บทสัมภาษณ์ หมอล็อต ภัทรพล มณีอ่อน

ในนิตยสาร Men’s Health ฉบับตุลาคม 2553

พระเอกของสัตว์ป่า

หญิงสาวนักอ่านนวนิยายหลายคนเชื่อว่าเขาคือ “รพินทร์ ไพรวัลย์” แห่ง “เพชรพระอุมา” แต่เป็น “รพินทร์” ในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนบทบาทจากนายพรานป่า มาเป็นนายสัตวแพทย์สัตว์ป่าคนแรกของเมืองไทย ทว่า Men’s Health คิดว่า หนุ่มวัย 31 ปีอย่าง นสพ. ภัทรพล มณีอ่อน หรือหมอล็อตคนนี้ ไม่เห็นจะเหมือน “รพินทร์” สักนิด เพราะเขาน่ะ มีหน้าที่รักษาชีวิตของสัตว์ป่า ไม่ใช่เล็งไรเฟิลปลิดชีพเสือโคร่งอย่างพระเอกเพชรพระอุมาเสียหน่อย แต่ถึงจะไม่เหมือนพระเอกในนวนิยาย (ในสายตาเรา) แต่เรากลับคิดว่า เขาก็ไม่ต่างกับพระเอกที่โลดแล่นในชีวิตจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะด้วยอาชีพและหน้าที่ที่ต้องบุกป่าฝ่าดงไปช่วยยื้อยุดลมหายใจของสัตว์ป่าให้หัวใจยังเต้นได้ต่อไปนั้น เป็นหนึ่งในพฤติกรรมแบบพระเอ๊กพระเอกหาใดเกินในยุคปัจจุบันเลยนะครับ

แถมยังเป็นพระเอกที่หายากขึ้นทุกวัน … ในสังคมไทยเสียด้วยสิ

และนี่คือบทสัมภาษณ์จากปากคำของพระเอกคนยากของสัตว์ป่าคนนี้ครับ

คุณมาเป็นสัตวแพทย์สัตว์ป่าได้อย่างไร?

ใช้คำว่า “สถานการณ์” แล้วกัน สถานการณ์เป็นส่วนหนึ่งที่ชักนำให้ผมมาเป็นหมอสัตว์ป่า ผมเริ่มต้นสนใจเป็นหมอช้างตอนเรียนชั้นปีที่ 4 ตอนนั้นกลับไปทำงานดูแลช้างที่สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นบ้านเกิด โดยเป็นงานที่เน้นในเรื่องของการดูแลสุขภาพ รักษาช้างที่บาดเจ็บหรือป่วย ซึ่งพอทำงานไปได้สักพัก เรารู้สึกว่ามันเป็นงานเชิงรับ เพราะช้างที่เจ็บป่วยมานี่ ก็มีต้นตอปัญหาที่ทำให้มันเจ็บป่วย เราเลยสนใจอยากทำงานในเชิงรุก ตอนนั้นก็ถือว่าโชคดี ที่ทางคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เขาสรรหาบุคคลที่จะไปทำงานแก้ปัญหาช้างในบ้านเรา ผมเลยได้เข้าไปเป็นผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม ที่รัฐสภา เข้าไปทำงานที่เน้นในเรื่องของนโยบาย งานตรวจสอบ งานพัฒนาหรืออะไรต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้างในภาพรวม

ระหว่างเป็นคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม ผมก็ได้ลงพื้นที่ป่า ได้เจอเจ้าหน้าที่ที่เขามีหน้าที่คุ้มครองดูแลป่าและสัตว์ป่า พบว่าเวลาที่สัตว์ป่าบาดเจ็บนี่ บ้านเราไม่มีหมอที่จะมาดูแลตรงนี้เลย ผมมองว่า นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยยังขาดอยู่ ซึ่งวิชาชีพเราน่าจะเข้าไปเติมเต็มสิ่งเหล่านี้ได้ เลยไปคุยกับผู้ใหญ่ จนในที่สุดเขาก็เห็นว่าควรมีสัตวแพทย์สัตว์ป่า แต่เขาไม่รู้จะหาหมอที่ไหนมาทำ เพราะมันไม่มีหมอแบบนี้ในบ้านเรามาก่อน เขาเลยให้เราซึ่งเป็นคนเสนอทำ เรียกได้ว่าสถานการณ์ต่างๆ มันพาให้ผมได้มาเป็นสัตวแพทย์สัตว์ป่านั่นเอง

สัตว์ป่ามักคาดเดาไม่ได้ คุณหมอเคยเจออันตรายจากการรักษาพวกมันไหม?

อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งในการตามเข้าไปหาสัตว์ป่าบาดเจ็บ คือการถูกสัตว์ป่าทำร้าย เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ที่สัตว์ป่าบาดเจ็บนี่ เกิดจากมนุษย์ ซึ่งหมอก็คือมนุษย์คนนึง ดังนั้นเวลาเราเข้าไปตามตัวเขาในป่า เพื่อจะรักษาเขานี่ เขาไม่รู้หรอก ว่าใครมาดีหรือมาร้าย ไอ้นี่เป็นหมอ เป็นโจร หรือนายพราน เขาไม่รู้ เขารู้แค่ว่าเราเป็นมนุษย์ ยิ่งสัตว์ป่า เวลาบาดเจ็บ สัญชาตญาณการหลบหนีหรือการต่อสู้เพื่อให้เอาตัวรอดนี่จะมีมากกว่าเดิม ดังนั้นนี่คือปัญหาอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่ง แต่ทั้งนี้ ถ้าถามว่าเรากลัวตายไหม? ตอบได้ว่า “กลัว แต่เรากลัวสัตว์ตายมากกว่า” ดังนั้น เวลาจะเข้าไปทำงานนี่ เราต้องบอกตัวเองเสมอว่า เราเป็นมนุษย์ มนุษย์มีมันสมอง เรามีวิธีคิด ที่มีเหตุมีผลไตร่ตรองได้ สัตว์ป่าเขาไม่รู้หรอก เขาคิดไม่เป็น แต่เราน่ะ คิดเป็น ดังนั้นเราต้องหาวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ให้เข้าไปหาตัวเขาได้และรักษาได้ แต่มันก็มีบ้างบางครั้งที่เราถูกสัตว์ป่าทำร้าย แต่เราจะมองว่า “ผมพลาดเอง” จะไม่มีการไปโทษสัตว์ป่า

สัตว์ชนิดไหนรักษายาก ง่าย ที่สุด?

คงเป็นช้างกับกระทิง-วัวแดง ยากที่สุด เพราะเมื่อไหร่ที่สัตว์เหล่านี้บาดเจ็บ เขาโกรธคน เขาไม่กลัวคน เขาจะทำร้าย แล้วร่างกายเขามีอวัยวะที่แข็งแรงเช่น เขา หรืองา ส่วนสัตว์ที่รักษาง่ายที่สุด คงเป็นพวกกวาง กับเก้ง เพราะสิ่งที่จะเป็นอันตรายกับเรา มันน้อยกว่า

สิ่งที่ยากที่สุดของการทำงานนี้คือ?

ความยากมันมีหลายขั้น ทำงานช่วงแรกๆ การเข้าทำงานในป่า เรื่องความพร้อมอะไรต่างๆ มันยากอยู่แล้ว การรักษาสัตว์ก็เป็นสิ่งที่ยากในป่า พอมาขั้นที่สอง คือการสร้างความเข้าใจกับสังคม เราก็ผ่านตรงนั้นมาได้แล้ว สังคมเริ่มเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไร เราก็ผ่านตรงนั้นมาแล้ว เรามีวิธีการมีแนวทางที่ชัดเจน แต่ ณ เวลานี้ ปัญหาอุปสรรค ที่เป็นปัญหาใหม่ ที่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยกับการทำงานคือ “ความหวังดี”

คือบางครั้งเวลาเราไปรักษาสัตว์ จะมีคนที่เขาหวังดีจะเข้ามาช่วยชี้แนะ “ทำอย่างนั้นสิหมอ” แต่บางครั้งเขาไม่ได้มีความรู้ทางวิชาชีพ คือการรักษาสัตว์มันเป็นงานวิชาชีพ แม้แต่วิชาชีพเดียวกันเขาก็ยังเคารพและไม่ก้าวก่ายตรงนี้ แต่ถามว่าเราเข้าใจความหวังดีของเขาไหม เราก็เข้าใจนะ แล้วสิ่งที่สังคมแนะนำมา เราก็ฟังหมดทุกอย่าง แล้วนำมาวิเคราะห์ไตร่ตรอง พร้อมกับใช้ความรู้ทางวิชาชีพเข้าไปจัดการแก้ไข ซึ่งเรื่องความเข้าใจนี่เป็นสิ่งที่เราต้องค่อยๆ คุย ค่อยๆ นำเสนอ และก็ต้องอาศัยความอดทนเป็นอย่างยิ่ง

เป้าหมายและความหวังของคุณหมอ?

ก็คงจะน้อมนำพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ท่านอยากให้คนกับป่าอยู่ด้วยกันอย่างสมดุล ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ดังนั้นนี่คือแนวทางปฏิบัติ ที่ผมคิดว่าผมจะนำไปปฏิบัติ ต้องทำงานเชิงรุกเป็นอย่างมาก สร้างความเข้าใจ เข้าไปแก้ไขปัญหา ให้ชาวบ้าน สัตว์ป่า และป่า อยู่ด้วยกันได้ ไม่เกิดการเบียดเบียน หรือบุกรุก หรือแก่งแย่งอะไรกัน ดังนั้นงานรักษาสัตว์ก็เป็นงานนึง แต่เรื่องของงานเชิงรุก งานประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ ให้ทัศนคติ ก็เป็นสิ่งที่เราต้องทำอยู่ทุกวันตลอดเวลา

ตอนนี้ผมมีโครงการอยู่โครงการนึง “เม้าท์ทูเม้าท์” หรือปากต่อปาก ผมคิดว่าคนไทยใจดีและมีคนอยากช่วยงานแบบที่ผมทำเยอะ แต่อาจจะไม่สามารลงพื้นที่กันได้อยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่อยากช่วยเหลือ คุณสามารถช่วยได้ด้วยการบอกต่อ นำสิ่งที่คุณได้รู้เกี่ยวกับอาชีพสัตวแพทย์สัตว์ป่า ไปบอกต่อ คนนึงบอกสิบคน มันก็จะกระจายความเข้าใจไปได้เรื่อยๆ ไม่ใช่ว่า การช่วยเหลือสัตว์ป่าจะต้องบริจาคเงินอย่างเดียว เพราะถ้างั้น คนจนก็หมดสิทธิ์ช่วยเหลือสัตว์ป่าสิครับ ซึ่งไม่ใช่ การสร้างความเข้าใจ สร้างจิตสำนึก ตรงนี้มันทำได้เลย ไม่ต้องใช้เงิน เงินนี่ไม่ได้เป็นคำตอบของทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้ว ผมว่าถ้าเราได้รู้เรื่องราวดีๆ แล้วบอกต่อ น่าจะช่วยให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของสัตว์ป่าและทรัพยากรป่าไม้เมืองไทยได้มากขึ้น ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผมหวังไว้

4 ข้อคิดจากสัตวแพทย์สัตว์ป่าถึงสังคม

1)ในการอนุรักษ์สัตว์ป่านี่ อย่าใช้ความรู้สึกมาเป็นที่ตั้ง ให้ใช้หลักการทางวิชาการเข้ามา เพราะบางครั้งในการอนุรักษ์สัตว์ป่า การใช้ความรู้สึกมาเป็นที่ตั้งในการตัดสินใจอาจจะไม่ก่อให้เกิดผลดีทั้งหมดก็เป็นได้

2)บางพื้นที่สัตว์ป่าไม่ได้ขาดแคลนอาหาร ดังนั้นอย่าคิดว่า สัตว์ป่าไม่มีอาหาร แล้วเอาอาหารให้สัตว์ป่ากิน การเอาอาหารให้สัตว์ป่ากินคือ รากเหง้า หรือต้นตอของปัญหาสุขภาพสัตว์ป่าที่เกิดขึ้นทั้งหมด

3)ถ้าไปเที่ยวในอุทยาน หรือในเขตรักษาพันธุ์ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของสัตว์ป่า เรากำลังเข้าไปในบ้านสัตว์ป่า เพราะฉะนั้น กรุณาเคารพกฎระเบียบที่เจ้าบ้านว่าไว้ ใครมาบ้านเรา เราก็คงไม่อยากให้แขกมาเหยียบบนที่นอนเรา หรือย่ำเดินบนจานข้าวเราเป็นแน่ สัตว์ป่าก็เหมือนกัน

4)ขอให้ทุกคนที่ได้อ่านบทความเหล่านี้ นำเรื่องเหล่านี้ เข้าสู่โครงการ “เม้าท์ทูเม้าท์” บอกเล่าบอกต่ออีกสิบคน เท่านี้ก็ถือว่าคุณได้ช่วยเหลือสัตว์ป่าแล้ว เพราะคุณได้สร้างให้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่า นั่นคือกุศลบุญ แถมยังไม่ต้องใช้เงินอีกต่างหาก

3 คิดบน “บทสัมภาษณ์ หมอล็อต ภัทรพล มณีอ่อน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s