จดหมายจากเขาวง (1) : Generation Lost

วันก่อนฉันนั่งรถเข้าตัวเมืองกับพ่อ ระหว่างทางพ่อแวะทำธุระที่บ้านญาติซึ่งเพิ่งจัดงานบุญกฐินใหญ่ประจำตำบลไป ฉันแวะลงไปสวัสดีลุงป้าน้าอา เจอกับลูกพี่ลูกน้องสองคน ซึ่งอายุไล่หลังฉันราวๆ 3 ปี ตอนนี้ทั้งคู่เป็นวิศวกรหนุ่มอนาคตไกลประจำไซต์งานละแวกจังหวัดระยอง แวะกลับบ้านมาช่วยงานบุญกฐิน ฉันแอบสังเกตเห็นว่าสองหนุ่มมีสีหน้าเซื่องซึมเล็กน้อยเมื่อเผชิญหน้ากับพ่อฉัน พอขึ้นรถ ฉันเลยถามพ่อว่าเกิดอะไรขึ้น

พ่อบอกว่า ตอนงานบุญกฐิน พ่อแวะมาช่วยงานที่บ้านญาติตั้งแต่ตีสี่ ความที่เป็นญาติพี่น้องในต่างจังหวัด วิธีคิดหลักคือ มีงานบุญก็ต้องช่วยกัน แต่ครอบครัวไหนเป็นเจ้าภาพ ก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่เยอะหน่อย ทีนี้ลูกหลานในตระกูล ที่ตอนนี้เติบใหญ่อายุ 25-32 ปีกันแล้ว ก็ถือว่าเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่ควรช่วยรับผิดชอบด้วย แต่พอถึงเวลาตีห้า คนหนุ่มสาวผู้ถือวุฒิปริญญาตรีและทำงานโก้เก๋มีโบนัสรายปีในเมืองใหญ่ กลับไม่ยอมตื่นนอนเพื่อลุกมาช่วยจัดเต็นท์ ปูเสื่อ จัดที่นั่งสำหรับพระ เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับงานบุญเลยแม้แต่น้อย ผู้หลักผู้ใหญ่วัยห้าสิบขึ้นไปแถวหมู่บ้านก็รู้สึกขุ่นเคืองใจ เหตุใดส่งลูกหลานเรียนสูงแต่ลูกหลานกลับไม่รู้จักหน้าที่ บ้านจัดงานบุญ คนรับผิดชอบก็คือคนวัยหนุ่มสาวนี่แหละ พ่อเล่าด้วยความเซ็งจิต

“จบปริญญาตรีทำไมถึงไม่รู้ล่ะว่าควรจัดการอะไรยังไง” พ่อฉันระบายอย่างเสียไม่ได้

ฉันฟังแล้วได้แต่หัวเราะ “แหะๆ” พลางบอกพ่อไปว่า อย่าเพิ่งไปว่าน้อง (วิศวกร) อย่างนั้น เรื่องนี้จะโทษคนหนุ่มสาวที่จากบ้านไปเรียนต่อในเมืองและปักหลักทำงานในระบบงานสมัยใหม่แต่ฝ่ายเดียวไม่ได้หรอก มันเป็นปัญหาของยุคสมัย คนรุ่นฉันเกิดมาพ่อแม่ก็จับยัดเข้าสู่ระบบการศึกษาสายสามัญ พลางกรอกหูเช้าเย็นให้ตั้งใจเรียน ถ้าคนไหนเรียนดี ไม่ไปช่วยงานบ้านงานบุญก็ไม่มีใครว่า พอจบมาพ่อแม่ก็เร่งให้หางานดีๆ โบนัสเยอะๆ ทำ ซึ่งงานพวกนั้นก็คืองานในเมือง เป็นงานในระบบสมัยใหม่ ห่างไกลจากประเพณีเก่าก่อน แน่นอน สิ่งนี้ย่อมทำให้พวกเราคุ้นชินกับการ “จัดงานอีเวนท์” มากกว่า “จัดงานบุญ” จึงไม่แปลกที่คนรุ่นฉันจะดูเงอะงะ ทำอะไรไม่ถูกกาลเทศะเสมอเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำว่า “งานผ้าป่า / งานกฐิน”

“พ่อรู้ไหม คนรุ่นลูก สามารถจัดการงานปาร์ตี้หรืองานอีเวนท์ราคาเป็นล้านบาทได้อย่างง่ายๆ น้องที่เป็นวิศวกรสามารถขายเครื่องมือวิศวะราคาหลายสิบล้านบาทได้อย่างไม่ยากเย็น เราเก่งเมื่อต้องรับมือกับสิ่งที่เราเรียนรู้มา แต่กับประเพณีที่ใกล้ตัวพ่อแม่เราที่สุด พวกเรามักจะโง่เง่าไปเลย นี่อาจเป็นปัญหาของระบบการศึกษาไทย รวมถึงปัญหาในเชิงการให้คุณค่าของสังคมไทยก็ได้นะจ๊ะพ่อ” …ตายแล้ว…ทำไมฉันตอบได้เหมือนนางเอกนิยายของ ว.วินิจฉัยกุล เลย

ฉันเป็นผู้หญิงที่เกิดมาใน พ.ศ. 2524 เข้าสู่การศึกษาในยุค 30 เป็นยุคที่เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโต นั่นหมายถึงการศึกษาไทยก็ได้รับความสำคัญมากขึ้น เพราะตอนนั้นสังคมเชื่อมั่นว่า การศึกษาคือการสร้างแรงงานด้านต่างๆ มาเพื่อพัฒนาชาติ ความเชื่อมั่นของสังคมส่งผ่านมาถึงอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดกาฬสินธุ์อย่างอำเภอเขาวงที่ฉันเกิดและโตด้วยเช่นกัน พ่อแม่ฉันให้ความสำคัญกับการศึกษาของลูก เช่นกันกับญาติๆ แถวบ้าน ถ้าใครเป็นคนที่เติบโตมาในช่วงวัยเดียวกันคงพอคิดภาพออก ในช่วงเวลาเหล่านั้น แค่พวกเราทำท่าตั้งใจเรียน พ่อแม่ก็พร้อมจะทุ่มเทสรรพสิ่งให้ เพราะสิ่งที่พ่อแม่หวังก็คือการได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ จบออกมาทำงานดีๆ โบนัสเยอะๆ (หรือไม่ก็แต่งงานกับคนดีๆ ที่มีงานการมั่นคงหน่อย) … ตอนนั้นพ่อแม่ไม่เห็นบอกเลยว่า อยากให้ตื่นตีห้ามาจัดเต็นท์งานบุญ แล้วจะมาบ่นอะไรเอาป่านนี้

พูดแล้วแอบเครียด ขอข้ามเรื่องนี้ไปเล่าอีกเรื่องหนึ่งก่อนแล้วกัน

วันก่อนนั้น เพื่อนสาวคนหนึ่งในวัยเดียวกันก็เพิ่งโทรหา เธอเป็นคนที่ถูกส่งให้เรียนจบปริญญาตรีในสายวิทย์ โดยพ่อแม่เธอหวังว่า พอจบมาเธอจะเข้ารับราชการในโรงพยาบาลใกล้บ้าน ทว่าเธอกลับไม่ได้เลือกทางเดินนั้น เธอเข้ามาผจญภัยในเมืองกรุง ข้ามไปถึงเมืองใหญ่อย่างซิดนีย์ และนิวยอร์ก ก่อนจะกลับมาเยี่ยมบ้านนอกประมาณราวๆ หนึ่งสัปดาห์ จังหวะตอนนั้นเธอกำลังคิดจะเปลี่ยนสายงานไปทำงานสายที่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ในช่วงไม่กี่วันที่เธอกลับมาอยู่บ้านนอกเธอโทรหาฉันทุกวัน เธอบอกว่าเธอไม่รู้จะคุยกับใคร เธอรู้สึกแปลกแยกกับคนแถวบ้าน…อันได้แก่ยายข้างบ้านที่เธอเคยสนิทสนมด้วย คนในหมู่บ้านที่เธอเคยเติบโตมาด้วยกัน รวมถึงพ่อแม่ของเธอ…เธอรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม (ชนบท) แห่งนี้

ฉันคิดถึงคำบรรยายไหนไม่ออกนอกจากคำว่า Generation Lost (ซึ่งเป็นคนละอันกับ Girls’ Generation นะฮ๊าฟฟฟ)

ฉันคิดว่าเด็กชนบทที่เติบโตมาในช่วงวัยเดียวกับฉันล้วนเจอปัญหาเหล่านี้ พวกเราถูกผลักให้เข้าสู่ “ระบบสมัยใหม่” ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา และการศึกษาดีๆ (รวมถึงงานอันท้าทาย) ก็มักกระจุกตัวอยู่ในส่วนกลาง ในช่วงวัยอันแสวงหา เรามักต้องแวะเข้ามาดิ้นรนต่อสู้ในเมืองใหญ่ – เมืองที่การศึกษา, เงินตรา, การงาน, เทคโนโลยี, และรถไฟฟ้า! ต่างดำรงอยู่ที่นี่ พอเราดิ้นรนสักพักเราก็เริ่ม “ถูกทำให้กลายเป็นคนกรุง” (ฉันขอเรียกมันเป็นภาษาอังกฤษว่า Bangkoknize) เราเริ่มชินกับวิถีออฟฟิศ เราเริ่มเข้าสู่วงจรชีวิตแบบสมัยใหม่ มันไม่ได้เลวร้ายหรอก แต่ขณะเดียวกัน เมื่อเรากลับไปบ้านนอก…บ้านที่ไร้ซึ่งสัญญาณ 3G หรือแม้กระทั่งเน็ต TOT เราเริ่มรู้สึกแปลกแยก ไม่รู้จะคุยอะไรกับป้าข้างบ้าน จำชื่อลุงคนนั้นที่อยู่บ้านฟากตรงข้ามไม่ได้ แถมที่สำคัญ เราไม่รู้ว่าเราควรจะจัดการกับงานบุญกฐินใหญ่ประจำปีที่ตระกูลเราเป็นเจ้าภาพได้อย่างไร! ทำไมชีวิต (บ้านนอก) มันยากอย่างนี้วะ”???

สารภาพว่าฉันก็จากบ้านไปเกือบ 15 ปี ฉันออกจากบ้านช่วงมัธยมปลายด้วยเหตุผลด้านการศึกษา ต่อมาก็เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ จากนั้นก็โฉบเฉี่ยวในเมืองฟ้าอมรอยู่เกือบ 10 ปี จนเริ่มค้นพบความเปราะบางของเมืองแห่งนี้ (ที่ผลิตแต่เงิน แต่นำเข้าของกินจากจังหวัดอื่น ><”) ฉันตัดสินใจกลับบ้านในวัยสามสิบปี และแน่นอนว่าเมื่อกลับมาบ้านนอก ชีวิตฉันก็ต้องปรับตัวขนานใหญ่ ภารกิจใหญ่อย่างแรกคือการท่องจำชื่อคนในชุมชนให้ได้…ชุมชนที่ฉันเกิดมา แต่เป็นชุมชนที่ฉันแทบจะลืมชื่อพวกเขาไปเสียแล้ว

เด็กบ้านนอกคนอื่นอาจจะกำลังเถียงในใจว่า “ไม่นะ ฉันไม่ได้เป็นอย่างเธอ” อยู่ก็เป็นได้

คนอื่นอาจไม่เป็นอย่างนั้น อาจมีเพียงฉัน เพื่อนฉัน ญาติฉัน เท่านั้นที่เป็น Generation Lost

พ่อเริ่มชะลอรถเมื่อเราขับผ่านหมู่บ้านกุดตาใกล้ พลางหันมาบอกว่า “เดี๋ยวขอแวะเอาผ้าไหมบ้านยายเต่าหน่อยนะลูก อืม…ลูกจำยายเต่าได้ไหม ที่เคยสอนลูกเรื่องทอผ้าตอนลูกเรียน ป.4 น่ะ”

“ยายเต่า?”

“ใช่ ยายเต่า…จำไม่ได้เหรอ?”

ฉันไม่ได้ตอบคำถามนี้ของพ่อ รู้แต่ว่าตอนนั้น ฉันกำลังท่องชื่อ “ยายเต่า” และเก็บเข้าเซลล์สมองส่วนความจำอย่างรวดเร็ว

2 คิดบน “จดหมายจากเขาวง (1) : Generation Lost

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s