one TED : 31.03.2013

I have just found out that Elizabeth Gilbert had already done an inspirational TEDTALK since 2009. If you are not familiar with her name, Gilbert is the author of Eat, Pray, Love best-selling book. Here she talked about creativity in a twisted and funny way (to me).

 

Enjoy Folks!

 

Elizabeth Gilbert: Your elusive creative genius

 

 

 

 
ดิฉันเป็นนักเขียน การเขียนหนังสือเป็นอาชีพของฉัน แต่แน่นอนมันเป็นมากกว่านั้น การเขียนเป็นความรักและความหลงใหลชั่วชีวิตของฉัน และฉันไม่คิดว่าความรู้สึกนี้จะมีวันเปลี่ยนแปลงไป แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อไม่นานนี้กลับมีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้น ในชีวิตและการงานของฉัน จนทำให้ฉันต้องปฏิรูปความสัมพันธ์ของฉันและงานของฉันทั้งหมด สิ่งที่แปลกคือ เมื่อเร็วๆ นี้ฉันเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง อัตชีวประวัติชื่อ “กิน สวดมนต์ รัก” (“Eat, Pray, Love”) ซึ่งแตกต่างจากหนังสือเล่มก่อนๆ ของฉัน ตรงที่มันได้ออกไปสู่โลก และกลายเป็น ความฮือฮา ติดอันดับขายดีทั่วโลก ผลคือ ตอนนี้ไม่ว่าฉันจะไปไหน ผู้คนทำเหมือนฉันเป็นคนโชคร้าย เหมือนฉันต้องโชคร้ายแน่ๆ เขาจะเดินเข้ามา คิ้วขมวด และพูดว่า “คุณไม่กลัวหรือ ไม่กลัวหรือว่าจะไม่สามารถทำได้ดีกว่านี้อีกแล้ว ไม่กลัวหรือว่า ต่อให้เขียนไปอีกทั้งชีวิต ก็คงไม่มีวันเขียนหนังสือขึ้นสักเล่ม ที่ใครๆในโลกเขาจะหันมาสนใจ ได้อีกต่อไป?”

ให้กำลังใจกันมากเลย ว่ามั้ย แต่มันก็ยังดี เพราะฉันจำได้ว่า เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว สมัยวัยรุ่น ตอนที่ฉันเริ่มบอกใครต่อใคร ว่าฉันอยากเป็นนักเขียน ผู้คนจะแสดงความหวั่นกลัวคล้ายๆ แบบนี้แหละ เขาจะพูดว่า “ไม่กลัวหรือว่าคุณอาจไม่มีวันประสบความสำเร็จ? ไม่กลัวหรือว่าคุณจะทนความอับอายจากการถูกปฏิเสธไม่ได้ ไม่กลัวหรือว่าคุณจะทุ่มเททั้งชีวิตให้การเขียน และอาจไม่ได้รับอะไรคืนมาเลย ต้องตรอมใจตายบนกองฝันที่แตกสลาย ด้วยปากที่เต็มด้วยขี้เถ้าขมแห่งความล้มเหลว” (เสียงหัวเราะ) ประมาณนั้นแหละค่ะ

คำถามทั้งหลายทั้งมวลนั้น ฉันตอบได้สั้นๆ ว่า “กลัว” ใช่ ฉันกลัวทุกสิ่งที่กล่าวมา กลัวมาตลอด และฉันยังกลัวอะไรอีกมากมาย ที่คงไม่มีใครเดาออก เช่น สาหร่าย และสิ่งน่ากลัวอื่นๆ แต่ พอถึงเรื่องการเขียน สิ่งที่ฉันนั่งคิด และสงสัยในช่วงนี้ คือ ทำไม? มีเหตุผลหรือไม่? สมควรหรือไม่ที่ใครสักคนจะถูกคาดหวัง ให้กลัวในสิ่งที่เขารู้ว่าเขาเกิดมาเพื่อทำ แล้วงานสร้างสรรค์มันมีอะไรกัน ที่ทำให้เราต้องคอยกังวลถึงสุขภาพจิตของกันและกัน ในแบบที่วิชาชีพอื่นๆ เขาไม่เป็นกัน อย่างเช่นคุณพ่อของฉัน ท่านเป็นวิศวกรเคมี ตลอด 40 ปีของการทำงานวิศวกรรมเคมี ฉันจำได้ว่า ไม่มีใครสักคนถามท่านว่ากลัวการเป็นวิศวกรเคมีมั้ย จะมีใครถาม — ว่าไงจอห์น ปัญหาทางวิศวะเคมีนั้นคิดออกหรือยัง เขาไม่ถามกัน ใช่มั้ยคะ แต่พูดกันตามตรง เหล่าวิศวกรเคมี ในหลายศตวรรษที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ ว่าเป็นพวกซึมเศร้า คลุ้มคลั่ง และติดสุราด้วย (เสียงหัวเราะ)

แต่เราเหล่านักเขียน เรามีชื่อเสียงแบบนั้นพอสมควร และไม่เพียงแต่นักเขียน แต่นักสร้างสรรค์ในทุกแขนงเลย ที่เหมือนจะขึ้นชื่อในเรื่องการมีสุขภาพจิตที่ผิดปกติเอามากๆ แค่ดูอย่างจำนวนการตายชวนหดหู่ เฉพาะในศตวรรษที่ 20 เท่านั้น ของบรรดานักสร้างสรรค์แสนวิเศษ ที่ตายตั้งแต่อายุยังน้อย แถมมักตายด้วยน้ำมือตัวเองด้วย แม้แต่บรรดาคนที่ไม่ได้ฆ่าตัวตายจริงๆ ก็เหมือนจะดูเพื้ยนๆ จากพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัว ก่อนจะเสียชีวิต นอร์แมน เมลเลอร์ ให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายว่า “หนังสือทุกเล่มของผม ปลิดชีวิตผมไปทีละนิด” เป็นการกล่าวถึงผลงานของชีวิตที่น่าตกใจมากเลย คุณว่ามั้ย แต่เรากลับไม่รู้สึกว่าแปลกอะไรเวลาได้ยินใครพูดอย่างนี้ เพราะเราได้ยินอะไรแบบนี้มานานมาก นานจนเราเองก็เชื่อ และยอมรับว่า ความคิดสร้างสรรค์และความทุกข์ทนนั้นเป็นของคู่กัน และงานศิลปะนั้น ในที่สุด จะนำพาไปสู่ความตรอมตรมเสมอ

คำถามที่ฉันอยากถามทุกคนที่นี่ในวันนี้ คือ พวกคุณรับความคิดแบบนี้ได้มั้ย คุณสบายใจมั้ย เพราะแค่ลองนึกถึงแนวคิดนี้แค่แวบเดียว ฉันก็ไม่สบายใจเลยกับสมมติฐานนั้น ฉันว่ามันไม่เข้าท่า และอันตรายด้วย ฉันไม่อยากเห็นความคิดนี้ยืนยงไปยังศตวรรษต่อไป น่าจะดีกว่า ถ้าเราส่งเสริมให้บรรดานักสร้างสรรค์ของเราอยากมีชีวิตอยู่

และฉันมั่นใจว่าในกรณีของฉัน ในสถานการณ์ของฉัน มันจะอันตรายมาก หากฉันเริ่มหลงไปกับเส้นทางอันมืดมน ของความคิดแบบนั้น โดยเฉพาะในสถานะ การงานที่ฉันยืนอยู่ตอนนี้ คิดดูสิคะ ฉันยังอายุน้อย ตอนนี้แค่ 40 ปี ฉันยังเหลืออีก 4 ทศวรรษแห่งการทำงานรอฉันอยู่ และเป็นไปได้อย่างมากว่า ไม่ว่าฉันจะเขียนอะไรต่อจากนี้ไป งานนั้นจะถูกโลกตีตราว่า เป็นงานชิ้นหลังจาก หนังสือที่โด่งดังเล่มล่าสุดของฉัน ฉันขอพูดตรงๆ เพราะตอนนี้เราก็เหมือนเป็นเพื่อนกันแล้ว เป็นไปได้อย่างสูงว่า ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่สุดของฉันได้ผ่านเลยไปแล้ว พระเจ้า ความคิดพรรค์นี้! คุณรู้มั้ยว่าความคิดแบบนี้อาจทำให้คนๆ หนึ่ง เริ่มดื่มเหล้าตอน 9 โมงเช้าได้เลย ฉันไม่อยากลงเอยอย่างนั้นค่ะ (เสียงหัวเราะ) ฉันอยากจะทำงานที่ฉันรักต่อไป

ทีนี้ คำถามคือ จะทำอย่างไรล่ะ เมื่อได้ใคร่ครวญดู ฉันรู้สึกว่า วิธีการทำงานที่ฉันต้องทำ เพื่อให้ทำงานต่อไปได้นั้น คือฉันต้องสร้างเกราะทางจิตวิทยาขึ้นมา ฉันต้องหาวิธีสร้างระยะที่ปลอดภัย ระหว่างฉัน ขณะที่ฉันเขียน กับความกังวลตามธรรมชาติของฉัน ว่าเสียงตอบรับต่องานชิ้นใหม่ของฉันจะเป็นอย่างไร ฉันต้องทำให้ได้ ปีที่แล้วทั้งปี ฉันเสาะหาวิธีสร้างเกราะนั้น ฉันได้ลองค้นหาข้อมูลข้ามยุค และพยายามหาสังคมอื่นๆ เผื่อว่าพวกเขาจะมีความคิดที่ดีและมีสติมากกว่าของเรา เกี่ยวกับวิธีการช่วยให้เหล่านักสร้างสรรค์ได้จัดการ ความเสี่ยงด้านอารมณ์ที่มากับแรงสร้างสรรค์

การค้นหานี้พาฉันกลับไปยังสมัยกรีกและโรมันโบราณ อย่าเพิ่งหลุดนะคะ เพราะฉันจะโยงกลับเข้าเรื่องแน่นอน ในสมัยกรีกและโรมันโบราณ ผู้คนไม่ได้เชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ เกิดขึ้นจากมนุษย์นะคะ เขาเชื่อกันว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นวิญญาณรับใช้อันศักดิ์สิทธิ์ ที่มาหามนุษย์จากที่ใดสักแห่งที่อยู่ห่างไกล ด้วยเหตุผลใดก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ ชาวกรีกเรียกวิญญาณรับใช้แห่งความสร้างสรรค์เหล่านี้ว่า “เดมอน” โซเครติสเองก็เชื่อว่าตัวเขามีเดมอน ที่ให้ปัญญาแก่เขาจากที่ไกลโพ้น ชาวโรมันเชื่อเรื่องนี้เช่นกัน แต่เขาเรียกวิญญาณสร้างสรรค์ที่อยู่นอกกายนี้ว่า อัจฉริยะ ซึ่งก็วิเศษเลย เพราะชาวโรมันไม่ได้คิดว่า อัจฉริยะ เป็นบุคคลที่ฉลาดเฉลียวเป็นพิเศษ เขาเชื่อว่า อัจฉริยะเป็นเหมือนเทพศักดิสิทธิ์ตนหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ตามฝาผนัง ของห้องทำงานของศิลปิน คล้ายๆ กับด๊อบบี้ เอลฟ์ประจำบ้าน ผู้จะออกมาช่วยเหลือศิลปินและงานของเขาอย่างลับๆ ทำให้งานนั้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

เยี่ยมมากเลย สิ่งนี้แหละ คือระยะห่างที่ฉันกำลังพูดถึง เกราะทางจิตวิทยาที่จะปกป้องคุณจากผลงานของคุณเอง ในเมื่อทุกคนก็รู้ว่ามันเกิดขึ้นอย่างนี้ใช่มั้ยคะ ศิลปินสมัยนั้นเลยปลอดภัยจากอะไรบางอย่างอยู่บ้าง เช่น การหลงตัวเองมากเกินไป ถูกมั้ยคะ ถ้างานของคุณเป็นเลิศ คุณไม่ได้รับความดีความชอบไว้คนเดียว ทุกคนรู้ว่าคุณมีเจ้าตัวอัจฉริยะนอกกายคอยช่วยคุณอยู่ ถ้างานของคุณไม่เข้าขั้น ก็ไม่ใช่ความผิดของคุณทั้งหมด ทุกคนรู้ว่าอัจฉริยะของคุณแค่ไม่ได้เรื่องเท่านั้นเอง นี่คือมุมมองที่คนมีต่อความคิดสร้างสรรค์ในโลกตะวันตกมาเป็นเวลานาน

แต่พอยุคการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการมาถึง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เราเกิดความคิดใหญ่โตนี้ขึ้นมา เจ้าความคิดที่ว่านั้นคือ พวกเราเอามนุษย์ไว้เป็นศูนย์กลางจักรวาลกันเถอะ ให้อยู่เหนือเหล่าพระเจ้าและความลึกลับทั้งปวง ต่อไปจะไม่มีที่ สำหรับสัตว์ในเทพนิยายที่รับคำสั่งจากทวยเทพอีกแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของมนุษยนิยมเชิงเหตุผล ผู้คนเริ่มเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ มาจากตัวตนของปัจเจกบุคคลนั้นเองทั้งหมด และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่คุณเริ่มได้ยินคนกล่าวขานถึงศิลปินคนนั้นคนนี้ว่าเป็นอัจฉริยะ แทนที่จะ “มี” อัจฉริยะ

ฉันคิดว่า นี่คือความผิดพลาดอันใหญ่หลวง ฉันคิดว่าการที่เรายอมให้ใครสักคน มนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เชื่อว่าตัวเองเป็นเหมือนท่อหล่อเลี้ยง เหมือนอ่างน้ำมนต์ เหมือนแก่นสาร เหมือนแหล่งกำเนิด แห่งความลึกลับที่ศักดิ์สิทธิ์ สร้างสรรค์ และไร้ที่สิ้นสุดนั้น เป็นการสร้างภาระให้กับจิตอันเปราะบางของมนุษย์มากเกินไป เหมือนกับการบอกให้ใครสักคนกลืนพระอาทิตย์เข้าไป ทำให้อัตตาของคนนั้นบิดเบี้ยวผิดรูป และสร้างความคาดหวังที่ควบคุมไม่ได้ต่างๆ นานาเกี่ยวกับผลงาน ฉันคิดว่าแรงกดดันนั้น ได้กัดกินจิตวิญญาณของศิลปินใน 500 ปีที่ผ่านมา

และถ้าสิ่งนี้เป็นเรื่องจริง และฉันเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง คำถามตอนนี้คือ แล้วจะทำอย่างไร เราเปลี่ยนแปลงอะไรได้มั้ย อาจจะกลับไปอาศัยความเข้าใจในสมัยโบราณ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และความลับของแรงสร้างสรรค์ หรืออาจจะไม่ เราคงไม่สามารถลบล้างแนวคิดมนุษยนิยมเชิงเหตุผลอายุกว่า 500 ปีได้ ด้วยการบรรยายที่ยาวแค่ 18 นาที และคงมีหลายคนในที่นี้ ที่สามารถยกข้อค้านทางวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุผล เกี่ยวกับเรื่องภูตผีเทวดา ที่จะตามติดผู้คนเพื่อร่ายมนต์บนงานของเขาและอื่นๆ ฉันคงไม่ดึงดันให้ทุกคนเชื่อตามฉันทั้งหมด

แต่คำถามที่ฉันอยากจะเสนอก็คือ ทำไมไม่ลองดูล่ะ ทำไมไม่ลองคิดแบบนี้ดู เพราะมันก็มีเหตุผลพอๆ กับทุกสิ่งที่ฉันเคยได้ยินได้ฟังมา ในแง่ของการอธิบายความกะทันหันที่บ้าคลั่ง ของกระบวนการสร้างสรรค์ กระบวนการที่ ถ้าใครเคยได้ลองทำอะไรขึ้นมาสักอย่าง ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือทุกๆ คนในที่นี้ ก็จะรู้ว่า เราไม่ได้ทำตัวมีเหตุผลเสมอไป และบางครั้งอาจรู้สึกเหนือธรรมชาติเสียด้วยซ้ำ

เมื่อเร็วๆ นี้ ฉันได้มีโอกาสพบกวีอเมริกันเยี่ยมยอดท่านหนึ่ง คุณรูธ สโตน ผู้ซึ่งตอนนี้อายุ 90 กว่าปีแล้ว แต่ท่านเป็นกวีมาทั้งชีวิต ท่านบอกฉันว่า ช่วงวัยเด็กของท่านในชนบทของเวอร์จิเนีย ท่านจะออกไปทำไร่ทำนา และท่านจะรู้สึกและได้ยินบทกวี ลอยมาหาท่านจากภูมิทัศน์ ท่านบอกว่า มันเหมือนกับกระแสลมสนั่นกรรโชก มันจะไหลหลากมาหาท่านอย่างรวดเร็ว ท่านรู้สึกถึงการมาเยือนของมัน เพราะมันจะทำให้แผ่นดินใต้เท้าของท่านสั่นไหว ท่านรู้ว่า ณ ตอนนั้น สิ่งเดียวที่ท่านต้องทำ ก็คือ ท่านใช้คำว่า “วิ่งป่าราบ” ท่านจะวิ่งป่าราบเข้าบ้านไป แล้วก็ถูกเจ้าบทกวีนี้วิ่งไล่หลังตามมา เรื่องสำคัญคือ ท่านต้องหากระดาษกับดินสอให้ทัน เพื่อที่พอเจ้าบทกวีมันสั่นสะท้านผ่านร่างของท่าน ท่านจะได้เก็บรวบรวม และจับมันลงกระดาษได้ทัน หลายครั้งที่ท่านไม่เร็วพอ ท่านจะวิ่ง วิ่ง และวิ่ง และเข้าบ้านไม่ทัน แล้วบทกวีก็จะลั่นผ่านร่างออกไป แล้วท่านก็จับมันไม่ทัน ท่านบอกว่า มันจะเคลื่อนต่อไปตามภูมิทัศน์ คอยมองหา “กวีคนใหม่” และจะมีบางครั้ง ฉันไม่ลืมตอนนี้เลย ท่านเล่าว่าจะมีบางครั้งที่บทกวีเกือบจะไหลผ่านท่านไป ท่านวิ่งไปที่บ้าน ท่านหากระดาษ แล้วบทกวีก็ไหลผ่านตัวท่าน ท่านจับดินสอขณะที่มันกำลังไหลออกจากตัวท่าน แล้วท่านก็บอกว่า ท่านจะเอื้อมมืออีกข้างออกไป แล้วจับมันไว้ ท่านจะจับบทกวีไว้ตรงหางของมัน และดึงมันกลับเข้าไปในร่างกายของท่าน ขณะที่ท่านถอดความลงบนหน้ากระดาษ และในโอกาสเหล่านี้ กลอนนั้นจะขึ้นมาอยู่บนหน้ากระดาษอย่างสวยงามครบถ้วน แต่เริ่มไล่จากคำสุดท้ายมาคำแรกแทน (เสียงหัวเราะ)

ตอนฉันได้ยินเรื่องนี้ ฉันรู้สึกอัศจรรย์ใจมาก กระบวนการสร้างสรรค์ของฉันเป็นแบบเดียวกันเปี๊ยบเลย (หัวเราะ)

กระบวนการสร้างสรรค์ของฉันไม่ได้เป็นอย่างนี้ทั้งหมด ฉันไม่ใช่ท่อหรอกค่ะ! ฉันเป็นลา และวิธีที่ฉันทำงาน ก็คือ ฉันต้องตื่นนอนเวลาเดิมทุกวัน เหงื่อตก ทำงานหนัก และเข็นตัวเองไปอย่างกระดากกระเดื่อง แต่กระทั่งฉัน ที่ทำงานเหมือนลา กระทั่งฉัน ก็ยังเคยได้สัมผัสกับสิ่งนั้นบ้างเป็นบางครั้ง และฉันคิดว่าหลายคนในที่นี้ก็เช่นกัน แม้แต่ฉันเองก็เคยได้งานหรือความคิดลอยมาหาฉันจากแหล่ง ที่ฉันหาต้นตอไม่ได้จริงๆ แล้วสิ่งนั้นคืออะไรล่ะ? และเราจะใช้มันอย่างไรไม่ให้กลายเป็นคนเสียสติ แต่ในทางกลับกันช่วยสร้างสติให้กับเรา?

สำหรับฉัน บุคคลตัวอย่างในยุคสมัยนี้ที่ทำแบบนั้นได้ดีทีเดียว ก็คือนักดนตรี ทอม เวตส์ ผู้ที่ฉันได้มีโอกาสสัมภาษณ์เมื่อหลายปีก่อนเพื่อลงนิตยสาร เราคุยกันเรื่องนี้ คุณรู้มั้ยว่า ชีวิตของทอมส่วนใหญ่ เป็นลักษณะชีวิต ของศิลปินร่วมสมัยที่ระทมทุกข์เลยล่ะ ทั้งพยายามจะควบคุม จัดการ และมีอำนาจเหนือ แรงดลใจเชิงสร้างสรรค์อันไม่อาจควบคุมได้ และถูกกักเก็บไว้กับตัวเองโดยสิ้นเชิง

แต่เมื่อเขาอายุมากขึ้น เขาก็ใจเย็นลง เขาเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งขณะที่เขาขับรถอยู่บนทางด่วนในลอสแองเจลิส และนี่คือจุดพลิกผลันของเขา เขากำลังขับรถอยู่ และทันใดนั้น เขาได้ยินเศษเสี้ยวของทำนอง ผลุดขึ้นในหัวเขา อย่างที่แรงบันดาลใจชอบโผล่มา ว่องไวและยั่วเย้า เขาอยากได้มัน ทำนองอันงดงามนั้น เขาถวิลหามัน แต่เขาไม่มีทางจับมันไว้ได้ เขาไม่มีเศษกระดาษ เขาไม่มีดินสอ เขาไม่มีเทปบันทึกเสียง

เจ้าความกังวลที่คุ้นเคยนั้นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขา ว่า “ฉันจะสูญเสียสิ่งนี้ไป” และเพลงนี้จะหลอกหลอนฉันไปตลอดกาล ฉันไม่ดีพอ ฉันทำไม่ได้” และแทนที่จะตื่นตระหนก เขาก็หยุด หยุดกระบวนการคิดทั้งหมด และทำสิ่งที่กล้าหาญสุดๆ เขามองขึ้นบนฟ้า แล้วพูดว่า “โทษทีเถอะ ไม่เห็นหรือไงว่าฉันขับรถอยู่” (เสียงหัวเราะ) “คิดว่าฉันจะเขียนเพลงในตอนนี้ได้เหรอ” ถ้าอยากจะมีตัวตนจริงๆ ไว้กลับมาอีกตอนโอกาสอำนวยกว่านี้แล้วกัน เมื่อฉันดูแลแกได้ ไม่อย่างนั้น วันนี้ก็ไปรังควาญคนอื่นแทนก็แล้วกัน ไปรังควาญ ลีโอนาร์ด โคเฮน สิ”

ตั้งแต่วันนั้น กระบวนการทำงานของเขาก็เปลี่ยนไป ไม่ใช่ตัวงานที่เปลี่ยน งานเขาก็มืดมนเท่าเดิม แต่กระบวนการ และความกังวลที่มาด้วยนั้น ได้หายไป เมื่อเขาเอาตัวภูต ตัวอัจฉริยะออกจากตัวเขา ที่ซึ่งมันรังแต่จะก่อปัญหา แล้วปล่อยมันกลับไปสู่ถิ่นที่มาของมัน เขาตระหนักว่า ไม่จำเป็นต้องกักเก็บสิ่งนี้ไว้กับตัวให้ทรมาน แต่เป็นความร่วมมือที่แปลก มหัศจรรย์ พิลึกพิลั่น ของการพูดคุยระหว่างทอมและสิ่งนอกกายแสนประหลาดสิ่งนี้ ที่ไม่ใช่ทอมเสียทีเดียว

พอฉันได้ฟังเรื่องนี้ ฉันก็เริ่มเปลี่ยนแปลง วิธีทำงาน และวิธีนี้เคยช่วยฉันไว้ครั้งหนึ่ง ความคิดนี้ ช่วยฉันไว้ช่วงที่ฉันกำลังเขียน “กิน สวดมนต์ รัก” ฉันตกอยู่ในห้วงแห่งความสิ้นหวัง ห้วงที่เราต่างตกลงไปเวลาที่เราทำงานแล้วความคิดมันไม่แล่น คุณเริ่มคิดว่าหายนะต้องมาเยือนแน่ๆ หนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือที่แย่ที่สุดที่เคยมีในโลก ไม่ใช่แค่ไม่ดี แต่แย่ที่สุด ฉันเริ่มคิดว่าฉันควรทิ้งโครงการนี้เสีย แต่แล้ว ฉันก็นึกถึงที่ทอมพูดกับอากาศ แล้วฉันก็ลองทำดู ฉันเงยหน้าขึ้นมาจากต้นฉบับ และพูดใส่มุมว่างเปล่ามุมหนึ่งของห้อง ฉันพูดดังๆว่า “ฟังนะ ทั้งแกและฉันต่างรู้ว่าถ้าเล่มนี้ออกมาไม่ดี มันก็ไม่ใช่ความผิดของฉันทั้งหมด ใช่มั้ย เพราะเธอก็เห็นว่าฉันทุ่มเททุกอย่างที่มีให้งานนี้แล้ว ฉันไม่มีอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าแกอยากให้มันดีขึ้น แกก็ต้องปรากฎตัวและทำงานส่วนของแกเสีย ใช่ แต่ถ้าแกไม่ทำ รู้อะไรมั้ย ก็ช่างมันปะไร ฉันจะยังคงเขียนต่อไป เพราะนี่คืออาชีพของฉัน แล้วช่วยบันทึกไว้ด้วยนะว่าวันนี้ ฉันทำงานในส่วนของฉันแล้ว” (เสียงหัวเราะ)

เพราะว่า — (เสียงปรบมือ) ก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ โอเค– หลายร้อยปีก่อน ในทะเลทรายแถวแอฟริกาเหนือ ผู้คนจะมาชุมนุมกันเพื่อชมการร่ายรำใต้แสงจันทร์ซึ่งมีท่าระบำและดนตรีที่ศักดิ์สิทธิ์ และกินเวลายาวนานจนถึงรุ่งเช้า เป็นค่ำคืนที่วิเศษเสมอ เพราะนักเต้นล้วนเป็นมืออาชีพ พวกเขาเยี่ยมยอดมาก แต่นานๆ ครั้ง จะมีสิ่งพิเศษเกิดขึ้น หนึ่งในนักเต้นเหล่านี้จะกลายเป็นคนเหนือธรรมชาติ ฉันรู้ว่าคุณรู้ว่าฉันกำลังพูดถึงอะไร เพราะฉันรู้ว่าทุกคนคงเคยเจอการแสดงแบบนี้สักครั้งในชีวิต ราวกับเวลาได้หยุดนิ่ง นักเต้นรำจะก้าวผ่านมิติอะไรสักอย่าง เขาไม่ได้ทำอะไรต่างจากที่เคยทำใน 1,000 คืนที่ผ่านมาเลย แต่ทุกอย่างจะลงตัวหมด และทันใดนั้น เขาจะไม่ใช่แค่มนุษย์คนหนึ่งอีกต่อไป เขาจะสว่างขึ้นจากภายใน สว่างขึ้นจากเบื้องล่าง และสว่างไสวไปทั้งตัวดุจองค์เทพ

สมัยนั้น เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ผู้คนจะรู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร เขาจะเรียกชื่อของสิ่งนี้ โดยพวกเขาจะประกบมือเข้าด้วยกัน และเริ่มสวด “อัลเลาะห์ อัลเลาะห์ อัลเลาะห์ พระเจ้า พระเจ้า พระเจ้า” พระเจ้านั่นเอง เกร็ดประวัติศาสตร์น่ารู้ เมื่อเผ่ามอร์รุกรานสเปนใต้ พวกเขาได้นำวัฒนธรรมนี้ไปด้วย หลายศตวรรษต่อมา การออกเสียงก็แผลงไป จาก “อัลเลาะห์ อัลเลาะห์ อัลเลาะห์” เป็น “โอเล่ โอเล่ โอเล่” ที่ยังได้ยินกันเวลาล่อกระทิงและระบำฟลาเมงโก้ ในสเปน เวลาที่นักแสดงทำอะไรที่น่าทึ่งมหัศจรรย์ “อัลเลาะห์ โอเล โอเล อัลเลาะห์ สุดยอด เก่งมาก” วิเศษเกินหยั่ง นั่นแหละ — เสี้ยวหนึ่งของพระเจ้า ซึ่งก็เยี่ยม เพราะเราต้องการท่าน

แต่เช้าวันถัดมาก็เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้น เพราะสำหรับนักเต้นนั้น เมื่อเขาตื่นนอน และพบว่าเป็นวันอังคาร 11 โมงเช้า และเขาไม่ได้เป็นเสี้ยวหนึ่งของพระเจ้าอีกต่อไปแล้ว เขาเป็นเพียงมนุษย์ที่แก่ลงทุกวัน แถมเข่าก็ไม่ดี และอาจไม่มีวันบรรลุได้สูงขนาดนั้นอีกต่อไป และอาจไม่มีใครขานพระนามของพระเจ้ายามเขาหมุนตัวอีกต่อไป แล้วเขาจะทำอย่างไรกับชีวิตที่เหลือของเขาดีเล่า เป็นเรื่องเศร้า เป็นการประณีประนอมที่เจ็บปวดที่สุดอย่างหนึ่ง ในชีวิตแห่งการสร้างสรรค์ แต่มันอาจไม่จำเป็นต้องเต็มไปด้วยความรวดร้าวก็ได้ ถ้าคุณไม่ได้เชื่อตั้งแต่แรก ว่าแง่มุมสุดมหัศจรรย์น่าทึ่งของคุณนั้นมาจากตัวคุณเอง ถ้าเพียงแค่คุณเชื่อว่า มันเป็นเพียงของที่ให้คุณได้ยืมมา จากแหล่งลึกลับที่ไหนสักแห่งเพื่อสร้างความงดงามให้ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตคุณ แล้วก็จากไปหาคนอื่นเมื่อหมดเวลาของคุณ ถ้าเราเริ่มคิดแบบนี้ ทุกอย่างจะเริ่มเปลี่ยนไป

ฉันได้เริ่มคิดแบบนี้ และแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ฉันได้ใคร่ครวญดูในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เพราะฉันกำลังเขียนหนังสือที่จะได้พิมพ์ในเร็ววันนี้ เล่มที่ถูกคาดหวังไว้อย่างเกินจริงจนน่ากลัว เล่มที่ต่อจาก เล่มโด่งดังเล่มนั้น

สิ่งที่ฉันต้องคอยบอกตัวเอง เวลาวิตกกังวลเพราะความกดดัน ก็คือ อย่ากลัว อย่าท้อถอย จงทำงานของตัวเองไป ทำงานส่วนของตัวเองไป ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร ถ้างานของคุณคือการเต้น ก็จงเต้น ถ้าเจ้าอัจฉริยะศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกส่งมาช่วยคุณ อยากให้คุณได้เจิดจรัสสักชั่วเวลาหนึ่ง จากความพยายามของคุณ ก็จงร้อง “โอเล่!” และถ้าไม่ ก็จงเต้นต่อไปอยู่ดี และ “โอเล่!” ให้ตัวคุณ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ฉันเชื่ออย่างนี้ และคิดว่าควรสอนความเชื่อนี้ “โอเล่” ให้ตัวคุณ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เพราะคุณมีความรักและความดื้อด้านของมนุษย์ ที่จะทำงานของคุณต่อไป

ขอบคุณค่ะ (เสียงปรบมือ) ขอบคุณค่ะ (เสียงปรบมือ)

จูน โคเฮน: โอเล่ (ปรบมือ)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s