่อยๆ และมันไม่เหมือนเดิม, อย่างน้อยๆ มันไม่เหมือนเมื่อสิบปีก่อนแน่ๆ

 

 

10606522_10152895100418973_1887743210702389880_n

มารยาทการขับรถในญี่ปุ่น

19 ส.ค.

เขียนโดยคุณ Vachirawat Lertsilpachalearn ในเพจสมาคมนักเรียนไทยในญี่ปุ่น 

สิงหาคม พ.ศ.2557

 

“ขออนุญาตใช้พื้นที่หน่อยครับ ยาวไปนิด แต่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์

สืบเนื่องจากเหตุการณ์คนไทยเมาแล้วขับรถชนที่ญี่ปุ่น ทำให้มีกระแส(ทางลบ)เกี่ยวกับการที่คนไทยมาขับรถในญี่ปุ่นพอสมควร ผมจึงอยากจะรวบรวมมารยาทการขับรถในญี่ปุ่นไว้ เพื่อให้คนที่จะมาขับรถที่นี่ได้อ่านทำความเข้าใจครับ (เนื่องด้วยผู้เขียนอยู่บริเวณโตเกียว จึงขอออ้างอิงจากในโตเกียวเป็นหลักครับ) ท่านใดอยากเพิ่มเติม ท้วงติงจุดไหน ยินดีครับผม

เผยแพร่ตามสะดวก แต่ขอให้ใส่ credit TSAJ ไว้ด้วยครับ

1. ใบขับขี่สากล เมื่อวีซ่าคุณไม่เกิน 90 วัน สามารถใช้ได้ตามปกติ แต่กรณีวีซ่ามากกว่านั้นเช่น “วีซ่านักเรียน ทำงาน” การใช้ใบขับขี่สากลจะซับซ้อนขึ้นมาอีก คือ

กรณีที่คุณกลับไทยชั่วคราว ไม่เกิน3เดือน เพื่อมาต่ออายุใบขับขี่สากล กรณีนี้ ใบขับขี่สากลจะไม่สามารถใช้ได้ครับ ข้อนี้ แม้แต่เจ้าหน้าที่ หรือร้านเช่ารถก็ไม่ทราบกันพอสมควร ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้น ประกันมีโอกาสไม่จ่ายสูงมากครับ

http://www.npa.go.jp/annai/license_renewal/HP3monthpicture.pdf

http://www.keishicho.metro.tokyo.jp/1/azabu/kotu/kotu5.htm

2. ญี่ปุ่นไม่มีเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดครับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสัญญาณไฟจราจร ดังนั้น เวลาเลี้ยวซ้าย รอสัญญาณไฟเท่านั้นครับ (เว้นแต่มีป้ายบอก ซึ่งน้อยมาก ๆ)

3. กรณีสี่แยกไฟแดง โดยปกติที่นี่จะเปิดไฟเขียวพร้อมกันทั้งสองฝั่ง ซึ่งถ้าเราจะเลี้ยวซ้าย สามารถทำได้เลย แต่ต้องดูคนข้ามทางม้าลายด้วย ส่วนการเลี้ยวขวา คุณสามารถขยับรถไปรอกลางสี่แยก เมื่อไม่มีรถวิ่งสวนทางมา ก็สามารถเลี้ยวขวาได้เลย (เช่นกัน ระวังคนข้ามถนนด้วย) 
http://yuimal.img.jugem.jp/20090606_660523.jpg

4. จากข้อ 3 จะมีบางแยกที่เปิดไฟเขียวทางตรง แต่จะมีไฟแดงข้าง ๆ อีกอัน นั่นแปลว่าไม่สามารถเลื่อนรถเพื่อไปรอเลี้ยวได้ครับ จุดนี้ควรระวังhttp://blogs.yahoo.co.jp/haruki1127sport/9747386.html

5. การกลับรถตามสี่แยกไฟแดง ถ้าไม่มีป้ายห้าม สามารถทำได้ (หลักการไฟจราจรเดียวกับเลี้ยวขวา) แต่ไม่ค่อยแนะนำ เพราะถนนแคบ โอกาสเลี้ยวไม่พ้นสูง

6. ในกรณีไฟเขียวที่สี่แยกตอนรถติด ถ้าขับไปแล้วจะไปจอดขวางกลางสี่แยก คนญี่ปุ่น(ส่วนมาก)จะไม่ทำครับ เค้าจะเลื่อนไปข้างหน้าก็ต่อเมื่อมั่นใจว่ารถจะไม่ไปขวางการจราจร

7. ไฟจราจรที่นี่ ไม่มีนับเวลาหรือกะพริบนะครับ จากเขียว – เหลือง – แดง เลย ถ้าเห็นไฟเขียวจากไกล ๆ มีโอกาสไม่ทันสูงครับ

8. ทางม้าลาย ส่วนใหญ่จะมีไฟจราจรไว้ให้คนข้ามกดปุ่ม แต่ถ้าอันไหนที่ไม่มี หยุดได้ก้ควรหยุด แต่ถ้ามาเร็ว หรือตามคันหน้ามา จะไม่หยุดก้ไม่เป็นไรครับ (แต่ถ้าชน คุณผิดนะครับ)
เพิ่มเติมนิดนึง ที่นี่คนเดินถนนใหญ่สุดครับ ถึงแม้ว่าคนเดินจะข้ามถนนไม่ตรงที่ข้ามก็ตาม รึข้ามถนนทั้งๆที่ไฟแดง ถึงจะไม่ถูกต้องก็ตาม แต่เมื่อถ้าขับรถไปชนแล้วยังไงๆ รถก็ผิดหมดครับ แต่ค่าเสียหายรึชดเชยอาจจะไม่แพงเท่ากรณีไปชนคนตรงที่ข้าม (ถามจากโรงเรียนสอนขับรถมา) cr Boy In Tokyo

9. การขับไปแทรกตรงคอสะพาน แน่นอนว่าที่นี่ถือว่าไม่มีมารยาทครับ แต่ในกรณีที่มาผิดเลน แล้วต้องเข้าจริง ๆ คนญี่ปุ่นก้ให้ทางครับ (อย่างไรก็ตาม เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง) เมื่อเข้าเลนได้แล้ว ธรรมเนียมคือ เปิดไฟฉุกเฉิน(ผ่าหมาก) สัก 2-3 ครั้ง เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ (กรณีนี้ใช้กับการเปลี่ยนเลน หรือการที่เราจะออกมาจากซอย แล้วมีรถหยุดเพื่อให้เราได้ออกด้วย)

10. เมื่อเจอแยกที่ไม่มีไฟแดง หรือเวลาจะขับรถออกจากซอย จะมีป้ายหรือตัวอักษรที่พื้นว่า 止まれ (tomare) = Stop ซึ่งเมื่อเจอ ต้องหยุดรถให้สนิท มองซ้าย-ขวา (ไม่หยุดถือว่าผิดกฏจราจรครับ) เพื่อป้องกันอุบัติเหตุชนกับจักรยานหรือคนเดินเท้า หลังจากนั้นจึงจะสามารถเคลื่อนรถเพื่อรอเลี้ยวหรือผ่านแยก (จุดนี้คนละเลยเยอะ และสามารถนำไปสู่อุบัติเหตุได้ง่าย)

11. ทางรถไฟ ก่อนข้าม ต้องหยุดให้สนิท แล้วมองซ้าย-ขวา จึงค่อยเคลื่อยรถผ่านไป (ไม่หยุดถือว่าผิดกฏจราจรครับ)
ช่วยเพิ่มเติมให้

ข้อ 11 สมบูรณ์
ขับข้ามทางรถไฟ ต้องเปิดกระจกรถในตอนหน้าลงทั้งสองข้างเสมอ แล้วมองซ้าย-ขวา จึงเลื่อนรถข้าม
(เปิดกระจกเพื่อให้ได้ยินว่ามีเสียงรถไฟกำลังจะวิ่งมาหรือไม่)
cr. Waratta Authayarat

12. ในโตเกียว การจอดรถติดเครื่องยนต์ไว้ถือว่าผิดกฏหมายครับhttp://www.token.or.jp/kankyou/car/idlingstop.htm

13. ส่วนการจอดรถ ริมถนนเกือบทุกที่ ห้ามจอดครับ (จอด = ดับเครื่อง ลงรถ) แต่สามารถหยุดรถเพื่อให้คนข้าง ๆ ลงไปซื้อของ ฯลฯ (อย่างไรก็ดูรอบ ๆ ไม่ให้เกะกะการจราจรด้วยนะครับ) การจอดรถให้ใช้บริการ coin parking จะดีที่สุดครับ

14. โดยปกติจะมีป้ายบอกความเร็วติดอยู่ทั่วไป แต่ถ้าไม่มี สำหรับถนนทั่วไป สองเลนวิ่งสวนกัน และ สำหรับถนนที่มีที่กั้นตรงกลางได้ 60 km/h ครับ (โดยปกติสามารถยืดหยุ่นได้อีกประมาณ +10 ครับ)

15. ส่วนความเร็วสูงสุด บนทางด่วนระหว่างเมืองคือ 100 km/h ครับ (แต่ความเร็วที่จะโดนกล้องถ่ายคือ 120 ขึ้นไปครับ) ส่วนทางด่วนในเมือง เช่น Shutoko จะ 60 km/h อย่างไรก้ตาม ทางด่วน 4 เลน เส้นเล็ก ๆ เช่น odawara จะจำกัดที่ 70 ครับ

16. โดยทั่วไป ก่อนจะมีกล้องจับความเร็ว จะมีป้ายสีน้ำเงินบอกล่วงหน้า 速度取締り แต่อาจมีกรณีที่รถตำรวจนอกเครื่องแบบ覆面パトカー (ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับความเร็ว) ตามมาหยุดรถคุณได้ครับ ถ้าพบว่าคุณขับเร็วกว่าที่กำหนด

17. การจ่ายค่าทางด่วน จะมี 2 แบบ คือ จ่ายครั้งเดียว ราคาคงที่ (ทางด่วนในเมือง) กับ รับตั๋ว แล้วไปจ่ายตอนออก (ทางระหว่างเมือง) กรณีที่มีบัตร ETC (ขอไม่ลงรายละเอียดนะครับว่าทำบัตรได้อย่างไร) ให้นำบัตรเสียบกับเครื่องอ่านที่ติดอยู่กับรถเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าเลน ETC (สีม่วง) ได้ครับ นอกเหนือจากนั้นเข้าช่อง 一般 (สีเขียว) เท่านั้น

18. การขับบนทางด่วน วิ่งขวาไม่ผิดครับ แต่ทางที่ดีเมื่อแซงเสร็จ ก็เข้าซ้ายหรือกลางได้ก็จะดีครับ (ข้อนี้ ถ้ามีใครที่เคยดูคลิปรถพ่วงตบรถกระบะที่ไทย ผู้เขียนก็เคยเจอคนโดนแบบนี้ที่ญี่ปุ่นมาแล้ว)

เพิ่มเติม 18. การขับบนทางด่วน วิ่งขวาได้ แต่ห้ามวิ่งตลอดค่ะ เพราะว่า เลนขวาสุด คือทางของรถฉุกเฉิน เช่น รถตำรวจ รถพยาบาล รถดับเพลิ่งที่จะใช้ผ่าน ถ้าคุณวิ่งตลอดถือว่าผิดกฏหมาย (ถึงแม้ว่าจะไม่มีรถทางเลยขวาสุดก็ตาม)
cr. Jee-Jee Sincharoonwong
เพิ่มเติม ไหล่ทางห้ามขับทุกกรณี ไว้กรณีรถเสีย/ฉุกเฉินเท่านั้น

19. การใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ ผิดกฏหมายครับ ติดไฟแดงอยู่ก้ห้ามใช้

20. เพิ่มเติมครับ รถที่มีเด็ก ต้องให้เด็กนั่งเบาะเด็กด้วย สามารถแจ้งความจำนงค์ตอนเช่ารถได้ครับ (เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม) cr. Thaweekarn Changthong

21. ช่วยเพิ่มให้ด้วยค่ะ เพราะเคยโดนตำรวจเรียกมาแล้ว
ถ้าขับบนทางด่วน ต้องคาดเข็มขัดทุกที่นั่งค่ะ เบาะหลังก็ต้องคาด (อันนี้คิดว่าคนไทยน่าจะไม่รู้เยอะ)
Cr. GiFt Suppata
เพิ่มจากข้อนี้นะครับ นั่นแปลว่า ไม่สามารถนั่งเกินกว่าจำนวนเบาะได้ (นั่งเบียด ๆ กัน)

22. เวลากลางคืน เมื่อจอดติดไฟแดง (โดยเฉพาะรถเราเป็นคันหน้าสุด) คนญี่ปุ่นจะปิดไฟหน้า เพื่อไม่ให้แยงตาคนอื่น

23. เวลาเราจะเลี้ยวขวาเข้าซอย ถ้ารถฝั่งตรงข้ามชะลอ แล้วเปิดไฟสูง แปลว่าเค้าให้เราไปก่อน แต่ถ้าเปิดไฟสูง แต่เร่งมา แปลว่าไม่ให้นะครับ ดูบริบทให้ดีๆ

*ตอนนี้ก็เพิ่มมาอีก 4 ข้อแล้ว
ขอให้มีความสุขกับการขับรถที่ญี่ปุ่นครับ ขับขี่ปลอดภัยทุกคน”

เขียนจดหมายถึงครูวิ (1)

11 ส.ค.

แม่

 

…ที่โตไดไม่ใช่โลกทั้งใบ แต่ที่นั่น หนูเจอทั้งคนที่มีฝันใหญ่ๆ และคนที่มีฝันเล็กๆ

แม่คงรู้ คนประเภทไหนดึงดูดใจหนูได้ดีที่สุด…

 

แม่จำตอนที่หนูส่งจดหมายไปขอกล้าพันธุ์หอมเปจากสวนของโจน จันได ได้ไหม หนูได้รับจดหมายตอบกลับจากทีมงานสวนคนหนึ่ง เขาเป็นคนร้อยเอ็ด เขาเขียนมาว่า “กาฬสินธุ์กับร้อยเอ็ดก็ใกล้กันนิดเดียวเองเนอะ…ปลูกหอมเปขึ้นแล้ว อย่าลืมถ่ายรูปส่งมาให้ดูบ้างนะ:)” หนูยังเก็บจดหมายนั้นไว้ แต่ไม่เคยได้เขียนจดหมายตอบกลับพี่เขาไปเลย เพราะหอมเปของหนูไม่เคยงอก หนูเป็นเด็กจบปริญญาตรีที่ปลูกหอมเปไม่ขึ้น

 

ไม่เหมือนสวนโหระพา ข่า ตะไคร้ ไร่มันสำปะหลัง และทุ่งนา 15 ไร่ของแม่

แม่ปลูกมันขึ้นมาเองทั้งหมด และมันก็เติบโตง่ายดายมาก ง่ายดายจนใครต่อใครที่ได้เห็นมักคิดว่าเขาก็คงทำได้

 

แต่หนูรู้,​ไม่ง่ายหรอกนะที่เราจะทำให้พืชผัก และข้าว งอกงามได้

 

อยู่ที่โตเกียว เวลาหนูเจอคนฉลาดมากๆ (อันหมายถึงเขาก็นิสัยดีด้วย) หนูมักตั้งข้อสงสัยในใจเงียบๆ คนเดียวเสมอ

“ถ้าเอาเมล็ดหอมเปให้เธอปลูก เธอจะปลูกมันได้งอกงามไหมนะ”

 

หนูคิดอย่างนี้จริงๆ สงสัยอย่างนี้ทุกครั้ง เวลาเจอความคิดเห็นน่าสนใจ คำถามที่สะท้อนถึงความรอบรู้ของคนถาม และคำตอบที่แสดงให้เห็นว่าเขาคิดใคร่ครวญและอ่านหนังสือมามากมายขนาดไหน

 

แต่การปลูกผักปลูกหญ้าและการทำนา ก็เหมือนกับการว่ายน้ำ

มันไม่ได้เกิดจากการคิดใคร่ครวญ​ มันเกิดจากการลงมือทำ

มันใช้ทักษะคนละแบบกับในชั้นเรียน

 

เหมือนกับการเล่นสกี

 

หนูเล่นสกีได้ห่วยแตกมากค่ะแม่ อย่างที่แม่รู้มาตลอดชีวิต หนูเป็นคนควบคุมร่างกายไม่เก่ง โดยเฉพาะตรงกล้ามเนื้อขา หนูควบคุมและใช้กำลังขาได้ไม่ดีนัก

บทเรียนแรกสุดของสกีคือ เราต้องรู้จักล้มให้ดี “good fall” เราต้องลุกขึ้นมาให้ได้ “how to stand up” และเราต้องรู้จักหยุด “how to stop”

โค้ชสกีจากชมรมนักเล่นสกีของโตไดสอนหนูอย่างนี้

 

ล้มเหลว ลุกต่อ และรู้จักหยุด – หนูคิดว่า “นี่มันปรัชญาชีวิตชัดๆ”

 

ไม่มีใครไม่เคยเจอเรื่องแย่ๆ หรอก,​หนูรู้ว่าแม่รู้ข้อนี้ดีกว่าหนูด้วยซ้ำ

 

หลังทริปสกีจบลง ชมรมนักเล่นสกีของโตไดพาเด็กต่างชาติอย่างเราไปที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ที่นั่น เราเจอเด็กมัธยมต้นจำนวนมาก บางคนขี้อาย บางคนขี้เล่น แต่ที่เหมือนๆ กันคือพวกเขามีประกายตาแวววาว

หนูชอบประกายตาอย่างนั้น

 

เราเล่นเกมสำคัญกันสองเกม เกมแรกคือให้พับจรวดกระดาษ แล้วแข่งกันปาจากชั้นสองของโรงยิม แข่งกันว่าใครจะปาจรวดกระดาษได้ไกลที่สุด

…หนูพับจรวดได้ห่วยมาก และจรวดกระดาษที่ไม่เพรียวลม ไม่มีวันจะลอยละลิ่วไปได้ไกลหรอก…

 

“แหมะ”, จรวดตกลงแค่ตรง 15 เมตรตรงหน้า,​ขายหน้ามากเลยล่ะแม่

 

เกมที่สอง เกมเตะลูกบอลเพื่อคว่ำขวดน้ำ,​จริงๆ มันเหมือนกับการโยนโบว์ลิ่งนั่นแหละ เพียงแต่เราเปลี่ยนมาเตะบอล และใช้ขวดเป๊บซี่กรอกน้ำลงไปแทน

 

ชายหนุ่มจากโตไดที่เขวี้ยงจรวดกระดาษได้ไกล เตะลูกบอลไม่โดนขวดน้ำสักขวด (ฮ่าฮ่า, หนูแอบหัวเราะดังกึกก้องในใจคนเดียว)

 

เกมนี้แทบไม่มีใครเตะโดนขวดเลยค่ะแม่ เรียกได้ว่าทุกคนที่เก่งกาจในเกมก่อนหน้า “ปิ๋ว” หมดในเกมนี้

 

แล้วก็เหลือหนูกับเด็กหญิงมัธยมต้นหน้าตาธรรมดาคนหนึ่ง เธอพยักหน้าให้หนูเตะก่อน,​ ขวดน้ำมีสามขวดค่ะแม่ หนูลองกะกำลังขาของตัวเอง…แม่เชื่อไหม หนูรู้ตั้งแต่ตอนง้างขาแล้วว่า หนูจะเตะโดนขวดแน่ๆ

 

“ป๊าบ” ขวดสองในสามล้มลง

คนที่ขว้างจรวดได้ไม่ไกลเลย กลับเป็นคนที่เตะขวดน้ำล้มคว่ำได้มากกว่าผู้ชายในโรงยิมทั้งหมด (ฮี่ฮี่)

 

ยัง,​เรื่องยังไม่จบ

จำเด็กหญิงคนตะกี้ได้ไหม เธอดูธรรมดามากๆ

แต่เธอเตะขวดน้ำล้มคว่ำไปสามขวด (หมดเกลี้ยงเลย ฮี่ฮี่)

แล้วเธอก็ยิ้มดีใจ … หนูยังจำรอยยิ้มของเธอได้จนถึงวันนี้

 

หนูเคยอ่านที่นิ้วกลมเขียนถึงตอนเขาไปโรงครัวสักที่ ตอนที่เขาคุยกับแม่ครัว ตอนที่อยู่นอกครัว แม่ครัวมีท่าทีเก้ๆ กังๆ ดูเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองเสียด้วยซ้ำ แต่พอเธอจับตะหลิว แล้วหันมาพูดเรื่องข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ที่ใช้ทำกับข้าวเท่านั้นแหละ …​ตาเธอเป็นประกายวิบวับ และตรงนั้น ก็ไม่มีใครมั่นใจในตัวเองมากกว่าเธออีกแล้ว

 

เธอทำให้หนูคิดถึงแม่ ตอนแม่ทำต้มยำกุ้ง หั่นปลา เชือดคอเป็ด (โอเค, การทำครัวไม่โรแมนติกสักนิด เราควรยอมรับกันได้แล้ว)

 

หนูเข้าใจมานานแล้วว่า มนุษย์มีทักษะแตกต่างกันไป แต่วันที่เตะลูกบอลไปโดนขวดน้ำนั่นเอง ที่หนูรู้ว่า คนเราทำบางเรื่องได้ไม่ดี แต่ไม่ใช่ว่าจะทำเรื่องอื่นๆ ได้ย่ำแย่

มันต้องมีสักเรื่อง สักอย่าง ที่เราทำได้ดี หรือทำแล้วเรามั่นใจ

 

.

.
.

ที่โตได มีคนเก่งๆ เดินเต็มกันว่อนไปหมด

แต่มีอยู่คนหนึ่งที่หนูว่าเจ๋งสุดๆ

 

เธอแต่งงานตอนอายุ 24 และตอนนี้ก็มีลูกอายุ 5 ขวบ

เธอทำกับข้าวเก่ง เธอเขียนภาษาอังกฤษได้สวยมาก แต่ขณะเดียวกัน เธอก็ดูธรรมดาสุดๆ

ชีวิตเธอเหมือนสมการกราฟเส้นตรง เรียบง่าย ตัวแปรน้อยราย ไม่ซับซ้อน เธอสวยและผิวเนียนก็จริง แต่ไม่ได้โดดเด่นถึงขั้นสะดุดตา ที่สำคัญ ถ้ามองกันแบบเผินๆ เราก็พร้อมจะผ่านเลยเธอไป

 

แต่เธอเจ๋งตรงที่ว่า เธอดูธรรมดานี่แหละ

หนูรู้ว่าเธอคิดถึงลูกชาย (โอเค หนูไม่เคยมีลูก แต่หนูคิดว่าหนูเข้าใจความรู้สึกของการคิดถึง “บ้าน” เป็นอย่างดี) แต่ละวัน เธอก็ตื่นมาทำกับข้าว ห่อข้าวเที่ยงมากินที่คณะ นั่งดูซีรีส์เกาหลีในไอแพด ตื่นตระหนกกับการสอบที่จะมาถึงพอเป็นพิธี ถอนหายใจบ้าง โทรศัพท์กลับบ้านบ้าง และกดไลค์เฟซบุ๊คของเพื่อนๆ บ้าง

แล้วก็เดินกลับห้องพักของเธอ

 

หนูเคยถามเธอว่า เธอมาเรียนต่อทำไม เธอบอกว่าเธอไม่อยากทำงานธนาคารอีกแล้ว เธออยากสมัครเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยใกล้บ้าน มีเวลาอยู่กับลูก ดูแลสามี

แค่นี้แหละ ที่ทำให้หนูรู้สึกว่าเธอเจ๋งมาก

 

เธอไม่ได้ต้องการจะเปลี่ยนโลก ฝันของเธอเล็กนิดเดียว แต่เป็นฝันที่หนูว่ามันสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าคนที่จะไปทำงานยูเอ็นเสียด้วยซ้ำ

 

ที่สำคัญ เธอทำให้หนูคิดถึงแม่

 

…ที่โตไดไม่ใช่โลกทั้งใบ แต่ที่นั่น หนูเจอทั้งคนที่มีฝันใหญ่ๆ และคนที่มีฝันเล็กๆ…

แม่คงรู้

แม่รู้ดีเสมอ

คนประเภทไหนดึงดูดใจหนูได้ดีที่สุด :)

 

11 สิงหาคม 2557 ปีที่แม่อายุครบ 61 ปี

 

เที่ยวบินสุดท้าย?

8 ส.ค.

วันก่อน ตอนที่ชีวิตยังเต็มไปด้วยเปเปอร์วนเวียนประหนึ่งเนื้อคู่ ฉันใช้เวลายามบ่ายคล้อยแอบมานั่งตรงขั้นบันไดของลานหน้าคณะ มันเป็นลานที่ฉันชอบมานั่งคนเดียวในวันที่ฝนไม่ตก แดดไม่แรง และความเหน็บหนาวร้ายกาจยังไม่คืบคลานมาเยือนมหานครโตเกียว ฉันชอบนั่งตรงนี้ราวยี่สิบนาที มองคนเดินผ่านไปผ่านมาตรงหน้า คนหลากหลายวัยหลากหลายสถานภาพทางสังคม ที่เดินวนเวียนแวะผ่านมาโรงพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวอันตั้งอยู่ไม่ไกล้ไม่ไกลตึกคณะของฉันนัก

สักพักเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มที่ฉันโอเคพอจะไปกินข้าวเย็นด้วยได้ก็เดินผ่านมา พวกเขาทักทายไม่กี่คำ จากนั้นฉันก็บ่นว่าหิว แล้วเราก็ลงเอยกันที่ร้านข้าว (ปนเหล้า) ใกล้ๆ ตึกคณะ

ใครสักคนพูดขึ้นมาว่าเขากำลังจะเดินทางไปโซลในช่วงครึ่งหลังของเดือนสิงหาคม ฉันพูดขึ้นมาว่าเด็กจีนสักคนก็กำลังจะไปโซลต้นเดือนนี้ “ทำไมพวกเธอไม่นัดกัน” อีกฝ่ายทำท่าลังเล “ฉันไม่เคยรู้ว่าเด็กจีนคนนั้นจะไปโซล” คนคนนั้นตอบ

ใครสักคนยุให้ใครคนนั้นจัดสรรเวลาเดินทางที่จะได้ไปเที่ยวโซลกับเด็กจีน “เวลาไม่เคยคอยท่า ถ้าชอบเขาก็ลุยเลย”
“เป็นฉันนะ ฉันจะเปลี่ยนไฟล์ทบินให้ได้ไปเที่ยวพร้อมกัน” อยู่ๆ ฉันก็พูดลอยๆ ขึ้นมาตอนที่กำลังเคี้ยวอะโวคาโดกับชีสเข้าปาก
“จริงน่ะ” คนคนนั้นที่ต้องไปโซลถามกลับ
“ฮื่อ ไม่จริงหรอก” ฉันหัวเราะ ก่อนจะยกเบียร์กระป๋องซัปโปโรที่อยู่ตรงหน้ากรอกลงกระเพาะ รสขมฝืดของเบียร์จากทางเหนือทำให้รู้สึกว่าชีวิตอันเต็มไปด้วยเปเปอร์ที่มหานครโตเกียวก็ไม่ได้ขมขื่นเกินไปนักหรอก

ฉันคิดถึงความสัมพันธ์อันมีไม่มากครั้งนักที่ผ่านมาในชีวิต ในช่วงวัยหนึ่ง ฉันเคยสงสัยว่าตัวเองจะมีเรี่ยวแรงทำเรื่องโรแมนติกแบบในหนังรักจำพวก เลิฟ แอคช่วลลี่ ที่ตัวละครเด็กชายวิ่งตามเด็กสาวที่แอบชอบเข้าไปยัง ตม.สนามบิน เพื่อร่ำลากันไหม? คำพูดจำพวกว่า “ชีวิตมันสั้น” และ “สุดท้ายแล้วเธอจะเสียใจในสิ่งที่เธอไม่ได้ทำ มากกว่าสิ่งที่เธอทำลงไป” มันจะเหมาะกับชีวิตสามัญของคนอย่างฉันไหม และประโยคของคาริล ยิบราน ที่บอกว่า “เมื่อความรักเรียกร้อง จงตามมันไป” จะยังใช้ได้ในศตวรรษที่ 21 ที่เราแค่ตาม stalk คนที่เราชอบในเฟซบุ๊คโปรไฟลก็ได้นี่นา…ได้อยู่อีกไหม

ขณะที่กวาดต้อนอะวาคาโดกับชีสเข้าปากเป็นคำสุดท้าย ฉันแอบคิดอยากให้คนคนนั้นเปลี่ยนตั๋วขาไปโซลให้เร็วขึ้นหน่อย เผื่อพวกเขาจะได้มีเวลาเที่ยวด้วยกัน “ฉันรู้สึกว่าโซลน่ะเป็นเมืองของคู่รัก ขณะที่โตเกียวเป็นเมืองที่อนุญาตให้คนโสดมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ” เด็กจีนคนนั้นเคยพูดอย่างนี้ตอนเธอนั่งรถไฟไปตามหาทุ่งข้าว Lily Chou Chou กับฉัน

ฉันอยากให้เธอเปลี่ยนไฟล์ทบิน… ฉันแค่คิด แต่ไม่ได้พูด

เบียร์หยดสุดท้ายถูกหย่อนลงในกระเพาะ ฉันคิดขึ้นมาได้ว่า นอกจากทงบังชินกิแล้ว จะยังมีใครหน้าไหนอีกไหมที่ทำให้ฉันยอมเปลี่ยนไฟล์ทบิน หรือดั้นด้นไปหาท่ามกลางสายลมหนาวอันโหดร้าย … ไม่มีหรอก … 

บางที คาริล ยิบราน อาจจะผิดก็ได้ … ฉันสนับสนุนให้ใครต่อใครเปลี่ยนไฟล์ทบินเพื่อทำสิ่งที่ “คุณจะไม่เสียใจในภายหลัง” นะ แต่สำหรับฉัน ถ้าเมื่อไหร่ที่ฉันยอมเปลี่ยนไฟล์ทบินเพื่อชายหนุ่มที่ไม่ใช่ทงบังชินกิล่ะก็

นั่นแหละ คือการกระทำที่จะทำให้ฉันโคตรเสียใจในภายหลัง … เมื่อมองย้อนกลับมา

19765_310048283234_522678_n

status: สิ่งที่กรุงเทพฯ​ ควรมี

7 ส.ค.

#นักเลงคีย์บอร์ด สิ่งที่กรุงเทพฯ (เมืองเดียวก่อน) ควรมีคือ
-ขนส่งมวลชนแบบรางที่ทั่วถึงและสะอาด
-ทางเท้าที่ปลอดภัยต่อการเดิน
-เลนจักรยาน (โอเค โตเกียวก็ไม่มีหรอก)
-ต้นไม้ข้างทางที่จะมาคูลดาวน์อุณหภูมิเมืองทำให้พอเดินระยะ 2 กม ได้บ้าง
-ห้างที่เคารพคนอื่นเรื่องมลพิษทางเสียง

มีรัฐบาลท้องถิ่นเหมือนกันกับโตเกียวจัดสรรเงินได้เอง น่าจะทำได้นะ

Come Visit Khaowong

a small and peaceful district named Khaowong

mekongpeacejourney

Just another WordPress.com site

Soraj's Weblog

Posts, mostly about Buddhism

Paint dayouth

Meet young spirits who swing Thai indie culture

The Style Voyager

Hong Kong Fashion and Lifestyle Blog.

Mostly Bright Ideas

Some of these thoughts may make sense. But don't count on it.

Coffee Shop Chronicles

Life and Times of a Barista

when angels become rebellious

JAEJOONG+YUCHUN+JUNSU+ things

Mighty Girl

Famous Among Dozens

Another WORD is Possible

Words & Fotos ON / All rights reserved © Lee Yu Kyung 2014

Matt on Not-WordPress

Stuff and things.

JEDIYUTH

May the Movie Force Be With You

Pefinance's Blog

Blog ของคนใช้เงินเก่ง ^_^

10,000 li of Life

Investment : Journey of Life : China : ภาพทริปอู่ไถซาน มณฑลซานซี

The Middlest Sister

There are 5 sisters. She's the middlest.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 26 other followers