ไร้ตัวตน

ไม่กี่เดือนก่อน ฉันมีโอกาสแวะเข้ามาทำธุระที่กรุงเทพฯ โดยขอแอบอิงอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองของเพื่อนสนิท ย่านที่พักอยู่มีร้านกาแฟเล็กๆ น่ารักร้านหนึ่ง ณ ที่แห่งนี้เองที่ฉันได้รู้จักกับคุณไก่ พนักงานหนึ่งเดียวประจำร้าน คุณไก่เป็นหญิงสาววัย 24 ปี เกิดและโตที่กรุงเทพฯ เธอมาจากครอบครัวยากจน จึงส่งผลให้เธอไม่ได้รับการศึกษาที่ดีนัก เธอเป็นคนพูดน้อย มีแววตาเศร้าสร้อย แต่วันที่ห้าที่ฉันพบเธอเป็นวันที่แววตาเธอเศร้าสร้อยที่สุด นั่นเพราะแฟนหนุ่มไร้สัญชาติของเธอกำลังจะถูกส่งตัวออกจากประเทศไทย

แฟนหนุ่มของคุณไก่เป็นชาวโรฮิงญาวัย 25 ปี ผู้มาอาศัยอย่างไร้สัญชาติในเมืองไทยตั้งแต่อายุ 7 ขวบ อาชีพหลักๆ ที่เขาทำก็เช่นเดียวกับชาวโรฮิงญาทั้งหลายในเมืองไทย นั่นคือขายโรตีและขายถั่วเป็นหลัก สารภาพว่าฉันจินตนาการไม่ค่อยออกนัก ว่าคนไร้สัญชาติจะดำเนินชีวิตเติบโตมาจนถึงวัยเบญจเพสในผืนแผ่นดินไทยได้อย่างไร ฉันคิดไม่ออกว่าเวลาที่พวกเขาเจ็บป่วยนั้น พวกเขาไปรักษาตัวที่ไหน เพราะสามัญสำนึกง่ายๆ บอกฉันว่า ใครจะเข้าโรงพยาบาลในไทยล้วนต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน ถ้าอย่างนั้นเวลาที่พวกเขาเป็นไข้หวัดใหญ่ เป็นกระเพาะอักเสบ เป็นโรคไต ฯลฯ พวกเขาผ่านภาวะแบบนี้มาได้อย่างไรกันหรือ? นี่เป็นภาวะที่หญิงสาวผู้มีรัฐไทยคุ้มกะลาหัวอย่างฉันจินตนาการไม่ออกจริงๆ

แต่เอาเถอะ ถึงอย่างไรแฟนหนุ่มของคุณไก่ก็หิ้วตะกร้าถั่วและเข็นรถโรตีมาได้จนกระทั่งมาพบรักกับคุณไก่ ทั้งสองคบหากันได้ 4 ปีแล้ว ความรักสุกงอมถึงขั้นวางแผนแต่งงาน…อีกนิดเดียวเท่านั้น แต่อุปสรรคสองประการก็โฉบผ่านมาเยือน ด่านแรกสุดคือคำปฏิเสธของคุณแม่คุณไก่ที่ไม่อยากยกลูกสาวให้แต่งงานกับคนไร้รัฐ อุปสรรคด่านที่สองคือ ตำรวจเข้าจับกุมแฟนหนุ่มของเธอด้วยข้อหาไร้สัญชาติ พร้อมเตรียมดำเนินการส่งตัวเขากลับพม่า…ประเทศที่ก็ไม่ยินดีต้อนรับเขาและเพื่อนชาวโรฮิงญาคนอื่นๆ เช่นกัน

ถ้าคุณพอจะมีเวลาติดตามรายการข่าวยามเช้าของคุณสรยุทธ์ ณ ไร่ส้ม อยู่บ้าง คงพอจะจำได้ว่าช่วงกลางปี 2555 มีรายงานข่าวเรื่องชาวพุทธพม่าและชาวโรฮิงญาทำร้ายกัน เรื่องนี้พัฒนาไปสู่ขั้นเลวร้ายด้วยการเผาทำลายบ้านเรือนกว่า 300 หลังคาของชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่อีกด้วย แม้ว่าในทางประวัติศาสตร์จะปรากฏหลักฐานว่า ชาวโรฮิงญาคือเจ้าของพื้นที่ผู้อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 แต่ทุกวันนี้ พวกเขาคือประชากรที่รัฐบาลพม่าไม่ยอมรับ แม้กระทั่งผู้นำฝ่ายค้านของพม่าอย่าง อองซาน ซูจี ยังมองพวกเขาไร้ตัวตน คิดถึงเรื่องนี้ก็ได้แต่น้ำตาไหล เพราะถ้าความทรงจำฉันไม่ละเลือนเกินไปนัก ซูจีคนนี้เคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2534 เชียวนะ

กลับมาที่เรื่องราวของคุณไก่และแฟนหนุ่มต่อ หลังจากแฟนหนุ่มของคุณไก่ถูกส่งตัวกลับไปยังพม่าแล้ว เขาก็พยายามหาทางติดต่อเธอเป็นระยะ ชายหนุ่มให้คำมั่นว่าเขาจะฝ่าเส้นพรมแดนของรัฐกลับมาขอเธอแต่งงาน หนทางที่พอจะทำให้เขากลับมาขายถั่วและโรตีในเมืองไทยได้อีกก็คือ การติดสินบนเจ้าหน้าที่ชายแดนด้วยเงินหลักหมื่น จากนั้นก็ดำรงตัวอย่างไร้ตัวตน อย่าทำเรื่องให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจหมั่นไส้ เจียมเนื้อเจียมตัวต่อไป เวลาเจ็บป่วยก็อย่าโผล่ไปโรงพยาบาลให้โดนตรวจบัตร ในงานแต่งงานก็ไม่อาจมีการจดทะเบียนสมรส และแน่นอนว่า ต้องรับให้ได้ว่า ลูกที่เกิดมาจากหญิงไทยและหนุ่มไร้รัฐจะต้องถูกระบุว่า “ไร้พ่อ” ในทางกฎหมาย

นี่แค่ปัญหาจุกจิกเบื้องต้นที่คนไร้สมองอย่างฉันพอจะขบคิดออก แต่เชื่อเถอะว่า นอกจากภาวะ “ไร้รัฐ” และ “ไร้สิทธิแต่งงาน” แล้ว ทั้งคุณไก่ แฟนหนุ่ม และลูกที่อาจเกิดมา คงต้องเผชิญกับภาวะ “ไร้” อะไรต่ออะไรอีกมากมายจากโลกในยุครัฐสมัยที่ต้องการเอกสารการันตี “สัญชาติ” เป็นแน่

นี่จะยิ่งทำให้ชีวิตของพวกเขา “ไร้ตัวตน” “ไร้โอกาส” และ “ไร้หนทาง” มากขึ้นเรื่อยๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s