one TED : 31.03.2013

I have just found out that Elizabeth Gilbert had already done an inspirational TEDTALK since 2009. If you are not familiar with her name, Gilbert is the author of Eat, Pray, Love best-selling book. Here she talked about creativity in a twisted and funny way (to me).

 

Enjoy Folks!

 

Elizabeth Gilbert: Your elusive creative genius

 

 

 

 
ดิฉันเป็นนักเขียน การเขียนหนังสือเป็นอาชีพของฉัน แต่แน่นอนมันเป็นมากกว่านั้น การเขียนเป็นความรักและความหลงใหลชั่วชีวิตของฉัน และฉันไม่คิดว่าความรู้สึกนี้จะมีวันเปลี่ยนแปลงไป แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อไม่นานนี้กลับมีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้น ในชีวิตและการงานของฉัน จนทำให้ฉันต้องปฏิรูปความสัมพันธ์ของฉันและงานของฉันทั้งหมด สิ่งที่แปลกคือ เมื่อเร็วๆ นี้ฉันเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง อัตชีวประวัติชื่อ “กิน สวดมนต์ รัก” (“Eat, Pray, Love”) ซึ่งแตกต่างจากหนังสือเล่มก่อนๆ ของฉัน ตรงที่มันได้ออกไปสู่โลก และกลายเป็น ความฮือฮา ติดอันดับขายดีทั่วโลก ผลคือ ตอนนี้ไม่ว่าฉันจะไปไหน ผู้คนทำเหมือนฉันเป็นคนโชคร้าย เหมือนฉันต้องโชคร้ายแน่ๆ เขาจะเดินเข้ามา คิ้วขมวด และพูดว่า “คุณไม่กลัวหรือ ไม่กลัวหรือว่าจะไม่สามารถทำได้ดีกว่านี้อีกแล้ว ไม่กลัวหรือว่า ต่อให้เขียนไปอีกทั้งชีวิต ก็คงไม่มีวันเขียนหนังสือขึ้นสักเล่ม ที่ใครๆในโลกเขาจะหันมาสนใจ ได้อีกต่อไป?”

ให้กำลังใจกันมากเลย ว่ามั้ย แต่มันก็ยังดี เพราะฉันจำได้ว่า เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว สมัยวัยรุ่น ตอนที่ฉันเริ่มบอกใครต่อใคร ว่าฉันอยากเป็นนักเขียน ผู้คนจะแสดงความหวั่นกลัวคล้ายๆ แบบนี้แหละ เขาจะพูดว่า “ไม่กลัวหรือว่าคุณอาจไม่มีวันประสบความสำเร็จ? ไม่กลัวหรือว่าคุณจะทนความอับอายจากการถูกปฏิเสธไม่ได้ ไม่กลัวหรือว่าคุณจะทุ่มเททั้งชีวิตให้การเขียน และอาจไม่ได้รับอะไรคืนมาเลย ต้องตรอมใจตายบนกองฝันที่แตกสลาย ด้วยปากที่เต็มด้วยขี้เถ้าขมแห่งความล้มเหลว” (เสียงหัวเราะ) ประมาณนั้นแหละค่ะ

คำถามทั้งหลายทั้งมวลนั้น ฉันตอบได้สั้นๆ ว่า “กลัว” ใช่ ฉันกลัวทุกสิ่งที่กล่าวมา กลัวมาตลอด และฉันยังกลัวอะไรอีกมากมาย ที่คงไม่มีใครเดาออก เช่น สาหร่าย และสิ่งน่ากลัวอื่นๆ แต่ พอถึงเรื่องการเขียน สิ่งที่ฉันนั่งคิด และสงสัยในช่วงนี้ คือ ทำไม? มีเหตุผลหรือไม่? สมควรหรือไม่ที่ใครสักคนจะถูกคาดหวัง ให้กลัวในสิ่งที่เขารู้ว่าเขาเกิดมาเพื่อทำ แล้วงานสร้างสรรค์มันมีอะไรกัน ที่ทำให้เราต้องคอยกังวลถึงสุขภาพจิตของกันและกัน ในแบบที่วิชาชีพอื่นๆ เขาไม่เป็นกัน อย่างเช่นคุณพ่อของฉัน ท่านเป็นวิศวกรเคมี ตลอด 40 ปีของการทำงานวิศวกรรมเคมี ฉันจำได้ว่า ไม่มีใครสักคนถามท่านว่ากลัวการเป็นวิศวกรเคมีมั้ย จะมีใครถาม — ว่าไงจอห์น ปัญหาทางวิศวะเคมีนั้นคิดออกหรือยัง เขาไม่ถามกัน ใช่มั้ยคะ แต่พูดกันตามตรง เหล่าวิศวกรเคมี ในหลายศตวรรษที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ ว่าเป็นพวกซึมเศร้า คลุ้มคลั่ง และติดสุราด้วย (เสียงหัวเราะ)

แต่เราเหล่านักเขียน เรามีชื่อเสียงแบบนั้นพอสมควร และไม่เพียงแต่นักเขียน แต่นักสร้างสรรค์ในทุกแขนงเลย ที่เหมือนจะขึ้นชื่อในเรื่องการมีสุขภาพจิตที่ผิดปกติเอามากๆ แค่ดูอย่างจำนวนการตายชวนหดหู่ เฉพาะในศตวรรษที่ 20 เท่านั้น ของบรรดานักสร้างสรรค์แสนวิเศษ ที่ตายตั้งแต่อายุยังน้อย แถมมักตายด้วยน้ำมือตัวเองด้วย แม้แต่บรรดาคนที่ไม่ได้ฆ่าตัวตายจริงๆ ก็เหมือนจะดูเพื้ยนๆ จากพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัว ก่อนจะเสียชีวิต นอร์แมน เมลเลอร์ ให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายว่า “หนังสือทุกเล่มของผม ปลิดชีวิตผมไปทีละนิด” เป็นการกล่าวถึงผลงานของชีวิตที่น่าตกใจมากเลย คุณว่ามั้ย แต่เรากลับไม่รู้สึกว่าแปลกอะไรเวลาได้ยินใครพูดอย่างนี้ เพราะเราได้ยินอะไรแบบนี้มานานมาก นานจนเราเองก็เชื่อ และยอมรับว่า ความคิดสร้างสรรค์และความทุกข์ทนนั้นเป็นของคู่กัน และงานศิลปะนั้น ในที่สุด จะนำพาไปสู่ความตรอมตรมเสมอ

คำถามที่ฉันอยากถามทุกคนที่นี่ในวันนี้ คือ พวกคุณรับความคิดแบบนี้ได้มั้ย คุณสบายใจมั้ย เพราะแค่ลองนึกถึงแนวคิดนี้แค่แวบเดียว ฉันก็ไม่สบายใจเลยกับสมมติฐานนั้น ฉันว่ามันไม่เข้าท่า และอันตรายด้วย ฉันไม่อยากเห็นความคิดนี้ยืนยงไปยังศตวรรษต่อไป น่าจะดีกว่า ถ้าเราส่งเสริมให้บรรดานักสร้างสรรค์ของเราอยากมีชีวิตอยู่

และฉันมั่นใจว่าในกรณีของฉัน ในสถานการณ์ของฉัน มันจะอันตรายมาก หากฉันเริ่มหลงไปกับเส้นทางอันมืดมน ของความคิดแบบนั้น โดยเฉพาะในสถานะ การงานที่ฉันยืนอยู่ตอนนี้ คิดดูสิคะ ฉันยังอายุน้อย ตอนนี้แค่ 40 ปี ฉันยังเหลืออีก 4 ทศวรรษแห่งการทำงานรอฉันอยู่ และเป็นไปได้อย่างมากว่า ไม่ว่าฉันจะเขียนอะไรต่อจากนี้ไป งานนั้นจะถูกโลกตีตราว่า เป็นงานชิ้นหลังจาก หนังสือที่โด่งดังเล่มล่าสุดของฉัน ฉันขอพูดตรงๆ เพราะตอนนี้เราก็เหมือนเป็นเพื่อนกันแล้ว เป็นไปได้อย่างสูงว่า ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่สุดของฉันได้ผ่านเลยไปแล้ว พระเจ้า ความคิดพรรค์นี้! คุณรู้มั้ยว่าความคิดแบบนี้อาจทำให้คนๆ หนึ่ง เริ่มดื่มเหล้าตอน 9 โมงเช้าได้เลย ฉันไม่อยากลงเอยอย่างนั้นค่ะ (เสียงหัวเราะ) ฉันอยากจะทำงานที่ฉันรักต่อไป

ทีนี้ คำถามคือ จะทำอย่างไรล่ะ เมื่อได้ใคร่ครวญดู ฉันรู้สึกว่า วิธีการทำงานที่ฉันต้องทำ เพื่อให้ทำงานต่อไปได้นั้น คือฉันต้องสร้างเกราะทางจิตวิทยาขึ้นมา ฉันต้องหาวิธีสร้างระยะที่ปลอดภัย ระหว่างฉัน ขณะที่ฉันเขียน กับความกังวลตามธรรมชาติของฉัน ว่าเสียงตอบรับต่องานชิ้นใหม่ของฉันจะเป็นอย่างไร ฉันต้องทำให้ได้ ปีที่แล้วทั้งปี ฉันเสาะหาวิธีสร้างเกราะนั้น ฉันได้ลองค้นหาข้อมูลข้ามยุค และพยายามหาสังคมอื่นๆ เผื่อว่าพวกเขาจะมีความคิดที่ดีและมีสติมากกว่าของเรา เกี่ยวกับวิธีการช่วยให้เหล่านักสร้างสรรค์ได้จัดการ ความเสี่ยงด้านอารมณ์ที่มากับแรงสร้างสรรค์

การค้นหานี้พาฉันกลับไปยังสมัยกรีกและโรมันโบราณ อย่าเพิ่งหลุดนะคะ เพราะฉันจะโยงกลับเข้าเรื่องแน่นอน ในสมัยกรีกและโรมันโบราณ ผู้คนไม่ได้เชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ เกิดขึ้นจากมนุษย์นะคะ เขาเชื่อกันว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นวิญญาณรับใช้อันศักดิ์สิทธิ์ ที่มาหามนุษย์จากที่ใดสักแห่งที่อยู่ห่างไกล ด้วยเหตุผลใดก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ ชาวกรีกเรียกวิญญาณรับใช้แห่งความสร้างสรรค์เหล่านี้ว่า “เดมอน” โซเครติสเองก็เชื่อว่าตัวเขามีเดมอน ที่ให้ปัญญาแก่เขาจากที่ไกลโพ้น ชาวโรมันเชื่อเรื่องนี้เช่นกัน แต่เขาเรียกวิญญาณสร้างสรรค์ที่อยู่นอกกายนี้ว่า อัจฉริยะ ซึ่งก็วิเศษเลย เพราะชาวโรมันไม่ได้คิดว่า อัจฉริยะ เป็นบุคคลที่ฉลาดเฉลียวเป็นพิเศษ เขาเชื่อว่า อัจฉริยะเป็นเหมือนเทพศักดิสิทธิ์ตนหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ตามฝาผนัง ของห้องทำงานของศิลปิน คล้ายๆ กับด๊อบบี้ เอลฟ์ประจำบ้าน ผู้จะออกมาช่วยเหลือศิลปินและงานของเขาอย่างลับๆ ทำให้งานนั้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

เยี่ยมมากเลย สิ่งนี้แหละ คือระยะห่างที่ฉันกำลังพูดถึง เกราะทางจิตวิทยาที่จะปกป้องคุณจากผลงานของคุณเอง ในเมื่อทุกคนก็รู้ว่ามันเกิดขึ้นอย่างนี้ใช่มั้ยคะ ศิลปินสมัยนั้นเลยปลอดภัยจากอะไรบางอย่างอยู่บ้าง เช่น การหลงตัวเองมากเกินไป ถูกมั้ยคะ ถ้างานของคุณเป็นเลิศ คุณไม่ได้รับความดีความชอบไว้คนเดียว ทุกคนรู้ว่าคุณมีเจ้าตัวอัจฉริยะนอกกายคอยช่วยคุณอยู่ ถ้างานของคุณไม่เข้าขั้น ก็ไม่ใช่ความผิดของคุณทั้งหมด ทุกคนรู้ว่าอัจฉริยะของคุณแค่ไม่ได้เรื่องเท่านั้นเอง นี่คือมุมมองที่คนมีต่อความคิดสร้างสรรค์ในโลกตะวันตกมาเป็นเวลานาน

แต่พอยุคการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการมาถึง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เราเกิดความคิดใหญ่โตนี้ขึ้นมา เจ้าความคิดที่ว่านั้นคือ พวกเราเอามนุษย์ไว้เป็นศูนย์กลางจักรวาลกันเถอะ ให้อยู่เหนือเหล่าพระเจ้าและความลึกลับทั้งปวง ต่อไปจะไม่มีที่ สำหรับสัตว์ในเทพนิยายที่รับคำสั่งจากทวยเทพอีกแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของมนุษยนิยมเชิงเหตุผล ผู้คนเริ่มเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ มาจากตัวตนของปัจเจกบุคคลนั้นเองทั้งหมด และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่คุณเริ่มได้ยินคนกล่าวขานถึงศิลปินคนนั้นคนนี้ว่าเป็นอัจฉริยะ แทนที่จะ “มี” อัจฉริยะ

ฉันคิดว่า นี่คือความผิดพลาดอันใหญ่หลวง ฉันคิดว่าการที่เรายอมให้ใครสักคน มนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เชื่อว่าตัวเองเป็นเหมือนท่อหล่อเลี้ยง เหมือนอ่างน้ำมนต์ เหมือนแก่นสาร เหมือนแหล่งกำเนิด แห่งความลึกลับที่ศักดิ์สิทธิ์ สร้างสรรค์ และไร้ที่สิ้นสุดนั้น เป็นการสร้างภาระให้กับจิตอันเปราะบางของมนุษย์มากเกินไป เหมือนกับการบอกให้ใครสักคนกลืนพระอาทิตย์เข้าไป ทำให้อัตตาของคนนั้นบิดเบี้ยวผิดรูป และสร้างความคาดหวังที่ควบคุมไม่ได้ต่างๆ นานาเกี่ยวกับผลงาน ฉันคิดว่าแรงกดดันนั้น ได้กัดกินจิตวิญญาณของศิลปินใน 500 ปีที่ผ่านมา

และถ้าสิ่งนี้เป็นเรื่องจริง และฉันเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง คำถามตอนนี้คือ แล้วจะทำอย่างไร เราเปลี่ยนแปลงอะไรได้มั้ย อาจจะกลับไปอาศัยความเข้าใจในสมัยโบราณ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และความลับของแรงสร้างสรรค์ หรืออาจจะไม่ เราคงไม่สามารถลบล้างแนวคิดมนุษยนิยมเชิงเหตุผลอายุกว่า 500 ปีได้ ด้วยการบรรยายที่ยาวแค่ 18 นาที และคงมีหลายคนในที่นี้ ที่สามารถยกข้อค้านทางวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุผล เกี่ยวกับเรื่องภูตผีเทวดา ที่จะตามติดผู้คนเพื่อร่ายมนต์บนงานของเขาและอื่นๆ ฉันคงไม่ดึงดันให้ทุกคนเชื่อตามฉันทั้งหมด

แต่คำถามที่ฉันอยากจะเสนอก็คือ ทำไมไม่ลองดูล่ะ ทำไมไม่ลองคิดแบบนี้ดู เพราะมันก็มีเหตุผลพอๆ กับทุกสิ่งที่ฉันเคยได้ยินได้ฟังมา ในแง่ของการอธิบายความกะทันหันที่บ้าคลั่ง ของกระบวนการสร้างสรรค์ กระบวนการที่ ถ้าใครเคยได้ลองทำอะไรขึ้นมาสักอย่าง ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือทุกๆ คนในที่นี้ ก็จะรู้ว่า เราไม่ได้ทำตัวมีเหตุผลเสมอไป และบางครั้งอาจรู้สึกเหนือธรรมชาติเสียด้วยซ้ำ

เมื่อเร็วๆ นี้ ฉันได้มีโอกาสพบกวีอเมริกันเยี่ยมยอดท่านหนึ่ง คุณรูธ สโตน ผู้ซึ่งตอนนี้อายุ 90 กว่าปีแล้ว แต่ท่านเป็นกวีมาทั้งชีวิต ท่านบอกฉันว่า ช่วงวัยเด็กของท่านในชนบทของเวอร์จิเนีย ท่านจะออกไปทำไร่ทำนา และท่านจะรู้สึกและได้ยินบทกวี ลอยมาหาท่านจากภูมิทัศน์ ท่านบอกว่า มันเหมือนกับกระแสลมสนั่นกรรโชก มันจะไหลหลากมาหาท่านอย่างรวดเร็ว ท่านรู้สึกถึงการมาเยือนของมัน เพราะมันจะทำให้แผ่นดินใต้เท้าของท่านสั่นไหว ท่านรู้ว่า ณ ตอนนั้น สิ่งเดียวที่ท่านต้องทำ ก็คือ ท่านใช้คำว่า “วิ่งป่าราบ” ท่านจะวิ่งป่าราบเข้าบ้านไป แล้วก็ถูกเจ้าบทกวีนี้วิ่งไล่หลังตามมา เรื่องสำคัญคือ ท่านต้องหากระดาษกับดินสอให้ทัน เพื่อที่พอเจ้าบทกวีมันสั่นสะท้านผ่านร่างของท่าน ท่านจะได้เก็บรวบรวม และจับมันลงกระดาษได้ทัน หลายครั้งที่ท่านไม่เร็วพอ ท่านจะวิ่ง วิ่ง และวิ่ง และเข้าบ้านไม่ทัน แล้วบทกวีก็จะลั่นผ่านร่างออกไป แล้วท่านก็จับมันไม่ทัน ท่านบอกว่า มันจะเคลื่อนต่อไปตามภูมิทัศน์ คอยมองหา “กวีคนใหม่” และจะมีบางครั้ง ฉันไม่ลืมตอนนี้เลย ท่านเล่าว่าจะมีบางครั้งที่บทกวีเกือบจะไหลผ่านท่านไป ท่านวิ่งไปที่บ้าน ท่านหากระดาษ แล้วบทกวีก็ไหลผ่านตัวท่าน ท่านจับดินสอขณะที่มันกำลังไหลออกจากตัวท่าน แล้วท่านก็บอกว่า ท่านจะเอื้อมมืออีกข้างออกไป แล้วจับมันไว้ ท่านจะจับบทกวีไว้ตรงหางของมัน และดึงมันกลับเข้าไปในร่างกายของท่าน ขณะที่ท่านถอดความลงบนหน้ากระดาษ และในโอกาสเหล่านี้ กลอนนั้นจะขึ้นมาอยู่บนหน้ากระดาษอย่างสวยงามครบถ้วน แต่เริ่มไล่จากคำสุดท้ายมาคำแรกแทน (เสียงหัวเราะ)

ตอนฉันได้ยินเรื่องนี้ ฉันรู้สึกอัศจรรย์ใจมาก กระบวนการสร้างสรรค์ของฉันเป็นแบบเดียวกันเปี๊ยบเลย (หัวเราะ)

กระบวนการสร้างสรรค์ของฉันไม่ได้เป็นอย่างนี้ทั้งหมด ฉันไม่ใช่ท่อหรอกค่ะ! ฉันเป็นลา และวิธีที่ฉันทำงาน ก็คือ ฉันต้องตื่นนอนเวลาเดิมทุกวัน เหงื่อตก ทำงานหนัก และเข็นตัวเองไปอย่างกระดากกระเดื่อง แต่กระทั่งฉัน ที่ทำงานเหมือนลา กระทั่งฉัน ก็ยังเคยได้สัมผัสกับสิ่งนั้นบ้างเป็นบางครั้ง และฉันคิดว่าหลายคนในที่นี้ก็เช่นกัน แม้แต่ฉันเองก็เคยได้งานหรือความคิดลอยมาหาฉันจากแหล่ง ที่ฉันหาต้นตอไม่ได้จริงๆ แล้วสิ่งนั้นคืออะไรล่ะ? และเราจะใช้มันอย่างไรไม่ให้กลายเป็นคนเสียสติ แต่ในทางกลับกันช่วยสร้างสติให้กับเรา?

สำหรับฉัน บุคคลตัวอย่างในยุคสมัยนี้ที่ทำแบบนั้นได้ดีทีเดียว ก็คือนักดนตรี ทอม เวตส์ ผู้ที่ฉันได้มีโอกาสสัมภาษณ์เมื่อหลายปีก่อนเพื่อลงนิตยสาร เราคุยกันเรื่องนี้ คุณรู้มั้ยว่า ชีวิตของทอมส่วนใหญ่ เป็นลักษณะชีวิต ของศิลปินร่วมสมัยที่ระทมทุกข์เลยล่ะ ทั้งพยายามจะควบคุม จัดการ และมีอำนาจเหนือ แรงดลใจเชิงสร้างสรรค์อันไม่อาจควบคุมได้ และถูกกักเก็บไว้กับตัวเองโดยสิ้นเชิง

แต่เมื่อเขาอายุมากขึ้น เขาก็ใจเย็นลง เขาเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งขณะที่เขาขับรถอยู่บนทางด่วนในลอสแองเจลิส และนี่คือจุดพลิกผลันของเขา เขากำลังขับรถอยู่ และทันใดนั้น เขาได้ยินเศษเสี้ยวของทำนอง ผลุดขึ้นในหัวเขา อย่างที่แรงบันดาลใจชอบโผล่มา ว่องไวและยั่วเย้า เขาอยากได้มัน ทำนองอันงดงามนั้น เขาถวิลหามัน แต่เขาไม่มีทางจับมันไว้ได้ เขาไม่มีเศษกระดาษ เขาไม่มีดินสอ เขาไม่มีเทปบันทึกเสียง

เจ้าความกังวลที่คุ้นเคยนั้นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขา ว่า “ฉันจะสูญเสียสิ่งนี้ไป” และเพลงนี้จะหลอกหลอนฉันไปตลอดกาล ฉันไม่ดีพอ ฉันทำไม่ได้” และแทนที่จะตื่นตระหนก เขาก็หยุด หยุดกระบวนการคิดทั้งหมด และทำสิ่งที่กล้าหาญสุดๆ เขามองขึ้นบนฟ้า แล้วพูดว่า “โทษทีเถอะ ไม่เห็นหรือไงว่าฉันขับรถอยู่” (เสียงหัวเราะ) “คิดว่าฉันจะเขียนเพลงในตอนนี้ได้เหรอ” ถ้าอยากจะมีตัวตนจริงๆ ไว้กลับมาอีกตอนโอกาสอำนวยกว่านี้แล้วกัน เมื่อฉันดูแลแกได้ ไม่อย่างนั้น วันนี้ก็ไปรังควาญคนอื่นแทนก็แล้วกัน ไปรังควาญ ลีโอนาร์ด โคเฮน สิ”

ตั้งแต่วันนั้น กระบวนการทำงานของเขาก็เปลี่ยนไป ไม่ใช่ตัวงานที่เปลี่ยน งานเขาก็มืดมนเท่าเดิม แต่กระบวนการ และความกังวลที่มาด้วยนั้น ได้หายไป เมื่อเขาเอาตัวภูต ตัวอัจฉริยะออกจากตัวเขา ที่ซึ่งมันรังแต่จะก่อปัญหา แล้วปล่อยมันกลับไปสู่ถิ่นที่มาของมัน เขาตระหนักว่า ไม่จำเป็นต้องกักเก็บสิ่งนี้ไว้กับตัวให้ทรมาน แต่เป็นความร่วมมือที่แปลก มหัศจรรย์ พิลึกพิลั่น ของการพูดคุยระหว่างทอมและสิ่งนอกกายแสนประหลาดสิ่งนี้ ที่ไม่ใช่ทอมเสียทีเดียว

พอฉันได้ฟังเรื่องนี้ ฉันก็เริ่มเปลี่ยนแปลง วิธีทำงาน และวิธีนี้เคยช่วยฉันไว้ครั้งหนึ่ง ความคิดนี้ ช่วยฉันไว้ช่วงที่ฉันกำลังเขียน “กิน สวดมนต์ รัก” ฉันตกอยู่ในห้วงแห่งความสิ้นหวัง ห้วงที่เราต่างตกลงไปเวลาที่เราทำงานแล้วความคิดมันไม่แล่น คุณเริ่มคิดว่าหายนะต้องมาเยือนแน่ๆ หนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือที่แย่ที่สุดที่เคยมีในโลก ไม่ใช่แค่ไม่ดี แต่แย่ที่สุด ฉันเริ่มคิดว่าฉันควรทิ้งโครงการนี้เสีย แต่แล้ว ฉันก็นึกถึงที่ทอมพูดกับอากาศ แล้วฉันก็ลองทำดู ฉันเงยหน้าขึ้นมาจากต้นฉบับ และพูดใส่มุมว่างเปล่ามุมหนึ่งของห้อง ฉันพูดดังๆว่า “ฟังนะ ทั้งแกและฉันต่างรู้ว่าถ้าเล่มนี้ออกมาไม่ดี มันก็ไม่ใช่ความผิดของฉันทั้งหมด ใช่มั้ย เพราะเธอก็เห็นว่าฉันทุ่มเททุกอย่างที่มีให้งานนี้แล้ว ฉันไม่มีอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าแกอยากให้มันดีขึ้น แกก็ต้องปรากฎตัวและทำงานส่วนของแกเสีย ใช่ แต่ถ้าแกไม่ทำ รู้อะไรมั้ย ก็ช่างมันปะไร ฉันจะยังคงเขียนต่อไป เพราะนี่คืออาชีพของฉัน แล้วช่วยบันทึกไว้ด้วยนะว่าวันนี้ ฉันทำงานในส่วนของฉันแล้ว” (เสียงหัวเราะ)

เพราะว่า — (เสียงปรบมือ) ก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ โอเค– หลายร้อยปีก่อน ในทะเลทรายแถวแอฟริกาเหนือ ผู้คนจะมาชุมนุมกันเพื่อชมการร่ายรำใต้แสงจันทร์ซึ่งมีท่าระบำและดนตรีที่ศักดิ์สิทธิ์ และกินเวลายาวนานจนถึงรุ่งเช้า เป็นค่ำคืนที่วิเศษเสมอ เพราะนักเต้นล้วนเป็นมืออาชีพ พวกเขาเยี่ยมยอดมาก แต่นานๆ ครั้ง จะมีสิ่งพิเศษเกิดขึ้น หนึ่งในนักเต้นเหล่านี้จะกลายเป็นคนเหนือธรรมชาติ ฉันรู้ว่าคุณรู้ว่าฉันกำลังพูดถึงอะไร เพราะฉันรู้ว่าทุกคนคงเคยเจอการแสดงแบบนี้สักครั้งในชีวิต ราวกับเวลาได้หยุดนิ่ง นักเต้นรำจะก้าวผ่านมิติอะไรสักอย่าง เขาไม่ได้ทำอะไรต่างจากที่เคยทำใน 1,000 คืนที่ผ่านมาเลย แต่ทุกอย่างจะลงตัวหมด และทันใดนั้น เขาจะไม่ใช่แค่มนุษย์คนหนึ่งอีกต่อไป เขาจะสว่างขึ้นจากภายใน สว่างขึ้นจากเบื้องล่าง และสว่างไสวไปทั้งตัวดุจองค์เทพ

สมัยนั้น เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ผู้คนจะรู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร เขาจะเรียกชื่อของสิ่งนี้ โดยพวกเขาจะประกบมือเข้าด้วยกัน และเริ่มสวด “อัลเลาะห์ อัลเลาะห์ อัลเลาะห์ พระเจ้า พระเจ้า พระเจ้า” พระเจ้านั่นเอง เกร็ดประวัติศาสตร์น่ารู้ เมื่อเผ่ามอร์รุกรานสเปนใต้ พวกเขาได้นำวัฒนธรรมนี้ไปด้วย หลายศตวรรษต่อมา การออกเสียงก็แผลงไป จาก “อัลเลาะห์ อัลเลาะห์ อัลเลาะห์” เป็น “โอเล่ โอเล่ โอเล่” ที่ยังได้ยินกันเวลาล่อกระทิงและระบำฟลาเมงโก้ ในสเปน เวลาที่นักแสดงทำอะไรที่น่าทึ่งมหัศจรรย์ “อัลเลาะห์ โอเล โอเล อัลเลาะห์ สุดยอด เก่งมาก” วิเศษเกินหยั่ง นั่นแหละ — เสี้ยวหนึ่งของพระเจ้า ซึ่งก็เยี่ยม เพราะเราต้องการท่าน

แต่เช้าวันถัดมาก็เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้น เพราะสำหรับนักเต้นนั้น เมื่อเขาตื่นนอน และพบว่าเป็นวันอังคาร 11 โมงเช้า และเขาไม่ได้เป็นเสี้ยวหนึ่งของพระเจ้าอีกต่อไปแล้ว เขาเป็นเพียงมนุษย์ที่แก่ลงทุกวัน แถมเข่าก็ไม่ดี และอาจไม่มีวันบรรลุได้สูงขนาดนั้นอีกต่อไป และอาจไม่มีใครขานพระนามของพระเจ้ายามเขาหมุนตัวอีกต่อไป แล้วเขาจะทำอย่างไรกับชีวิตที่เหลือของเขาดีเล่า เป็นเรื่องเศร้า เป็นการประณีประนอมที่เจ็บปวดที่สุดอย่างหนึ่ง ในชีวิตแห่งการสร้างสรรค์ แต่มันอาจไม่จำเป็นต้องเต็มไปด้วยความรวดร้าวก็ได้ ถ้าคุณไม่ได้เชื่อตั้งแต่แรก ว่าแง่มุมสุดมหัศจรรย์น่าทึ่งของคุณนั้นมาจากตัวคุณเอง ถ้าเพียงแค่คุณเชื่อว่า มันเป็นเพียงของที่ให้คุณได้ยืมมา จากแหล่งลึกลับที่ไหนสักแห่งเพื่อสร้างความงดงามให้ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตคุณ แล้วก็จากไปหาคนอื่นเมื่อหมดเวลาของคุณ ถ้าเราเริ่มคิดแบบนี้ ทุกอย่างจะเริ่มเปลี่ยนไป

ฉันได้เริ่มคิดแบบนี้ และแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ฉันได้ใคร่ครวญดูในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เพราะฉันกำลังเขียนหนังสือที่จะได้พิมพ์ในเร็ววันนี้ เล่มที่ถูกคาดหวังไว้อย่างเกินจริงจนน่ากลัว เล่มที่ต่อจาก เล่มโด่งดังเล่มนั้น

สิ่งที่ฉันต้องคอยบอกตัวเอง เวลาวิตกกังวลเพราะความกดดัน ก็คือ อย่ากลัว อย่าท้อถอย จงทำงานของตัวเองไป ทำงานส่วนของตัวเองไป ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร ถ้างานของคุณคือการเต้น ก็จงเต้น ถ้าเจ้าอัจฉริยะศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกส่งมาช่วยคุณ อยากให้คุณได้เจิดจรัสสักชั่วเวลาหนึ่ง จากความพยายามของคุณ ก็จงร้อง “โอเล่!” และถ้าไม่ ก็จงเต้นต่อไปอยู่ดี และ “โอเล่!” ให้ตัวคุณ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ฉันเชื่ออย่างนี้ และคิดว่าควรสอนความเชื่อนี้ “โอเล่” ให้ตัวคุณ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เพราะคุณมีความรักและความดื้อด้านของมนุษย์ ที่จะทำงานของคุณต่อไป

ขอบคุณค่ะ (เสียงปรบมือ) ขอบคุณค่ะ (เสียงปรบมือ)

จูน โคเฮน: โอเล่ (ปรบมือ)

Advertisements

One TED: 27.03.2013

Update  on 2013, Apr 19th, Elon Musk is on the cover of Time 100 this year! WOW! 

เอลอน มัสก์ เป็นบุคคลที่น่าสนใจมากๆ

อยากให้ลองดูกัน

———————————-

Elon Musk: The mind behind Tesla, SpaceX, SolarCity …

Chris Anderson: Elon, what kind of crazy dream would persuade you to think of trying to take on the auto industry and build an all-electric car?

Elon Musk: Well, it goes back to when I was in university. I thought about, what are the problems that are most likely to affect the future of the world or the future of humanity? I think it’s extremely important that we have sustainable transport and sustainable energy production. That sort of overall sustainable energy problem is the biggest problem that we have to solve this century, independent of environmental concerns. In fact, even if producing CO2 was good for the environment, given that we’re going to run out of hydrocarbons, we need to find some sustainable means of operating.

CA: Most of American electricity comes from burning fossil fuels. How can an electric car that plugs into that electricity help?

EM: Right. There’s two elements to that answer. One is that, even if you take the same source fuel and produce power at the power plant and use it to charge electric cars, you’re still better off. So if you take, say, natural gas, which is the most prevalent hydrocarbon source fuel, if you burn that in a modern General Electric natural gas turbine, you’ll get about 60 percent efficiency. If you put that same fuel in an internal combustion engine car, you get about 20 percent efficiency. And the reason is, in the stationary power plant, you can afford to have something that weighs a lot more, is voluminous, and you can take the waste heat and run a steam turbine and generate a secondary power source. So in effect, even after you’ve taken transmission loss into account and everything, even using the same source fuel, you’re at least twice as better off charging an electric car, then burning it at the power plant.

CA: That scale delivers efficiency.

EM: Yes, it does. And then the other point is, we have to have sustainable means of power generation anyway, electricity generation. So given that we have to solve sustainable electricity generation, then it makes sense for us to have electric cars as the mode of transport.

CA: So we’ve got some video here of the Tesla being assembled, which, if we could play that first video — So what is innovative about this process in this vehicle?

EM: Sure. So, in order to accelerate the advent of electric transport, and I should say that I think, actually, all modes of transport will become fully electric with the ironic exception of rockets. There’s just no way around Newton’s third law. The question is how do you accelerate the advent of electric transport? And in order to do that for cars, you have to come up with a really energy efficient car, so that means making it incredibly light, and so what you’re seeing here is the only all-aluminum body and chassis car made in North America. In fact, we applied a lot of rocket design techniques to make the car light despite having a very large battery pack. And then it also has the lowest drag coefficient of any car of its size. So as a result, the energy usage is very low, and it has the most advanced battery pack, and that’s what gives it the range that’s competitive, so you can actually have on the order of a 250-mile range.

CA: I mean, those battery packs are incredibly heavy, but you think the math can still work out intelligently — by combining light body, heavy battery, you can still gain spectacular efficiency.

EM: Exactly. The rest of the car has to be very light to offset the mass of the pack, and then you have to have a low drag coefficient so that you have good highway range. And in fact, customers of the Model S are sort of competing with each other to try to get the highest possible range. I think somebody recently got 420 miles out of a single charge.

CA: Bruno Bowden, who’s here, did that, broke the world record. EM: Congratulations.

CA: That was the good news. The bad news was that to do it, he had to drive at 18 miles an hour constant speed and got pulled over by the cops. (Laughter)

EM: I mean, you can certainly drive — if you drive it 65 miles an hour, under normal conditions, 250 miles is a reasonable number.

CA: Let’s show that second video showing the Tesla in action on ice. Not at all a dig at The New York Times, this, by the way. What is the most surprising thing about the experience of driving the car?

EM: In creating an electric car, the responsiveness of the car is really incredible. So we wanted really to have people feel as though they’ve almost got to mind meld with the car, so you just feel like you and the car are kind of one, and as you corner and accelerate, it just happens, like the car has ESP. You can do that with an electric car because of its responsiveness. You can’t do that with a gasoline car. I think that’s really a profound difference, and people only experience that when they have a test drive.

CA: I mean, this is a beautiful but expensive car. Is there a road map where this becomes a mass-market vehicle?

EM: Yeah. The goal of Tesla has always been to have a sort of three-step process, where version one was an expensive car at low volume, version two is medium priced and medium volume, and then version three would be low price, high volume. So we’re at step two at this point. So we had a $100,000 sports car, which was the Roadster. Then we’ve got the Model S, which starts at around 50,000 dollars. And our third generation car, which should hopefully be out in about three or four years will be a $30,000 car. But whenever you’ve got really new technology, it generally takes about three major versions in order to make it a compelling mass-market product. And so I think we’re making progress in that direction, and I feel confident that we’ll get there.

CA: I mean, right now, if you’ve got a short commute, you can drive, you can get back, you can charge it at home. There isn’t a huge nationwide network of charging stations now that are fast. Do you see that coming, really, truly, or just on a few key routes?

EM: There actually are far more charging stations than people realize, and at Tesla we developed something called a Supercharging technology, and we’re offering that if you buy a Model S for free, forever. And so this is something that maybe a lot of people don’t realize. We actually have California and Nevada covered, and we’ve got the Eastern seaboard from Boston to D.C. covered. By the end of this year, you’ll be able to drive from L.A. to New York just using the Supercharger network, which charges at five times the rate of anything else. And the key thing is to have a ratio of drive to stop, to stop time, of about six or seven. So if you drive for three hours, you want to stop for 20 or 30 minutes, because that’s normally what people will stop for. So if you start a trip at 9 a.m., by noon you want to stop to have a bite to eat, hit the restroom, coffee, and keep going.

CA: So your proposition to consumers is, for the full charge, it could take an hour. So it’s common — don’t expect to be out of here in 10 minutes. Wait for an hour, but the good news is, you’re helping save the planet, and by the way, the electricity is free. You don’t pay anything.

EM: Actually, what we’re expecting is for people to stop for about 20 to 30 minutes, not for an hour. It’s actually better to drive for about maybe 160, 170 miles and then stop for half an hour and then keep going. That’s the natural cadence of a trip. CA: All right. So this is only one string to your energy bow. You’ve been working on this solar company SolarCity. What’s unusual about that?

EM: Well, as I mentioned earlier, we have to have sustainable electricity production as well as consumption, so I’m quite confident that the primary means of power generation will be solar. I mean, it’s really indirect fusion, is what it is. We’ve got this giant fusion generator in the sky called the sun, and we just need to tap a little bit of that energy for purposes of human civilization. What most people know but don’t realize they know is that the world is almost entirely solar-powered already. If the sun wasn’t there, we’d be a frozen ice ball at three degrees Kelvin, and the sun powers the entire system of precipitation. The whole ecosystem is solar-powered.

CA: But in a gallon of gasoline, you have, effectively, thousands of years of sun power compressed into a small space, so it’s hard to make the numbers work right now on solar, and to remotely compete with, for example, natural gas, fracked natural gas. How are you going to build a business here?

EM: Well actually, I’m confident that solar will beat everything, hands down, including natural gas.

(Applause) CA: How?

EM: It must, actually. If it doesn’t, we’re in deep trouble.

CA: But you’re not selling solar panels to consumers. What are you doing? EM: No, we actually are. You can buy a solar system or you can lease a solar system. Most people choose to lease. And the thing about solar power is that it doesn’t have any feed stock or operational costs, so once it’s installed, it’s just there. It works for decades. It’ll work for probably a century. So therefore, the key thing to do is to get the cost of that initial installation low, and then get the cost of the financing low, because that interest — those are the two factors that drive the cost of solar. And we’ve made huge progress in that direction, and that’s why I’m confident we’ll actually beat natural gas.

CA: So your current proposition to consumers is, don’t pay so much up front.

EM: Zero. CA: Pay zero up front. We will install panels on your roof. You will then pay, how long is a typical lease?

EM: Typical leases are 20 years, but the value proposition is, as you’re sort of alluding to, quite straightforward. It’s no money down, and your utility bill decreases. Pretty good deal.

CA: So that seems like a win for the consumer. No risk, you’ll pay less than you’re paying now. For you, the dream here then is that — I mean, who owns the electricity from those panels for the longer term? I mean, how do you, the company, benefit?

EM: Well, essentially, SolarCity raises a chunk of capital from say, a company or a bank. Google is one of our big partners here. And they have an expected return on that capital. With that capital, SolarCity purchases and installs the panel on the roof and then charges the homeowner or business owner a monthly lease payment, which is less than the utility bill.

CA: But you yourself get a long-term commercial benefit from that power. You’re kind of building a new type of distributed utility.

EM: Exactly. What it amounts to is a giant distributed utility. I think it’s a good thing, because utilities have been this monopoly, and people haven’t had any choice. So effectively it’s the first time there’s been competition for this monopoly, because the utilities have been the only ones that owned those power distribution lines, but now it’s on your roof. So I think it’s actually very empowering for homeowners and businesses.

CA: And you really picture a future where a majority of power in America, within a decade or two, or within your lifetime, it goes solar?

EM: I’m extremely confident that solar will be at least a plurality of power, and most likely a majority, and I predict it will be a plurality in less than 20 years. I made that bet with someone — CA: Definition of plurality is?

EM: More from solar than any other source.

CA: Ah. Who did you make the bet with?

EM: With a friend who will remain nameless.

CA: Just between us. (Laughter)

EM: I made that bet, I think, two or three years ago, so in roughly 18 years, I think we’ll see more power from solar than any other source.

CA: All right, so let’s go back to another bet that you made with yourself, I guess, a kind of crazy bet. You’d made some money from the sale of PayPal. You decided to build a space company. Why on Earth would someone do that? (Laughter)

EM: I got that question a lot, that’s true. People would say, “Did you hear the joke about the guy who made a small fortune in the space industry?” Obviously, “He started with a large one,” is the punchline. And so I tell people, well, I was trying to figure out the fastest way to turn a large fortune into a small one. And they’d look at me, like, “Is he serious?”

CA: And strangely, you were. So what happened?

EM: It was a close call. Things almost didn’t work out. We came very close to failure, but we managed to get through that point in 2008. The goal of SpaceX is to try to advance rocket technology, and in particular to try to crack a problem that I think is vital for humanity to become a space-faring civilization, which is to have a rapidly and fully reusable rocket.

CA: Would humanity become a space-faring civilization? So that was a dream of yours, in a way, from a young age? You’ve dreamed of Mars and beyond?

EM: I did build rockets when I was a kid, but I didn’t think I’d be involved in this. It was really more from the standpoint of what are the things that need to happen in order for the future to be an exciting and inspiring one? And I really think there’s a fundamental difference, if you sort of look into the future, between a humanity that is a space-faring civilization, that’s out there exploring the stars, on multiple planets, and I think that’s really exciting, compared with one where we are forever confined to Earth until some eventual extinction event.

CA: So you’ve somehow slashed the cost of building a rocket by 75 percent, depending on how you calculate it. How on Earth have you done that? NASA has been doing this for years. How have you done this?

EM: Well, we’ve made significant advances in the technology of the airframe, the engines, the electronics and the launch operation. There’s a long list of innovations that we’ve come up with there that are a little difficult to communicate in this talk, but —

CA: Not least because you could still get copied, right? You haven’t patented this stuff. It’s really interesting to me.

EM: No, we don’t patent. CA: You didn’t patent because you think it’s more dangerous to patent than not to patent.

EM: Since our primary competitors are national governments, the enforceability of patents is questionable. (Laughter) (Applause)

CA: That’s really, really interesting. But the big innovation is still ahead, and you’re working on it now. Tell us about this.

EM: Right, so the big innovation—

CA: In fact, let’s roll that video and you can talk us through it, what’s happening here.

EM: Absolutely. So the thing about rockets is that they’re all expendable. All rockets that fly today are fully expendable. The space shuttle was an attempt at a reusable rocket, but even the main tank of the space shuttle was thrown away every time, and the parts that were reusable took a 10,000-person group nine months to refurbish for flight. So the space shuttle ended up costing a billion dollars per flight. Obviously that doesn’t work very well for —

CA: What just happened there? We just saw something land?

EM: That’s right. So it’s important that the rocket stages be able to come back, to be able to return to the launch site and be ready to launch again within a matter of hours.

CA: Wow. Reusable rockets. EM: Yes. (Applause) And so what a lot of people don’t realize is, the cost of the fuel, of the propellant, is very small. It’s much like on a jet. So the cost of the propellant is about .3 percent of the cost of the rocket. So it’s possible to achieve, let’s say, roughly 100-fold improvement in the cost of spaceflight if you can effectively reuse the rocket. That’s why it’s so important. Every mode of transport that we use, whether it’s planes, trains, automobiles, bikes, horses, is reusable, but not rockets. So we must solve this problem in order to become a space-faring civilization.

CA: You asked me the question earlier of how popular traveling on cruises would be if you had to burn your ships afterward. EM: Certain cruises are apparently highly problematic.

CA: Definitely more expensive. So that’s potentially absolutely disruptive technology, and, I guess, paves the way for your dream to actually take, at some point, to take humanity to Mars at scale. You’d like to see a colony on Mars.

EM: Yeah, exactly. SpaceX, or some combination of companies and governments, needs to make progress in the direction of making life multi-planetary, of establishing a base on another planet, on Mars — being the only realistic option — and then building that base up until we’re a true multi-planet species.

CA: So progress on this “let’s make it reusable,” how is that going? That was just a simulation video we saw. How’s it going?

EM: We’re actually, we’ve been making some good progress recently with something we call the Grasshopper Test Project, where we’re testing the vertical landing portion of the flight, the sort of terminal portion which is quite tricky. And we’ve had some good tests.

CA: Can we see that? EM: Yeah. So that’s just to give a sense of scale. We dressed a cowboy as Johnny Cash and bolted the mannequin to the rocket. (Laughter)

CA: All right, let’s see that video then, because this is actually amazing when you think about it. You’ve never seen this before. A rocket blasting off and then —

EM: Yeah, so that rocket is about the size of a 12-story building. (Rocket launch) So now it’s hovering at about 40 meters, and it’s constantly adjusting the angle, the pitch and yaw of the main engine, and maintaining roll with coal gas thrusters.

CA: How cool is that? (Applause) Elon, how have you done this? These projects are so — Paypal, SolarCity, Tesla, SpaceX, they’re so spectacularly different, they’re such ambitious projects at scale. How on Earth has one person been able to innovate in this way? What is it about you?

EM: I don’t know, actually. I don’t have a good answer for you. I work a lot. I mean, a lot.

CA: Well, I have a theory. EM: Okay. All right.

CA: My theory is that you have an ability to think at a system level of design that pulls together design, technology and business, so if TED was TBD, design, technology and business, into one package, synthesize it in a way that very few people can and — and this is the critical thing — feel so damn confident in that clicked-together package that you take crazy risks. You bet your fortune on it, and you seem to have done that multiple times. I mean, almost no one can do that. Is that — could we have some of that secret sauce? Can we put it into our education system? Can someone learn from you? It is truly amazing what you’ve done.

EM: Well, thanks. Thank you. Well, I do think there’s a good framework for thinking. It is physics. You know, the sort of first principles reasoning. Generally I think there are — what I mean by that is, boil things down to their fundamental truths and reason up from there, as opposed to reasoning by analogy. Through most of our life, we get through life by reasoning by analogy, which essentially means copying what other people do with slight variations. And you have to do that. Otherwise, mentally, you wouldn’t be able to get through the day. But when you want to do something new, you have to apply the physics approach. Physics is really figuring out how to discover new things that are counterintuitive, like quantum mechanics. It’s really counterintuitive. So I think that’s an important thing to do, and then also to really pay attention to negative feedback, and solicit it, particularly from friends. This may sound like simple advice, but hardly anyone does that, and it’s incredibly helpful.

CA: Boys and girls watching, study physics. Learn from this man. Elon Musk, I wish we had all day, but thank you so much for coming to TED.

EM: Thank you. CA: That was awesome. That was really, really cool. Look at that. (Applause)

Just take a bow. That was fantastic. Thank you so much.

[TED] : Melinda French Gates: What nonprofits can learn from Coca-Cola

One TED – 25.03.2013

ภริยาของบิลล์ เกตต์ มาเปิดเผยให้เรารู้ว่า องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร จะสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้างจากโคคาโคล่า

เป็นอีก TEDTALK ที่น่าดูน่าฟังมาก

——————————————–

Melinda French Gates: What nonprofits can learn from Coca-Cola

 

 

One of my favorite parts of my job at the Gates Foundation is that I get to travel to the developing world, and I do that quite regularly. And when I meet the mothers in so many of these remote places, I’m really struck by the things that we have in common. They want what we want for our children and that is for their children to grow up successful, to be healthy, and to have a successful life. But I also see lots of poverty, and it’s quite jarring, both in the scale and the scope of it. My first trip in India, I was in a person’s home where they had dirt floors, no running water, no electricity, and that’s really what I see all over the world. So in short, I’m startled by all the things that they don’t have. But I am surprised by one thing that they do have: Coca-Cola.

Coke is everywhere. In fact, when I travel to the developing world, Coke feels ubiquitous. And so when I come back from these trips, and I’m thinking about development, and I’m flying home and I’m thinking, “We’re trying to deliver condoms to people or vaccinations,” you know, Coke’s success kind of stops and makes you wonder: how is it that they can get Coke to these far-flung places? If they can do that, why can’t governments and NGOs do the same thing? And I’m not the first person to ask this question. But I think, as a community, we still have a lot to learn. It’s staggering, if you think about Coca-Cola. They sell 1.5 billion servings every single day. That’s like every man, woman and child on the planet having a serving of Coke every week. So why does this matter? Well, if we’re going to speed up the progress and go even faster on the set of Millennium Development Goals that we’re set as a world, we need to learn from the innovators, and those innovators come from every single sector. I feel that, if we can understand what makes something like Coca-Cola ubiquitous, we can apply those lessons then for the public good.

Coke’s success is relevant, because if we can analyze it, learn from it, then we can save lives. So that’s why I took a bit of time to study Coke. And I think there are really three things we can take away from Coca-Cola. They take real-time data and immediately feed it back into the product. They tap into local entrepreneurial talent, and they do incredible marketing. So let’s start with the data. Now Coke has a very clear bottom line — they report to a set of shareholders, they have to turn a profit. So they take the data, and they use it to measure progress. They have this very continuous feedback loop. They learn something, they put it back into the product, they put it back into the market. They have a whole team called “Knowledge and Insight.” It’s a lot like other consumer companies. So if you’re running Namibia for Coca-Cola, and you have a 107 constituencies, you know where every can versus bottle of Sprite, Fanta or Coke was sold, whether it was a corner store, a supermarket or a pushcart. So if sales start to drop, then the person can identify the problem and address the issue.

Let’s contrast that for a minute to development. In development, the evaluation comes at the very end of the project. I’ve sat in a lot of those meetings, and by then, it is way too late to use the data. I had somebody from an NGO once describe it to me as bowling in the dark. They said, “You roll the ball, you hear some pins go down. It’s dark, you can’t see which one goes down until the lights come on, and then you an see your impact.” Real-time data turns on the lights.

So what’s the second thing that Coke’s good at? They’re good at tapping into that local entrepreneurial talent. Coke’s been in Africa since 1928, but most of the time they couldn’t reach the distant markets, because they had a system that was a lot like in the developed world, which was a large truck rolling down the street. And in Africa, the remote places, it’s hard to find a good road. But Coke noticed something — they noticed that local people were taking the product, buying it in bulk and then reselling it in these hard-to-reach places. And so they took a bit of time to learn about that. And they decided in 1990 that they wanted to start training the local entrepreneurs, giving them small loans. They set them up as what they called micro-distribution centers, and those local entrepreneurs then hire sales people, who go out with bicycles and pushcarts and wheelbarrows to sell the product. There are now some 3,000 of these centers employing about 15,000 people in Africa. In Tanzania and Uganda, they represent 90 percent of Coke’s sales. Let’s look at the development side.

What is it that governments and NGOs can learn from Coke? Governments and NGOs need to tap into that local entrepreneurial talent as well, because the locals know how to reach the very hard-to-serve places, their neighbors, and they know what motivates them to make change. I think a great example of this is Ethiopia’s new health extension program. The government noticed in Ethiopia that many of the people were so far away from a health clinic, they were over a day’s travel away from a health clinic. So if you’re in an emergency situation — or if you’re a mom about to deliver a baby — forget it, to get to the health care center. They decided that wasn’t good enough, so they went to India and studied the Indian state of Kerala that also had a system like this, and they adapted it for Ethiopia. And in 2003, the government of Ethiopia started this new system in their own country. They trained 35,000 health extension workers to deliver care directly to the people. In just five years, their ratio went from one worker for every 30,000 people to one worker for every 2,500 people.

Now, think about how this can change people’s lives. Health extension workers can help with so many things, whether it’s family planning, prenatal care, immunizations for the children, or advising the woman to get to the facility on time for an on-time delivery. That is having real impact in a country like Ethiopia, and it’s why you see their child mortality numbers coming down 25 percent from 2000 to 2008. In Ethiopia, there are hundreds of thousands of children living because of this health extension worker program. So what’s the next step for Ethiopia? Well, they’re already starting talk about this. They’re starting to talk about, “How do you have the health community workers generate their own ideas? How do you incent them based on the impact that they’re getting out in those remote villages?” That’s how you tap into local entrepreneurial talent and you unlock people’s potential.

The third component of Coke’s success is marketing. Ultimately, Coke’s success depends on one crucial fact and that is that people want a Coca-Cola. Now the reason these micro-entrepreneurs can sell or make a profit is they have to sell every single bottle in their pushcart or their wheelbarrow. So, they rely on Coca-Cola in terms of its marketing, and what’s the secret to their marketing? Well, it’s aspirational. It is associated that product with a kind of life that people want to live. So even though it’s a global company, they take a very local approach. Coke’s global campaign slogan is “Open Happiness.” But they localize it. And they don’t just guess what makes people happy; they go to places like Latin America and they realize that happiness there is associated with family life. And in South Africa, they associate happiness with seriti or community respect. Now, that played itself out in the World Cup campaign. Let’s listen to this song that Coke created for it, “Wavin’ Flag” by a Somali hip hop artist.

(Video) K’Naan: ♫ Oh oh oh oh oh o-oh ♫ ♫ Oh oh oh oh oh oh oh oh oh oh ♫ ♫ Oh oh oh oh oh o-oh ♫ ♫ Oh oh oh oh oh oh oh oh o-oh ♫ ♫Give you freedom, give you fire♫ ♫ Give you reason, take you higher ♫ ♫ See the champions take the field now ♫ ♫ You define us, make us feel proud ♫ ♫ In the streets our heads are lifted ♫ ♫ As we lose our inhibition ♫ ♫ Celebration, it’s around us ♫ ♫ Every nation, all around us ♫

Melinda French Gates: It feels pretty good, right? Well, they didn’t stop there — they localized it into 18 different languages. And it went number one on the pop chart in 17 countries. It reminds me of a song that I remember from my childhood, “I’d Like to Teach the World to Sing,” that also went number one on the pop charts. Both songs have something in common: that same appeal of celebration and unity. So how does health and development market? Well, it’s based on avoidance, not aspirations. I’m sure you’ve heard some of these messages. “Use a condom, don’t get AIDS.” “Wash you hands, you might not get diarrhea.” It doesn’t sound anything like “Wavin’ Flag” to me.

And I think we make a fundamental mistake — we make an assumption, that we think that, if people need something, we don’t have to make them want that. And I think that’s a mistake. And there’s some indications around the world that this is starting to change. One example is sanitation. We know that a million and a half children die a year from diarrhea and a lot of it is because of open defecation. But there’s a solution: you build a toilet. But what we’re finding around the world, over and over again, is, if you build a toilet and you leave it there, it doesn’t get used. People reuse it for a slab for their home. They sometimes store grain in it. I’ve even seen it used for a chicken coop. (Laughter) But what does marketing really entail that would make a sanitation solution get a result in diarrhea? Well, you work with the community. You start to talk to them about why open defecation is something that shouldn’t be done in the village, and they agree to that. But then you take the toilet and you position it as a modern, trendy convenience. One state in Northern India has gone so far as to link toilets to courtship. And it works — look at these headlines. (Laughter) I’m not kidding. Women are refusing to marry men without toilets. No loo, no “I do.”

(Laughter)

Now, it’s not just a funny headline — it’s innovative. It’s an innovative marketing campaign. But more importantly, it saves lives. Take a look at this — this is a room full of young men and my husband, Bill. And can you guess what the young men are waiting for? They’re waiting to be circumcised. Can you you believe that? We know that circumcision reduces HIV infection by 60 percent in men. And when we first heard this result inside the Foundation, I have to admit, Bill and I were scratching our heads a little bit and we were saying, “But who’s going to volunteer for this procedure?” But it turns out the men do, because they’re hearing from their girlfriends that they prefer it, and the men also believe it improves their sex life. So if we can start to understand what people really want in health and development, we can change communities and we can change whole nations.

Well, why is all of this so important? So let’s talk about what happens when this all comes together, when you tie the three things together. And polio, I think, is one of the most powerful examples. We’ve seen a 99 percent reduction in polio in 20 years. So if you look back to 1988, there are about 350,000 cases of polio on the planet that year. In 2009, we’re down to 1,600 cases. Well how did that happen? Let’s look at a country like India. They have over a billion people in this country, but they have 35,000 local doctors who report paralysis, and clinicians, a huge reporting system in chemists. They have two and a half million vaccinators. But let me make the story a little bit more concrete for you. Let me tell you the story of Shriram, an 18 month boy in Bihar, a northern state in India. This year on August 8th, he felt paralysis and on the 13th, his parents took him to the doctor. On August 14th and 15th, they took a stool sample, and by the 25th of August, it was confirmed he had Type 1 polio. By August 30th, a genetic test was done, and we knew what strain of polio Shriram had.

Now it could have come from one of two places. It could have come from Nepal, just to the north, across the border, or from Jharkhand, a state just to the south. Luckily, the genetic testing proved that, in fact, this strand came north, because, had it come from the south, it would have had a much wider impact in terms of transmission. So many more people would have been affected. So what’s the endgame? Well on September 4th, there was a huge mop-up campaign, which is what you do in polio. They went out and where Shriram lives, they vaccinated two million people. So in less than a month, we went from one case of paralysis to a targeted vaccination program. And I’m happy to say only one other person in that area got polio. That’s how you keep a huge outbreak from spreading, and it shows what can happen when local people have the data in their hands; they can save lives.

Now one of the challenges in polio, still, is marketing, but it might not be what you think. It’s not the marketing on the ground. It’s not telling the parents, “If you see paralysis, take your child to the doctor or get your child vaccinated.” We have a problem with marketing in the donor community. The G8 nations have been incredibly generous on polio over the last 20 years, but we’re starting to have something called polio fatigue and that is that the donor nations aren’t willing to fund polio any longer. So by next summer, we’re sighted to run out of money on polio. So we are 99 percent of the way there on this goal and we’re about to run short of money. And I think that if the marketing were more aspirational, if we could focus as a community on how far we’ve come and how amazing it would be to eradicate this disease, we could put polio fatigue and polio behind us. And if we could do that, we could stop vaccinating everybody, worldwide, in all of our countries for polio. And it would only be the second disease ever wiped off the face of the planet. And we are so close. And this victory is so possible.

So if Coke’s marketers came to me and asked me to define happiness, I’d say my vision of happiness is a mother holding healthy baby in her arms. To me, that is deep happiness. And so if we can learn lessons from the innovators in every sector, then in the future we make together, that happiness can be just as ubiquitous as Coca-Cola.

Thank you.

[a week in photo] – Last week of Mar 13

golden shower

Start Monday morning with a jogging ritual. Then see this Golden Shower is blossoming. Real summer is a week ahead.

mom-office

Visit mom’s office. She’s one of the coolest person on Earth!

uncle-jit-work

Uncle Jit is doing his wood work. One priced around 1600 THB.

boxes

Three boxes have happily arrived.

bestjam

Now I got three best jams in the world. : Peach – Apricot, Strawberry, and Raspberry.

dinnerhomemade

Nothing beats Homemade Dinner!

myangel

my angel – WH Thailand’s beauty editor – gave me all these. Etude’s concealer, Bisous’s serum base. N’ 3 more.

ticket

my angel also gave me three Super Joint Concert’s tickets. Love!

calendar

Look at this Super Junior’s Calendar. They are finally mine. ^^

beforemidnight

THE LOVE OF MY LIFE.

cooking

My bestfriend was doing cauliflower and my favorite PaK-KOOD stir-fried for me. Yummy.

Tik Tok

accidentally found an old photo with BFF.

more will come…

visit the community blog at visitkhaowong.wordpress.com.

Ted 23.03.2013 – Dan Pallotta: The way we think about charity is dead wrong

เป็นหนึ่งใน TedTalk 2013 ที่ดีมาก เป็น good energy สร้างสรรค์ และมาพร้อมกับข้อคิดที่ให้เราทบทวนวิธีที่เราคิด รู้สึก และกระทำ (พร้อมวิพากษ์วิจารณ์) วิธีการทำงานขององค์กรการกุศล

แดน พัลลอตต้า เป็นคุณพ่อที่มีลูกแฝด 3 ที่ต่อมาค้นพบว่าตัวเองเป็นเกย์ และเขาคิดว่า นั่นคือเป็น innovative มากๆ เพราะการเป็นเกย์ที่เป็นพ่อของลูก 3 คนได้นี่ คือมันออกนอกกรอบมากๆ เหอะ

อยากพูดถึง Talk นี้ยาวๆ อยากแปลไทยออกมา อยากให้คนได้ดูหรืออ่านความคิดเขาเยอะ แต่ตอนนี้เอาสั้นๆ แล้วกันว่า ชอบสิ่งที่เขาพยายามจะบอกเราว่า

“Let’s change the way we think about changing the world.”

จริงๆ เราชอบวัฒนธรรมวิพากษ์วิจารณ์นะ มันสำคัญและจำเป็นต้องดำรงอยู่ใน Liberal Democracy Society แต่เราพบว่า บ่อยครั้งเหมือนกันที่ เรามักพบคนที่นิยามตัวเองว่า “เสรีนิยม เปิดกว้างมากๆ” ชอบวิจารณ์วัฒนธรรมหรือกิจกรรมเพื่อสังคมว่า “ทำไมได้เงินเดือนเยอะจัง? ทำไมค่าใช้จ่ายเยอะจัง?” (ไม่พูดถึงนักอนุรักษ์นิยม เพราะค่อนข้างชัดเจน ว่าพวกเขาหลายคนก็เผลอวิพากษ์สิ่งนี้ในแนวทางนี้เช่นกัน)

แดน พัลลอตต้า มาพร้อมกับความคิดอีกขั้ว ที่บอกเราในทำนองว่า (ต่อไปนี้คือเราประมวลเอง แดนไม่ได้พูดอย่างนี้เป๊ะๆ ถ้าอยากรู้ว่าแดนพูดอะไร ลองคลิกดูคลิปด้านล่าง) ทำไมต้องไปมองดูที่รายจ่าย (headover) ถ้าพวกเขาสามารถหาเงินได้ 150 ล้านบาทเพื่อเป็นทุนวิจัยให้มาเลเรีย การใช้ค่าใช้จ่ายไปกับคนทำงานในจำนวน 10 ล้านบาท ย่อมน่าจะดีกว่า การที่พวกเขาสามารถหาเงินได้เพียง 1 ล้านบาท แล้วใช้เงินรายจ่าย (headover คือค่าใช้จ่ายจิปาถะเช่น น้ำ ไฟ คอมพิวเตอร์ ค่าพีอาร์) ไป 3หมื่นบาท

องค์กรที่ทำวิจัยเกี่ยวกับมาเลเรีย คงอยากได้เงินวิจัย 140 ล้านบาท (จาก 150-10 ล้านบาท) มากกว่าอยากได้เงิน 9แสน9หมื่นบาท (จาก 1 ล้าน – 1 หมื่นบาท) แน่ๆ เพราะมันทำอะไรได้มากกว่ากันเยอะ

ความโปร่งใสก็จำเป็น แต่นั่นแหละ เหมือนที่แดนพยายามชี้ช่อง ทำไมคนทำงานเพื่อสังคม ต้องได้เงินเดือนน้อยๆ ด้วยล่ะ?

เรายอมให้ซีอีโอของฟอร์ด ไอบีเอ็ม โตโยโต้ กูเกิล ได้เงินกันเยอะๆ แต่เราไม่ยอมให้คนทำงานเพื่อสังคม ได้เงินกันเยอะๆ?

บางครั้งมันคงกลับมาที่ประโยคนี้อีกครั้ง “Let’s change the way we think about changing the world.”

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Path to TedTalkhttp://www.ted.com/talks/dan_pallotta_the_way_we_think_about_charity_is_dead_wrong.html

Dan Pallotta: The way we think about charity is dead wrong

I want to talk about social innovation and social entrepreneurship. I happen to have triplets. They’re little. They’re five years old. Sometimes I tell people I have triplets. They say, “Really? How many?” Here’s a picture of the kids. That’s Sage and Annalisa and Rider. Now, I also happen to be gay. Being gay and fathering triplets is by far the most socially innovative, socially entrepreneurial thing I have ever done.

(Laughter) (Applause)

The real social innovation I want to talk about involves charity. I want to talk about how the things we’ve been taught to think about giving and about charity and about the nonprofit sector are actually undermining the causes we love and our profound yearning to change the world.

But before I do that, I want to ask if we even believe that the nonprofit sector has any serious role to play in changing the world. A lot of people say now that business will lift up the developing economies, and social business will take care of the rest. And I do believe that business will move the great mass of humanity forward. But it always leaves behind that 10 percent or more that is most disadvantaged or unlucky. And social business needs markets, and there are some issues for which you just can’t develop the kind of money measures that you need for a market. I sit on the board of a center for the developmentally disabled, and these people want laughter and compassion and they want love. How do you monetize that? And that’s where the nonprofit sector and philanthropy come in. Philanthropy is the market for love. It is the market for all those people for whom there is no other market coming. And so if we really want, like Buckminster Fuller said, a world that works for everyone, with no one and nothing left out, then the nonprofit sector has to be a serious part of the conversation.

But it doesn’t seem to be working. Why have our breast cancer charities not come close to finding a cure for breast cancer, or our homeless charities not come close to ending homelessness in any major city? Why has poverty remained stuck at 12 percent of the U.S. population for 40 years?

And the answer is, these social problems are massive in scale, our organizations are tiny up against them, and we have a belief system that keeps them tiny. We have two rulebooks. We have one for the nonprofit sector and one for the rest of the economic world. It’s an apartheid, and it discriminates against the [nonprofit] sector in five different areas, the first being compensation.

So in the for-profit sector, the more value you produce, the more money you can make. But we don’t like nonprofits to use money to incentivize people to produce more in social service. We have a visceral reaction to the idea that anyone would make very much money helping other people. Interesting that we don’t have a visceral reaction to the notion that people would make a lot of money not helping other people. You know, you want to make 50 million dollars selling violent video games to kids, go for it. We’ll put you on the cover of Wired magazine. But you want to make half a million dollars trying to cure kids of malaria, and you’re considered a parasite yourself. (Applause)

And we think of this as our system of ethics, but what we don’t realize is that this system has a powerful side effect, which is, it gives a really stark, mutually exclusive choice between doing very well for yourself and your family or doing good for the world to the brightest minds coming out of our best universities, and sends tens of thousands of people who could make a huge difference in the nonprofit sector marching every year directly into the for-profit sector because they’re not willing to make that kind of lifelong economic sacrifice. Businessweek did a survey, looked at the compensation packages for MBAs 10 years of business school, and the median compensation for a Stanford MBA, with bonus, at the age of 38, was 400,000 dollars. Meanwhile, for the same year, the average salary for the CEO of a $5 million-plus medical charity in the U.S. was 232,000 dollars, and for a hunger charity, 84,000 dollars. Now, there’s no way you’re going to get a lot of people with $400,000 talent to make a $316,000 sacrifice every year to become the CEO of a hunger charity.

Some people say, “Well, that’s just because those MBA types are greedy.” Not necessarily. They might be smart. It’s cheaper for that person to donate 100,000 dollars every year to the hunger charity, save 50,000 dollars on their taxes, so still be roughly 270,000 dollars a year ahead of the game, now be called a philanthropist because they donated 100,000 dollars to charity, probably sit on the board of the hunger charity, indeed, probably supervise the poor SOB who decided to become the CEO of the hunger charity, and have a lifetime of this kind of power and influence and popular praise still ahead of them.

The second area of discrimination is advertising and marketing. So we tell the for-profit sector, “Spend, spend, spend on advertising until the last dollar no longer produces a penny of value.” But we don’t like to see our donations spent on advertising in charity. Our attitude is, “Well, look, if you can get the advertising donated, you know, at four o’clock in the morning, I’m okay with that. But I don’t want my donations spent on advertising. I want it go to the needy.” As if the money invested in advertising could not bring in dramatically greater sums of money to serve the needy.

In the 1990s, my company created the long distance AIDSRide bicycle journeys and the 60-mile-long breast cancer three-day walks, and over the course of nine years, we had 182,000 ordinary heroes participate, and they raised a total of 581 million dollars. They raised more money more quickly for these causes than any events in history, all based on the idea that people are weary of being asked to do the least they can possibly do. People are yearning to measure the full distance of their potential on behalf of the causes that they care about deeply. But they have to be asked. We got that many people to participate by buying full-page ads in The New York Times, in The Boston Globe, in primetime radio and TV advertising. Do you know how many people we would have gotten if we put up flyers in the laundromat?

Charitable giving has remained stuck, in the U.S., at two percent of GDP ever since we started measuring it in the 1970s. That’s an important fact, because it tells us that in 40 years, the nonprofit sector has not been able to wrestle any market share away from the for-profit sector. And if you think about it, how could one sector possibly take market share away from another sector if it isn’t really allowed to market? And if we tell the consumer brands, “You may advertise all the benefits of your product,” but we tell charities, “You cannot advertise all the good that you do,” where do we think the consumer dollars are going to flow?

The third area of discrimination is the taking of risk in pursuit of new ideas for generating revenue. So Disney can make a new $200 million movie that flops, and nobody calls the attorney general. But you do a little $1 million community fundraiser for the poor, and it doesn’t produce a 75 percent profit to the cause in the first 12 months, and your character is called into question. So nonprofits are really reluctant to attempt any brave, daring, giant-scale new fundraising endeavors for fear that if the thing fails, their reputations will be dragged through the mud. Well, you and I know when you prohibit failure, you kill innovation. If you kill innovation in fundraising, you can’t raise more revenue. If you can’t raise more revenue, you can’t grow. And if you can’t grow, you can’t possibly solve large social problems.

The fourth area is time. So Amazon went for six years without returning any profit to investors, and people had patience. They knew that there was a long-term objective down the line of building market dominance. But if a nonprofit organization ever had a dream of building magnificent scale that required that for six years, no money was going to go to the needy, it was all going to be invested in building this scale, we would expect a crucifixion.

And the last area is profit itself. So the for-profit sector can pay people profits in order to attract their capital for their new ideas, but you can’t pay profits in a nonprofit sector, so the for-profit sector has a lock on the multi-trillion-dollar capital markets, and the nonprofit sector is starved for growth and risk and idea capital.

Well, you put those five things together — you can’t use money to lure talent away from the for-profit sector, you can’t advertise on anywhere near the scale the for-profit sector does for new customers, you can’t take the kinds of risks in pursuit of those customers that the for-profit sector takes, you don’t have the same amount of time to find them as the for-profit sector, and you don’t have a stock market with which to fund any of this, even if you could do it in the first place, and you’ve just put the nonprofit sector at an extreme disadvantage to the for-profit sector on every level. If we have any doubts about the effects of this separate rule book, this statistic is sobering: From 1970 to 2009, the number of nonprofits that really grew, that crossed the $50 million annual revenue barrier, is 144. In the same time, the number of for-profits that crossed it is 46,136. So we’re dealing with social problems that are massive in scale, and our organizations can’t generate any scale. All of the scale goes to Coca-Cola and Burger King.

So why do we think this way? Well, like most fanatical dogma in America, these ideas come from old Puritan beliefs. The Puritans came here for religious reasons, or so they said, but they also came here because they wanted to make a lot of money. They were pious people but they were also really aggressive capitalists, and they were accused of extreme forms of profit-making tendencies compared to the other colonists. But at the same time, the Puritans were Calvinists, so they were taught literally to hate themselves. They were taught that self-interest was a raging sea that was a sure path to eternal damnation. Well, this created a real problem for these people, right? Here they’ve come all the way across the Atlantic to make all this money. Making all this money will get you sent directly to Hell. What were they to do about this?

Well, charity became their answer. It became this economic sanctuary where they could do penance for their profit-making tendencies at five cents on the dollar. So of course, how could you make money in charity if charity was your penance for making money? Financial incentive was exiled from the realm of helping others so that it could thrive in the area of making money for yourself, and in 400 years, nothing has intervened to say, “That’s counterproductive and that’s unfair.”

Now this ideology gets policed by this one very dangerous question, which is, “What percentage of my donation goes to the cause versus overhead?” There are a lot of problems with this question. I’m going to just focus on two. First, it makes us think that overhead is a negative, that it is somehow not part of the cause. But it absolutely is, especially if it’s being used for growth. Now, this idea that overhead is somehow an enemy of the cause creates this second, much larger problem, which is, it forces organizations to go without the overhead things they really need to grow in the interest of keeping overhead low.

So we’ve all been taught that charities should spend as little as possible on overhead things like fundraising under the theory that, well, the less money you spend on fundraising, the more money there is available for the cause. Well, that’s true if it’s a depressing world in which this pie cannot be made any bigger. But if it’s a logical world in which investment in fundraising actually raises more funds and makes the pie bigger, then we have it precisely backwards, and we should be investing more money, not less, in fundraising, because fundraising is the one thing that has the potential to multiply the amount of money available for the cause that we care about so deeply.

I’ll give you two examples. We launched the AIDSRides with an initial investment of 50,000 dollars in risk capital. Within nine years, we had multiplied that 1,982 times into 108 million dollars after all expenses for AIDS services. We launched the breast cancer three-days with an initial investment of 350,000 dollars in risk capital. Within just five years, we had multiplied that 554 times into 194 million dollars after all expenses for breast cancer research. Now, if you were a philanthropist really interested in breast cancer, what would make more sense: go out and find the most innovative researcher in the world and give her 350,000 dollars for research, or give her fundraising department the 350,000 dollars to multiply it into 194 million dollars for breast cancer research?

2002 was our most successful year ever. We netted for breast cancer alone, that year alone, 71 million dollars after all expenses. And then we went out of business, suddenly and traumatically.

Why? Well, the short story is, our sponsor split on us. They wanted to distance themselves from us because we were being crucified in the media for investing 40 percent of the gross in recruitment and customer service and the magic of the experience and there is no accounting terminology to describe that kind of investment in growth and in the future, other than this demonic label of overhead. So on one day, all 350 of our great employees lost their jobs because they were labeled overhead. Our sponsor went and tried the events on their own. The overhead went up. Net income for breast cancer research went down by 84 percent, or 60 million dollars in one year.

This is what happens when we confuse morality with frugality. We’ve all been taught that the bake sale with five percent overhead is morally superior to the professional fundraising enterprise with 40 percent overhead, but we’re missing the most important piece of information, which is, what is the actual size of these pies? Who cares if the bake sale only has five percent overhead if it’s tiny? What if the bake sale only netted 71 dollars for charity because it made no investment in its scale and the professional fundraising enterprise netted 71 million dollars because it did? Now which pie would we prefer, and which pie do we think people who are hungry would prefer?

Here’s how all of this impacts the big picture. I said that charitable giving is two percent of GDP in the United States. That’s about 300 billion dollars a year. But only about 20 percent of that, or 60 billion dollars, goes to health and human services causes. The rest goes to religion and higher education and hospitals and that 60 billion dollars is not nearly enough to tackle these problems. But if we could move charitable giving from two percent of GDP up just one step to three percent of GDP, by investing in that growth, that would be an extra 150 billion dollars a year in contributions, and if that money could go disproportionately to health and human services charities, because those were the ones we encouraged to invest in their growth, that would represent a tripling of contributions to that sector. Now we’re talking scale. Now we’re talking the potential for real change. But it’s never going to happen by forcing these organizations to lower their horizons to the demoralizing objective of keeping their overhead low.

Our generation does not want its epitaph to read, “We kept charity overhead low.” (Laughter) (Applause) We want it to read that we changed the world, and that part of the way we did that was by changing the way we think about these things. So the next time you’re looking at a charity, don’t ask about the rate of their overhead. Ask about the scale of their dreams, their Apple-, Google-, Amazon-scale dreams, how they measure their progress toward those dreams, and what resources they need to make them come true regardless of what the overhead is. Who cares what the overhead is if these problems are actually getting solved? If we can have that kind of generosity, a generosity of thought, then the non-profit sector can play a massive role in changing the world for all those citizens most desperately in need of it to change. And if that can be our generation’s enduring legacy, that we took responsibility for the thinking that had been handed down to us, that we revisited it, we revised it, and we reinvented the whole way humanity thinks about changing things, forever, for everyone, well, I thought I would let the kids sum up what that would be. Annalisa Smith-Pallotta: That would be — Sage Smith-Pallotta: — a real social — Rider Smith-Pallotta: — innovation.

Dan Pallotta: Thank you very much. Thank you.

(Applause) Thank you. (Applause)

Wish Us Luck ขอให้เราโชคดี

WISH US LUCK ขอให้เราโชคดี

คือหนังสารคดีโดย วรรณแวว และ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ เป็นเรื่องราวบทบันทึกการเดินทางของสองฝาแฝด จากอังกฤษกลับบ้าน กทม. ด้วยรถไฟเป็นเวลา 1 เดือน

 

65539_10151514304060804_397392031_n

 

จริงๆ ดูหนังเรื่องนี้ตอนรอบที่ฉายต้นปี 2012 (ไม่ใช่ 2013)
เกือบลืมไปเลยว่ารู้สึกอย่างไรกับมัน
วันนี้เพิ่งได้คุยกับพี่คนหนึ่ง เลยระลึกชาติได้ว่าตอนที่ดูนั้น รู้สึกอย่างไร

เรา “ชอบ” ประเด็นความสัมพันธ์ของฝาแฝด ชอบอาการทะเลาะกัน รักกัน แต่ก็มีบางเสี้ยวของความเป็นชะนีที่อยากกลั่นแกล้งกันอยู่ (ชะนีทุกคนล้วนเป็นชะนีค่ะ อย่าแอ๊บแมน คุณหลอกโลกใบนี้ไม่ได้)

แต่เรา “เฉยมากๆ” ในประเด็นความสัมพันธ์ที่พวกเธอมีต่อสิ่งรอบตัว…ตลอดการเดินทางนี้
นี่คือเรื่องของเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลาง ปฏิสัมพันธ์ที่พวกเธอมีต่อคนที่รายล้อมตลอดการเดินทางนั้น เป็นไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ แบบที่เด็กในครอบครัวชนชั้นกลางมีต่อผู้คนแปลกหน้า (ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลก)

ตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกไม่ต่างอะไรกับเวลาใครสักคนชวนเราว่า “ไปค่ายกันไหม ไปสร้างห้องสมุดให้ชุมชน” โดยที่อาจจะไม่ได้ใส่ใจเลยว่า สร้างเสร็จแล้ว หนังสือแบบไหนจะเดินทางมาสู่ชุมชน ไม่ได้สนใจว่าควรจะคุยกับคนในชุมชนไหม มาสร้างเสร็จแล้วก็จากไป

แต่แน่ล่ะ คำถามคือ ในวัย 20 กว่าๆ อย่างนี้ … จะให้พวกเธอเดินทางด้วยสายตาแบบเสกสรรค์ ประเสริฐกุล หรือรายการ คนค้นคน เหรอย๊าาาาาาาาาาาาาาา

ทว่าขอยืนยันอีกครั้งว่า…นี่คือหนังโคตรชนชั้นกลาง ที่สร้างมาเพื่อให้คนชั้นกลางมีความฝันด้านการเดินทางด้วยกัน ชื่นชม (ซึ่งมันไม่ได้ผิดเลยแม้แต่น้อย)

ลงชื่อ ชะนีชนชั้นกลางที่อิจฉาและอยากมีเงินไปเที่ยวบ้าง (อย่าให้ตรูได้ทุน full จาก World Bank นะ)

“ชีวิตไม่ติดกรอบ” (The Art of Non-Conformity)

art

 

“ชีวิตไม่ติดกรอบ” (The Art of Non-Conformity)
เขียน : คริส กิลเลอโบ
แปล : ธีร์ ทิพกฤต
สำนักพิมพ์อมรินทร์ How-To
ราคา : 169 บาท

เรารู้ว่าโลกใบนี้ หนังสือฮาวทูเป็นหนึ่งในแคตากอรี่หนังสือที่หลายคนพยายามกดเกรดมันให้ต่ำที่สุด หลายคนร้องยี้ ไม่มีมนุษย์คูลๆ คนไหนอยากถือหนังสือฮาวทูอ่านอวดคนทั่วไปบนรถไฟฟ้า รถใต้ดิน หรือแม้กระทั่งบนรถทัวร์หรอก! แต่หากในรอบหนึ่งปี คุณต้องซื้อหนังสือฮาวทูสักเล่ม เราก็อยากแนะนำเล่มนี้ “The Art of Non-Conformity” ของอีตา คริส กิลเลอโบ ที่ทุกวันนี้เดินทางจะรอบโลกแล้ว นี่คือหนังสือที่อีตาคนเขียน มันเขียนขึ้นจากชีวิตมันจริงๆ และมันก็เป็นคนชั้นกลาง…กลางแบบพวกเราๆ นี่แหละ แต่ทำไมคนแบบนี้ถึงถูกเชิญให้เดินทางไปทั่วโลก และมีเวลาเหลือทำโครงการอันเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติหลายโครงการ…อีตานี่มันดีกว่าพวกเราตรงไหน คำตอบที่คิดออกสองอย่าง คือ หนึ่งมันเป็นอเมริกันพูดภาษาอังกฤษ และสอง มันเป็นผู้ชาย (ไม่ได้แบ่งแยก แต่ผู้ชายเดินทางได้ปลอดภัยกว่าผู้หญิง)

อย่าเพิ่งร้องยี้ อย่าเพิ่งคิดว่านี่คือหนังสือทำนองเดียวกับ “อัจฉริยะสร้างได้” ของหนูดี เหตุผลส่วนหนึ่งที่อาจโน้มน้าวใจให้พวกเธอหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน ก็คือว่า อิตาคริสนี่รู้จักยก ฮารูกิ มูราคามิ เข้ามาเกี่ยวกับหนังสือด้วย (มูราคามิ กับฮาวทู นี่นะ???) แต่บทที่เจ๋งจริงๆ คือบทที่พูดเรื่องปริญญาโทกับการเขียนบล็อก (ธีสิสปริญญาโทอาจมีคนอ่านจริงๆ แค่ 3 คน แต่บล็อกภาษาอังกฤษอาจกระจายความรู้บางอย่างได้กว้างกว่านั้น) แต่บทที่เจ๋งสุดๆ คือบทที่ 4 อันว่าด้วยการต่อสู้กับอำนาจ ที่อิตาคริส นำตัวอย่างจริงในปี 2008 ของทิม เดอคริสโตเฟอร์ ที่แทนที่จะตอบโต้การประมูลซื้อขายที่ดินที่มีแต่บริษัทน้ำมันเข้าร่วมประมูลด้วยวิธีการดั้งเดิมอย่างเขียนใบปลิว หรือประท้วงหน้าบริษัท ทิม ทำสิ่งที่ต่างออกไป ในมุมที่สร้างสรรค์สุดๆ คือการเดินเข้าห้องประมูล ร่วมประมูล และเขาชนะประมูล แม้จริงๆ แล้วเขาจะไม่มีเงินหลายล้านดอลล่าร์่จ่ายค่าที่ดิน แต่การป่วนงานประมูลของเขาทำให้ทุกอย่างเป็นโมฆะ ต้องเริ่มจัดงานประมูลและรื้อเอกสารทางการใหม่ ซึ่งกว่างานประมูลจะจัดได้อีก รัฐบาลก็เปลี่ยนจากรัฐบาลบุชมาเป็น รัฐบาลโอบาม่า ซึ่งโอบาม่าก็คว่ำประมูลนี้ที่เอื้อประโยชน์ให้แต่กลุ่มทุนใหญ่ในที่สุด

นี่คือตัวอย่างที่หนังสือเล่มนี้ยกขึ้นมา เพื่อบอกเราว่า เราออกนอกกรอบได้ในทางสร้างสรรค์ มันคือฮาวทูที่สร้างสรรค์และไม่โอ้อวดตน

เอาเป็นว่า ลองไปเปิดอ่านฟรีตามร้านหนังสือดูก่อน แต่มันสนุกจริงๆ แล้วได้ข้อคิดและแรงกระตุ้นจริงจัง เราจะเห็นว่ามีผู้คนจำนวนมาก (ในหนังสือ) ที่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ฝันจริงๆ แค่พวกเขาไม่อิดออดนั่นนี่นู่นเกินกว่าเหตุ

และก็เหมือนที่อิตาคริสว่าไว้ ถึงการเดินทางรอบโลกไม่ใช่ความฝันของคุณก็ตาม หนังสือเล่มนี้ก็ยังบอกเล่าเรื่องอื่นๆ แค่อ่านบทที่ 4 บทเดียวเรื่องอิตาทิมป่วนประมูลก็คุ้มแล้ว จริงๆ นะ

ซีรีส์ How I Met Your Mother

ซีรีส์ How I Met Your Mother (อเมริกา ฉายช่อง CBS ค.ศ. 2005-2013)

HOW I MET YOUR MOTHER

นี่คือซีรีส์อารมณ์ดีที่หลายคนติดหนึบ ล่าสุดดำเนินมาถึงซีซัน 8 ซึ่งว่ากันว่าเป็นซีซันสุดท้ายแล้ว How I Met Your Mother เล่าเรื่องของเท็ดในปี ค.ศ.2030 ที่เล่าย้อนอดีตให้ลูกๆ ทั้ง สองฟังว่า พ่อกับแม่เจอกันได้อย่างไร แล้วเรื่องราวก็ย้อนไปช่วงที่เท็ดยังเป็นหนุ่มโสด อาศัยกับเพื่อนๆ ในนิวยอร์ก โดยมีเพื่อนร่วมก๊วนแสนซนอย่าง มาร์แชล นักศึกษากฎหมาย, ลิลลี่ ครูอนุบาลผู้เป็นแฟนสาวของมาร์แชล, บาร์นีย์ นักธุรกิจหนุ่มโสดผู้จีบสาวไปทั่ว, และโรบิน ผู้ประกาศข่าวสาวที่ตอนแรกเท็ดเคยจีบ ก่อนจะกลายมาเป็นเพื่อนซี้กันในที่สุด

แม้โครงเรื่องย่อจะเป็นการเล่าถึง “แม่” ผู้หญิงปริศนาที่ทำให้ลูกๆ อยากรู้ว่าเป็นใคร และโผล่มาตอนไหนในชีวิตของพ่ออย่างเท็ด แต่สิ่งที่ซีรีส์สะท้อนให้เห็นกลับเป็นมิตรภาพอันแสนอบอุ่นของเพื่อนฝูง การพักอาศัยและใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก แต่หากเรามีเพื่อนสนิทมิตรสหายที่พร้อมจะโอบกอด อ้าแขนรับทุกคราวที่เราเหน็ดเหนื่อยหรือมีปัญหา (อกหัก) แถมเวลาอยากสรวลเสเฮฮา เพื่อนก็อยู่ตรงนั้นเสมอ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มัดใจคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งนัก หวนกลับมาดูทีไรก็อมยิ้มและแฮปปี้ได้ทุกคราวไป

เพราะองค์ประกอบหนึ่งของชีวิตที่ดี คือการมีเพื่อนฝูงที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเรานั่นเอง

 

 

ลิขสิทธิ์ของ Living Better บ้านพฤกษา