Life : สิ่งที่ได้เรียนรู้เมื่อมาขอทุนเอาปูนนี้

 

Update (04th May 2013) – ผลทุนออกแล้ว ดังนี้ค่ะ

 

 

 

ตั้งแต่สมัยมัธยมแล้ว สิ่งที่ฉันมักได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่รอบตัวพร่ำสอนคือ “ต่อไปปริญญาตรีจะล้นตลาด ดังนั้นเธอจงเรียนสูงๆ ให้ถึงปริญญาโทหรือปริญญาเอก” ฉันก็พยักหน้าหงึกๆ รับฟัง แต่ไม่ได้เก็บมาคิดใส่ใจอะไร ครั้นพอเข้าเรียนระดับปริญญาตรี ก็ใช้ชีวิตลัลลา เข้าเรียนบ้าง ไม่เข้าเรียนบ้าง เน้นหนักไปทางหาอ่านหนังสือประเด็นที่อยากจะอ่าน ตอนนั้นรู้แค่ว่าอยากทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานข่าว นิตยสาร หรือหนังสือ อะไรก็ได้สักอย่าง พอตั้งเป้ามาตรงนี้ ก็รู้สึกว่าคงไม่ต้องเรียนปริญญาโทแล้วมั้ง ปริญญาโทมันเป็นเรื่องของคนที่ (คง) ไม่อยากทำงาน หลังเรียนจบคิดจริงจังอย่างมีมายาคติมากๆ ว่า นิสิตนักศึกษาที่กระโจนเข้าสู่ตลาดการศึกษาที่เรียกว่าปริญญาโทปริญญาเอกนี่คงเป็นพวกไม่อยากทำงาน เลยฆ่าเวลาและผลาญเงินทองไปกับการศึกษาในระดับสูงเหล่านั้นแทน

ฉันใช้ชีวิตทำงานมาเรื่อยๆ เคยอยู่บริษัทที่อยู่ๆ ก็ปิดตัวมาแล้วด้วยนะ เคยอยู่บริษัทที่ห่างไกลชุมชนเหลือแสน แล้วก็เคยสุขสันต์กับการอยู่ย่านกลางเมือง แต่แล้ว…เป้าหมายชีวิตที่เคยวางไว้นักไว้หนา ว่าอยากเขียนหนังสือเล่มให้เสร็จ…ก็ไม่เสร็จเสียที อยู่ในงานนิตยสาร…ก็เริ่มเบื่อกับการต้องนัดแนะออกสัมภาษณ์ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลาย บางครั้งก็ไม่เข้าใจอารมณ์ของช่างภาพ ฉันเริ่มเบื่อหน่ายงานที่ตัวเองเคยอยากทำนักหนา แล้วประจวบเหมาะกับความสนใจก็หันเหกลับมายังสายรัฐศาสตร์อีกครั้ง ฉันสนใจประเด็นเรื่องสังคมอยู่แล้ว แต่มันเริ่มเข้มข้นขึ้นตามวัย พอเราเจ็บป่วย หรือคนรอบตัวต้องเจอปัญหาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ก็เริ่มคิดว่าอยากจะทำงานที่เกี่ยวกับสังคมจัง แต่ฉันเป็น NGO ไม่ได้ ฉันรู้ตัวตั้งแต่อายุ 25 ปี ว่าตัวเองไม่เหมาะกับเป็น NGO เพราะฉันไม่ใช่ขาลุยขนาดนั้น (แม้ว่าฉันจะเป็นขาลุยด้านการท่องเที่ยว) พอคิดสรตะไปมา ประกอบกับน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปลายปี 2554 พอดี ฉันเริ่มเบื่อหน่ายเมืองเทวดา เบื่อหน่ายท่าที PANIC เว่อร์ๆ ของชาวพระนคร เลยคิดว่า กลับบ้านไปเขียนหนังสือ หาทุนไปเรียนต่อปริญญาโท แล้วก็เริ่มทำงานเพื่อสังคมอย่างที่อยากทำหลังเรียนจบก็แล้วกัน

ฉันคิดว่าปริญญาโทเรียนยาก…ฉันรู้ว่าทุนไม่ได้มาได้ง่ายๆ …แต่ไม่เคยคิดว่าจะยากขนาดนี้ >

ความยากของทุนที่ฉันขอ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ “ระดับความยาก” ของทุนจริงๆ หรอก ทุนที่ฉันหมายมั่นปั้นมือว่าจะคว้าให้ได้มา คือทุนธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือทุน ADB Bank ที่เน้นประเด็นว่าหากเรียนจบแล้วต้องกลับมาทำงานพัฒนาประเทศบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งฉันคิดว่าทุนนี้ตอบโจทย์สิ่งที่ฉันคิดและฝันได้เป็นอย่างดี

แต่ความยากอยู่ที่กระบวนการในการเขียนชีวประวัติชีวิตตนเองไปโน้มน้าวให้ทั้งมหาวิทยาลัยและผู้ให้ทุนยอมรับในตัวเรา … ซึ่งหากเป็นคนที่เรียนจบรัฐศาสตร์มา แล้วก้าวขาเข้าสู่วงราชการ หรือออกไปทำงาน NGO อะไรเทือกนี้อย่างต่อเนื่อง มันคงไม่มีปัญหาหนักอกหนักใจ (ถอนหายใจยาว) ตอนเขียนไล่เรียงชีวประวัติขอทุนหรอก แต่นี่ฉันจะเชื่อมโยงให้ผู้ขอทุนเขายอมรับได้อย่างไรว่า ตลอด 9 ปีแห่งการทำงานในวงการนิตยสารอันเต็มไปด้วยแสงสี ของสมนาคุณจากพีอาร์ บัตรคอนเสิร์ตเคป๊อป (กรี๊ด) และอภิสิทธิ์สื่อในบางครั้งนั้น มันต่อยอดมาสู่สำนึกในการอยากขอทุนเรียนต่อได้อย่างไร

ฉันเครียดมาก จนถึงกับต้องเอามือกุมขมับในวันหนึ่ง พลางโทรหาเพื่อนสนิทว่า “มันมีด้วยเหรอไอ้คนที่มีเป้าหมายในชีวิตชัดเจนตั้งแต่เรียนมัธยม จนจบมหาวิทยาลัย แล้วก็เริ่มงานตามขั้นตอนที่วางไว้เป๊ะๆ ทุกอย่างน่ะ … ชีวิตมนุษย์ไม่ได้เป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ตอบสนองตามสถานการณ์ และ “พวกเรา” พร้อมเปลี่ยนใจกันเสมอเหรอ?”

เฮ้ย…มนุษย์น่ะ พอวันหนึ่งมันอยากเปลี่ยนใจเรียนต่อ มันก็แค่เปลี่ยนใจ มันเปลี่ยนเป้าหมายตอนอายุ 30 ไม่ได้เหรอ? ทำไมต้องคาดหมายว่ามันจะเป็นคนที่วางแผนอย่างมุ่งมั่นมาตั้งแต่เรียนมัธยมแล้วด้วยวะ?

ฉันคิดอย่างนี้จริงๆ…

ในช่วงวัยสัก 25 ปีมั้ง ฉันเคยอ่านเจอบทความที่ ปราบดา หยุ่น เขียนไว้เรื่องหนึ่ง มันเกี่ยวกับเรื่องอะไรไม่รู้ แต่ใจความท่อนหนึ่งคือ ปราบดาเขียนว่า เขาคิดว่าสักวันหนึ่งเขาอาจจะอยากไปอยู่ที่ขั้วโลกใต้ เรียนวิทยาศาสตร์แล้วสมัครทำงานยังดินแดนแห่งนั้น เขาคิดว่าคนเราเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เราอาจเรียนดีไซน์มา แต่สักวันหนึ่งเราอาจอยากเรียนวิทยาศาสตร์ด้วย แล้วจริงๆ ในตอนนั้น ปราบดาก็ตั้งใจว่า หากมีโอกาส วันหนึ่งเขาอาจลงเรียนแพทย์ก็ได้ “คนเราไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างเดียว สิ่งเดียวเสมอไป” นั่นคือประเด็นที่ปราบดาทิ้งไว้ในก้อนความทรงจำของฉัน

ตอนที่ฉันออกจากงาน ตัดสินใจสมัครทุนเรียนต่อ ฉันก็คิดอย่างนี้จริงๆ

แล้วเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว

“ฉันจะบอกมหาวิทยาลัยที่หมายปองได้ไหม…ว่าอยู่ๆ ฉันก็เกิดเปลี่ยนใจ เปลี่ยนเป้าหมาย เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนแบบที่มนุษย์ปกติจะเปลี่ยนใจได้นี่แหละ…เปลี่ยน…เพราะว่าคนเราไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างเดียว สิ่งเดียวเสมอไป?”

ทำไมเราเริ่มต้นงานในวัย 22 ปี ด้วยอาชีพหนึ่ง แล้วเราก็ต้องเชี่ยวชาญและเติบโตไปกับอาชีพนั้นตลอดชีวิต…มนุษย์ทุกคนต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ น่ะเหรอ?

“ฉันจะถามผู้ให้ทุนได้ไหมว่า…คุณเคยอ่านงานของ ปราบดา หยุ่น ไหม? งานชิ้นที่เขาพูดถึงว่า มนุษย์เปลี่ยนใจ เปลี่ยนอาชีพได้ และคนเราไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่แค่อาชีพเดียวเสมอน่ะ?”

ฉันแค่สงสัย…

แน่ล่ะ ทุกวันนี้ ปราบดา ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาก็เปลี่ยนใจ ไม่ได้ทำเหมือนกับบทความที่เขียนไว้แล้ว …เขาคงเลิกอยากไปอยู่ขั้วโลกใต้ เลิกอยากเรียนวิทยาศาสตร์ และเลิกคิดว่าสักวันหนึ่งอาจจะเรียนหมอแล้ว… นี่ไงล่ะ ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนใจ ของมนุษย์

ความมุ่งมั่นเป็นคุณสมบัติที่น่ายกย่อง แต่ถ้าใครสักคนจะไม่เริ่มต้นมุ่งมั่นในวัย 18 ในวัย 22 … มันจะผิดนักเหรอ?

คนเราเริ่มต้นมุ่งมั่นตอนอายุ 30 ได้ไหม? แล้วเราไปเปลี่ยนใจอีกหนตอนอายุ 40 ได้ไหม? เรามุ่งมั่นกับเป้าหมายอื่นๆ (อาทิ มุ่งมั่นกับการหาหนทางไม่ให้นมเหี่ยว หนังหน้าหย่อนยาน XD) ตอนอายุ 40 ได้ไหม? แล้วตอน 50 เราก็อาจเปลี่ยนไป … ได้ไหม

ฉันไม่ได้ยุแยงจะให้คนเปลี่ยนงานกันหรอกนะ แต่ฉันคิดว่า ในแต่ละช่วงวัยของชีวิต คนเราล้วนเปลี่ยนแปลงเสมอ … มนุษย์เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว

เพื่อนฉันหลายคนที่ทำงานอย่างมั่นคงในบริษัทใหญ่อย่างโตโยต้าทุกวันนี้ … เริ่มเข้าทำงาน เพราะ “ตอนนั้นไม่รู้จะทำอะไร มีเพื่อนชวนไปสมัครก็เลยไป” แล้วทุกวันนี้ก็จบปริญญาโทลอจิสติกส์ และก้าวหน้าในการงานเงินเดือนหลายหมื่นโบนัสหลายแสนแล้ว

แต่ถ้าถามว่าเขาแพลนไว้ตั้งแต่อายุ 22 ไหม เขามุ่งมั่นว่าชีวิตนี้เกิดมาต้องทำงานที่โตโยต้าให้ได้ไหม? … คำตอบก็คือไม่

ฉันลุกมาเขียนอะไรอย่างนี้…ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรชัดเจนนักหรอก

สำหรับน้องๆ ที่อาจจะอยากขอทุนไปเรียนต่อปริญญาโท สิ่งที่ฉันอาจแนะนำได้ก็คือ การขอทุนมันยากนะ แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้เลย

เพียงแต่เราต้องเตรียมตัวเราให้พร้อม … ถ้ามีประสบการณ์ชีวิตที่สอดคล้องกับทุนที่เขาจะมอบให้ (เช่นทำงานเป็น NGO / เพื่อสังคมมาก่อน) นั่นก็ดีไปอย่าง มันจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

แต่ชั้นเรียนปริญญาโทเป็นเรื่องของความหลากหลาย … ทั้งเจาะลึก แต่ก็หลากหลาย

ฉันยังเชื่อในความแตกต่าง …. ฉันยังเชื่อในประสบการณ์เฉพาะตัวของฉันที่จะแบ่งปันให้ชั้นเรียนได้

ฉันเชื่อว่า ทุนมันยาก แต่ไม่ใช่เป็นไปได้

เอ๊ะ! นี่สุดท้าย ฉันก็บอกตนเอง เหมือนที่บอกกับคนอี่นใช่ไหม?

แต่มันจริงนี่นา … มนุษย์เปลี่ยนใจได้ เราเปลี่ยนแปลงกันตลอด และเอาเข้าจริงแล้ว เรื่องบางเรื่องอาจจะยาก

“แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้เสียหน่อย”

299318_501440126562019_1259129666_n

ขอทุนมันยาก แต่ถ้าได้เีรียนต่อแล้วจะได้เจออย่างนี้ใช่ไหม ><

22086_10151264558213235_1548695369_n

ในชั้นเรียนปริญญาโท เราจะเจอเพื่อนร่วมชั้นอย่างนี้ไหม ><“

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s