จดหมายจากเขาวง (2) : “โครงสร้างทุนนิยมโลก กับความล่มสลายของความรักในวัยเยาว์ของสาวน้อย (ที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไม่อาจเยียวยา)”

I)

ฉันเป็นผู้หญิงจากอำเภอเล็กๆ ที่ซุกซ่อนตัวในหุบเขาในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ หมู่บ้านของฉันไม่กันดารมาก แต่ตอนเป็นเด็ก เราก็เติบโตมากับถนนลูกรังสีแดงเฉกเช่นหมู่บ้านชนบทอื่นๆ ก่อนฉันเข้าประถมไม่กี่ปี แม่ก็ซื้อโทรทัศน์ขาวดำ บ้านฉันเป็นบ้านแรกในหมู่บ้านเลยนะที่มีโทรทัศน์น่ะ ยุคนั้นจำได้ว่าคนส่วนใหญ่จะติดวิทยุเอเอ็มกัน แต่พอโทรทัศน์รุกคืบเข้ามา ไม่กี่ปีเราก็เริ่มมีถนนลาดยางมะตอย พร้อมๆ กับที่ผู้คนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงเริ่มออกเดินทางมากขึ้น … แน่ล่ะ พวกเขาไม่ได้เดินทางแสวงหาปรัชญาชีวิต แต่พวกเขาออกเดินทางเพื่อหางานหาการทำต่างหาก

ยุคนั้นฉันเข้าโรงเรียนประถมพอดี เป็นช่วงยุค 30 ที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6 เริ่มประกาศใช้ (พ.ศ.2530-2534) ช่วงนั้นคนละแวกบ้านนิยมเดินทางไปทำงานที่กรุงเทพฯ ศูนย์กลางประเทศชาติ (><) แล้วก็มีส่วนหนึ่งที่บอกฉันว่า พวกเขาไปทำงานอยู่ที่ระยองและชลบุรี บางคนก็ปักหลักหาเงินแถวฉะเชิงเทราและปราจีนบุรีเป็นหลัก ฉันในวัยประถมต้น ไม่เข้าใจหรอกว่า งานที่กรุงเทพฯ และอีก 4 จังหวัดที่ไล่มานั้นจะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร รู้แต่ว่าคนในหมู่บ้านหลายคนเต็มใจเดินทางไปทำงาน เก็บเกี่ยวเม็ดเงิน รวมถึงอาจจะกอดเกี่ยวความฝันถึง “ชีวิตที่ดีขึ้น” ด้วยก็เป็นได้

ชีวิตฉันดำเนินอยู่ในหมู่บ้านมาจนเข้าวัยมัธยมต้น ตอนอยู่มัธยมสาม ฉันปิ๊งเด็กหนุ่มรุ่นน้องที่อยู่ต่างโรงเรียนคนหนึ่ง ในช่วงวัยรุ่น พอเราแอบชอบใคร เรามักจะอยากรู้อยากเห็นหรือเสือกประวัติชีวิตเขาทุกอย่าง ฉันก็ไปเสือกมาได้หลายประการ ตั้งแต่เรื่องว่าเขาเป็นนักบาสฯ สอบได้ที่เท่าไหร่ของชั้น มีความฝันอยากเป็นอะไรบ้าง ขณะที่ข่าวคราวความเป็นไปของเขาค่อยๆ ลอยลมมาสู่ความรับรู้ของฉันมากขึ้นเรื่อยๆ ข่าวชิ้นสุดท้ายก็ถึงกับทำเอาฉันผงะ เบลอ เหวอ และมีน้ำตา (ว่าไปนั่น) เมื่อได้รับทราบว่าเขาได้ย้ายตามครอบครัวไปอยู่ปราจีนบุรีแล้ว…นี่มันอะไรกัน? ฉันยังไม่ทันได้สารภาพรักเลยนะ! ทำไมเขามาด่วนจากไกลไปขนาดนี้? ปราจีนบุรีมีอะไรดีกว่ากาฬสินธุ์รึ???

ฉันฟูมฟายร้องไห้ได้ไม่กี่สัปดาห์ ก็มีข่าวคราวจากเพื่อนร่วมชั้นว่าต้องย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่ชลบุรี ตอนนั้นฉันเริ่มสงสัยนิดๆ ตะหงิดๆ หน่อยๆ แล้วล่ะว่า อะไรคือตัวการเบื้องหลังที่ทำให้หลายครอบครัวจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องพากันออกเดินทางไปสู่จังหวัดทางภาคตะวันออก แม้ยุคสมัยที่ฉันเกิดและโตมานั้นจะเป็นยุคเดียวกับที่กระทิงแดงโหมโปรโมตโครงการ “อีสานเขียว” อันสะท้อนให้เห็นว่าอีสานมีปัญหาภัยแล้งเกิดขึ้น แต่สำหรับเด็กสาวลูกข้าราชการที่ชีวิตไม่ต้องดิ้นรนมากมาย การต้องเฝ้ามองทั้งชายที่รัก (?) และเพื่อนที่คบหาต้องจากไปไกลด้วยเหตุผลการดิ้นรนหางานทำของครอบครัวนั้น มันช่างไม่ยุติธรรมต่อสาววัยหวานในยุคปลาย 30 อย่างฉันยิ่งนัก

แล้วชีวิตของสาวภูธรอย่างฉันก็แบกหัวใจชอกช้ำ (?) พร้อมคำถามเรื่องนี้มาตลอดยุค 40 จนถึงกลางยุค 50 ในที่สุด ยุคปี พ.ศ.2556 นี้ ไทยเราก้าวขาเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555 – 2559) ที่มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเขียนว่าจะเน้นลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจแล้ว แต่เชื่อไหมว่าเพื่อนสาวภูธรด้วยกันกับฉัน ซึ่งเล่าเรียนจบปริญญาตรีสาขาวิทย์-เคมี หรืออะไรเทือกนี้ ต่างยังต้องยอมจากพ่อแม่ย่ายายรวมถึงจากลูกน้อยยาใจไปทำงานในนิคมอุตสาหกรรมแถบภาคตะวันออกกันอยู่เลย จะได้กลับบ้านกันมาทีก็ช่วงปีใหม่ สงกรานต์ หรือเข้าพรรษา เท่านั้น ที่พูดมานี่พูดถึงวุฒิปริญญาตรีนะ ไม่ได้พูดถึงคนจบ ป.6, ม.ต้น, หรือ ปวช. แต่อย่างใด ดูสิ…เมืองไทยเราก้าวผ่านยุคโทรทัศน์ขาวดำ จนมาถึงสมาร์ทโฟนครองเมืองกันแล้ว แต่คนทำงานส่วนหนึ่งจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ยังต้องแห่แหนจากถิ่นเกิดมาทำงานถึงระยอง ชลบุรี เชิงเทรา ปราจีนบุรี กันอยู่เลย

ในระหว่างการแห่แหนจากถิ่นฐานบ้านเกิดนี้จะส่งผลให้มีคู่รักกี่คู่ที่ต้องจากกันไกล และจะทำให้พ่อแม่จำนวนเท่าไหร่ต้องจากลูกน้อยวัยเยา นี่มันกระทบต่อนามธรรมที่เรียกว่า “ความรัก” อันเป็นเรื่องใหญ่ที่มนุษยชาติบูชาเลยนะเนี่ย ว่าแต่ว่า อะไรกันนะที่อยู่เบื้องหลังและคอยกำหนดสิ่งเหล่านี้

คุณอาจคิดไม่ถึงว่า “อเมริกา, พลาซ่าแอคคอร์ด ค.ศ.1985, และการตัดสินใจของรัฐบาลญี่ปุ่น” นี่แหละคือตัวการที่ต่อมาส่งผลให้แรงงานอีสานจำนวนมากต้องเดินทางมาแสวงหาอนาคตที่ดีกว่าที่ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี

และทำให้ความรักในวัยเยาว์ของฉันล่มสลาย!!!

II)

หลังจากไทยเราก้าวพ้นยุคปราบคอมมิวนิสต์ ดูเหมือนว่าผู้กำหนดนโยบายส่วนกลางของประเทศจะเริ่มมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น ในปี พ.ศ.2525 โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Eastern Seaboard Development Program (ESB) ได้ก่อกำเนิดขึ้นในรัฐบาลของ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525-2529) ซึ่งผลก็คือทำให้พื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ถูกกำหนดเป็นเขตรองรับนิคมอุตสาหกรรม ก่อนที่อีกหลายปีต่อมา นิคมอุตสาหกรรมบางส่วนจะกระจายตัวไปอยู่ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีด้วย

แต่ในระยะแรกเริ่มนั้น การพัฒนาพื้นที่ของไทยเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ตัวการันตีว่าจะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้ แต่เหตุไฉนเราจึงได้เห็นโรงงานญี่ปุ่นหลากหลายรูปแบบ แห่แหนโยกย้ายฐานการผลิตมาอยู่ที่โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดของไทยกันแบบมโหฬาร คำตอบก็ต้องย้อนกลับไปที่ “อเมริกา และ พลาซ่าแอคคอร์ด ค.ศ.1985”  อีกที

ฉันขออ้างอิงงานศึกษาของ รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด อดีตอาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ใช้ทฤษฎีทวนกระแสวิเคราะห์บทบาทของอเมริกาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยอาจารย์พบว่า หลังสงครามจบสิ้น อเมริกามีนโยบายต่างประเทศที่จะขยายอำนาจออกไป จึงได้เข้ามาทำการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศเยอรมันและญี่ปุ่นอันเป็นอดีตศัตรู ทั้งนี้ในแผนการวางโครงสร้างระบบทุนนิยมโลกเสียใหม่นี้ อเมริกาได้กำหนดบทบาทให้ญี่ปุ่นเป็น “ป้อมปราการของระบบทุนนิยม” (fortress of capitalism) และไม่เพียงต้องการให้ญี่ปุ่นฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศตนเท่านั้น แต่อเมริกายังได้กำหนดบทบาทของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการรองรับการขยายตัวของทุนนิยมญี่ปุ่นในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย (To be honest, ฉันลอกส่วนนี้เกือบทั้งดุ้นมาจากงานอาจารย์กุลลดาที่เผยแพร่ในลิงก์นี้ http://www.siamintelligence.com/the-book-save-life-2 )

จริงๆ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวเพราะอเมริกาเข้าช่วยเหลือนั้น ญี่ปุ่นเริ่มปีกกล้าขาแข็งและส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจอเมริกาบ้างแล้ว เพราะช่วงนั้นค่าเงินญี่ปุ่นต่ำเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์ ส่งผลให้สินค้าจากญี่ปุ่นแข่งขันได้ในแง่ราคา พอเจอเคสนี้เข้าไป อเมริกามหาอำนาจหลังสงครามโลก ก็เลยกดดันให้ญี่ปุ่นปรับค่าเงินเยนให้แข็งขึ้น ข้อตกลงนี้เรียกกันว่า “ข้อตกลงพลาซ่า” หรือ “พลาซ่าแอคคอร์ด ค.ศ.1985” ซึ่งไอ้ชื่อ “พลาซ่า” นั้นไม่ได้มีนัยยะอะไร แต่เป็นการเรียกตามชื่อโรงแรมในนิวยอร์กที่ใช้จัดประชุมหารือครั้งนั้นขึ้นนั่นเอง

และหลังจากการขึ้นค่าเงินเยนครั้งนั้น บริษัทญี่ปุ่นหลายเจ้าก็เริ่มได้รับการแนะนำให้ทำการโยกย้ายฐานการผลิตมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศที่เล่นบทบาทชักใยแนะนำก็คืออเมริกานั่นเอง และในขณะนั้นนั่นเอง ที่ประเทศลุงแซมได้วางบทบาทให้ไทยเป็นแหล่งทรัพยากรและการส่งออกของญี่ปุ่น การเข้ามาของโรงงานโตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ และอีกหลายโรงงานผลิตรถยนต์ในไทย ตลอดรวมถึงโรงงานอื่นๆ จากบริษัทญี่ปุ่นจึงไม่ใช่สิ่งบังเอิญที่ทุกบริษัทดันใจตรงกัน แต่เพราะมีการหว่านล้อม โน้มน้าว และปูโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมไว้รองรับแล้ว

และที่ต้องเป็นพื้นที่ในภูมิภาคตะวันออกของไทยที่ถูกพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมก็เพราะว่า ภาคตะวันออกมี “ทำเล” ของพื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงของประเทศ สามารถเชื่อมต่อกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นแหล่งงานและวัตถุดิบ รวมไปถึงการติดกับอ่าวไทย ซึ่งเป็นช่องทางเข้าออกสำคัญในการส่งสินค้าทางทะเลนั่นเอง (ข้อมูลย่อหน้านี้ก็ก๊อปเกือบทั้งดุ้นมาจากลิงก์นี้ของ thaipublica ค่ะ – http://thaipublica.org/2012/11/30-years-eastern-seaboard-development)

นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมต้องเป็นระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี … และทำไมไม่ใช่ กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มุกดาหาร สารคาม นั่นเอง!

แต่คิดเล่นๆ อีกทางหนึ่ง ถ้าหวยในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมประเทศ ตกมาอยู่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือใกล้บ้านฉัน พ่อแม่ของหนุ่มนักบาสรุ่นน้องก็คงยังปักหลักอยู่ที่เดิม และความรักในวัยหวานของฉัน (?) ก็จะไม่มีอุปสรรคด้านระยะทางมากางกั้น … โอ้ ชะตาชีวิตของฉันจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนนะ???

เรื่องราวทั้งหมด มันเกิดขึ้นเพราะมือที่มองไม่เห็นตั้งแต่ยุคเมืองไทยขยายตัวด้านเศรษฐกิจโดยมีทุนนิยมโลกหนุนหลังนี่เอง!!!

ถึงตอนนี้แล้วอยากตะโกนดังๆ จังเลยว่า “เอาความรักในวัยหวานตอนเรียนโรงเรียนมัธยมเขาวงพิทยาคารของฉันคืนมานะ เจ้าอเมริกา, พลาซ่าแอคคอร์ด, และโรงงานญี่ปุ่น!!!”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s