[จดหมายจากเขาวง] ฉันคือผลผลิตที่ล้มเหลวของสังคมไทย?

[จดหมายจากเขาวง]

ฉันคือผลผลิตที่ล้มเหลว?

ฉันไม่คิดว่าตัวเองเป็นผลผลิตที่ล้มเหลวของการศึกษาไทย แต่ฉันคิดว่าตัวเองเป็นผลผลิตที่ ‘โคตร’ ล้มเหลวของสังคมไทยเลยต่างหาก … อ๊ะ! ขอสวมวิญญาณกรองแก้วคนแสนดี โดยการไม่โทษสิ่งรอบข้างมันเสียทั้งหมดก็ได้ เอาเป็นว่า ความล้มเหลวของฉันมันเป็นความผิดของตัวเกียจคร้านในอนุภาคเซลล์สัก 30 ส่วนร้อย … ส่วนที่เหลือๆ ตั้ง 70 ส่วนนั้น ขอประเคนให้สังคมไทยรับไปเต็มๆ แล้วกันนะคะคุณชายหมอ XD

ปีพุทธศักราช 2556 นี้ ฉันอายุ … เอ่อ … ครบ 32 ปี แล้ว พร้อมทั้งยังไม่สามารถ define หน้าที่การงานของตัวเองให้แน่ชัดได้ว่าฉันทำอะไรอยู่ ไอ้การจะกระซิบบอกคนอื่นว่าฉัน “เป็นนักเขียน” ตัวเองก็ยังไม่เคยพิมพ์หนังสือออกมาวางแผงขายแม้สักเล่มเดียวด้วยซ้ำ งานแปลงานเขียนจุ๊กจิ๊กในแต่ละเดือนที่มีคนจ้างให้ทำก็ไม่ได้มีปริมาณมากมายอะไรขนาดจะส่งผลต่อยอดรวมภาษีของประชาชาติได้ ฉันช่วยแม่จ่ายค่าอินเตอร์เน็ตและค่าน้ำ แต่อย่าหวังนะว่าฉันจะมีเงินขนาดช่วยคุณท่านจ่ายค่าไฟ (แม้ฉันจะเปิดดูละคร “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ” อยู่ตลอดก็ตาม) … เห็นไหมว่าฉันไม่ได้ทำตัวให้ดีเด่ได้โล่ให้สมกับเป็นคนอายุ 32 ปีที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำในกรุงเทพฯ ได้เลย … พอพิมพ์อย่างนี้หลายคนอาจเริ่มรู้สึกเสื่อมศรัทธากับระบบการศึกษาของไทย พร้อมอยากละเลงคีย์บอร์ดด่าทอ รมว.การศึกษา เสียเดี๋ยวนี้ แต่ยัง … ยังก่อน … ฉันไม่เคยคิดว่าระบบการศึกษาของคณะรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ฉันจบมานั้นมีปัญหา (อย่างน้อยฉันก็เคยเดทกับเอ็มมานูเอล คานท์ นะ XD) แต่ฉันคิดอย่างจริงจังมากถึงมากที่สุดว่า ชีวิตฉันเริ่มล้มเหลวตั้งแต่เข้าสู่สังคมการทำงาน … ตั้งแต่ตอนที่เริ่มเฝ้าแต่คิดว่า “เมื่อไหร่จะสิ้นเดือน” นั่นต่างหาก

ขอพื้นที่ให้ฉันร่ายยาวประวัติการศึกษาของตัวเองสักนิดหน่อยนะ ฉันเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เรียนโรงเรียนละแวกบ้านมาตลอด มันไม่ใช่เรื่องดีหรือไม่ดี เพราะฉันก็รู้จักเด็กในอำเภอนี้ ที่ถูกส่งไปเรียนต่อไกลๆ อย่างเรียนที่ขอนแก่นบ้าง กรุงเทพฯ บ้างตั้งแต่พวกเขายังเป็นเด็ก ตอนนั้นฉันก็อิจฉาเด็กพวกนั้นอยู่บ้าง พวกเขาดูโก้มากเลยนะ ได้ไปเห็นอะไรไกลหูไกลตามากกว่าลำน้ำยัง และลำน้ำปาว แถมพอฤดูทำนา พวกเขาก็มีข้ออ้างไม่ต้องไปช่วยพ่อแม่ตามท้องทุ่งด้วย (ก็พวกเขาอยู่ห่างออกไปตั้งไกลโพ้นน่ะสิ) แต่เอาเถอะ สุดท้ายเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ทั้งฉันและพวกเขาก็พาตัวเองไปกองรวมตัวกันตามตึกสูงใหญ่ใน กทม. จนได้ ไม่ว่าเราจะผ่านการศึกษาแบบไหนมา ไม่ว่าเราจะเคยทำนาหรือไม่ก็ตามที

เพื่อนที่ฉันเคยผ่านพบจากช่วงเวลาที่อยู่ในการศึกษาในระบบนั้น หลายคนเป็นคนโคตรเจ๋งเชียวล่ะ … โอเค เวลาพูดคำว่า “เจ๋ง” ฉันหมายถึงผลงานด้านการศึกษาอ่ะนะ ยังไม่ได้รวมถึงกิจกรรมนอกหลักสูตรอื่นๆ ฉันรู้จักเด็กหนุ่มเด็กสาวรุ่นเดียวกันหลายคนที่เป็นพวกชนะ เลิศฟิสิกส์ เคมี ชีวะ โอลิมปิกส์โลกอะไรนั่น ในวัยใกล้ยี่สิบ ฉันรู้สึกว่าพวกเขาช่าง “เท่จัง” … เอาล่ะ ก่อนที่พวกคุณจะคิดว่าฉันบ้าคนที่เกรดเฉลี่ย ฉันขอบอกว่า ขณะเดียวกัน ฉันก็รู้จักเพื่อนที่เป็นเฮดกิจกรรมนานา เป็นประธานเชียร์งานบอลบ้าง เป็นนักดนตรีในซียูแบนด์บ้าง เป็นประธานรุ่นบ้าง บางคนก็เป็นนักกีฬามหาวิทยาลัย อ้อๆ ฉันยังเสือกไปรู้จักเด็กสถาปัตย์แนวๆ หลายคนด้วยนะ … อ้าว! นั่นไม่ใช่ประเด็นรึ XD

คนเหล่านี้ในวัย 30 พวกเขา turn out ยังไงน่ะเหรอ? อืม…พวกเขาก็มีชีวิตดีๆ ได้ไปเมืองนอกเมืองนาบ้าง แถมยังมีเงินเดือนในระดับมั่นคงแน่นปึ้กแบบที่คุณพอจะเดาได้นั่นแหละ อ้าว…แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน? ปัญหาน่ะไม่มีหรอก ไม่เคยมี พวกเขาดูสมบูรณ์แบบ จนกระทั่งวันหนึ่ง พี่ชายฉัน (ผู้เป็นคุณครูธุรการอัตราจ้างละแวกบ้าน) ได้เอ่ยถามขึ้นมาว่า “ทำไมเมืองไทยไม่มีคนแบบมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก, สตีฟ จ็อบส์, บิล เกตต์ เลยล่ะ?”

ฉัน : แกหมายถึงทำไมเราถึงไม่มีคนที่สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ แล้วเปิดตัวบริษัท สร้างงาน สร้างอาชีพได้เยอะๆ น่ะเหรอ?

พี่ชาย : ใช่ๆ การศึกษาเมืองไทยผิดปกติอะไรรึเปล่า ทำไมเราถึงสร้างคนแบบนั้นไม่ได้

ฉัน : ที่พูดมาน่ะ แกอย่าลืมนะว่าตัวแกอยู่ในแวดวงการศึกษา ><

ฉัน : ฉันไม่คิดว่าการศึกษาไทยมีอะไรผิดปกติหรือย่ำแย่มากหรอกนะ สมัยเรียนในระบบ ฉันเจอเพื่อนมากมายที่โคตรเก่ง very bright เวลามองดูพวกเขาแล้ว ฉันมองเห็นความเป็นไปได้ที่ประเทศจะพัฒนาไปได้ไกล เพียงแต่ว่า…

พี่ชาย : แต่ว่าอะไรวะ

ฉัน : พวกเขาไม่ได้ turn out เป็น innovator พวกเขากลายร่างเป็นพนักงานออฟฟิศ หรือเป็นคนในระบบราชการที่มีข้อจุกจิกกวนใจมากมาย บางคนก็ทำเงินได้เยอะ แต่พอใกล้ๆ สามสิบ เด็กโอลิมปิกส์วิชาการจำนวนมากที่ฉันรู้จักก็หันมาเล่นหุ้น เป็นฟันเฟืองส่วนหนึ่งของภาคเศรษฐกิจที่ฉันไม่รู้สึกว่าได้สร้างสรรค์อะไรเลยนอกจากเม็ดเงิน

ฉัน : ฉันไม่โทษการศึกษานะ แต่ฉันสงสัยว่า สังคมทำงานเรามีอะไรผิดปกติรึเปล่า ทำไมเราถึงเปลี่ยนคนที่เป็นความ หวัง เป็นความเป็นไปได้จำนวนมาก ให้กลายเป็นคนในระบบทั่วๆ ไป … การเป็นคนทั่วไปไม่ได้แย่ ฉันกับแกก็เป็นคนทั่วไป … การมีชีวิตปกติสุข มีงานทำ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ไปเที่ยวเมืองนอก มีประกันสุขภาพ หาค่าแป๊ะเจี้ยส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนดังๆ ได้ นั่นไม่ใช่เรื่องไม่ดี มันเป็นวิถีชีวิตที่ฉันก็ต้องการ … แต่ว่า สังคมแบบไหนที่ turn out ทำให้เด็กโอลิมปิกส์วิชาการ นักฟุตบอลเยาวชนระดับโลก หรือว่าที่นักการทูตอนาคตไกล กลายเป็นแค่คนที่ตามระบบไปเรื่อยๆ และก็รอซื้อ LMF, RMF เพื่อคอยลดภาษีทุกต้นปีวะ?

เงียบ … ฉันกับพี่ชายไม่มีคำตอบให้กับเรื่องนี้ … เราทั้งสองคนก็เป็นผลผลิตที่ล้มเหลวของสังคมการงานไทยเหมือนกัน … เอ๊ะ หรือเราเป็นผลผลิตอันล้มเหลวของการศึกษาไทยกันแน่ก็ไม่รู้ ทุกวันนี้เราอยู่อาศัยในบ้านแม่ เราช่วยแม่ล้างจาน ทำกับข้าว รดน้ำต้นไม้ และไปนาบ้าง ทว่าเราไม่ได้จ่ายค่าไฟฟ้าช่วยท่าน (เดือนละหลายพันนะ) เราไม่ได้ถอยรถใหม่…นั่นเพราะเราไม่มีปัญญาวางเงินดาวน์ด้วยซ้ำ

เราไม่ซื้อคอนโด เรามีเวลาว่างมาก และเราไม่ค่อยอยากทำอะไรที่ทำให้เรายุ่งจนไม่ได้กินข้าวเย็น เราสองพี่น้องไม่ได้จับจ่ายให้มากมายจนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และฉันก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าในวันที่ฉันอายุ 40 และพี่ชายอายุ 41 เราจะทำประโยชน์ให้ประเทศหรือโลกใบนี้ได้มากกว่านี้จริงหรือ?

ถึงบรรทัดนี้ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำว่า “ประโยชน์ต่อประเทศหรือโลก” มีความหมายครอบคลุมถึงไหน และมีหน้าตาแบบใดกันแน่

แล้วคุณล่ะ อะไรคือสิ่งที่คุณคาดหวังจากระบบการศึกษาไทย อะไรคือสิ่งที่คุณอยากให้ลูกคุณได้รับ และสังคมหน้าตาแบบไหนที่คุณและครอบครัวอยากเติบโตไปด้วย?

วิธีแสดงออกถึงความรัก

บ้าน เราไม่ได้มีภาพลักษณ์เป็นบ้าน “นักกิน” นัก ตั้งแต่ไหนแต่ไรเราก็ไม่เคยอยากขับรถไปไกลๆ เพื่อหาอะไรอร่อยๆ กิน เราสามารถกินร้านข้างบ้านได้ชั่วนาตาปี เราไม่ใช่บ้านที่จะตอบใครได้ว่า แถวกาฬสินธุ์อะไรอร่อย

แต่เวลาเราไปไหน เรามักแสดงความห่วงใยต่อกันด้วยของกิน พี่โต้งที่ดูจะไม่สนใจคนในบ้านมากที่สุด (วันๆ หมกอยู่แต่กับไอดอลญี่ปุ่น) ก็ยังแวะซื้อของกินที่ตลาดมาฝากคนในบ้านเสมอ พี่โต้งไม่เคยหรอก จะพูดว่ารักแม่รักพ่อ แต่พี่โต้งจะโยนถุงต้มยำ ถุงของหวาน หรือถุงใส่โดนัทไว้บนโต๊ะอาหารนั่นแหละ … นั่นคือจดหมายรักของพี่โต้งแล้วมั้ง

ส่วนครูวิ เวลานางแว่บออกจากโรงเรียนได้ นางจะไปซื้อกาแฟ ซื้อชาเย็นดอยไทยมาติดบ้านไว้เสมอ เป็นที่รู้กันว่า ถ้าเราผ่านร้านดอยไทย เรามักจะต้องซื้อให้คนที่บ้านตลอด ไม่ต้องโทรถาม เพราะจะมีคนกินเสมอ แล้วกาแฟดอยไทยมันถูกใจกว่าซื้อของขวัญแปลกประหลาดให้เสียอีก

ประโยคติดปากพวกเราเวลาสตาร์ตรถมอเตอร์ไซค์ก็คือ จะเอาอะไรจากตลาดไหม? ซึ่งหมายถึง จะกินอะไรนั่นแหละ

จบ.

[Books and some Magazines] 18.MAY.2013

หนังสือ + นิตยสารบางส่วนที่เพิ่งได้รับมา (เขาส่งให้บ้าง ซื้อหามาเองบ้าง)

Women’s Health ฉบับพฤษภาคม 2556 ไม่ค่อยชอบปก แต่เลย์เอาท์ข้างในสวยดี มีบทสัมภาษณ์ผู้หญิงเก่งหลายคน ชอบภาพในคอลัมน์อาหาร ทำไมพอชั้นออกมาแล้วภาพคอลัมน์นี้มันสวยขึ้นเรื่อยๆ … พี่ช่างภาพแกล้งชั้นเรอะะะะะะะะะ XD

GM ฉบับพฤษภาคม 2556 ซื้อเล่มนี้เพราะคอลัม์ Roaming มีเรื่องนิวยอร์กและโอบามา ของ ธาดา ราชกิจ

ครัวสีแดง โดย อุรุดา โควินท์ : อ่านจบแล้ว สนุกมากกกกกกกกกก ชอบภาษาและลีลาการเขียนของเธอ

ผู้ชายในฝัน โดย อุรุดา โควินท์ : แซบพาเพลิน อ่านแล้วอยากเขียน “ผู้ชายในฝัน เวอร์ชั่นแฟนเกิร์ล” ดูบ้าง (ได้แต่ฝัน ตัวขี้เกียจยังทำงานเต็มสตรีมอยู่)

บ้านเกิด ครัวของเรา กับร้านในสวนลิ้นจี่ โดย อุรุดา โควินท์ : เพิ่งได้มาเมื่อวาน ยังไม่ได้อ่าน แต่กำลังจะไปเชียงราย ว่าจะไปร้านนี้ ถ้ายังเปิดอยู่

หลง โดย ผมอยู่ข้างหลังคุณ : จบแล้ว เป็นหนังสือเกี่ยวกับญี่ปุ่นในช่วง 4 ปีนี้ที่ชอบที่สุด

คองเซียร์จมือโปร ไฮโซสุดแสบ โดย ไมเคิล ฟาซิโอ และ ไมเคิล มาลิซ : สนุกดี ชอบเรื่อง really chic ทำนองนี้อยู่แล้ว เมืองไทยไม่ค่อยมีเนอะ หรือมีก็ไม่ค่อยสนุกเท่า

ปกรณัมปรัมปรา โดย เอดิธ แฮมิลตัน : ยังไม่ได้อ่าน แต่เห็นว่ากันว่า เป็นตำราที่นิสิตอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ต้องโดนบังคับอ่านกันถ้วนหน้า … ว่าจะหาอินสไปเรชั่นมาเขียนฟิกนายแพทย์ยศวิน กับ ม.ร.ว.นายแพทย์พุฒิภัทร ดีกว่า XD

จดหมายจากเกียวโต โดย ฮิมิโตะ ณ เกียวโต : เชื่อไหมว่าไม่เคยอ่านเล่มนี้ ได้มาเมื่อวาน สนุกมากกก วางไม่ลง

จดหมายจากสันคะยอม โดย ฮิมิโตะ ณ เกียวโต : พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 2546 ปีนี้คือปี 2556 อยากเห็น จดหมายจากเขาวง กันบ้างไหม…ประเทศไทยเปลี่ยนไปเยอะอยู่นะ

รูปภาพ

[จดหมายจากเขาวง] – เราอยู่ในสังคมแบบนั้น…นั่นแหละคือปัญหา

[จดหมายจากเขาวง]

น้องสาวเรา (ลูกพี่ลูกน้อง) เป็นคนที่เก่งมากในสายตาเรา เธอมาจากครอบครัวที่ไม่ได้ทำมาค้าขาย พวกเราไม่มียีน “แม่ค้า” ในตัว เธอไม่ใช่คนเรียนเก่ง แต่เธอชอบคุยกับคน เธอเลือกเรียนพยาบาล พอเธอแต่งงาน เธอเริ่มช่วยสามีเปิดร้านขายมือถือ สักพักเธอขยายร้านเป็นสี่-ห้าร้าน ลาออกจากการเป็นพยาบาล ในวัยกลาง 20 เธอกลายเป็น “เจ๊” ของคนงาน (เธอสร้างอาชีพให้คนอื่นได้) ร้านเธอทำรายได้เดือนละเจ็ดหลัก แต่แน่นอนเธอแบกหนี้สินราว 20 ล้านบาทไว้กับตัวและสามีตามประสาคนค้าขายที่ต้องมีการกู้อยู่แล้ว

เมื่อเฝ้ามองผู้หญิงในวัยกลาง 20 อย่างเธอ เรารู้สึกว่าสิ่งที่เธอสร้างและแบกไว้นั้นช่างน่าทึ่ง แน่นอนว่าสำหรับครอบครัวของเธอ เธอกลายเป็นเสาหลัก

เราเคยคุยกับเพื่อนสนิทที่ชื่อ โต เราคุยกันเรื่องคนในครอบครัวเรา เรากับโตเหมือนกันอย่าง คือเราจบจุฬาฯ (เรารู้จักกันที่นี่แหละ) แต่เรามองว่า สำหรับเรา สถาบันไม่ได้พิสูจน์อะไรคน … ญาติพี่น้องโตทุกคนไม่มีใครได้เรียนจุฬาฯ บางคนเรียนจบแค่ ม.6 แต่ทุกคน “รวยกว่าเรา และเป็นกำลังหลักให้ครอบครัว ส่วนเราเป็นแผนกให้กำลังใจ” โตบอก

เราไม่ได้บูชาเงิน และเราไม่ได้คิดว่าเราล้มเหลวที่ไม่ได้ทำเงินเยอะแยะ แต่ขณะเดียวกันเราก็ชื่นชมคนรอบตัวทุกคน ที่สร้างเนื้อสร้างตัวกลายเป็นกำลังหลักของครอบครัว คนเหล่านี้ไม่ใช่นักคิด ไลฟ์สไตล์ของพวกเขาไม่ได้เท่ พวกเขาห่างไกลจากหนังสือของมูราคามิ แต่พวกเขาคือตัวต่อที่สร้างประเทศ เป็นฟันเฟืองให้เศรษฐกิจหมุนไป พวกเขาคือ real people in every day’s real lives

เราไม่มีความเห็นเกี่ยวกับ “นโยบายด้านการศึกษา” เอาจริงๆ เราเพิ่งคุยกับพี่ชายที่เป็นคุณครูธุรการในโรงเรียนละแวกบ้าน เราบอกพี่ชายว่า เราไม่คิดว่าการศึกษาไทยมีปัญหามากนักหรอก มันต้องพัฒนาน่ะใช่ generation ถัดไปย่อมความได้รับสิ่งที่ดีกว่าที่รุ่นพวกเราเคยได้รับมาอยู่แล้ว แต่เราคิดว่าจริงๆ แล้วระบบโครงสร้างของสังคมหลังจากเรียนจบแล้วต่างหากที่มีปัญหา สังคมหลังจากที่พวกเราออกจากโรงเรียนน่ะ คือตัวปัญหา

มันเป็นระบบอย่างที่ชาร์ลส บูคาวสกี้ เคยเขียนไว้ในเรื่องสั้น “ผู้ชายใคร่ลิฟต์”  จากรวมเรื่องสั้น “ดื่มเบียร์ที่มุมบาร์” ที่ว่า
“พวกนั้นให้คุณแค่พออยู่รอดแต่มันไม่เคยให้คุณพอเพียงจนสามารถจะโบยบินหนีได้”

เราอยู่ในสังคมแบบนั้น…ไม่ว่าเราจะเป็นคนที่เรียนเก่ง เรียนกลาง หรือเข้ารับการศึกษาจากโรงเรียนทางเลือกหรือไม่ … ฉันคิดอย่างนั้น

และมันอาจจะผิดก็ได้

[จดหมายจากเขาวง] – ชนชั้นกลางๆ น่ะ มีพลัง create อะไรได้มากกว่าที่ตัวเขาคิดนะ

[จดหมายจากเขาวง]

อะไรที่ว่ายากๆ ถ้าลองลงมือดูหน่อย มันก็อาจจะพอมีทาง (แหละมั้ง)

ตั้งแต่กลับมาอยู่เขาวง มีเวลาในชีวิตอยู่มากโข เลยได้เรียนรู้รายทางไปเรื่อยๆ ว่าเขาวงมีประวัติศาสตร์ เชื่อมต่อกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้อย่างไร ทั้งยังมีวัฒนธรรมภูไท ข้าวเหนียวเขาวงก็เรียกได้ว่าเป็นข้าวเหนียวอันดับหนึ่งของอีสาน ยังไม่นับเรื่องผ้าฝ้าย ผ้าไหมแพรวา (ที่แม้จะไม่โด่งดังเท่าฝั่ง อ.คำม่วง) แต่เขาวงอยู่ห่างจากตัวเมืองมุกดาหาร 100 กิโลเมตร เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อโซนตลาดแม่น้ำโขงฝั่งนี้ รายทางมีวัดชื่อดังจำนวนมาก ถ้าคนแวะมาเที่ยว ขับรถต่อไปถึงมุกฯ ได้ แล้วจะเลยต่อข้ามไปสะหวันนะเขตก็ได้อีก แถมตอนนี้ยังมีข่าวลือข่าวเล่าอ้างว่าเจ้าสัวจิราธิวัฒน์ เขาจะมาเปิด “เซนทรัล” ที่มุกดาหารอี๊ก ต้อนรับ AEC มากโข ขอบอกว่าเศรษฐีลาวใต้น่ะ เขามีทรัพย์กันคักอีหลีนะคะคุณ ดังนั้น ไม่ว่าจะมองอย่างไร เส้นทางเขาวง ก็เป็นเส้นทางท่องเที่ยว/วัฒนธรรม/ประวัติศาสตร์/เศรษฐกิจได้ เลยอยากทำอะไรสักอย่าง

ก็รีๆ รอๆ มาสักพัก เพราะขับรถกระบะก็ไม่เป็น จะออกไปถ่ายรูปสถานที่ไหนไกลๆ ก็ไม่ได้ ตอนนั้นก็หนักไปทางการดำรงตนเป็น “นักคิด” หรือ “นักฝัน” (ปน “นักโพสต์”) แหม…ก็ขับรถกระบะไม่ได้อ่ะ จะให้ทำอะไรได้ แถวนี้ไม่ได้มีรถไฟฟ้าแล่นฉิวผ่านหลังคานี่จ๊ะ

จนสักสองสามเดือนก่อน ได้อ่านนิตยสาร GM เห็นคุณมนตรี บุญสัตย์ ที่ต่อมารู้จักในนามคุณบุ้ย เขียนเรื่องที่แกรวมกลุ่มกับเพื่อนไม่กี่คนจัดวิ่งแล้วหารายได้เข้าศูนย์ หัวใจ รพ.สักแห่ง เงินไม่ได้เยอะมากมาย แต่เพียงพอให้เด็กที่ป่วยราวๆ 20 ชีวิตไม่ต้องกังวลใจเรื่องรายจ่ายสุขภาพอีกแล้ว ไม่ใช่การสร้างความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างสังคม แต่มันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้คน 20 ชีวิตได้…โหย อ่านแล้วอินสไปร์โคตรๆ

คิดไงไม่รู้ เลยส่งอีเมลหาพี่อ๋อง บ.ก. GM เพื่อขออีเมลคุณบุ้ยอีกทีนึง ได้คุยกับคุณบุ้ย ก็ให้คำแนะนำดี๊ดี กำลังใจมาเป็นกอง แถมคุณบุ้ยยังช่วยคิดชื่องานวิ่งให้อีก ว่า เอางี้สิ “Run Rice 2013 วิ่งผ่านทุ่งข้าวเขาวง” ชีวิตนี้ไม่เคยเจอหน้าค่าตาคุณบุ้ยหรอก แต่รู้สึกว่าแกคงหล่อโคตรๆ ไม่น้อยหน้าไรอัน กอสลิ่ง แน่ๆ XD

ได้คำแนะนำจากประชาชนในส่วนศูนย์กลางของประเทศมากพอแล้ว ทีนี้ก็คิดว่า ลุยเลยดีกว่า เลยไปถามคนโน้นคนนี้ทั่่วไป ว่าเริ่มยังไงดี ทีนี้เพื่อนแถวบ้านที่เป็นเจ้าพ่อชาวสวนชาวไร่ (หมายถึงมีที่นาที่ไร่และที่สวนเยอะ) ก็แนะให้คุยกับน้องนักวิ่งละแวกบ้าน จริงๆ กว่าจะได้โทรหากันก็หลายสัปดาห์อยู่ เพราะชีวิตก็มีเรื่องวุ่นวายของมัน เมื่อวานตอนค่ำได้ไปคุยกับนักวิ่งชั้นนำของชมรมนักวิ่งเมืองภูอ้อม (ก็ “เขาวง” นี่แหละเมืองภูอ้อม) คือหมออี๊ดกับน้องเมธ ก็ให้คำแนะนำและช่วยเหลือได้ดี สรุปว่าเราจะประสานงานจัดด้วยกัน แต่ทีนี้เรื่องดำเนินการของบประมาณ ทางนี้ไม่สันทัด เลยแนะให้ไปคุยกับคุณครูแม็กแห่งโรงเรียนหนองห้างฉวีวิทย์ อยู่อีกอำเภอหนึ่ง (คือ อ.กุฉิรายณ์) ทางเราไม่มีเบอร์ติดต่อครูแม็กแม้แต่น้อย แต่ทางหมออี๊ดบอกว่าบ้านครูอยู่หน้าโรงเรียน เลยขอร้องแกมบังคับน้องชายที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยและกลับมาอยู่บ้าน ว่าช่วยขับรถกระบะวีโก้พาไปหน่อย ก็ไปกันตอนสายๆ แวะถามทางกับชาวบ้านละแวกนั้นอยู่สองหน จนเจอบ้านคุณครู

ไปถึงก็แนะนำตัว คุณครูก็ปรินท์ข้อมูลให้อย่างดิบดี ได้เอกสารที่ใช้เป็น “ตัวอย่างโครงการ / แบบขอทุน” อันใช้ประโยชน์ได้ แถมยังแนะนำแหล่งหาทุนให้ ก่อนกลับครูก็อุตส่าห์เดินมาบอกว่า ทางมุกดาหารเขาเคยขอทุนกับทางโตโยต้ามุกฯ ช่วยออกค่าเหรียญรางวัลให้ เผื่อเราใช้เป็นแบบอย่างได้ ฟังข้อมูลแล้วรู้สึกดีใจ มันไม่ใช่คำแนะนำใหญ่โตอะไร ไม่ได้เป็นข้อความฉลาดปราดเปรื่อง แต่ทำให้รู้สึกว่า คนเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ก็ช่วยกันได้ดีขนาดนี้ ไม่ได้หวงเคล็ดวิชาการจัดงานวิ่งเลยแม้แต่น้อย…ไอ้ที่เคยๆ กลัวมาตลอดว่า ลำพังการเป็นผู้หญิงช่วงวัย 30 ที่ปลูกหอมเปก็ไม่ขึ้นสักเมล็ด แล้วชั้นจะจัดวิ่งซูเปอร์มินิมาราธอนงบประมาณ 2 แสนบาทได้อย่างไรไหว คนอย่างชั้นที่ถนัดแต่เขียนจุ๊กจิ๊กลงคอลัมน์หวานแหววนี่นะ…เออ แต่ตอนนี้รู้สึกเห็นทางไปแล้วล่ะ

ตอนนี้ยังไม่ได้เงินงบประมาณมาสักบาทหรอก ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะได้มาสักบาทไหม แต่กำลังใจมันมาแล้ว พร้อมๆ กับได้เรียนรู้ว่า ถ้าเราออก “นอกบ้าน” ไปลองลุยอะไรจริงๆ มันมีนะ คนที่พร้อมจะช่วย บางคนช่วยแนะนำ บางคนช่วยขับรถ บางคนช่วยซื้อชาเย็นมาให้ บางคนไม่ได้รู้จักกันมาก่อน (อย่างคุณบุ้ย หรือ ครูแม็ก) ก็ช่วยแนะช่วยสอนกันได้

เราไม่แน่ใจว่าทางจังหวัดจะว่าอย่างไร นายอำเภอจะช่วยประสานงานได้ไหม เทศบาลจะรู้สึกว่าเราสร้างเรื่องเดือดร้อนหรือเปล่า แต่เอาเถอะ เราเชื่อว่าโครงการมันดี เขาวงมีทุ่งข้าวสวยมากในเดือนกันยายน (เดือนอื่นไม่สวยหรอก แต่เดือนนี้น่ะสวย) แถมมาที่นี่ยังมีสนามบินเสรีไท ถ้ำคอมมิวนิสต์ ผ้าฝ้ายภูไท ผ้าไหมแพรวา และจุกจิกจิปาถะ จะขับรถต่อไปมุกก็ได้ จะข้ามไปสะหวันนะเขตก็ตามใจ

เราเชื่อว่าโครงการดี คนต่างถิ่นจะได้มาเห็นเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ได้บอกต่อ อย่างน้อยที่สุด ผู้คนที่เดินทางมา ก็ก่อให้เกิดการกระจายตัวด้านการจับจ่าย ร้านกาแฟมีลูกค้ามากขึ้น ปั๊มน้ำมันมีคนแวะเติม ร้านอาหารอร่อยๆ โดยเชฟตัวเล็กตัวน้อยได้เผยตัวต่อประชาคมอาเซียน

การลุกออกจากบ้าน (ถอยรถกระบะลงเนิน) อย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้ความเป็นไปได้เปิดกว้างมากขึ้น

มันเหมือนกับตอนที่เราสมัครทุนช่วงแรกนั่นแหละ เราคิดว่าแทบไม่เห็นหนทางที่จะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปได้…เพราะยังมีผู้คนด้านนอกอีกมาก ที่เขาก็อยากเห็นมันเป็นไปได้พอๆ กับเรา

ชนชั้นกลางๆ น่ะ มีพลัง create อะไรได้มากกว่าที่ตัวเขาคิดนะ

The ME ME ME Generation : New cover of TIME

Update: May 19th, 2013 : This is the link for someone who would like to read the whole article:

 

 

Woo! Kinda love this cover of TIME

The ME ME ME Generation

Millennials are lazy, entitled narcissists who still live with their parents.

Why they’ll save us all?

Best part? The author of this cover is legendarily epic man – Joel Stein! My fav writer of all time!

รูปภาพ

Don’t you just adore it?

Read some parts of the story here – http://nation.time.com/2013/05/09/millennials-the-next-greatest-generation/

คำตาม : หนังสือ สาวน้อยกระโปรงเพลิง

(คำตามหนังสือ สาวน้อยกระโปรงเพลิง สำนักพิมพ์กำมะหยี่)

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151324887411975&set=a.372732481974.164050.102174971974&type=1&theater

 

 

 

สาวน้อยกระโปรงเพลิง : อ่านคนอ่านแล้ว

บางครั้งโลกก็บอบบางเกินกว่าจะรับความจริงไหว

903319_10151324887411975_224263749_o
บางครั้งโลกก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ใจเราคิด ชีวิตพร้อมพลิกผันเสมอ อย่างน้อยๆ ที่สุด เรื่องแปลกประหลาดก็อาจเกิดขึ้นกับหัวใจเรา เราตกหลุมรักและอาจหมดรักลงได้ เราคิดว่าเราเกลียดชังบุพการี แต่อาจเป็นตัวเราที่ร้องไห้มากที่สุดในวันที่พวกท่านจากไป เรื่องเหนือจริงบางครั้งก็เกิดขึ้นจริง นี่คือสิ่งที่งานเขียนชิ้นแรกของ เอมี่ เบ็นเดอร์ บอกกล่าวอย่างยั่วเย้าแก่เราทุกคน

รวมเรื่องสั้นเรื่องนี้สนุก เพลิดเพลิน วาบหวามในบางช่วงตอน แต่ก็เศร้าบาดใจเหลือเกินในบางจังหวะ นักเขียนสาวอเมริกันผู้นี้เธอพาเราก้าวเข้าสู่โลกของหญิงสาวที่พบว่าคนรักตัวเองกลายเป็นวานร, หญิงสาวแสนสวยร่ำรวยที่ยั่วยวนชายขี้อายให้หลับนอนด้วย แต่เขากลับเลือกดูทีวีแทนการร่วมรักกับเธอ, ภรรยาผู้ตั้งคำถามว่าเธอจะทนรักสามีผู้กลับมาจากสงครามและสูญเสียปากอันน่าจุมพิตได้อีกไหม, บรรณารักษ์สาวผู้ร้าวรานกับการจากไปของพ่อจนยอมนอนกับผู้ชายทุกคนที่เข้าห้องสมุด, หญิงสาวผู้ตกหลุมรักชายหลังค่อม ก่อนที่จะทิ้งเขาเมื่อพบว่าเขาคือคนปกติที่ตั้งใจทำศัลยกรรมเพื่อให้หลังค่อม, หรือแม้กระทั่งเรื่องของเด็กสาวกับพ่อที่นอนป่วยและความว้าวุ่นในใจของเธอ

เรื่องสั้น 16 เรื่องในเล่มดูเหนือจริงแต่ก็คล้ายจะเป็นจริง มันเปิดเปลือยความปรารถนาอันสุดโต่งที่เราซ่อนไว้ในชีวิต เปิดเผยบางถ้อยประโยคที่เราไม่กล้าเอื้อนเอ่ยในโลกแห่งชีวิตจริง เพราะเรารู้ดีว่า บางครั้งโลกก็บอบบางเกินกว่าจะรับความจริงไหว

และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่นวนิยายหรือเรื่องสั้นเหนือจริงควรยังมีอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป…เพื่อสร้างสรรค์ความลวงที่เปิดเผยความจริงนั่นเอง

โดย tiktokthailand

life is like a tumbler…

bd

 

 

Life is like a tumbler, sometimes you put coffee in, some moment it’s Mark & Spencer’s tea, and some days it’s just only lemonade in there. Or just some pure water. Or Korean soju. 😀

I mean sometimes what’s inside is not the same thing that a label told. Yes, sometimes it’s the same thing, but sometimes, it isn’t.
The best part? You can even change the label yourself. Just have fun doing a little art thing. And be creative.

I have just reach my advanced age in the late of April. But I think I haven’t been advanced in any skills yet. I fail a lot during this life, and will again in the future.

I didn’t get a scholarship for Lee Kuan Yew, National University of Singapore.
I was admitted to the University of Gothenberg in Sweden, but fail to receive a scholarship.
I sent an application form to University of Hawaii, but too lazy to do an IELTS test at that time, then, I definitely fail to surf the blue ocean there.

But I got a scholarship from University of Tokyo, the one that I never planned or hoped before. I can say that during the ‘seeking scholarships process’, I just found out about this scholarship accidentally. And I just sent it, with no hope, because it’s Todai, how can a failure girl like me can dream of.

“Just try.” Some of my best friends told me one day. And also some of my professors. “Just give it a try.”

It is not an achievement in life. I just got it there with some lucks. I know it. It is not about that I am good or not good. It is just about … It’s new program, most of people don’t know about this scholarship. It’s just that.

At least my dad and my mom smiled about this news.

I haven’ finished any book yet.
I haven’t got married.
I don’t even know how to drive a truck. (But yes, I can drive a pickup now.)

But I have just volunteer myself to translate a paper for a community hospital.
My local friends and I have just create a mini (or maybe expand to “half”) marathon called “Run Rice 2013 – วิ่งผ่านทุ่งข้าวเขาวง” which will take place in this coming Sep.
I sent an article called “ฉันเป็นมิตรหรือเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม”, and the IMAGE magazine will publish it in this June (or maybe July).
I wrote an article “The right to get sick”, and nobody cares to publish it. (I will try harder next time).
My brother and I took care of my dad during his hospital era.
And I wrote คำตาม for a book called “สาวน้อยกระโปรงเพลิง” by สำนักพิมพ์กำมะหยี่, which you can read it here.

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151324887411975&set=a.372732481974.164050.102174971974&type=1&theater

During the “seeking for scholarships” period, you know what I hate the most? I hate it when the fund-givers asked “What is your best achievement?”.

I don’t have any. I don’t.

Ask me about the failures, I got tons of them to share.

So…if you read through until this line,
congratulations.

You can now label me. At least, you got some informative info to label me now.

But remember, what’s inside, might not be the same with the label.

or you may be damn right, it might be the same. 😀

Let’s drink Soju. ^^