[จดหมายจากเขาวง] ฉันคือผลผลิตที่ล้มเหลวของสังคมไทย?

[จดหมายจากเขาวง]

ฉันคือผลผลิตที่ล้มเหลว?

ฉันไม่คิดว่าตัวเองเป็นผลผลิตที่ล้มเหลวของการศึกษาไทย แต่ฉันคิดว่าตัวเองเป็นผลผลิตที่ ‘โคตร’ ล้มเหลวของสังคมไทยเลยต่างหาก … อ๊ะ! ขอสวมวิญญาณกรองแก้วคนแสนดี โดยการไม่โทษสิ่งรอบข้างมันเสียทั้งหมดก็ได้ เอาเป็นว่า ความล้มเหลวของฉันมันเป็นความผิดของตัวเกียจคร้านในอนุภาคเซลล์สัก 30 ส่วนร้อย … ส่วนที่เหลือๆ ตั้ง 70 ส่วนนั้น ขอประเคนให้สังคมไทยรับไปเต็มๆ แล้วกันนะคะคุณชายหมอ😄

ปีพุทธศักราช 2556 นี้ ฉันอายุ … เอ่อ … ครบ 32 ปี แล้ว พร้อมทั้งยังไม่สามารถ define หน้าที่การงานของตัวเองให้แน่ชัดได้ว่าฉันทำอะไรอยู่ ไอ้การจะกระซิบบอกคนอื่นว่าฉัน “เป็นนักเขียน” ตัวเองก็ยังไม่เคยพิมพ์หนังสือออกมาวางแผงขายแม้สักเล่มเดียวด้วยซ้ำ งานแปลงานเขียนจุ๊กจิ๊กในแต่ละเดือนที่มีคนจ้างให้ทำก็ไม่ได้มีปริมาณมากมายอะไรขนาดจะส่งผลต่อยอดรวมภาษีของประชาชาติได้ ฉันช่วยแม่จ่ายค่าอินเตอร์เน็ตและค่าน้ำ แต่อย่าหวังนะว่าฉันจะมีเงินขนาดช่วยคุณท่านจ่ายค่าไฟ (แม้ฉันจะเปิดดูละคร “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ” อยู่ตลอดก็ตาม) … เห็นไหมว่าฉันไม่ได้ทำตัวให้ดีเด่ได้โล่ให้สมกับเป็นคนอายุ 32 ปีที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำในกรุงเทพฯ ได้เลย … พอพิมพ์อย่างนี้หลายคนอาจเริ่มรู้สึกเสื่อมศรัทธากับระบบการศึกษาของไทย พร้อมอยากละเลงคีย์บอร์ดด่าทอ รมว.การศึกษา เสียเดี๋ยวนี้ แต่ยัง … ยังก่อน … ฉันไม่เคยคิดว่าระบบการศึกษาของคณะรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ฉันจบมานั้นมีปัญหา (อย่างน้อยฉันก็เคยเดทกับเอ็มมานูเอล คานท์ นะ XD) แต่ฉันคิดอย่างจริงจังมากถึงมากที่สุดว่า ชีวิตฉันเริ่มล้มเหลวตั้งแต่เข้าสู่สังคมการทำงาน … ตั้งแต่ตอนที่เริ่มเฝ้าแต่คิดว่า “เมื่อไหร่จะสิ้นเดือน” นั่นต่างหาก

ขอพื้นที่ให้ฉันร่ายยาวประวัติการศึกษาของตัวเองสักนิดหน่อยนะ ฉันเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เรียนโรงเรียนละแวกบ้านมาตลอด มันไม่ใช่เรื่องดีหรือไม่ดี เพราะฉันก็รู้จักเด็กในอำเภอนี้ ที่ถูกส่งไปเรียนต่อไกลๆ อย่างเรียนที่ขอนแก่นบ้าง กรุงเทพฯ บ้างตั้งแต่พวกเขายังเป็นเด็ก ตอนนั้นฉันก็อิจฉาเด็กพวกนั้นอยู่บ้าง พวกเขาดูโก้มากเลยนะ ได้ไปเห็นอะไรไกลหูไกลตามากกว่าลำน้ำยัง และลำน้ำปาว แถมพอฤดูทำนา พวกเขาก็มีข้ออ้างไม่ต้องไปช่วยพ่อแม่ตามท้องทุ่งด้วย (ก็พวกเขาอยู่ห่างออกไปตั้งไกลโพ้นน่ะสิ) แต่เอาเถอะ สุดท้ายเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ทั้งฉันและพวกเขาก็พาตัวเองไปกองรวมตัวกันตามตึกสูงใหญ่ใน กทม. จนได้ ไม่ว่าเราจะผ่านการศึกษาแบบไหนมา ไม่ว่าเราจะเคยทำนาหรือไม่ก็ตามที

เพื่อนที่ฉันเคยผ่านพบจากช่วงเวลาที่อยู่ในการศึกษาในระบบนั้น หลายคนเป็นคนโคตรเจ๋งเชียวล่ะ … โอเค เวลาพูดคำว่า “เจ๋ง” ฉันหมายถึงผลงานด้านการศึกษาอ่ะนะ ยังไม่ได้รวมถึงกิจกรรมนอกหลักสูตรอื่นๆ ฉันรู้จักเด็กหนุ่มเด็กสาวรุ่นเดียวกันหลายคนที่เป็นพวกชนะ เลิศฟิสิกส์ เคมี ชีวะ โอลิมปิกส์โลกอะไรนั่น ในวัยใกล้ยี่สิบ ฉันรู้สึกว่าพวกเขาช่าง “เท่จัง” … เอาล่ะ ก่อนที่พวกคุณจะคิดว่าฉันบ้าคนที่เกรดเฉลี่ย ฉันขอบอกว่า ขณะเดียวกัน ฉันก็รู้จักเพื่อนที่เป็นเฮดกิจกรรมนานา เป็นประธานเชียร์งานบอลบ้าง เป็นนักดนตรีในซียูแบนด์บ้าง เป็นประธานรุ่นบ้าง บางคนก็เป็นนักกีฬามหาวิทยาลัย อ้อๆ ฉันยังเสือกไปรู้จักเด็กสถาปัตย์แนวๆ หลายคนด้วยนะ … อ้าว! นั่นไม่ใช่ประเด็นรึ😄

คนเหล่านี้ในวัย 30 พวกเขา turn out ยังไงน่ะเหรอ? อืม…พวกเขาก็มีชีวิตดีๆ ได้ไปเมืองนอกเมืองนาบ้าง แถมยังมีเงินเดือนในระดับมั่นคงแน่นปึ้กแบบที่คุณพอจะเดาได้นั่นแหละ อ้าว…แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน? ปัญหาน่ะไม่มีหรอก ไม่เคยมี พวกเขาดูสมบูรณ์แบบ จนกระทั่งวันหนึ่ง พี่ชายฉัน (ผู้เป็นคุณครูธุรการอัตราจ้างละแวกบ้าน) ได้เอ่ยถามขึ้นมาว่า “ทำไมเมืองไทยไม่มีคนแบบมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก, สตีฟ จ็อบส์, บิล เกตต์ เลยล่ะ?”

ฉัน : แกหมายถึงทำไมเราถึงไม่มีคนที่สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ แล้วเปิดตัวบริษัท สร้างงาน สร้างอาชีพได้เยอะๆ น่ะเหรอ?

พี่ชาย : ใช่ๆ การศึกษาเมืองไทยผิดปกติอะไรรึเปล่า ทำไมเราถึงสร้างคนแบบนั้นไม่ได้

ฉัน : ที่พูดมาน่ะ แกอย่าลืมนะว่าตัวแกอยู่ในแวดวงการศึกษา ><

ฉัน : ฉันไม่คิดว่าการศึกษาไทยมีอะไรผิดปกติหรือย่ำแย่มากหรอกนะ สมัยเรียนในระบบ ฉันเจอเพื่อนมากมายที่โคตรเก่ง very bright เวลามองดูพวกเขาแล้ว ฉันมองเห็นความเป็นไปได้ที่ประเทศจะพัฒนาไปได้ไกล เพียงแต่ว่า…

พี่ชาย : แต่ว่าอะไรวะ

ฉัน : พวกเขาไม่ได้ turn out เป็น innovator พวกเขากลายร่างเป็นพนักงานออฟฟิศ หรือเป็นคนในระบบราชการที่มีข้อจุกจิกกวนใจมากมาย บางคนก็ทำเงินได้เยอะ แต่พอใกล้ๆ สามสิบ เด็กโอลิมปิกส์วิชาการจำนวนมากที่ฉันรู้จักก็หันมาเล่นหุ้น เป็นฟันเฟืองส่วนหนึ่งของภาคเศรษฐกิจที่ฉันไม่รู้สึกว่าได้สร้างสรรค์อะไรเลยนอกจากเม็ดเงิน

ฉัน : ฉันไม่โทษการศึกษานะ แต่ฉันสงสัยว่า สังคมทำงานเรามีอะไรผิดปกติรึเปล่า ทำไมเราถึงเปลี่ยนคนที่เป็นความ หวัง เป็นความเป็นไปได้จำนวนมาก ให้กลายเป็นคนในระบบทั่วๆ ไป … การเป็นคนทั่วไปไม่ได้แย่ ฉันกับแกก็เป็นคนทั่วไป … การมีชีวิตปกติสุข มีงานทำ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ไปเที่ยวเมืองนอก มีประกันสุขภาพ หาค่าแป๊ะเจี้ยส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนดังๆ ได้ นั่นไม่ใช่เรื่องไม่ดี มันเป็นวิถีชีวิตที่ฉันก็ต้องการ … แต่ว่า สังคมแบบไหนที่ turn out ทำให้เด็กโอลิมปิกส์วิชาการ นักฟุตบอลเยาวชนระดับโลก หรือว่าที่นักการทูตอนาคตไกล กลายเป็นแค่คนที่ตามระบบไปเรื่อยๆ และก็รอซื้อ LMF, RMF เพื่อคอยลดภาษีทุกต้นปีวะ?

เงียบ … ฉันกับพี่ชายไม่มีคำตอบให้กับเรื่องนี้ … เราทั้งสองคนก็เป็นผลผลิตที่ล้มเหลวของสังคมการงานไทยเหมือนกัน … เอ๊ะ หรือเราเป็นผลผลิตอันล้มเหลวของการศึกษาไทยกันแน่ก็ไม่รู้ ทุกวันนี้เราอยู่อาศัยในบ้านแม่ เราช่วยแม่ล้างจาน ทำกับข้าว รดน้ำต้นไม้ และไปนาบ้าง ทว่าเราไม่ได้จ่ายค่าไฟฟ้าช่วยท่าน (เดือนละหลายพันนะ) เราไม่ได้ถอยรถใหม่…นั่นเพราะเราไม่มีปัญญาวางเงินดาวน์ด้วยซ้ำ

เราไม่ซื้อคอนโด เรามีเวลาว่างมาก และเราไม่ค่อยอยากทำอะไรที่ทำให้เรายุ่งจนไม่ได้กินข้าวเย็น เราสองพี่น้องไม่ได้จับจ่ายให้มากมายจนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และฉันก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าในวันที่ฉันอายุ 40 และพี่ชายอายุ 41 เราจะทำประโยชน์ให้ประเทศหรือโลกใบนี้ได้มากกว่านี้จริงหรือ?

ถึงบรรทัดนี้ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำว่า “ประโยชน์ต่อประเทศหรือโลก” มีความหมายครอบคลุมถึงไหน และมีหน้าตาแบบใดกันแน่

แล้วคุณล่ะ อะไรคือสิ่งที่คุณคาดหวังจากระบบการศึกษาไทย อะไรคือสิ่งที่คุณอยากให้ลูกคุณได้รับ และสังคมหน้าตาแบบไหนที่คุณและครอบครัวอยากเติบโตไปด้วย?

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s