จดหมายจากเขาวง (1) : Generation Lost

วันก่อนฉันนั่งรถเข้าตัวเมืองกับพ่อ ระหว่างทางพ่อแวะทำธุระที่บ้านญาติซึ่งเพิ่งจัดงานบุญกฐินใหญ่ประจำตำบลไป ฉันแวะลงไปสวัสดีลุงป้าน้าอา เจอกับลูกพี่ลูกน้องสองคน ซึ่งอายุไล่หลังฉันราวๆ 3 ปี ตอนนี้ทั้งคู่เป็นวิศวกรหนุ่มอนาคตไกลประจำไซต์งานละแวกจังหวัดระยอง แวะกลับบ้านมาช่วยงานบุญกฐิน ฉันแอบสังเกตเห็นว่าสองหนุ่มมีสีหน้าเซื่องซึมเล็กน้อยเมื่อเผชิญหน้ากับพ่อฉัน พอขึ้นรถ ฉันเลยถามพ่อว่าเกิดอะไรขึ้น

พ่อบอกว่า ตอนงานบุญกฐิน พ่อแวะมาช่วยงานที่บ้านญาติตั้งแต่ตีสี่ ความที่เป็นญาติพี่น้องในต่างจังหวัด วิธีคิดหลักคือ มีงานบุญก็ต้องช่วยกัน แต่ครอบครัวไหนเป็นเจ้าภาพ ก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่เยอะหน่อย ทีนี้ลูกหลานในตระกูล ที่ตอนนี้เติบใหญ่อายุ 25-32 ปีกันแล้ว ก็ถือว่าเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่ควรช่วยรับผิดชอบด้วย แต่พอถึงเวลาตีห้า คนหนุ่มสาวผู้ถือวุฒิปริญญาตรีและทำงานโก้เก๋มีโบนัสรายปีในเมืองใหญ่ กลับไม่ยอมตื่นนอนเพื่อลุกมาช่วยจัดเต็นท์ ปูเสื่อ จัดที่นั่งสำหรับพระ เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับงานบุญเลยแม้แต่น้อย ผู้หลักผู้ใหญ่วัยห้าสิบขึ้นไปแถวหมู่บ้านก็รู้สึกขุ่นเคืองใจ เหตุใดส่งลูกหลานเรียนสูงแต่ลูกหลานกลับไม่รู้จักหน้าที่ บ้านจัดงานบุญ คนรับผิดชอบก็คือคนวัยหนุ่มสาวนี่แหละ พ่อเล่าด้วยความเซ็งจิต

“จบปริญญาตรีทำไมถึงไม่รู้ล่ะว่าควรจัดการอะไรยังไง” พ่อฉันระบายอย่างเสียไม่ได้

ฉันฟังแล้วได้แต่หัวเราะ “แหะๆ” พลางบอกพ่อไปว่า อย่าเพิ่งไปว่าน้อง (วิศวกร) อย่างนั้น เรื่องนี้จะโทษคนหนุ่มสาวที่จากบ้านไปเรียนต่อในเมืองและปักหลักทำงานในระบบงานสมัยใหม่แต่ฝ่ายเดียวไม่ได้หรอก มันเป็นปัญหาของยุคสมัย คนรุ่นฉันเกิดมาพ่อแม่ก็จับยัดเข้าสู่ระบบการศึกษาสายสามัญ พลางกรอกหูเช้าเย็นให้ตั้งใจเรียน ถ้าคนไหนเรียนดี ไม่ไปช่วยงานบ้านงานบุญก็ไม่มีใครว่า พอจบมาพ่อแม่ก็เร่งให้หางานดีๆ โบนัสเยอะๆ ทำ ซึ่งงานพวกนั้นก็คืองานในเมือง เป็นงานในระบบสมัยใหม่ ห่างไกลจากประเพณีเก่าก่อน แน่นอน สิ่งนี้ย่อมทำให้พวกเราคุ้นชินกับการ “จัดงานอีเวนท์” มากกว่า “จัดงานบุญ” จึงไม่แปลกที่คนรุ่นฉันจะดูเงอะงะ ทำอะไรไม่ถูกกาลเทศะเสมอเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำว่า “งานผ้าป่า / งานกฐิน”

“พ่อรู้ไหม คนรุ่นลูก สามารถจัดการงานปาร์ตี้หรืองานอีเวนท์ราคาเป็นล้านบาทได้อย่างง่ายๆ น้องที่เป็นวิศวกรสามารถขายเครื่องมือวิศวะราคาหลายสิบล้านบาทได้อย่างไม่ยากเย็น เราเก่งเมื่อต้องรับมือกับสิ่งที่เราเรียนรู้มา แต่กับประเพณีที่ใกล้ตัวพ่อแม่เราที่สุด พวกเรามักจะโง่เง่าไปเลย นี่อาจเป็นปัญหาของระบบการศึกษาไทย รวมถึงปัญหาในเชิงการให้คุณค่าของสังคมไทยก็ได้นะจ๊ะพ่อ” …ตายแล้ว…ทำไมฉันตอบได้เหมือนนางเอกนิยายของ ว.วินิจฉัยกุล เลย

ฉันเป็นผู้หญิงที่เกิดมาใน พ.ศ. 2524 เข้าสู่การศึกษาในยุค 30 เป็นยุคที่เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโต นั่นหมายถึงการศึกษาไทยก็ได้รับความสำคัญมากขึ้น เพราะตอนนั้นสังคมเชื่อมั่นว่า การศึกษาคือการสร้างแรงงานด้านต่างๆ มาเพื่อพัฒนาชาติ ความเชื่อมั่นของสังคมส่งผ่านมาถึงอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดกาฬสินธุ์อย่างอำเภอเขาวงที่ฉันเกิดและโตด้วยเช่นกัน พ่อแม่ฉันให้ความสำคัญกับการศึกษาของลูก เช่นกันกับญาติๆ แถวบ้าน ถ้าใครเป็นคนที่เติบโตมาในช่วงวัยเดียวกันคงพอคิดภาพออก ในช่วงเวลาเหล่านั้น แค่พวกเราทำท่าตั้งใจเรียน พ่อแม่ก็พร้อมจะทุ่มเทสรรพสิ่งให้ เพราะสิ่งที่พ่อแม่หวังก็คือการได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ จบออกมาทำงานดีๆ โบนัสเยอะๆ (หรือไม่ก็แต่งงานกับคนดีๆ ที่มีงานการมั่นคงหน่อย) … ตอนนั้นพ่อแม่ไม่เห็นบอกเลยว่า อยากให้ตื่นตีห้ามาจัดเต็นท์งานบุญ แล้วจะมาบ่นอะไรเอาป่านนี้

พูดแล้วแอบเครียด ขอข้ามเรื่องนี้ไปเล่าอีกเรื่องหนึ่งก่อนแล้วกัน

วันก่อนนั้น เพื่อนสาวคนหนึ่งในวัยเดียวกันก็เพิ่งโทรหา เธอเป็นคนที่ถูกส่งให้เรียนจบปริญญาตรีในสายวิทย์ โดยพ่อแม่เธอหวังว่า พอจบมาเธอจะเข้ารับราชการในโรงพยาบาลใกล้บ้าน ทว่าเธอกลับไม่ได้เลือกทางเดินนั้น เธอเข้ามาผจญภัยในเมืองกรุง ข้ามไปถึงเมืองใหญ่อย่างซิดนีย์ และนิวยอร์ก ก่อนจะกลับมาเยี่ยมบ้านนอกประมาณราวๆ หนึ่งสัปดาห์ จังหวะตอนนั้นเธอกำลังคิดจะเปลี่ยนสายงานไปทำงานสายที่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ในช่วงไม่กี่วันที่เธอกลับมาอยู่บ้านนอกเธอโทรหาฉันทุกวัน เธอบอกว่าเธอไม่รู้จะคุยกับใคร เธอรู้สึกแปลกแยกกับคนแถวบ้าน…อันได้แก่ยายข้างบ้านที่เธอเคยสนิทสนมด้วย คนในหมู่บ้านที่เธอเคยเติบโตมาด้วยกัน รวมถึงพ่อแม่ของเธอ…เธอรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม (ชนบท) แห่งนี้

ฉันคิดถึงคำบรรยายไหนไม่ออกนอกจากคำว่า Generation Lost (ซึ่งเป็นคนละอันกับ Girls’ Generation นะฮ๊าฟฟฟ)

ฉันคิดว่าเด็กชนบทที่เติบโตมาในช่วงวัยเดียวกับฉันล้วนเจอปัญหาเหล่านี้ พวกเราถูกผลักให้เข้าสู่ “ระบบสมัยใหม่” ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา และการศึกษาดีๆ (รวมถึงงานอันท้าทาย) ก็มักกระจุกตัวอยู่ในส่วนกลาง ในช่วงวัยอันแสวงหา เรามักต้องแวะเข้ามาดิ้นรนต่อสู้ในเมืองใหญ่ – เมืองที่การศึกษา, เงินตรา, การงาน, เทคโนโลยี, และรถไฟฟ้า! ต่างดำรงอยู่ที่นี่ พอเราดิ้นรนสักพักเราก็เริ่ม “ถูกทำให้กลายเป็นคนกรุง” (ฉันขอเรียกมันเป็นภาษาอังกฤษว่า Bangkoknize) เราเริ่มชินกับวิถีออฟฟิศ เราเริ่มเข้าสู่วงจรชีวิตแบบสมัยใหม่ มันไม่ได้เลวร้ายหรอก แต่ขณะเดียวกัน เมื่อเรากลับไปบ้านนอก…บ้านที่ไร้ซึ่งสัญญาณ 3G หรือแม้กระทั่งเน็ต TOT เราเริ่มรู้สึกแปลกแยก ไม่รู้จะคุยอะไรกับป้าข้างบ้าน จำชื่อลุงคนนั้นที่อยู่บ้านฟากตรงข้ามไม่ได้ แถมที่สำคัญ เราไม่รู้ว่าเราควรจะจัดการกับงานบุญกฐินใหญ่ประจำปีที่ตระกูลเราเป็นเจ้าภาพได้อย่างไร! ทำไมชีวิต (บ้านนอก) มันยากอย่างนี้วะ”???

สารภาพว่าฉันก็จากบ้านไปเกือบ 15 ปี ฉันออกจากบ้านช่วงมัธยมปลายด้วยเหตุผลด้านการศึกษา ต่อมาก็เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ จากนั้นก็โฉบเฉี่ยวในเมืองฟ้าอมรอยู่เกือบ 10 ปี จนเริ่มค้นพบความเปราะบางของเมืองแห่งนี้ (ที่ผลิตแต่เงิน แต่นำเข้าของกินจากจังหวัดอื่น ><”) ฉันตัดสินใจกลับบ้านในวัยสามสิบปี และแน่นอนว่าเมื่อกลับมาบ้านนอก ชีวิตฉันก็ต้องปรับตัวขนานใหญ่ ภารกิจใหญ่อย่างแรกคือการท่องจำชื่อคนในชุมชนให้ได้…ชุมชนที่ฉันเกิดมา แต่เป็นชุมชนที่ฉันแทบจะลืมชื่อพวกเขาไปเสียแล้ว

เด็กบ้านนอกคนอื่นอาจจะกำลังเถียงในใจว่า “ไม่นะ ฉันไม่ได้เป็นอย่างเธอ” อยู่ก็เป็นได้

คนอื่นอาจไม่เป็นอย่างนั้น อาจมีเพียงฉัน เพื่อนฉัน ญาติฉัน เท่านั้นที่เป็น Generation Lost

พ่อเริ่มชะลอรถเมื่อเราขับผ่านหมู่บ้านกุดตาใกล้ พลางหันมาบอกว่า “เดี๋ยวขอแวะเอาผ้าไหมบ้านยายเต่าหน่อยนะลูก อืม…ลูกจำยายเต่าได้ไหม ที่เคยสอนลูกเรื่องทอผ้าตอนลูกเรียน ป.4 น่ะ”

“ยายเต่า?”

“ใช่ ยายเต่า…จำไม่ได้เหรอ?”

ฉันไม่ได้ตอบคำถามนี้ของพ่อ รู้แต่ว่าตอนนั้น ฉันกำลังท่องชื่อ “ยายเต่า” และเก็บเข้าเซลล์สมองส่วนความจำอย่างรวดเร็ว

The Daily Routines of Famous Writers – Henry Miller

อ่านเจอบทความเกี่ยวกับ “วัตรปฏิบัติประจำวันของนักเขียน” จากลิงก์นี้ที่พี่หนุ่ม โตมร ศุขปรีชา แชร์ไว้เมื่อเดือนก่อน อ่านสนุกดี ชอบพาร์ทของเฮนรี มิลเลอร์ เลยนำมาเก็บไว้

เครดิตภาพและข้อความจากลิงก์นี้ทั้งหมด

รูปภาพ

In 1932, under a section titled Daily RoutineHenry Miller footnotes his 11 commandments of writing with this wonderful blueprint for productivity, inspiration, and mental health:

MORNINGS:
If groggy, type notes and allocate, as stimulus.

If in fine fettle, write.

AFTERNOONS:

Work of section in hand, following plan of section scrupulously. No intrusions, no diversions. Write to finish one section at a time, for good and all.

EVENINGS:

See friends. Read in cafés.

Explore unfamiliar sections — on foot if wet, on bicycle if dry.

Write, if in mood, but only on Minor program.

Paint if empty or tired.

Make Notes. Make Charts, Plans. Make corrections of MS.

Note: Allow sufficient time during daylight to make an occasional visit to museums or an occasional sketch or an occasional bike ride. Sketch in cafés and trains and streets. Cut the movies! Library for references once a week.

บทความ : Elle Opinion – November 2011

เขียนงานส่งไปที่ Elle ฉบับพฤศจิกายน 2555 ค่ะ

นี่คือฉบับก่อนโดนอีดิท (ให้พอดีหน้า)

_____________________________________

รูปภาพ

ขอยืนยันว่าบทความนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองไทย

ฉันเป็นหญิงรักแร้ดำ แต่หาได้มีความเกี่ยวพันใดๆ กับชายชุดดำในรายงาน คอป. ไม่ (หากไม่ทราบว่า คอป. คืออะไร ขอให้ท่านลองกูเกิลดู) ฉันค้นพบเรื่องบ้าระห่ำนี้ตอนตนเองอายุ 14 วัยแบบนั้นโลกกำลังสดสวย ฉันกำลังอยากสวมใส่เสื้อผ้าอะไรก็ได้ที่จะได้อวดเรียวแขนและร่องอก อยากจัดเต็มสายเดี่ยวและเกาะอกแบบโบจ๊อยซ์ (ถ้าคุณเกิดทันคงเก็ท) วัยสาวทำให้ฉันไม่ลังเลหรือรีรอที่จะหาเสื้อจำพวกนั้นมาสวมใส่ ครั้นได้มาก็รีบดำเนินกิจกรรม “ชูแขนและถอนขน” จนเกลี้ยงเกลาราบคาบ สารภาพว่าตอนตั้งหน้าตั้งตาถอนขนนั้นฉันไม่ได้ตะขิดตะขวงใจอะไรกับสภาพใต้วงแขนตนเองแม้เพียงนิด คิดเพียงว่านั่นคือธรรมชาติใต้วงแขนของคนผิวคล้ำ ใครๆ เขาก็คงมีสภาพรักแร้แบบนี้กันทั้งนั้นแหละน่า แต่นั่นคือตรรกะโลกสวยที่แสนจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะพอฉันสวมสายเดี่ยว กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ เยื้องย่างออกจากบ้านและยกแขนเรียกพี่วินปากซอยเท่านั้น…

“เฮ้ย! น้องรักแร้ดำว่ะ!”

นิ่งอึ้งตะลึงงันไปราว 10 วินาที ตอนนั้นเพิ่งอายุ 14 ยังไม่เข้าใจเรื่องคุณค่าที่สังคมสมาทานให้กับรักแร้ขาวนัก รักแร้ก็คือรักแร้ไม่ใช่เหรอ? ถ้าเราเกิดเป็นคนผิวคล้ำ ใต้วงแขนก็ต้องดำแทนที่จะขาวอยู่แล้วนี่นา? หากผิวอีกาแต่รักแร้ขาวจั๊ว อันนั้นคงจะน่ากลัวกว่าไม่ใช่รึ? หลากหลายสารพันคำถามงอกเงยขึ้นมาในหัว

คงเพราะสันดานเดิมเป็นคนเข้าใจอะไรยาก หลังจากโบกมือลาพี่วิน ฉันก็เลยหันไปตั้งปุจฉาอันคาใจกับเพื่อนสนิทแทน ไม่ได้ปุจฉากับมันเปล่าๆ ฉันหาญกล้าถึงขั้นยกเอาวงแขนโชว์เพื่อนเลยทีเดียว ก่อนที่มันจะหัวเราะเยาะเสียงดังลั่น พลางเอ่ยคำยืนยันแสนบาดหูว่า “เฮ้ย รักแร้แกดำจริงๆ ว่ะ” (นี่มันก๊อปวาทะพี่วินมาหรือไงนะ?) ตอนนั้นสารภาพว่าความมั่นอกมั่นใจในชีวิตของฉันแทบไม่เหลือหลอ รู้สึกประหนึ่งโลกโพสต์โมเดิร์นกำลังถล่ม พายุสุริยะกำลังมา ไม่เข้าใจอย่างแรงกล้าว่ารักแร้ดำแล้วมันผิดตรงไหน? คนรักแร้ดำไม่มีสิทธิเป็นพลเมืองเต็มขั้นในสังคมเสรีประชาธิปไตยเหรอ? เอ๊ะ! นี่ฉันกำลังถูกลดชนชั้นเหมือนเช่นที่ดาวพลูโตถูกขับไล่ออกจากระบบสุริยะหรือไงนะ? หลากหลายสารพันคำถามโผล่ขึ้นมาในหัวอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ตอนนั้นฉันเพิ่งอายุ 14 (ย้ำเป็นรอบที่สาม) สติสตัง (รวมถึงสะตุ้งสตางค์) ยังมีไม่เยอะ ฉันไม่สามารถหาคำอธิบายแนวหัวก้าวหน้าใดๆ มาคลี่คลายความคับข้องหมองใจได้ ได้แต่หมกเม็ดประเด็นนี้ไว้กับตัว พร้อมกับกอดเกี่ยวความลับเรื่องตนเองมีรักแร้ดำไว้ยิ่งชีพ (ก่อนจะติดสินบนเพื่อนรักและพี่วินไม่ให้เอ่ยปากเรื่องนี้จนสิ้นลม)

ตอนนี้ฉันอายุ 30 ปีแล้ว สารภาพว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาตนเองไม่เคยสังกัดลัทธิคลั่งความขาวกับใครเขาเลย สมัยเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัย ฉันไม่นิยมใช้ครีมกันแดดทาหน้าหรือทาตัวเพราะขี้เกียจเกินกว่าจะใช้เวลา 7 นาทีทำอะไรแบบนั้น แน่นอนว่าด้วยพฤติกรรมขี้เกียจตัวเป็นขน ทำให้ใบหน้าฉันมีจุดด่างดำและรอยกระปรากฏขึ้น ฉันส่องกระจก ยักไหล่ และไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่า “ซาร่า มาลากุล เลน ก็ยังมีรอยกระเลย” ฉันไม่ได้พยายามทำตัวให้ขาวใสอมชมพูตามที่โฆษณาตามรถไฟฟ้าพยายามบอกแม้เพียงนิด สำหรับฉัน ผิวสีแทนอย่างที่ตัวเองเป็นอยู่คือสีผิวสมบูรณ์แบบที่ธรรมชาติให้มา ฉันไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจในประเด็นนี้ แต่ฉันก็ยังอยากมีรักแร้ขาว

ขณะที่หน้าอันดำคล้ำไม่ได้สร้างปัญหาให้ชีวิต แต่รักแร้ดำกลับก่อความจุกจิกกวนใจแก่ฉันหลายประการยิ่ง ประการแรกสุด ความดำใต้วงแขนทำให้ฉันไม่อาจสวมใส่เสื้อกล้าม สายเดี่ยว หรือเกาะอกในชีวิตประจำวันอย่างมั่นใจได้เลย สถานการณ์ฉุกเฉินที่หญิงสาวใต้วงแขนคล้ำมักเผชิญคือการติดแหงกอยู่บนรถไฟฟ้าที่ติดตั้งราวยึดเกาะเสียสูงโด่ง ถ้าอยากร่วมขบวนรถแบบฐานรากมั่นคงก็ต้องเหยียดแขนจนสุดแล้วกำราวให้แน่นเข้าไว้ แต่หากวันนั้นสวรรค์ไม่เป็นใจ คุณดันคึกสวมใส่เดรสขาวแขนกุดออกจากบ้าน นั่นหมายถึงหายนะภัยได้โผล่มาเกาะหลังแล้ว เพราะคุณต้องจำยอมเลือกระหว่าง “ความปลอดภัย” vs. “ศักดิ์ศรี” คำถามจะก้องดังซ้ำไปซ้ำมาในหัวว่าคุณควรจะยอมยืนแบบไม่เกาะราวแล้วเสี่ยงล้มตึงหัวกระแทกพื้น หรือจะยอมเสียหน้ากับการโชว์รักแร้คล้ำๆ เพื่อแลกกับการไม่หัวคะมำกันดีหว่า? นี่เป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และเป็นความเบาหวิวเหลือทนขั้นสุดของชีวิตที่คนรักแร้ขาวอย่าง นีรนาท โค้ทส์ พรีเซนเตอร์โรลออน ไม่มีวันเก็ทแน่ๆ

ปัญหาที่รักแร้ดำนำมาสู่ชีวิตอิสตรีประการต่อมาคือความยุ่งยากเมื่อต้องสวมชุดเพื่อนเจ้าสาว ประเด็นนี้อาจไม่มีปัญหา ถ้าหากว่าชุดที่เจ้าสาวเลือกสรรมาให้นั้นจะไม่เปิดเปลือยวงแขนเกินเหตุ แถมปัญหานี้จะไม่รุนแรงขั้นสุด หากเจ้าสาวไม่รีเควสท์ให้เราต้องทำกิจกรรมซึ่งต้องยกไม้ยกมือหรือชูแขนอันเปิดเปลือยนั้น แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้ดันรวมตัวและเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เราก็จะเจอภาวะ “ซวยตายห่า” แล้วล่ะค่ะท่านผู้อ่าน ถึงตอนนั้นก็ต้องใช้ไหวพริบแก้ปัญหาสถานการณ์เฉพาะหน้ากันไป (ผ้าคลุมอาจช่วยเราได้) หรือถ้าอยากดูแล้งน้ำใจกว่านั้น ก็ต้องกัดฟันปฏิเสธการเป็นเพื่อนเจ้าสาวตั้งแต่ต้น แต่จะโดนเพื่อนโกรธหรืองอนจนเลิกคบหรือไม่ อันนั้นถือเป็นเรื่องตัวใครตัวมันแล้วกันนะคะคุณ

แล้วทางออกของผู้หญิงรักแร้ดำในสังคมยุคใหม่ควรเป็นอย่างไรกันแน่นะ? ประเด็นนี้ฉันไม่มีคำตอบครอบจักรวาลมาให้หรอกค่ะ (ก็ฉันยังเอาตัวไม่รอดเลยนี่นา) ออกตัวก่อนว่า ฉันไม่ได้เปิดแม็คบุ๊ก ลุกมาจิบกาแฟ และเขียนเล่าเรื่องส่วนตัวนี้เพื่อปลุกระดมให้ประชาคมอาเซียนหันมาเชิดชูอุดมการณ์รักแร้ดำให้เป็นวาระสำคัญแต่อย่างใด ฉันแค่ปรารถนาจะหาที่ระบาย แสดงออก รวมถึงอยากบอกกล่าวให้สังคมได้รับรู้บ้างว่า หญิงรักแร้ดำนั้นต้องเผชิญความบอบช้ำแค่ไหนในสังคมนิยมความขาวแห่งนี้

เราบอบช้ำทั้งๆ ที่เราไม่ได้รังเกียจอวัยวะใต้วงแขนของตนเอง เราบอบช้ำเพราะสังคมแห่งนี้มีพฤติกรรมมือถือสากปากถือศีลเกินเหตุ ในมุมหนึ่ง มีปัญญาชนจำนวนมากพยายามไล่ต้อนให้เราตอบคำถามว่า “จะอยากมีวงแขนขาวไปทำไม?” แต่ในอีกหลายมุมของพื้นที่ประเทศไทย คนส่วนใหญ่ก็ยังพร้อมจะหัวเราะขำเวลาเห็นผู้หญิงโชว์รักแร้ดำบนรถเมล์/รถไฟฟ้าอย่างไม่แปรเปลี่ยน ฉันอยากบอกว่า โดยเนื้อแท้แล้วความดำที่รักแร้อาจไม่ได้ก่อปัญหาให้กับเจ้าของเรือนร่างเท่ากับที่เสียงหัวเราะเยาะนั้นก่ออาการระคายเคืองให้กับหัวใจพวกเราหรอก เสียงหัวร่อคิกคักที่แฝงไว้ด้วยการกดทับนั้นไม่ต่างอะไรกับอำนาจมืด อำนาจนี้ส่งผลร้ายต่อจิตวิญญาณ เราหวาดหวั่นสั่นประสาทจนต้องหดมือเกร็งชิดติดลำตัว เราเกรงกลัวจนต้องอำพรางวงแขนไว้ใต้แขนเสื้อหรือผ้าคลุมลายสวย และเลวร้ายไปกว่านั้น มันกัดกร่อนความกล้าหาญที่จะทำให้เราลุกขึ้นมาชูมือยืนยันสิทธิ

แม้กระทั่งสิทธิในการโบกมอเตอร์ไซค์รับจ้าง…เรายังถูกริดลอนไปเลยทีเดียว

ในมุมนี้การเป็นหญิงรักแร้ดำ ดูจะผิดมากกว่าการเป็นชายชุดดำในรายงาน คอป. อีกนะนี่

เอ๊ะ…ว่าจะไม่วกเข้าการเมืองไทยแล้วเชียวนะ!