Life : สิ่งที่ได้เรียนรู้เมื่อมาขอทุนเอาปูนนี้

 

Update (04th May 2013) – ผลทุนออกแล้ว ดังนี้ค่ะ

 

 

 

ตั้งแต่สมัยมัธยมแล้ว สิ่งที่ฉันมักได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่รอบตัวพร่ำสอนคือ “ต่อไปปริญญาตรีจะล้นตลาด ดังนั้นเธอจงเรียนสูงๆ ให้ถึงปริญญาโทหรือปริญญาเอก” ฉันก็พยักหน้าหงึกๆ รับฟัง แต่ไม่ได้เก็บมาคิดใส่ใจอะไร ครั้นพอเข้าเรียนระดับปริญญาตรี ก็ใช้ชีวิตลัลลา เข้าเรียนบ้าง ไม่เข้าเรียนบ้าง เน้นหนักไปทางหาอ่านหนังสือประเด็นที่อยากจะอ่าน ตอนนั้นรู้แค่ว่าอยากทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานข่าว นิตยสาร หรือหนังสือ อะไรก็ได้สักอย่าง พอตั้งเป้ามาตรงนี้ ก็รู้สึกว่าคงไม่ต้องเรียนปริญญาโทแล้วมั้ง ปริญญาโทมันเป็นเรื่องของคนที่ (คง) ไม่อยากทำงาน หลังเรียนจบคิดจริงจังอย่างมีมายาคติมากๆ ว่า นิสิตนักศึกษาที่กระโจนเข้าสู่ตลาดการศึกษาที่เรียกว่าปริญญาโทปริญญาเอกนี่คงเป็นพวกไม่อยากทำงาน เลยฆ่าเวลาและผลาญเงินทองไปกับการศึกษาในระดับสูงเหล่านั้นแทน

ฉันใช้ชีวิตทำงานมาเรื่อยๆ เคยอยู่บริษัทที่อยู่ๆ ก็ปิดตัวมาแล้วด้วยนะ เคยอยู่บริษัทที่ห่างไกลชุมชนเหลือแสน แล้วก็เคยสุขสันต์กับการอยู่ย่านกลางเมือง แต่แล้ว…เป้าหมายชีวิตที่เคยวางไว้นักไว้หนา ว่าอยากเขียนหนังสือเล่มให้เสร็จ…ก็ไม่เสร็จเสียที อยู่ในงานนิตยสาร…ก็เริ่มเบื่อกับการต้องนัดแนะออกสัมภาษณ์ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลาย บางครั้งก็ไม่เข้าใจอารมณ์ของช่างภาพ ฉันเริ่มเบื่อหน่ายงานที่ตัวเองเคยอยากทำนักหนา แล้วประจวบเหมาะกับความสนใจก็หันเหกลับมายังสายรัฐศาสตร์อีกครั้ง ฉันสนใจประเด็นเรื่องสังคมอยู่แล้ว แต่มันเริ่มเข้มข้นขึ้นตามวัย พอเราเจ็บป่วย หรือคนรอบตัวต้องเจอปัญหาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ก็เริ่มคิดว่าอยากจะทำงานที่เกี่ยวกับสังคมจัง แต่ฉันเป็น NGO ไม่ได้ ฉันรู้ตัวตั้งแต่อายุ 25 ปี ว่าตัวเองไม่เหมาะกับเป็น NGO เพราะฉันไม่ใช่ขาลุยขนาดนั้น (แม้ว่าฉันจะเป็นขาลุยด้านการท่องเที่ยว) พอคิดสรตะไปมา ประกอบกับน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปลายปี 2554 พอดี ฉันเริ่มเบื่อหน่ายเมืองเทวดา เบื่อหน่ายท่าที PANIC เว่อร์ๆ ของชาวพระนคร เลยคิดว่า กลับบ้านไปเขียนหนังสือ หาทุนไปเรียนต่อปริญญาโท แล้วก็เริ่มทำงานเพื่อสังคมอย่างที่อยากทำหลังเรียนจบก็แล้วกัน

ฉันคิดว่าปริญญาโทเรียนยาก…ฉันรู้ว่าทุนไม่ได้มาได้ง่ายๆ …แต่ไม่เคยคิดว่าจะยากขนาดนี้ >

ความยากของทุนที่ฉันขอ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ “ระดับความยาก” ของทุนจริงๆ หรอก ทุนที่ฉันหมายมั่นปั้นมือว่าจะคว้าให้ได้มา คือทุนธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือทุน ADB Bank ที่เน้นประเด็นว่าหากเรียนจบแล้วต้องกลับมาทำงานพัฒนาประเทศบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งฉันคิดว่าทุนนี้ตอบโจทย์สิ่งที่ฉันคิดและฝันได้เป็นอย่างดี

แต่ความยากอยู่ที่กระบวนการในการเขียนชีวประวัติชีวิตตนเองไปโน้มน้าวให้ทั้งมหาวิทยาลัยและผู้ให้ทุนยอมรับในตัวเรา … ซึ่งหากเป็นคนที่เรียนจบรัฐศาสตร์มา แล้วก้าวขาเข้าสู่วงราชการ หรือออกไปทำงาน NGO อะไรเทือกนี้อย่างต่อเนื่อง มันคงไม่มีปัญหาหนักอกหนักใจ (ถอนหายใจยาว) ตอนเขียนไล่เรียงชีวประวัติขอทุนหรอก แต่นี่ฉันจะเชื่อมโยงให้ผู้ขอทุนเขายอมรับได้อย่างไรว่า ตลอด 9 ปีแห่งการทำงานในวงการนิตยสารอันเต็มไปด้วยแสงสี ของสมนาคุณจากพีอาร์ บัตรคอนเสิร์ตเคป๊อป (กรี๊ด) และอภิสิทธิ์สื่อในบางครั้งนั้น มันต่อยอดมาสู่สำนึกในการอยากขอทุนเรียนต่อได้อย่างไร

ฉันเครียดมาก จนถึงกับต้องเอามือกุมขมับในวันหนึ่ง พลางโทรหาเพื่อนสนิทว่า “มันมีด้วยเหรอไอ้คนที่มีเป้าหมายในชีวิตชัดเจนตั้งแต่เรียนมัธยม จนจบมหาวิทยาลัย แล้วก็เริ่มงานตามขั้นตอนที่วางไว้เป๊ะๆ ทุกอย่างน่ะ … ชีวิตมนุษย์ไม่ได้เป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ตอบสนองตามสถานการณ์ และ “พวกเรา” พร้อมเปลี่ยนใจกันเสมอเหรอ?”

เฮ้ย…มนุษย์น่ะ พอวันหนึ่งมันอยากเปลี่ยนใจเรียนต่อ มันก็แค่เปลี่ยนใจ มันเปลี่ยนเป้าหมายตอนอายุ 30 ไม่ได้เหรอ? ทำไมต้องคาดหมายว่ามันจะเป็นคนที่วางแผนอย่างมุ่งมั่นมาตั้งแต่เรียนมัธยมแล้วด้วยวะ?

ฉันคิดอย่างนี้จริงๆ…

ในช่วงวัยสัก 25 ปีมั้ง ฉันเคยอ่านเจอบทความที่ ปราบดา หยุ่น เขียนไว้เรื่องหนึ่ง มันเกี่ยวกับเรื่องอะไรไม่รู้ แต่ใจความท่อนหนึ่งคือ ปราบดาเขียนว่า เขาคิดว่าสักวันหนึ่งเขาอาจจะอยากไปอยู่ที่ขั้วโลกใต้ เรียนวิทยาศาสตร์แล้วสมัครทำงานยังดินแดนแห่งนั้น เขาคิดว่าคนเราเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เราอาจเรียนดีไซน์มา แต่สักวันหนึ่งเราอาจอยากเรียนวิทยาศาสตร์ด้วย แล้วจริงๆ ในตอนนั้น ปราบดาก็ตั้งใจว่า หากมีโอกาส วันหนึ่งเขาอาจลงเรียนแพทย์ก็ได้ “คนเราไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างเดียว สิ่งเดียวเสมอไป” นั่นคือประเด็นที่ปราบดาทิ้งไว้ในก้อนความทรงจำของฉัน

ตอนที่ฉันออกจากงาน ตัดสินใจสมัครทุนเรียนต่อ ฉันก็คิดอย่างนี้จริงๆ

แล้วเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว

“ฉันจะบอกมหาวิทยาลัยที่หมายปองได้ไหม…ว่าอยู่ๆ ฉันก็เกิดเปลี่ยนใจ เปลี่ยนเป้าหมาย เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนแบบที่มนุษย์ปกติจะเปลี่ยนใจได้นี่แหละ…เปลี่ยน…เพราะว่าคนเราไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างเดียว สิ่งเดียวเสมอไป?”

ทำไมเราเริ่มต้นงานในวัย 22 ปี ด้วยอาชีพหนึ่ง แล้วเราก็ต้องเชี่ยวชาญและเติบโตไปกับอาชีพนั้นตลอดชีวิต…มนุษย์ทุกคนต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ น่ะเหรอ?

“ฉันจะถามผู้ให้ทุนได้ไหมว่า…คุณเคยอ่านงานของ ปราบดา หยุ่น ไหม? งานชิ้นที่เขาพูดถึงว่า มนุษย์เปลี่ยนใจ เปลี่ยนอาชีพได้ และคนเราไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่แค่อาชีพเดียวเสมอน่ะ?”

ฉันแค่สงสัย…

แน่ล่ะ ทุกวันนี้ ปราบดา ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาก็เปลี่ยนใจ ไม่ได้ทำเหมือนกับบทความที่เขียนไว้แล้ว …เขาคงเลิกอยากไปอยู่ขั้วโลกใต้ เลิกอยากเรียนวิทยาศาสตร์ และเลิกคิดว่าสักวันหนึ่งอาจจะเรียนหมอแล้ว… นี่ไงล่ะ ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนใจ ของมนุษย์

ความมุ่งมั่นเป็นคุณสมบัติที่น่ายกย่อง แต่ถ้าใครสักคนจะไม่เริ่มต้นมุ่งมั่นในวัย 18 ในวัย 22 … มันจะผิดนักเหรอ?

คนเราเริ่มต้นมุ่งมั่นตอนอายุ 30 ได้ไหม? แล้วเราไปเปลี่ยนใจอีกหนตอนอายุ 40 ได้ไหม? เรามุ่งมั่นกับเป้าหมายอื่นๆ (อาทิ มุ่งมั่นกับการหาหนทางไม่ให้นมเหี่ยว หนังหน้าหย่อนยาน XD) ตอนอายุ 40 ได้ไหม? แล้วตอน 50 เราก็อาจเปลี่ยนไป … ได้ไหม

ฉันไม่ได้ยุแยงจะให้คนเปลี่ยนงานกันหรอกนะ แต่ฉันคิดว่า ในแต่ละช่วงวัยของชีวิต คนเราล้วนเปลี่ยนแปลงเสมอ … มนุษย์เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว

เพื่อนฉันหลายคนที่ทำงานอย่างมั่นคงในบริษัทใหญ่อย่างโตโยต้าทุกวันนี้ … เริ่มเข้าทำงาน เพราะ “ตอนนั้นไม่รู้จะทำอะไร มีเพื่อนชวนไปสมัครก็เลยไป” แล้วทุกวันนี้ก็จบปริญญาโทลอจิสติกส์ และก้าวหน้าในการงานเงินเดือนหลายหมื่นโบนัสหลายแสนแล้ว

แต่ถ้าถามว่าเขาแพลนไว้ตั้งแต่อายุ 22 ไหม เขามุ่งมั่นว่าชีวิตนี้เกิดมาต้องทำงานที่โตโยต้าให้ได้ไหม? … คำตอบก็คือไม่

ฉันลุกมาเขียนอะไรอย่างนี้…ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรชัดเจนนักหรอก

สำหรับน้องๆ ที่อาจจะอยากขอทุนไปเรียนต่อปริญญาโท สิ่งที่ฉันอาจแนะนำได้ก็คือ การขอทุนมันยากนะ แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้เลย

เพียงแต่เราต้องเตรียมตัวเราให้พร้อม … ถ้ามีประสบการณ์ชีวิตที่สอดคล้องกับทุนที่เขาจะมอบให้ (เช่นทำงานเป็น NGO / เพื่อสังคมมาก่อน) นั่นก็ดีไปอย่าง มันจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

แต่ชั้นเรียนปริญญาโทเป็นเรื่องของความหลากหลาย … ทั้งเจาะลึก แต่ก็หลากหลาย

ฉันยังเชื่อในความแตกต่าง …. ฉันยังเชื่อในประสบการณ์เฉพาะตัวของฉันที่จะแบ่งปันให้ชั้นเรียนได้

ฉันเชื่อว่า ทุนมันยาก แต่ไม่ใช่เป็นไปได้

เอ๊ะ! นี่สุดท้าย ฉันก็บอกตนเอง เหมือนที่บอกกับคนอี่นใช่ไหม?

แต่มันจริงนี่นา … มนุษย์เปลี่ยนใจได้ เราเปลี่ยนแปลงกันตลอด และเอาเข้าจริงแล้ว เรื่องบางเรื่องอาจจะยาก

“แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้เสียหน่อย”

299318_501440126562019_1259129666_n

ขอทุนมันยาก แต่ถ้าได้เีรียนต่อแล้วจะได้เจออย่างนี้ใช่ไหม ><

22086_10151264558213235_1548695369_n

ในชั้นเรียนปริญญาโท เราจะเจอเพื่อนร่วมชั้นอย่างนี้ไหม ><“

Advertisements

status 18.02.2013 : สิ่งที่ชนชั้นกลางควรรู้เกี่ยวกับชีวิต

 

สิ่งที่ชนชั้นกลางควรรู้เกี่ยวกับชีวิตน่ะ อองตวน เดอ แซง-เตกซูเปรี ได้เขียนไว้อย่างหมดจดแล้วใน “Le Petit Prince”

มันจบแล้วครับนาย.

status 18.02.2013 : ความลับของชีวิต

ความลับของชีวิตอยู่ในสะเดานั่นแหละ

มันขมแต่มันก็อร่อยจนหยุดไม่อยู่

เหมือนชีวิตที่ขม แต่ก็ยังมีมื้ออาหารดีๆ รอเราอยู่ในวันข้างหน้า ผลักดันให้เราอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อลิ้มลองอาหารเหล่านั้น

status 14.02.2013 : งานศพและการจากไป

 

ตอนที่อยู่กรุงเทพฯ เราไม่ค่อยได้ไปงานศพใคร เอาจริงๆ เราไม่ค่อยได้รับรู้การตายจากของใคร เมืองมันใหญ่ มีคนจากไปทุกวันในเมืองหลวงแห่งนั้น อุบัติเหตุบ้าง ความรุนแรงอันขาดความยั้งคิดบ้าง โรคภัยไข้เจ็บบ้าง เรารับรู้การตายผ่านข่าวพาดหัวในเมเนเจอร์หรือมติชนหรือคมชัดลึก บางครั้งข่าวไฟไหม้ทำเราตกใจ ข่าวรถตู้คว่ำ ข่าวคนถูกลูกหลงตายเพราะเด็กนักเรียนตีกัน

เราตกใจ แต่มันไม่เจือปนความใจหายเหมือนเวลาคนในชุมชนจากไป สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างกันคือ เราผูกพันกับคนเหล่านั้น เราจดจำใบหน้าของพวกเขาได้ เราอาจไม่เคยรู้ความใฝ่ฝันของพวกเขา ไม่เคยรู้ความปรารถนาแสนทะยานอยากของพวกเขา แต่เราก็ได้เป็นประจักษ์พยานเศษเสี้ยวบางส่วนของชีวิตพวกเขา เราไปโรงเรียนกับลูกๆ ของพวกเขา,

ในเมืองใหญ่ๆ เรารู้ว่ามีคนตายไปทุกวัน แต่เพราะเราไม่ได้ผูกสัมพันธ์โดยตรง เราก็แค่รู้สึกว่ามีคนจากไป

แต่ไม่ได้รู้สึกใจหาย, ไม่ได้รู้สึกว่ามีบางส่วนในชีวิตที่เคยประกอบเป็นประวัติศาสตร์ของเรา…หายไป

14.02.2013

แด่การจากไปของน้าม้อน แม่ของสันติ

The Casual Vacancy (สั้นๆ)

68900_10151312019328235_2007414290_n

 

 

The Casual Vacancy (เก้าอี้ว่าง), J.K.Rowling

อ่านจบแล้ว แล้วตามด้วยการอ่านรีวิวถึงหนังสือ “มาดามโบวารี” ในลิงก์นี้ http://bookmoby.com/shop/review/product/list/id/277/
สิ่งที่รู้สึกคล้ายคลึงกัน ขอก๊อปถ้อยคำของคุณเวธัสมาใช้กับหนังสือเล่มนี้ของ เจ.เค.

“ชีวิตจริงคือผู้ชนะ”

ชอบมาก มันแตกต่างกับ Harry Potter โดยสิ้นเชิง ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม เจ.เค.พิสูจน์ตัวเธอกับนวนิยายหนักๆ ได้เป็นอย่างดี มันจริง เจ็บ ปวดร้าว เปราะบาง เราจะเห็นตัวตนของพวกเราและคนในชีวิตอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน

โอ้ย ชอบ เดี๋ยวจะเขียนถึงยาวๆ (ตอนสุดท้ายที่สุขวินทราหวนคิดถึงการไปแข่งเรือพายนั่น ทำเอาน้ำตาไหลเลย)

status 13.02.2013

 

ปรัชญาขั้นสูงสุดของแฟนเกิร์ลคือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องหลอกตัวเองว่าเขารักเราจริงจัง

ปรัชญาขั้นสูงสุดของผู้สมัครทุนเรียนต่อคือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องหลอกผู้ให้ทุนให้ได้ว่าเราโคตรเจ๋งงงงงงงงง

คนที่เราจะจดจำตลอดไป

lost-in-translation-running-through-tokyo

Lost In Translation (2003, Sofia Coppola, USA) เป็นหนังที่ฉันได้ดูหลังจากเรียนจบ เริ่มทำงาน ตอนแรกดูผ่านดีวีดีที่วางขายแถวสีลม พอสักพักก็มีคนนำเข้ามาฉายโรงในไทย ฉันก็ตามไปดูอีก

หลายคนรักหนังเรื่องนี้ ขณะที่หลายคนอุเบกขากับมัน และคนอีกจำนวนมาก เกลียดมัน

บางคนบอกว่า โซเฟีย คอปโปล่า ผู้กำกับ พยายามจะทำตัวเป็นหว่องกาไวร์แห่งอเมริกา (ซึ่งกาลเวลาก็ได้ิพิสูจน์บางอย่างแล้ว)

ฉันชอบบางอย่างในหนังเรื่องนี้…ซึ่งอาจเป็นคนละอย่างกับที่คุณชอบ

ฉันชอบความสัมพันธ์ของคนสองคน ที่ได้บังเอิญเจอกัน…ช่วงสั้นๆ เพียงหนึ่งสัปดาห์
แต่พวกเขาทิ้งเงาอันมหึมาไว้ในความทรงจำของอีกคน…ไปตลอดชีวิต

เราทุกคนต่างเคยเจอคนแบบนี้
คนที่เราเจอแค่ช่วงสั้นๆ เราใช้เวลากับคนเหล่านี้น้อยกว่าน้องโอเปเรเตอร์หน้าหวานที่ออฟฟิศ เราเจอคนเหล่านี้น้อยกว่าพี่วินหน้าปากซอย เราอาจกินข้าวร่วมกับคนเหล่านี้น้อยกว่าพีอาร์โรงแรมที่ชอบชวนเราไปทำคอลัมน์โปรโมตร้านอาหารใหม่

แต่ร่างเงาของคนเหล่านี้…สถิตอยู่ในความทรงจำของเรา หนาแน่น มากกว่าคนจำนวนมากที่ใช้ชีวิตรายล้อมเราในกาลเวลาต่อมา

ฉันเคยเจอคนสองคนที่ทำให้รู้สึกอย่างนี้

คนหนึ่งนั้น เจอแค่ช่้วงสั้นๆ 2 เดือนในช่วงเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ … 2 เดือนผ่านไปเร็วมาก และตอนนี้มันก็ผ่านมา 10 ปีแล้ว ฉันยังคิดถึงเขาอยู่
ฉันรู้เรื่องของเขามากกว่าคนที่ทำงานรอบตัวฉันเสียอีก
ความทรงจำอันหนาแน่น โมเลกุลที่ไม่เคยจากพรากไปไหน
ฉันจดจำได้แม้กระทั่งวันแรกที่เจอกัน และวันสุดท้ายที่จากลา

คนที่สองคือเพื่อนรัก เพื่อนสนิท คนที่เจอกันเมื่อ 14 ปีก่อน … แต่เป็นคนที่ได้ใช้เวลาด้วยกันแค่ (นับนิ้วก่อน) 4 เดือนมั้ง ถ้านับเพิ่มเติมอีกนิด ก็ 4 เดือนกับอีก 10 กว่าวันเอ๊า

ก่อนที่เธอจะจากไปเรียนต่อที่เยอรมัน (และตอนนี้ก็ยังเรียนอยู่ที่เยอรมันอยู่)

เพื่อนคนนี้มีชื่อเหมือนฉัน เธอชื่อ “ติ๊ก” เราเจอกันตอนเข้าเรียนชั้นปี 1 ของภาคความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ฉันไม่แน่ใจนักว่า อะไรที่ทำให้ฉันยังจดจำช่วงเวลา 4 เดือนที่เราสองคนใช้จ่ายไปด้วยกันสมัยอยู่จุฬาฯ ได้แน่นหนาขนาดนี้

เราไปดูหนังที่ลิโด้ด้วยกัน ฉันดูหนังที่ลิโด้หนแรกในชีวิตก็กับเพื่อนคนนี้ (ลิโด้โรง 1 เรื่อง Nothing Hill ราคา 100 บาทในปี 1999)

ฉันเคยวิงวอนให้เธอแปลเนื้อเพลงของ Backstreet Boys ให้ (ในปี 1999 เธอคงรู้สึกเกลียดฉันมากในตอนนั้น)

วันนี้เป็นวันเกิดเธอ 13 กุมภาพันธ์

ฉันจำมันได้ตลอด มันเป็นวันก่อนหน้าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ … ส่วนวันที่ 14 นั้นเป็นวันสำคัญอีกวัน…เพราะเป็นวันเกิดของพ่อฉันเอง

ฉันอายุ 31 ปีแล้ว และนี่ก็ปี 2013
รู้อะไรไหม ฉันไม่เชื่อในมิตรภาพ
ฉันจะไม่จบบทความนี้ด้วยคำเห่ยๆ น้ำเน่าที่หลายคนคงแอบเดาว่าฉันจะยกมันขึ้นมา … ชาบูมิตรภาพอันยาวนานของเราสองคน

ฉันคิดว่า มันแค่เป็นเรื่องของความทรงจำ เรื่องของความพิเศษ
คนบางคนพิเศษ เพราะเราเจอเขาไม่กี่วัน กี่สัปดาห์ กี่เดือน
แต่เราจดจำเขาไปตลอดชีวิต

โลกมันก็เป็นแบบนี้แหละ…เขาแค่พิเศษ และเธอก็แค่พิเศษ ฉันเลยจดจำได้

One TED 09.02.2013

วันนี้ดู 2 เรื่อง

1) บรีน บราวน์: พลังของความอ่อนแอ

เป็น Talk ที่ชอบมากๆ inspire สุดๆ

บราวน์เป็นนักวิจัยตัวแม่ เป็นคนที่ชอบข้อมูล ข้อมูล ข้อมูล และข้อมูล

เธอต้องจัดการกับข้อมูลเพื่อตอบคำถามให้ได้ แต่แล้วเธอก็เจอข้อมูลตัวหนึ่งที่ทำให้เธอสติแตก

สิ่งนั้นคือพลังของความอ่อนแอ การยอมรับว่าตัวเราไม่เพอร์เฟ็กต์ แต่คิดว่าตัวเองคู่ควรเสมอกับความรัก การไม่กลัวการปฏิเสธ

นี่คือเคล็ดลับที่ผู้คนอันมีความพึงพอใจกับตนเอง บอกต่อกับบราวน์

หรือดูได้ที่ลิงก์ http://www.ted.com/talks/brene_brown_on_vulnerability.html

2) Matt Cutts – Try something new for 30 days

ถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือนว่า Matt Cutts จะทำงานที่ Google
ชายคนนี้อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมายุุยงตัวเองให้ลองทำอะไรใหม่ๆ ติดต่อกัน 30 วัน

เขาลองปั่นจักรยานไปทำงาน … เฮ้ย เวิร์กว่ะ เขาลดน้ำหนักได้เลยนะ

เขาลองถ่ายรูปทุกวัน … นอกจากรูปถ่ายแล้ว กิจกรรมพิเศษเหล่านี้ยังทำให้เขาจดจำว่าวันนั้นๆ เขาทำอะไรอีกบ้างได้มากกว่าเคย

การที่เราตั้งเป้าหมายบางอย่าง ลองทำ mission ดูบ้าง มันจะทำให้เรามอง “วันหนึ่งวัน” แตกต่างออกไป

เราจดจำมันได้ดีกว่าที่เคยเป็นมา

หรือคลิกลิงก์ http://www.youtube.com/watch?v=q_ccU9pBoDU

status 12.02.2013

 

บางที เมื่อเราเริ่มมีอัครสาวก มักจะมีแรงขับบางอย่างที่ทำให้เราเริ่มทำพฤติกรรมไม่น่ารักเล็กๆ ออกมา แต่มันอาจเป็นช่วงเวลาแสนสั้น พอเรารู้สึกตัว เราก็แค่เปลี่ยนพฤติกรรม อาจกล่าวขอโทษหรือจะทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นก็ได้

ทุกคนมีช่วงเวลาไม่น่ารัก แต่ทุกคนก็มีช่วงเวลาน่ารัก ถ้าช่วงเวลาไม่น่ารักเกิดขึ้นแสนสั้น เราควรจดจำช่วงเวลาน่ารักของคนนั้นไว้ดีกว่า
แต่ถ้าในกรณีที่เราทำตัวไม่น่ารักนัก มันอาจจำเป็นเล็กน้อย ที่เราควรจะขอโทษ และจดจำว่าเราควรพยายามไม่ทำแบบนั้นอีก…ถ้าทำได้

Quote about original ideas

“Lesser artists borrow. Great artists steal.”

IGOR STRAVINSKY

 

 

“Creativity is knowing how to hide your sources”

PEDRO ALMODOVA

พูดตอนรับรางวัลเมืองคานส์ (…แต่ hide his sources ไม่มิด เพราะเอาจริงๆ แล้วคนพูดคนแรกคือไอนสไตน์ — ข้อมูลจาก ภาณุ ตรัยเวช)

 

แถมอีกหนึ่ง อันนี้ดูจะเป็นด้านกลับ…แต่เป็นสิ่งที่นักเขียนและครีเอทีฟอาร์ติสต์ที่ดีควรทำ

 

“I’d rather be caught holding up a bank than stealing so much as a two-word phrase from another writer.”

JACK SMITH