สเตฟาน แซกมายสเตอร์ นักออกแบบกำลังจะมาไทย

 

 

เมื่อปี 2011 นิ้วกลม เขียนบทความเรื่อง “เหตุผลที่คนควรหยุดงาน” ตามลิงก์แนบนี้ คุณยังพอจำได้ไหมส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจ กล่าวถึงผู้ชายชื่อ สเตฟาน แซกมายสเตอร์ บุคคลที่เสนอให้คนเรา ทำงาน 7 ปี แล้วหยุดพัก 1 ปี ตามคลิปนี้ใน Ted Talk อันเป็นคลิปที่ทรงพลังมากๆ ระวังหัวใจตัวเองก่อคลิกดูล่ะ (http://www.ted.com/talks/stefan_sagmeister_the_power_of_time_off.html)

เว็บ ted.com เขียนถึงเขาไว้ว่า “ทุก ๆ เจ็ดปีนักออกแบบ สเตฟาน แซกมายสเตอร์ (Stefan Sagmeister) จะปิดสตูดิโอในนิวยอร์คเป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อหยุดพักผ่อนและฟื้นฟูมุมมองความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาให้กระปรี้กระเปร่า เขาอธิบายถึงคุณค่าของการหยุดพักผ่อนที่มักถูกมองข้าม และได้แสดงโครงการสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่ได้แรงบันดาลใจจากช่วงเวลาของเขาในบาหลี”

เรื่องน่าตื่นเต้นคือ สเตฟาน ตอบตกลงบินมาเปิดสัมมนาที่ไทย 25 ก.ค. นี้ ที่กรุงเทพฯ

ที่สำคัญ … มันฟรี (แต่คุณคงต้องตบตีกับแฟนคลับจำนวนมากของเขานะ)

สเตฟานจะมาเป็นหนึ่งใน speaker ในงาน http://www.granshan.com/ งานเกี่ยวกับการออกแบบตัวอักษรที่นอกเหนือจากตัวละติน (นอกเหนือจาก abc) เช่น ตัวอักษรไทย ตัวอักษรอารบิก ตัวอักษรลาว ตัวอักษรฮันกึลของเกาหลี เป็นต้น

ชั้นตื่นเต้น!!!

 

Advertisements

ทอม ซาปา และสิ่งที่การเดินทางทิ้งไว้ในความทรงจำ

เราจะเล่าเรื่อง ทอม ให้ฟัง

ทอมไม่ใช่เพศทางเลือก ทอม ชื่อ ทอม เป็นวิศวกรชาวอังกฤษที่เราเจอในปี 2006 ที่เมืองอย่าง ซาปา เวียดนาม ตอนนั้นบริษัทเราปิดตัว เราเลยหาเรื่องไปเวียดนาม 21 วัน แล้วเราก็เจอทอมที่นั่น ที่เกสต์เฮาส์ที่เราพัก

ทอม ออกเดินทางรอบโลก 1 ปี ตอนที่เราเจอทอม มันใกล้ครบกำหนดแล้วล่ะ ทอมโผล่มากับเบน คนอเมริกันบ้าเบียร์ที่พักที่เดียวกับเราเช่นกัน สองคนนี้ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แต่มาเจอกันที่ซาปานี่แหละ เรากับทอมและเบนเลยชวนกันไปเที่ยวเดินป่าเขาลำเนาไพร

ทอมชอบเล่าถึง my girlfriend ทอมเล่าเรื่องที่โฮจิมินห์ เว้ ฮอยอัน ดานัง ฮานอย ทุกประโยคของทอมจะมีคำว่า my girlfriend แต่เรากับเบนรู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างตะหงิดๆ อยู่ ทอมมาเที่ยวรอบโลกกับ my girlfriend แต่ทำไมตอนที่อยู่ ซาปา ทอมกลับอยู่คนเดียว

อยู่ๆ ในวันท้ายสุดก่อนที่เราแต่ละคนจะแยกจากกัน เบนถามอะไรทอมสักอย่าง ทอมตอบว่า we broke up ที่ฮานอย และเธอบินกลับอังกฤษไปแล้ว

หลังจากกลับจากซาปาไม่กี่วัน ทอมบินมาที่ กทม. เรากับเพื่อนพาทอมเที่ยวอยู่สองวัน จากนั้นทอมบินไปฮ่องกง เราเข้าไปดูในบล็อกที่ทอมเขียนเรื่องการเดินทางท่องโลกของเขาไว้ เราเจอประโยคหนึ่งที่เขาเขียนถึงแฟนเขาว่าง we separated ในฮานอย เธอบินกลับอังกฤษ … ประโยคนั้น ถ้าอ่านเป็นภาษาอังกฤษ และไม่เคยรู้ว่าสองคนเลิกกัน คนอ่านจะเข้าใจได้ว่า พวกเขาแค่แยกกันเดินทาง ผู้หญิงอาจมีธุระต้องบินกลับก่อน ส่วนผู้ชายก็สานฝันตัวเองด้วยการไปฮ่องกงและญี่ปุ่นต่อไป

เรื่องของทอม ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าสองเรื่อง
หนึ่ง การออกเดินทางท่องโลก ไม่จำเป้นต้องมีแต่เรื่องสวยหวานหรอกนะ ระหว่างทาง เราอาจต้องเลิกราความสัมพันธ์กับใครสักคนก็ได้ ไม่ว่าคนนั้นจะออกเดินทางกับเราหรือเปล่า
สอง มนุษย์มีช่วงเวลาที่ตัดใจไม่ขาดเสมอ ช่วงเวลาที่ทอมเลิกกับแฟนแล้ว แต่พอเล่าถึงแฟน เขาก็ยังใช้คำว่า my girlfriend สะท้อนให้เห็นว่า เขายังอยากยุึดเหนี่ยวเธอไว้ อย่างน้อยในจินตนาการเขา เวลาเล่าให้คนแปลกหน้าฟัง เธอก็ยังเป็น my girlfriend

หลังจากทอมกลับอังกฤษ เรากับทอมเป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊ค ยุคนั้นคนยังไม่ฮิตเล่นเจ้านี่ (พวกเธอคงอยู่แถว hi5 กันอ่ะนะ) เราเห็นทอมโพสรูปหลายอย่าง ทั้งออกเที่ยวในอังกฤษ เรียกว่าเราเสือกไปส่องชีวิตทอมก็ได้ แต่เราเห็นกระบวนการที่เขาพยายามเยียวยาตัวเอง

ตอนนี้เราไม่รู้ว่าทอมยังเล่นเฟซบุ๊คอยู่ไหม ที่โพสตอนนี้ก็ไม่ได้เช็คด้วยซ้ำว่าเขา unfriend เราไปรึยัง แต่ถึงทอมทำอย่างนั้น เราก็เฉยๆ เราคือคนแปลกหน้าที่เจอกันระหว่างเดินทางเท่านั้น เราแค่คุยกันเรื่อง popcult ได้ คุยเรื่อง polictics ได้ เราแค่เป็นชนชั้นกลางที่คาดหวังว่าการเดินทางจะให้อะไรดีๆ กับเรา

แต่เราไม่เคยรู้หรอกว่า … มันอาจไม่สวยงามเสมอไป

บล็อกของทอม – http://ommot.blogspot.com/

หลายเรื่องเราไม่เคยรู้ แต่เรามักจะได้เรียนรู้เพิ่มตอนได้คุยกับคนอื่น

[หลายเรื่องเราไม่เคยรู้ แต่เรามักจะได้เรียนรู้เพิ่มตอนได้คุยกับคนอื่น]

1.

โพสนี้เป็นโพสที่เปี่ยมด้วยความหวัง …

มันมีช่วงเวลาที่หลายปีก่อน เพื่อนชาวกรุงเคยบอกเราว่า “ทำฝายสิ จะได้ทำเกษตรได้ทั้งปี” เราตอบไปว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก บ้านเราไม่ใช่ที่ลุ่มภาคกลางนะ มันแล้งก็คือมันแล้งจริงๆ ไม่ใช่นักพัฒนาชุมชนไม่ทำอะไรเสียหน่อย ” ตอนนั้นเรายังไม่เห็นตัวอย่างว่ามีที่แล้งๆ ที่ไหนทำได้บ้าง เลยตอบไปอย่างนั้น อีกอย่างเราคงหมั่นไส้คนกรุงที่มักมองทุกอย่างด้วยสายตาว่า “ทำได้สิ แต่ชาวบ้านขี้เกียจ” ล่ะมั้ง

จนเราได้เห็นภาพทุ่งข้าว อ.เชียงดาว ที่พร้อมเกี่ยว ในเดือนพฤษภาคม 2556 … ถ้าใครเคยทำนาปี จะรู้กันได้ว่า เดือนพฤษภาคมน่ะมันคือเดือนที่ทุ่งนาจะต้องใช้ถูกเพาะกล้า มันคือฤดูเริ่มรอฝน เริ่มรอปลูก ไม่ใช่รอเกี่ยว … ภาพที่เราได้เห็นจึงเป็นภาพที่ช็อกเรา (ในทางที่ดี) เพราะ อ.เชียงดาว น่ะอยู่ที่เชียงใหม่ ถึงแม้ว่าอากาศเขาจะหนาวกว่าบ้านเรา แต่ก็แล้งน้ำไม่ต่างกัน (เคยเห็นฤดูแล้งที่น้ำในลำห้วยแห้งขอดกันกับตาไหม) แต่ภาพภาพนั้นทำให้เราเกิดความหวัง หวังว่า อ.เขาวง ก็จะทำฝายได้ จากนั้นเราก็จะทำเกษตรได้ทั้งปี (ที่หมายถึงทำนา และทำสวน แต่ไม่ใช่ทำไร่นะ ทำไร่ต้องขึ้นไปทำบนภู ไม่ใช่ทำที่ใกล้บ้าน) อย่างน้อย ถ้าปีหนึ่งทำนาได้สองครั้ง รายได้ของเกษตรกรอย่างพ่อเรา ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

เราเลยคุยกับพ่อในวันที่พ่อไปรับเราจากคิวรถ (ตอนที่เรากลับจากเชียงรายลงมาขอนแก่น) เราถามพ่อว่ามันเป็นไปได้ไหม? พ่อเลยเล่าถึงสิ่งหนึ่งให้ฟัง สิ่งที่เราได้เรียนรู้ว่า ถ้าเราไม่ลงพื้นที่กับชุมชนจริง รวมถึงไม่เคยปะทะสังสรรกับชาวเมืองกรุง เราก็จะไม่รู้ในวิธีคิดที่แตกต่างกัน

พ่อบอกว่า เรื่องทำฝาย เคยมีโครงการกันเมื่อหลายปีก่อน แต่ในกระบวนการจะทำฝายนั้น มันต้องเกี่ยวข้องกับห้วยอันเป็นสมบัติของชุมชนใช่ไหม แล้วต้องได้รับการยินยอมจากชาวบ้านทุกบ้าน … ทุกบ้านที่แปลว่าทุกหลังต้องเซ็นอนุมัติ ทีนี้ตอนคุยกันคร่าวๆ หลายบ้านก็เห็นดีเห็นงาม … เรื่องมันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วล่ะ แต่จนกระทั่งมีเอกสารให้เซ็นนั่นแหละ การเซ็นก็ไม่ได้เกิดขึ้น ชาวบ้านบางคนบอกว่า ถ้าทำฝาย หน่อไม้ริมห้วยก็หายไปใช่ไหม อย่างนี้ก็หาหน่อไม้ไม่ได้แล้ว สิ ไม่เซ็นหรอก

คุณเห็นการปะทะสังสรรของแนวคิดเรื่อง “พัฒนา” กับ “วิถีชุมชน” อยู่ในประโยคนั้นไหม? ถ้าคุณมองว่า “ฝาย” คือการพัฒนา ในที่นี้ การรักษาไว้ซึ่ง “กอไผ่ริมห้วย” ก็คือการอนุรักษ์วิถีชุมชนนะ … ถามว่าชาวบ้านที่คิดอย่างนั้นผิดไหม? เขาจะไปผิดได้อย่างไร นั่นคือชุมชนในภาพที่เขาเติบโตมา เขาแค่อยากรักษาวิถีชีวิตที่เขาคุ้นเคยไว้ การรักษากอไผ่ อาจทำให้เขาต้องทำนาปีละครั้ง แต่นั่นแหละ ตลอดชีวิต ทุกรัฐบาล ทุกนโยบายอีสานเขียว เขาก็ทำนาปีละครั้งมาตลอด … คนที่ไม่เคยทำนาปีละสองครั้ง คิดภาพไม่ออกหรอกว่า การทำนาปีละสองครั้งเป็นอย่างไร มันเหมือนกับคนบนเขา ที่จะไม่เข้าใจว่าการตื่นมาล่องเรือออกทะเลนั้นเป็นวิถีชีวิตแบบไหน … มันแค่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดว่า “ใช่” สำหรับเขาในตอนนี้เท่านั้น

2.

ทีนี้พ่อเราก็พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง อันเป็นประโยคที่ขัดแย้งกับภาพหวังของคนในศูนย์กลางประเทศแน่ๆ พ่อพูดว่า “จริงๆ เรื่องพวกนี้น่ะควรมีนโยบายจากส่วนกลางออกมานะ” ใช่แล้ว! เรากำลังพูดถึงเรื่อง “ฝาย” เรากำลังคุยกับพ่อ – ซึ่งก็เป็นชาวบ้านคนหนึ่ง … และพ่อเรากำลังเสนอว่า สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ถ้ามีนโยบายจากส่วนกลางผลักดันมา

มันย้อนแย้งกับที่คนในศูนย์กลางประเทศหวังอย่างไรน่ะเหรอ? คุณลองนั่งนิ่งๆ แล้วถามตัวเองดูหน่อยนะ ว่าเวลาคุณคิดถึงบ้านนอกแบบในฝันน่ะ คุณเห็นภาพมันเป็นแบบไหน? เป็นแบบชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันเสนอความคิดเห็น ทุกอย่างเป็นไอเดียของชาวบ้านที่เคาะกันแล้วเห็นว่าดีงาม แล้วไปเสนอต่อ อบต. ต่อเทศบาล หรือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (แม้กระทั่งหน่วยงานสายข้าราชการมหาดไทย อย่าง อำเภอ พัฒนากร) … นั่นคือภาพที่คุณหวังจะได้เห็นใช่ไหม? สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการพูดคุยกับชาวบ้านหลายๆ หมู่บ้านก็คือ มันไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว

ชาวบ้านไม่ได้ขี้เกียจและไร้ศักยภาพนะ ชาวบ้านน่ะเต็มไปด้วยศักยภาพที่จะทำอะไรดีๆ ได้อีกหลายอย่าง เพียงแต่ว่า ในหลายๆ หน … การเริ่มต้นก็เป็นสิ่งที่ยากเย็น การที่จะจุดประกายให้ชาวบ้านดึงศักยภาพตัวเองออกมาได้ ดึงความคิดดีๆ ออกมาเพื่อเป็นโครงการอันมีประโยชน์ บางทีสิ่งเหล่านี้ก็ต้องอาศัยตัวกระตุ้น โดยตัวกระตุ้นอาจเป็นคนนอกไปเลย (คิดภาพ กลุ่มละครมะขามป้อม ที่ไปทำโครงการกับชุมชนออกไหม กลุ่มมะขามป้อมคือคนนอกนะ) หรือกระตุ้นจากหน่วยงานที่ทำงานร่วมกับชุมชน ไม่ว่าหน่วยงานนั้นจะเป็นราชการปกติ หรือข้าราชการท้องถิ่นก็ตามที

จากการที่เรา “สะเออะ” อยากทำ “เขาวงเมืองท่องเที่ยว” นั้น ระหว่างรายทางที่เราได้คุยกับผู้คน ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างที่กลายมาเป็นสิ่งที่เปิดหู เปิดตา เปิดสมอง และเปิดใจเรามากเลยทีเดียว ระหว่างทางเหล่านั้น (ซึ่งตอนนี้ยังไม่ถึงปลายทางหรอก) มีหลายคนบอกเราว่า “ถ้าจะจัดวิ่งต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมนะ ถ้าระหว่างทางที่นักวิ่งวิ่งผ่าน มีชาวบ้านลุกมาเป็นกองเชียร์ สีสันและความประทับใจจะเพิ่มขึ้นมากเลยแหละ” เราไม่แน่ใจนักว่า คำว่า “ชุมชนมีส่วนร่วม” หมายถึงอะไร ถ้าหมายถึง เราต้องได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้าน นั่นน่ะ ถูกเผงอยู่แล้ว งานวิ่งเป็นงานที่ต้องใช้กำลังพลวันจริงไม่ต่ำ 100 คนในส่วนสนับสนุน งานวิ่งไม่อาจจัดได้ด้วยคนคนเดียว “ชุมชนต้องมีส่วนร่วม” เป็นประโยคที่ถูกต้องที่สุด แต่ขณะเดียวกัน การลุกมามีส่วนร่วมในครั้งแรกของชุมชน อาจไม่ได้เกิดจากความคิดของผู้ใหญ่บ้าน ของกำนัน หรือของชาวบ้านเสียทีเดียว มันอาจเกิดจากคนนอกก็ได้ … คนนอกที่พร้อมเข้าไปเป็นส่วนเดียวกับพวกเขา คนนอกที่เดินเข้าไปคุย “ทำอย่างนี้ก็ดีนะป้า ดีอย่างนี้อย่างนี้ไง” และเมื่อชาวบ้าน คนหนึ่ง สองคน สี่คน สิบคน หมู่บ้านหนึ่ง เริ่มเห็นด้วย … จากนั้น ชุมชนก็จะเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

แต่มันแตกต่างจากคำว่า “ชุมชนริเริ่มกันเอง” ในมโนภาพของคนในศูนย์กลางประเทศ กันพอตัวทีเดียวใช่ไหม?

3.

ถ้าคุณเคยทำงานโปรเจ็กต์อะไรสักอย่าง … แม้กระทั่งโปรเจ็กต์ในมหาวิทยาลัย คุณจะรู้ว่า หลักๆ แล้ว มันมีสองแนวคิดในการทำงาน หนึ่งคือ ทำโดยยึดเป้าหมายความสำเร็จของงานเป็นหลัก และสองคือ ทำโดยยึดหลักการว่าให้คนมีส่วนร่วมมากที่สุดเป็นหลัก (แม้ยิ่งมากคน ยิ่งจะมากความก็ตามที) เรากับเพื่อนเคยทำละครเวทีคณะ เด็กรัฐศาสตร์ที่ไร้สกิลลุกมาทำละครเวทีกันน่ะ พอคิดภาพออกไหม? เด็กรัฐศาสตร์ที่ชอบเล่นมุกกันเองว่า พวกเราน่ะครอบครองแต่สกิล “ช่างบงการ” เท่านั้นแหละ แต่พอต้องลุกมาทำพร็อบ จัดแสง จัดไฟ เขียนบท ซ้อมแอคติ้ง … ทุกอย่างก็ดูจะยากเย็นและมีปัญหาไปเสียหมด เราทำได้ไม่ดีกันสักอย่าง และเรากำลังแอบเคืองความไร้สกิลของแต่ละฝ่ายอย่างรุนแรง ในที่สุด เพื่อนที่เป็นจอมบงการสูงสุด ก็ตัดสินใจที่จะทำละครออกมาให้ “ดีที่สุด” โดยการยอมไม่ถนอมน้ำใจทีมงานบางกลุ่มที่เธอมองว่าความไร้สกิลทำให้งานออกมาไม่มีคุณภาพนัก… เธอยอมเลือกเป้าหมาย เธอหันไปขอความร่วมมือกับคณะอื่นๆ (เช่น สถาปัตย์) ที่มีสกิลดีกว่า แต่นั่นก็หมายถึงเธอตัดโอกาสในการพัฒนาสกิลบางอย่างของทีมงานบางส่วนออก คุณคงอยากรู้ผลลัพธ์ของละครเวทีเรื่องนั้น ละครเวทีไปได้สวยทีเดียว แม้กระทั่งเด็กคณะอย่างนิเทศ อักษร และสถาปัตย์ก็ยังเอ่ยชม … แต่ในรายทางก็คือ ทีมงานบางส่วนไม่ได้พัฒนาตนเอง และแสงสีไฟต่างๆ เราก็ได้ช่างไฟละครเวทีมืออาชีพมาทำให้ … บางครั้งชีวิตก็ต้องเลือกอย่างนี้แหละ

เรื่องละครเวทีรัฐศาสตร์เกี่ยวข้องกับโครงการในชุมชนของฉันตรงไหนน่ะเหรอ? ไม่ตรงเสียทีเดียว แต่มีหลายประเด็นที่ละม้ายกัน เรื่องก็คือว่า พอฉันเข้าไปคุยกับชาวบ้าน เรื่องโครงการหลายๆ อย่างที่ถือว่าเป็นสิ่งใหม่ในสายตาชาวบ้าน (การทำให้เขาวงเป็นเมืองท่องเที่ยวนี่คือสิ่งใหม่ในมโนทัศน์ชาวบ้านที่มองว่า เขาวง ก็คือสถานที่ธรรมดานะ) ชาวบ้านมักจะบอกว่า ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญทำสิ ชาวบ้านจะไปทำอะไรกับโครงการท่องเที่ยวได้ (ส่วนผู้เชี่ยวชาญจะเป็นใคร นั่นอีกเรื่อง) ในสายตาของชาวบ้าน ถ้าไม่มีผู้มีอำนาจที่ไหนลุกมาริเริ่ม สิ่งใหม่ๆ มันเกิดขึ้นไม่ได้หรอก แต่ถ้ามีคนเริ่ม แล้วขอให้ชาวบ้านช่วย ชาวบ้านน่ะยินดีช่วย พวกเขาช่วยสุดแรงเลยแหละ ขอแต่มีคนเริ่มต้นให้

แต่พอฉันไปคุยกับเพื่อนๆ ที่อยู่ในศูนย์กลางประเทศ คำแนะนำของพวกเขาจะกลายเป็นอีกขั้ว สำหรับพวกเขา โครงการที่มีเสน่ห์คือการริ่เริ่มจากชาวบ้าน อะไรที่มาจากส่วนกลางนั้นดูเป็นเรื่องไร้สน่ห์ในสายตาพวกเขา เวลาพูดถึงโครงการที่เป็นนโยบาย “ทำตรงนี้ให้เป็นหมู่บ้านวัฒนธรรม” ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดริเริ่ม มันก็ช่างดูไร้จิตวิญญาณจัง แต่ถ้ากลุ่มสตรีในชุมชนคิด โอ้ว…ฟังแล้วอิ่มเอมจัง แต่เรื่องราวในชีวิตจริงที่ฉันพบเจอคือ ไม่มีทั้งการริเริ่มจากผู้ว่า จากนายก อบจ. หรือจากกลุ่มสตรีในหมู่บ้าน แม้ว่าพวกเขาจะมี “ของ” และรู้ว่าตัวเองมี “ดี” อะไรอยู่ก็เถอะ … มันก็เหมือนกับทุกเรื่องในชีวิตนั่นแหละ ความเจ็บปวดซ้ำซากที่พวกเขาเจอมาตลอดชีวิต ทำให้พวกเขาไม่เชื่อมั่นว่าพวกเขาทำได้อย่างมีประสิทธิภาพหรอก

4.

แต่เราควรจะไม่ “สร้างให้เกิด” โครงการบางอย่าง เพียงแค่เพราะ ส่วนกลางไม่เคยคิด และชาวบ้านไม่เคยริเริ่ม เพียงเท่านั้นน่ะเหรอ? สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ในรายทางก็คือ สิ่งสำคัญที่สุดคือตัวกลางที่ยอมเข้าไปเป็นเข็มและด้ายเพื่อเชื่อมร้อยสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ตัวกลางที่พร้อมจะอธิบาย พร้อมตอบคำถามทั้งผู้มีอำนาจจากส่วนกลาง ตอบทั้งชุมชน รวมถึงตอบทั้งคนนอกถิ่นฐานได้ด้วย ตัวกลางที่ไม่เคยเหนื่อยจะตอบคำถาม ตัวกลางที่ไม่เคยเหนื่อยจะพูดว่า “ทำได้สิ เขาวงเป็นเมืองท่องเที่ยวได้นะ” ตัวกลางที่แค่จดบันทึกรวบรวมไอเดียจากชุมชน เอามารวมกันเป็นบันทึก ปรินท์ออกมา เอามาบอกต่อ เอามาให้ทั้งผู้มีอำนาจและคนในชุมชนเห็นว่า ทั้งหมดทั้งมวลเสนอไอเดียอะไรกันออกมาบ้าง … ตัวกลางไม่จำเป็นต้องครีเอทีฟ ตัวกลางอาจไม่สร้างอะไรสักอย่าง ตัวกลางอาจไร้สกิลที่สุด ไร้ค่าที่สุด สิ่งที่ตัวกลางต้องทำก็แค่ กระตุ้น เชื่อมร้อย รับฟัง และอย่าท้อเพียงแค่คนอื่นไม่ฟังในหนแรกที่คุณพูด

ทักษะที่ตัวกลางต้องมีนี่คือทักษะชนชั้นกลางโดยแท้ … ไม่ต้องสร้างอะไรได้หรอก ไม่ต้องดำนาเป็น ไม่ต้องฟ้อนเซิ้งได้ แค่ทำเอกสารได้เป็นพอ … แต่นี่แหละ คือสิ่งที่ขับเคลื่อนให้โครงการริเริ่มได้ในขั้นแรก

ฉันเริ่มเรียนรู้อะไรมากขึ้นหลังจากเข้ามาสานสร้าง “เขาวงเมืองท่องเที่ยว” สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้หลักๆ ก็คือ ชุมชนจะต้องมีส่วนร่วม และชุมชนก็มีไอเดียดีๆ เยอะ เพียงแต่บางครั้ง ชุมชนมองไม่เห็นหนทางว่าควรเริ่มอย่างไร คนที่อยู่เขาวงมาชั่วนาตาปีและแทบไม่เคยไปไหน บางครั้งเขาก็มองไม่ออกหรอกว่า สิ่งที่เขามีอยู่นั้น ถ้าจับมาขัดสีฉวีวรรณ แปรงผม ลงรองพื้นบ๊อบบี้บราวน์ เติมบลัชด้วยสีดอกไม้ในชุมชน เอารากไม้มาเขียนคิ้ว ผสานทั้งโลกเก่าโลกใหม่เข้าด้วยกัน มันก็จะมีเสน่ห์และเปล่งประกายจนเตะตา ต้องใจ และเย้ายวนให้คนอื่นอยากมาเยี่ยมชมได้ไม่ยาก เพียงแต่ว่า มันควรมีใครสักคน “ริเริ่ม” ถ้าริเริ่มและโน้มน้าวให้คนอื่นเห็นภาพฝันเดียวกับเราได้ ครั้งต่อๆ ไป ชุมชนจะเริ่มต้นและสานต่อได้ด้วยตนเอง … เพราะเมื่อเรายื่นแผนที่ให้พวกเขาแล้ว พวกเขามองภาพออกแล้ว พวกเขาย่อมเดินไปเองได้ ที่สำคัญ พวกเขาเดินเร็วกว่าเราเสียอีก พวกเขาวิ่งด้วยซ้ำ วิ่งอย่างอึดและทน พวกเขาพร้อมจะแซงหน้าเราไปได้ทุกเมื่อเลยล่ะ ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะมีแผนที่

ดังนั้น ถ้าถามฉัน ฉันไม่เคยรังเกียจส่วนกลาง (ภาครัฐ) พอๆ กับที่ฉันรู้ว่าชาวบ้านล้วนเก่งกว่าฉัน แต่สิ่งสำคัญคือ เราแค่ต้องการคนที่เป็น “ตัวกลาง”

และฉันมองเห็นความเป็นไปได้นี้ในตัวพวกคุณทุกคน,
พวกคุณรู้ไหม พวกคุณเป็นตัวกลางได้ … เพียงแต่ว่า พวกคุณจะโดนปฏิเสธในครั้งแรกแน่ๆ …

ว่าแต่มีใครในโลกไม่เคยโดนปฏิเสธบ้างเหรอ?

ลงชื่อ ฉันเอง

Elon Musk กับรถไฟฟ้า Tesla S ที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกให้สะอาดขึ้น

g9600_elonB.indd

เอลอน มัสก์ (Elon Musk) คือผู้ชายที่คุณอาจไม่รู้สึกคุ้นเคย แต่จริงๆ แล้ว หลายคนอาจคุ้นเคยกับบริการด้านการเงิน paypal ที่เขาร่วมคิดค้นขึ้น (co-founder) มานานแล้ว

แน่นอนว่า ปก Time 100 Influential People in the world นั้น ปกของ เจนนิเฟอร์ ลอเรนซ์ หรือ มาลาลา ยูซาฟไซ นั้น เป็นที่พูดถึงมากกว่า แต่เนื่องจากเรากำลังจะพูดถึงผู้ชายที่เชื่อมั่นในพลังแห่งแสงอาทิตย์ คนที่ไม่ใช่ Iron Man แต่กำลังคิดกอบกู้โลกด้วยพลังงานที่เขาชื่อว่าสะอาดและยั่งยืน ดังนั้นเราจะโฟกัสไปที่ใครไม่ได้ นอกจาก เอลอน มัสก์ ชายผู้เป็นต้นคิดรถไฟฟ้า Tesla S และโปรเจ็กต์สำรวจอวกาศอย่าง SpaceX

เอาล่ะ เพื่อลดทอนความเบื่อของคุณ (ที่กำลังหาวหวอดอยู่) และเพื่อเพิ่มความน่าตื่นเต้นให้กับชายในรูป เราจะลองเพิ่มข้อมูลอีกนิดว่า เขาคนนี้แหละ คือต้นแบบของเศรษฐีหนุ่ม Iron Man ใช่แล้ว ผู้กำกับหนังสร้างคาแรกเตอร์ตัวละครในหนังโดยอิงพื้นฐานจาก เอลอน มัสก์ คนนี้

เนื่องจากเดือน พ.ค. 2556 ที่ผ่านมา เว็บ http://money.cnn.com/2013/05/13/autos/tesla-sales-bmw-mercedes-audi/index.html  ได้รายงานว่า ยอดขายของรถไฟฟ้า Tesla S เอาชนะยอดของ เบนซ์ S Class, BMW Series 7, และ Audi R8 (ที่ไอดอลเกาหลีหลายคนก็เคยใช้ อาทิ ปาร์คยูชอน และชเวซีวอน) ไปได้อย่างขาดลอย ทั้งที่รถ Tesla นั้นเป็นรถไฟฟ้า ต้องชาร์จไฟ และมีราคาถึง 70,000 ดอลล่าร์สหรัฐ!

รถไฟฟ้าจะมาแทนที่รถใช้น้ำมัน หรือใช้แก๊สได้อย่างไรน่ะเหรอ? เอลอน เคยให้สัมภาษณ์อย่างน่าสนใจใน Ted.com (https://tiktokthailand.wordpress.com/2013/03/27/one-ted-27-03-2013/) ไว้ว่า รูปแบบการใช้งานของรถไฟฟ้า Tesla คือ   ลูกค้าซื้อรถไฟฟ้าไป แน่นอนว่าพวกเขาชาร์จแบตที่บ้านได้ แต่ตอนนี้ทาง Tesla กำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่า Super charge ซึ่งทำให้ชาร์จได้เร็ว 4-5 เท่า และฐานของการชาร์จนี้ก็กำลังกระจายไปเรื่อยๆ ที่แน่ๆ จะมีฐานการชาร์จระหว่างการขับจากแคลิฟอร์เนียไปนิวยอร์ก โดยพวกเขากะประมาณว่า ให้คนขับ 170 ไมล์ (2-3 ชม.) แล้วแวะพักชาร์จ (พลางกินข้าว กินขนม พักผ่อน เข้าห้องน้ำ) 20-30 นาที ด้วยการทำอย่างนี้ จะขับไปถึงได้โดยที่คนขับก็ยังรู้สึกว่าขับตามธรรมชาติปกติ (ปกติของคนเรา คือขับได้ 2-3 ชม. ควรพักบิดขี้เกียจอยู่แล้ว)   ที่สำคัญสำหรับผู้ใช้รถไฟฟ้าของ Tesla คือ เมื่อซื้อรถไปแล้ว ชาร์จฟรีตลอดไป ตลอดไปที่หมายถึงตลอดชีวิต

ตอนนี้รถไฟฟ้าที่ถือเป็นพลังงานทางเลือกยังราคาแพงอยู่ ในส่วนของ Tesla นั้นตั้งเป้าจะทำราคาลดให้เหลือ 30,000 ดอลล่าร์สหรัฐ … หวังใจว่าจะมีวันนั้น แต่ที่แน่ๆ ถ้าเมืองไทยไม่มีระบบชาร์จรองรับ คงยากที่เราจะซื้อมาขับในไทยได้

[TED] 28.05.2013 : Angela Lee Duckworth: The key to success? Grit

Angela Lee Duckworth: The key to success? Grit

ผู้หญิงคนนี้พูดเรื่อง Grit (ความเพียร) ว่านักวิทยาศาสตร์รู้น้อยมากว่าจะพัฒนาสิ่งนี้อย่างไร (คนอเมริกันมันบ้าหาหนทางจริงๆ)

พร้อมพูดเรื่อง growth mindset แบบที่ แอรอน ชวอร์ตซ์ เคยเขียนถึงด้วย

Angela Lee Duckworth: The key to success? Grit

ตอนที่ดิฉันอายุ 27 ดิฉันลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาการบริหาร ซึ่งเป็นงานหนักมาก เพื่อไปทำงานที่ยากยิ่งกว่า คือการสอนหนังสือ ดิฉันสอนคณิตศาสตร์ให้เด็กเกรดเจ็ด ที่โรงเรียนเทศบาลเมืองนิวยอร์ค ซึ่งเหมือนครูคนอื่น ดิฉันสร้างแบบทดสอบและข้อสอบ ให้การบ้านและมอบหมายงาน เมื่อเด็กส่งงานมาก็ตรวจให้เกรด

สิ่งที่ดิฉันแปลกใจคือ ไอคิว ไม่ใช่สิ่งเดียวที่แตกต่างกัน ระหว่างเด็กเรียนดีที่สุดและอ่อนที่สุดของดิฉัน เด็กที่ผลการเรียนดีที่สุดบางคน ไม่ได้มีคะแนนไอคิวสูงเทียมเมฆ แล้วเด็กที่ฉลาดที่สุดบางคนก็ไม่ได้มีผลการเรียนดีนัก

นั่นทำให้ดิฉันได้ฉุกคิด สิ่งที่เด็กต้องเรียนในชั้นคณิตศาสตร์เกรดเจ็ดนั้น แน่นอน มันยาก อัตราส่วน ทศนิยม พื้นที่ของสี่เหลี่ยมด้านขนาน แต่ก็ไม่ถึงขนาดว่าจะเป็นไปไม่ได้ และดิฉันก็มั่นใจมากทีเดียวว่าเด็กของดิฉันทุกคน สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ ถ้าพวกเขาพยายามให้หนักและนานพอ

การสอนนี้ผ่านไปหลายปี ดิฉันเริ่มได้ข้อสรุปว่า สิ่งที่เราต้องการในแวดวงการศึกษา คือความเข้าใจที่มากกว่านี้ ในตัวนักเรียนและระบบการเรียนรู้ ทั้งในแง่ของการสร้างแรงจูงใจ และในแง่ของจิตวิทยา ในด้านการศึกษา สิ่งหนึ่งเรารู้จักดีที่สุดในการวัด ก็คือไอคิว แต่ถ้าการจะไปได้สวยในโรงเรียนและในชีวิต กลับไปขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่ความสามารถในการเรียนรู้ได้เร็วและง่ายล่ะคะ

ดังนั้น ดิฉันจึงออกมาจากห้องเรียน เพื่อต่อปริญญาโทเป็นนักจิตวิทยา ดิฉันศึกษาเด็กๆ และผู้ใหญ่ ภายใต้โจทย์ที่สุดแสนท้าทายทุกประเภท และในทุกการศึกษาค้นคว้า ดิฉันจะมีคำถามคือ ใครประสบความสำเร็จและทำไม ดิฉันและทีมวิจัยไปที่วิทยาลัยทหารเวสท์พอยท์ เราพยายามที่จะพยากรณ์ว่านายร้อยคนใด จะยังอยู่ฝึกต่อและใครจะลาออก เราไปเยือนการแข่งขันสะกดคำแห่งชาติ พยายามพยากรณ์ว่าเด็กคนไหนจะไปได้ ไกลที่สุดในการแข่งขัน เราศึกษาคุณครูมือใหม่ ที่ต้องทำงานในละแวกที่ยากลำบาก ด้วยคำถามว่า ครูคนใดจะยังคงสอนอยู่ต่อไป เมื่อปีการศึกษาจบลง และในกลุ่มนั้น ใครจะมีประสิทธิภาพที่สุด ในการยกระดับผลการศึกษาของเด็กที่สอน เราร่วมมือกับบริษัทเอกชน ด้วยการถามว่า เซลส์คนใดจะยังรักษางานไว้ได้ และใครจะเป็นผู้ที่ทำรายได้สูงสุด จากบริบทที่แตกต่างกันทั้งหมดนี้ มีคุณสมบัติหนึ่งโดดเด่นขึ้นมา ที่จะช่วยพยากรณ์ความสำเร็จได้ชัดเจนมาก และมันไม่ใช่ความฉลาดในการเข้าสังคม ไม่ใช่รูปลักษณ์ที่ดูดี ไม่ความแข็งแรงของสุขภาพ และมันไม่ใช่ไอคิว แต่คือ ความเพียร

ความเพียร แปลว่าฝักใฝ่ใคร่รัก ทุ่มเท และบากบั่นฟันฝ่า เพื่อเป้าหมายระยะยาว ความเพียร คือความทรหดอดทน ความเพียรคือการมุ่งมั่นไปข้างหน้า วันแล้ว วันเล่า ไม่เพียงแค่สัปดาห์ ไม่เพียงแค่เดือน แต่เป็นปี และทำมันอย่างหนัก เพื่อให้อนาคตที่ฝันกลายเป็นจริง ความเพียร คือการใช้ชีวิตแบบวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่งระยะสั้น

ไม่กี่ปีนี้เองที่ดิฉันเริ่มศึกษาความเพียร ในโรงเรียนเทศบาลชิคาโก ดิฉันขอให้เด็กจูเนียร์ไฮสคูลนับพันคน ทำแบบสอบถามความเพียร แล้วรอดูผลในอีกปีกว่าถัดมา เพื่อดูว่าใครจะเรียนจบ ผลคือเด็กที่มีความเพียรมากกว่า มีความเป็นไปได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่า ที่จะเรียนจบ แม้ตอนที่ดิฉันเปรียบเทียบกับลักษณะอื่นที่สามารถวัดได้ เช่นรายได้ครอบครัว คะแนนทดสอบความสำเร็จที่เป็นมาตรฐาน แม้กระทั่งความรู้สึกของเด็กว่าปลอดภัยแค่ไหนเวลาไปโรงเรียน ฉะนั้นจึงไม่ใช่แค่ที่เวสท์พอยท์หรือการแข่งสะกดคำแห่งชาติ ที่ความเพียรเป็นปัจจัย โรงเรียนก็ด้วย โดยเฉพาะกับเด็กที่มีความเสี่ยงที่จะลาออก สิ่งที่น่าตกใจที่สุดสำหรับดิฉันเกี่ยวกับความเพียร คือเรารู้จักมันน้อยมาก วิทยาศาสตร์รู้จักวิธีสร้างเสริมมันน้อยมาก ทุก ๆ วันมีผู้ปกครองและครูมาถามดิฉัน “เราสร้างบ่มเพาะความเพียรในเด็ก ๆ ได้อย่างไร เราต้องสอนอะไรให้เด็กมีจรรยาบรรณในการทำงาน เราจะคงแรงจูงใจในระยะยาวให้เด็ก ๆ ได้อย่างไร” ตอบอย่างจริงใจนะคะ ดิฉันไม่ทราบ (หัวเราะ) แต่ที่รู้แน่ ๆ คือ พรสวรรค์ ไม่ช่วยให้มีความเพียร ข้อมูลของเราแสดงไว้อย่างชัดเจน ว่ามีผู้มีพรสวรรค์มากมาย ที่ไม่ทำภาระผูกพันของตนให้บรรลุผล ที่จริงข้อมูลของเราชี้ว่า ความเพียรนั้นไม่มีความเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวข้องอย่างสวนทางกับพรสวรรค์ด้วยซ้ำไป

จนวันนี้ ไอเดียดีที่สุดที่ดิฉันเคยได้ยิน เกี่ยวกับการสร้างเสริมความเพียร คือสิ่งที่เรียกว่า ความเชื่อในการเติบโต เป็นไอเดียที่พัฒนาขึ้นที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดย แครอล ดเว็ก (Carol Dweck) ซึ่งเป็นความเชื่อที่ว่า ความสามารถในการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว และเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความพยายามของคุณเอง ดร.ดเว็กได้แสดงว่าเมื่อเด็กอ่านและเรียนรู้ เกี่ยวกับสมองและ การเปลี่ยนแปลงและเติบโตของสมอง ในการตอบสนองกับสิ่งท้าทาย พวกเขามีความเป็นไปได้สูงที่จะบากบั่นต่อไปเมื่อพวกเขาล้มเหลว เพราะพวกเขา ไม่เชื่อว่า ความล้มเหลว เป็นสภาวะที่ถาวร

ดังนั้น ความเชื่อในการเติบโต เป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยม ในการบ่มเพาะความเพียร แต่เราต้องการไอเดียมากกว่านี้ และดิฉันขอจบการพูดของตัวเองลงตรงนี้ เพราะนี่คือตำแหน่งที่เราอยู่ เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญและทำต่อไปในเบื้องหน้า เราจำเป็นต้องนำไอเดียที่ดีที่สุด ความคิดริเริ่มที่ชัดเจนที่สุด แล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาทดสอบ เราต้องวัดผลว่าเราทำสำเร็จแล้วหรือยัง เราต้องเปิดใจที่จะล้มเหลว ผิดพลาด เพื่อจะได้เริ่มใหม่ ด้วยบทเรียนที่เรียนรู้มา

ในอีกนัยหนึ่ง เราเองต้องฝ่าฟันด้วยความเพียร ในการสร้างให้เด็ก ๆ ของเรามีความพากเพียรยิ่งขั้น

ขอบคุณค่ะ

เสียงปรบมือ

[TED] 28.05.2013 – Why 30 is not the new 20

Meg Jay: Why 30 is not the new 20

คิดว่านี่เป็น Ted Talk ที่คนในวัย 20s ควรดู

“ดังนั้น ในช่วงหลายอาทิตย์ และหลายเดือนต่อมา ฉันบอกกับเอมม่าว่า สามอย่างที่คนอายุยี่สิบกว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ควรจะรู้ก็คือ

อย่างแรก ฉันบอกให้เอมม่าลืมเรื่องการแสวงหาตัวตน แล้วพยายามสร้างตัวตนที่ยอดเยี่ยม ด้วยการสร้างตัวตน ฉันหมายถึง การลงมือทำอะไรบางอย่าง ที่สร้างคุณค่าให้กับตัวตนของคุณ ทำอะไรที่เป็นการลงทุน ในสิ่งที่คุณอยากจะเป็นในอนาคต ฉันไม่รู้ว่าอนาคตของเอมม่าจะเป็นอย่างไร และก็ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตในการทำงานจะเป็นอย่างไร แต่ฉันรู้ว่า ตัวตนที่ยอดเยี่ยมก็จะนำมาซึ่งสิ่งที่ยอดเยี่ยม “

 

 

Meg Jay: Why 30 is not the new 20

ตอนที่ฉันอยู่ในช่วงอายุเลขสอง ฉันได้รับคนไข้ที่มารับการปรึกษาเป็นครั้งแรก ฉันเป็นนักเรียนปริญญาเอก ด้านการให้คำปรึกษาจิตเวช ที่มหาวิทยาลัยเบอร์กเลย์ คนไข้ของฉันเป็นผู้หญิงอายุ 26 ปี ชื่อ อเล็กซ์ อเล็กซ์ เดินเข้ามาในห้องปรึกษาเป็นครั้งแรก สวมกางเกงยีนส์ และเสื้อตัวหลวม เธอนั่งลงบนโซฟาในห้องทำงานของฉัน แล้วก็ถอดรองเท้าส้นเตี้ยของเธอออก บอกกับฉันว่า เธอต้องการมาปรึกษาปัญหาเรื่อง หนุ่ม พอฉันได้ยินอย่างนั้น ฉันโล่งใจมาก เพื่อนร่วมชั้นเรียนของฉันได้คนไข้วางเพลิงเป็นคนไข้คนแรก (เสียงหัวเราะ) แต่ฉันได้ผู้หญิงอายุยี่สิบกว่า ที่อยากคุยเรื่องหนุ่มๆ ฉันว่าฉันน่าจะจัดการเรื่องนี้ได้สบาย

แต่กลายเป็นว่า ฉันไม่ได้จัดการอะไร เพราะว่าเรื่องที่ อเล็กซ์ นำมาปรึกษา เต็มไปด้วยเรื่องตลก ขบขัน ก็เลยเป็นเรื่องง่าย ที่ฉันจะแค่พยักหน้า แล้วเราก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อย “อายุสามสิบ ก็คือวัยยี่สิบนั่นแหละ” อเล็กซ์บอก เท่าที่ฉันรู้ เธอก็พูดถูก เรื่องงานก็ยังไม่สำคัญ แต่งงานก็ยังไม่แต่ง ลูกก็ยังไม่มี ยิ่งความตายยิ่งดูไกลเข้าไปใหญ่ สาวอายุยี่สิบกว่าๆ อย่างอเล็กซ์กับฉัน มีเวลาเหลือเฟือ

แต่เมื่อผ่านไปไม่นาน อาจารย์ที่ปรึกษาก็เริ่มผลักดัน ให้ฉันให้คำแนะนำอเล็กซ์ เกี่ยวกับชีวิตรักของเธอ ฉันต่อต้าน

ฉันบอกว่า “ใช่ เธอกำลังคบคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย แล้วเธอก็กำลังมีความสัมพันธ์กับผู้ชายโง่ๆ แต่ก็ใช่ว่าเธอจะแต่งงานกับผู้ชายคนนี้”

แต่แล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาของฉันก็พูดว่า “ยังหรอก แต่เธออาจจะแต่งกับคนถัดไป ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่ดีที่สุดที่จะคุยกัน เรื่องการแต่งงานของอเล็กซ์ ก็คือก่อนที่มันจะเกิดขึ้น”

มันคือชั่วขณะที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “ปิ๊ง!” มันเป็นวินาทีที่ฉันรู้ว่า อายุ 30 ไม่ใช่ช่วงวัย 20 ที่เริ่มขึ้นใหม่ ใช่ ผู้คนมักจะลงหลักปักฐานช้ากว่าที่เคย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ช่วงอายุ 20 ของอเล็กซ์ เป็นช่วงเวลาเว้นว่างจากการพัฒนา มันกลับกลายเป็นว่า ช่วงวัย 20 ของอเล็กซ์ เป็นช่วงเวลาแสนพิเศษของพัฒนาการต่างๆ แล้วพวกเราก็นั่่งเปลืองเวลาไปวันๆ นั่นคือความจริงที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องของ การปฏิเสธความจริง ปัญหาที่แท้จริงคือการปฏิเสธความจริง ความจริงที่มีผลจริงๆตามมา ไม่ใช่แค่เรื่องของ อเล็กซ์ หรือชีวิตรักของเธอ แต่เป็นเรื่องของหน้าที่การงาน ครอบครัว และอนาคต ของคนอายุยี่สิบกว่า ทั่วไป

ซึ่งมีอยู่ประมาณ​ 50 ล้านคน ในสหรัฐ ในขณะนี้ เรากำลังพูดถึงประชากร 15 เปอร์เซ็นต์ จากทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราคิดรวม ว่าไม่มีใครที่ผ่านไปสู่วัยผู้ใหญ่ โดยที่ไม่ได้ผ่านช่วงวัยยี่สิบกว่าไปก่อน

ยกมือหน่อยค่ะ ถ้าคุณอายุยี่สิบกว่า ฉันอยากเห็นมือของคนอายุยี่สิบกว่าในที่นี้ โอ้ นั่นไง พวกคุณเยี่ยมมาก ถ้าคุณทำงานกับคนอายุยี่สิบกว่า หรือ คุณกำลังรักอยู่กับคนอายุยี่สิบกว่า หรือกำลังนอนไม่หลับเพราะคนอายุยี่สิบกว่า ฉันอยากเห็นมือของพวกคุณ โอเค นั่นเยี่ยมมากค่ะ เพราะคนอายุยี่สิบกว่า เป็นเรื่องที่สำคัญ

ฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวัยยี่สิบกว่า เพราะฉันเชื่อว่า คนอายุยี่สิบกว่า ทั้ง 50 ล้านคน สมควรได้รับรู้เรื่องต่างๆที่ นักจิตวิทยา นักสังคมวิทยา นักประสาทวิทยา และผู้เขี่ยวชาญด้านการเจริญพันธุ์ รู้ดีอยู่แล้ว ว่าการใช้ช่วงอายุยี่สิบกว่า เป็นเรื่องที่ธรรมดาที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย แต่เป็นสิ่งที่คุณสามารถทำได้ ทั้งเรื่องงาน เรื่องความรัก และเรื่องความสุขของคุณ หรือบางทีอาจจะรวมเรื่องของโลกใบนี้ด้วย

นี่ไม่ใช่ความคิดของฉันคนเดียว แต่นี่คือความจริง เรารู้ว่า แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของช่วงเวลา ที่ส่งผลกับชีวิตของเรามากที่สุด เกิดขึ้นก่อนที่เราจะอายุ 35 นั่นหมายความว่า แปดในสิบของการตัดสินใจ ทั้งหมดของเรา และช่วงเวลาที่เรา “ปิ๊ง!” อะไรบางอย่าง ที่ทำให้ชีวิตของคุณเป็นอย่างที่เป็น ก็จะเกิดขึ้นก่อนที่คุณจะอายุสามสิบกลางๆ สำหรับพวกคุณที่อายุเกิน 40 อย่าพึ่งตกใจนะคะ ฉันเชื่อว่าทุกคนในห้องนี้น่าจะไม่เป็นไร เรารู้ว่า ข่วงสิบปีแรกของการทำงาน มีผลอย่างมาก กับปริมาณเงินที่คุณจะหาได้ เรารู้ว่ามากกว่าครึ่งของคนอเมริกัน แต่งงาน หรืออาศัยอยู่ร่วมกัน หรือกำลังเป็นแฟนอยู่ กับคนที่พวกเขาจะแต่งงานด้วย ก่อนอายุ 30 เรารู้ว่า สมอง ปลดล๊อกการเจริญเติบโตครั้่งที่สอง ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายในช่วงที่คุณอายุยี่สิบกว่า ในขณะที่มันเตรียมพร้อมตัวมันเอง เพื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ซึ่งหมายความว่า เรื่องใดก็ตามที่คุณอยากจะเปลี่ยนแปลง เวลานี้แหละ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่จะเปลี่ยน เราทราบว่า ความเปลี่ยนแปลงด้านบุคลิกภาพ ของคุณมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในช่วงอายุยี่สิบปี มากกว่าช่วงอื่นๆในชีวิตของคุณ และเรายังรู้อีกว่า ช่วงการเจริญพันธุ์ของผู้หญิง มีช่วงที่ดีที่สุดคือตอนที่พวกเธออายุ 28 และการให้กำเนิดบุตรอาจเริ่มเป็นเรื่องลำบาก หลังอายุ 35 ดังนั้นช่วงเวลาที่คุณอายุ ยี่สิบ เป็นช่วงเวลา ที่คุณควรให้ข้อมูลกับตัวเอง เกี่ยวกับร่างกายของคุณ และทางเลือกของคุณ

เวลาที่เรานึกถึงพัฒนาการของเด็ก เราทุกคนรู้ดีว่า ช่วงห้าปีแรกของเด็ก เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก ที่เด็กๆจะมีพัฒนาการด้านภาษา และเลือกภาษาในสมอง มันเป็นช่วงเวลาที่ ชีวิตประจำวันแสนจะธรรมดา นั้นส่งผลอย่างมากต่อตัวตนของคุณในอนาคต แต่สิ่งที่เราไม่ค่อยจะทราบกันก็คือ มันมีช่วงเวลาแบบเดียวกันนั้น เป็นช่วงพัฒนาการของวัยผู้ใหญ่ ซึ่งก็คือช่วงอายุยี่สิบปีของเรานี่เอง ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญ ของการก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่

แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่คนอายุยี่สิบได้รับทราบ หนังสือพิมพ์พูดถึงการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลา เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ นักวิจัยเรียกกลุ่มอายุยี่สิบปีว่า เป็นช่วงวัยรุ่นที่ขยายออกมา นักข่าว ตั้งชื่อเล่นตลกๆให้กับคนอายุยี่สิบกว่า อย่าง “พวกครึ่งๆกลางๆ (twixters)” หรือ “ลูกครึ่งระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ (kidults)” มันก็จริง ที่ว่า วัฒนธรรมของเราได้ทำให้เรื่องเหล่านี้กลายเป็นเรื่องเล็ก ทั้งๆที่ช่วงเวลาสิบปีนั้นเป็นช่วงเวลาที่จะกำหนดทิศทาง ของการเป็นผู้ใหญ่ในเวลาต่อมา

ลีโอนาร์ด เบรินสไตน์ กล่าวว่า การที่เราจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ คุณต้องมีการวางแผน แต่เวลามักจะมีไม่พอเสมอ มันก็จริงอย่างนั้นใช่ไหมคะ? แล้วคุณคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อคุณตบหัวคนอายุยี่สิบกว่าๆคนนึง แล้วพูดว่า “เธอมีเวลาเพิ่มอีก 10 ปีในการเริ่มต้นชีวิต” ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่คุณได้ปล้นเอาความเร่งรีบ และความทะเยอทะยานไปจากเขาแล้ว แล้วก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

เพราะฉะนั้นในทุกๆวัน ยังมีคนอายุยี่สิบกว่ามากมาย ที่ทั้งฉลาด และน่าสนใจ อย่างเช่นพวกคุณ หรือ ลูกชาย ลูกสาวของพวกคุณ ที่เดินเข้ามาในห้องทำงานของฉันแล้ว พูดอะไรประมาณว่า “ฉันรู้ว่าแฟนของฉันไม่เหมาะกับฉัน แต่ความสัมพันธ์นี้ไม่สำคัญอะไรนี่ ฉันแค่คบเค้าฆ่าเวลา” หรือพวกเค้าอาจจะพูดว่า “ทุกคนบอกว่า ตราบใดที่ฉันเริ่มต้น หาอาชีพอะไรของตัวเองก่อนอายุ 30 ฉันก็จะไม่มีปัญหาอะไร”

แต่บางทีมันก็อาจจะกลายเป็นเรื่องแบบนี้ “วัยยี่สิบของฉันกำลังจะจบลงอยู่แล้ว แต่ฉันยังไม่มีอะไรน่าภาคภูมิใจเลย วันที่ฉันเรียนจบ เรซูเม่ฉันยังดูดีกว่าตอนนี้ซะอีก”

แล้วบางทีมันก็จะกลายเป็น “การคบแฟนในช่วงอายุยี่สิบกว่าของฉัน เหมือนการเล่นเก้าอี้ดนตรี ทุกคนวิ่งวุ่นไปมาอย่างสนุกสนาน แต่พอคุณเริ่มอายุ 30 มันเหมือนจู่ๆ ก็มีคนปิดเพลง แล้วทุกคนก็เริ่มนั่งลง ฉันไม่อยากเป็นคนที่ยืนอยู่คนเดียว บางครั้งฉันคิดว่าฉันแต่งงานกับสามีของฉัน เพียงเพราะว่าเขาเป็นเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ฉันมากที่สุด ตอนฉันอายุ 30”

ใครในที่นี้ที่อายุยี่สิบกว่าบ้างคะ อย่าทำอย่างนั้นล่ะ

เอาล่ะ นี่อาจจะดูเหมือนฉันเปลี่ยนเรื่องกระทันหัน แต่มันเกี่ยวกัน สิ่งที่เราจะสูญเสียไปนั้นใหญ่หลวงมาก เมื่อเราพยายามผลักการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ไปอยู่ในช่วงวัย 30 ความกดดันมหาศาลที่กดดันคนอายุสามสิบกว่า ให้เริ่มต้นทำงานทำการ เลือกเมืองที่จะอาศัยอยู่ หาคู่ และมีลูกสองหรือสามคน ในช่วงเวลาที่สั้นกว่ามาก ความไม่เหมาะสมหลายๆอย่างจะเกิดขึ้น และผลการวิจัยก็เริ่มที่จะบอกกับเรา ว่ามันทั้งยากกว่า และเครียดกว่า ที่จะทำทุกอย่างพร้อมๆกัน ในช่วงอายุ 30

ช่วงวิกฤตเมื่อเวลาครึ่งหนึ่งของชีวิตผ่านไป ไม่ได้เกี่ยวกับการซื้อรถสปอร์ตสีแดง มันคือการที่คุณตระหนักว่า คุณไม่ได้ทำงานที่คุณต้องการ หรือรู้ว่า คุณไม่สามารถมีลูกได้ ในตอนที่คุณเริ่มอยากมี หรือการที่คุณไม่สามารถมีลูกคนที่สอง ให้เป็นพี่น้องกับลูกของคุณได้ ยังมีเรื่องของคนอายุสามสิบกว่า และสี่สิบกว่า อีกมากมาย ที่คนเหล่านั้นกำลังคิด อย่างที่ฉันเป็น หรืออย่างที่คน ที่นั่งอยู่อีกด้านนึงของห้อง จะพูดเกี่ยวกับวัยยี่สิบของเขา “ฉันทำอะไรอยู่นะตอนนั้น” “ไม่รู้ฉันคิดยังไง”

ฉันอยากที่จะเปลี่ยนสิ่งที่คนอายุยี่สิบกว่า กำลังคิดและทำอยู่

นี่คือตัวอย่างหนึ่งของหนทางแก้ นี่เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งชื่อเอมม่า ตอนอายุยี่สิบห้า เอมม่า มาพบฉัน เพราะ เธอว่า เธอกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต ของการหาตัวตน เธอบอกว่า เธอคิดว่าเธออยากทำงานด้านศิลปะ หรือด้านบันเทิง แต่เธอยังตัดสินใจไม่ได้ เธอเลยใช้เวลาสองสามปีที่ผ่านมา เสริฟอาหารไปก่อน และเพราะว่ามันประหยัด เธอเลยอาศัยอยู่กับแฟนของเธอ ซึ่งเป็นคนที่มีอารมณ์มากกว่า ความทะเยอทะยาน และทั้งๆที่วัยยี่สิบของเธอเป็นเรื่องยากแล้ว ชีวิตวัยเด็กของเธอก็ยิ่งแย่กว่า เธอมักจะร้องไห้ในระหว่างที่เราคุยกัน แต่แล้วเธอก็จะปลอบใจตัวเอง ด้วยการพูดว่า “เราไม่สามารถเลือกครอบครัวของเราได้ แต่เราเลือกเพื่อนของเราได้”

วันหนึ่ง เอมม่า มาหาฉัน แล้วก็ก้มหน้าลงบนตักของตัวเอง ร้องไห้สะอึกสะอื้นเป็นเวลาเกือบชั่วโมง เธอพึ่งจะซื้อสมุดโทรศัพท์เล่มใหม่มา เธอใช้เวลาช่วงเช้าของวันเขียนเบอร์คนที่เธอรู้จัก แต่พอเธอจ้องมองช่องว่าง ที่มาหลังคำที่ว่า “ในกรณีฉุกเฉิน กรุณาโทรหา…” เธอบอกว่าเธอเกือบเสียสติ เมื่อเธอมองมาที่ฉัน แล้วพูดว่า “ใครจะอยู่กับฉัน ถ้าฉันรถคว่ำ ใครจะเป็นคนดูแลฉัน ถ้าฉันเป็นมะเร็ง”

ตอนนั้น ฉันต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ที่จะไม่พูดว่า “ฉันจะอยู่กับคุณ” เพราะสิ่งที่เอมม่าต้องการไม่ใช่นักจิตวิทยา ที่ใส่ใจเธออย่างมากๆ แต่สิ่งทีเธอต้องการคือชีวิตที่ดีขึ้น และฉันรู้ดีว่านี่คือโอกาสของเธอ ฉันได้เรียนรู้อะไรมากมาย ตั้งแต่ตอนที่ฉันให้คำปรึกษาอเล็กซ์ ว่าฉันไม่ควรนั่งรอดูช่วงเวลาสิบปีที่สำคัญต่อชีวิตของเอมม่า ผ่านเลยไป

ดังนั้น ในช่วงหลายอาทิตย์ และหลายเดือนต่อมา ฉันบอกกับเอมม่าว่า สามอย่างที่คนอายุยี่สิบกว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ควรจะรู้ก็คือ

อย่างแรก ฉันบอกให้เอมม่าลืมเรื่องการแสวงหาตัวตน แล้วพยายามสร้างตัวตนที่ยอดเยี่ยม ด้วยการสร้างตัวตน ฉันหมายถึงการลงมือทำอะไรบางอย่าง ที่สร้างคุณค่าให้กับตัวตนของคุณ ทำอะไรที่เป็นการลงทุน ในสิ่งที่คุณอยากจะเป็นในอนาคต ฉันไม่รู้ว่าอนาคตของเอมม่าจะเป็นอย่างไร และก็ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตในการทำงานจะเป็นอย่างไร แต่ฉันรู้ว่า ตัวตนที่ยอดเยี่ยมก็จะนำมาซึ่งสิ่งที่ยอดเยี่ยม ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่คุณจะลองไปทำงานต่างประเทศ ไปฝึกงาน ตั้งกิจการแบบที่คุณอยากจะลองทำ ฉันไม่ได้พยายามลดค่าของการทดลองอะไรใหม่ๆ ของคนอายุยี่สิบต้นๆ นะคะ แต่ฉันพยายามที่จะลดการเดินทางเสาะแสวงหาหนทาง ที่ไม่ค่อยก่อให้เกิดผลต่างๆ ซึ่งก็คงเรียกว่าเป็นการแสวงหาไม่ได้ เรียกว่าเป็นการฆ่าเวลาจะตรงกว่า ฉันบอกกับเอมม่า ให้เธอทดลองทำงานอย่างจริงจัง

อย่างที่สอง ฉันบอกเธอว่า เธอให้คุณค่ากับกลุ่มเพื่อนมากเกินไป เพื่อนสนิทเป็นคนที่เหมาะจะวานให้ไปส่งเราที่สนามบิน แต่คนอายุยี่สิบกว่า ที่เกาะกลุ่มกันแน่น คบแต่เพื่อนที่คิดเหมือนๆกัน รู้อะไรเหมือนๆกัน คิดเหมือนกัน พูดเหมือนกัน ทำงานคล้ายกัน แต่งานใหม่ที่ยิ่งใหญ่ท้าทาย หรือคนที่คุณสนใจจะคบ ก็มักจะมาจากคนนอกวงการเดิมของคุณเสมอ สิ่งใหม่ๆมาจาก คนรู้จักกันห่างๆ เพื่อนของเพื่อนของเพื่อนอีกที ก็จริงที่ครึ่งหนึ่งของคนอายุยี่สิบกว่า ไม่มีงานทำ แต่อีกครึ่งมีงานทำ และคนรู้จักแบบห่างๆนี่แหละ ก็คือวิธีที่จะทำให้คุณเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนมีงานทำ ครึ่งหนึ่งของตำแหน่งงานใหม่ๆ ไม่เคยถูกประกาศ ดังนั้นการขยายวงออกไปรู้จักเจ้านาย ของเพื่อนบ้าน ก็อาจจะเป็นวิธีการที่ทำให้คุณได้งาน ที่ไม่ได้ประกาศออกไปเหล่านั้น มันไม่ใช้การโกง แต่เป็นหลักการวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับการเดินทางของข้อมูล

อย่างสุดท้าย เอมม่าเชื่อว่า คุณไม่สามารถเลือกครอบครัวของคุณได้ แต่คุณสามารถเลือกเพื่อนของคุณได้ มันก็เป็นเรื่องจริง สำหรับภูมิหลังการเติบโตมาของเธอ แต่เมื่อเธอเป็นคนอายุยี่สิบกว่า อีกไม่นาน เอมม่าจะต้องเลือกครอบครัวของเธอ เมื่อเธอคบกับใครซักคน และสร้างครอบครัวของเธอเอง ฉันบอกเอมม่าว่า นี่คือเวลาที่เธอควรจะเริ่มเลือกครอบครัว คุณอาจจะคิดว่า อายุ 30 เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการลงหลักปักฐานมากกว่า อายุ 20 หรือ 25 ฉันเห็นด้วยกับคุณ แต่การคว้าเอาใครก็ได้ ที่คุณอยู่ด้วย หรือนอนด้วย มาแต่งงาน ในตอนที่ทุกคนในเฟสบุก เริ่มแต่งงานกันหมด ไม่ใช่ความก้าวหน้า เวลาที่ดีที่สุด ในการคิดเรื่องการแต่งงาน ก็คือก่อนที่คุณจะแต่งงาน มันหมายถึง การจริงจังกับเรื่องความรัก แบบเดียวกับที่คุณจริงจังกับเรื่องงาน การเลือกครอบครัว คือการเลือกอย่างมีสติ ว่าคุณต้องการอยู่กับใคร ต้องการอะไร แทนที่จะคบใครด้วยความพยายามทำให้มันราบรื่น หรือคบใครฆ่าเวลา เลือกอยู่กับใครก็ตาม ที่บังเอิญเลือกที่จะอยู่กับคุณเช่นกัน

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับ เอมม่า เราก็ดูรายชื่อในสมุดโทรศัพท์ของเธอเล่มนั้น เธอเจอลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนร่วมห้องคนก่อน ที่ทำงานในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ อีกรัฐ คนรู้จักห่างๆนี่เอง ทำให้เธอได้งานทำที่นั่น งานนั้นทำให้เธอมีเหตุผล ที่จะเลิกกับแฟนที่เธออยู่ด้วย ตอนนี้ ห้าปีต่อมา เธอเป็นเจ้าหน้าที่ออกแบบจัดงาน ของพิพิธภัณฑ์แห่งนั้น เธอแต่งงานกับผู้ชายที่เธอเลือกอย่างตั้งใจ เธอรักงานที่เธอทำ รักครอบครัวใหม่ของเธอ แล้วเธอก็ส่งการ์ดมาให้ฉัน ในนั้นเขียนว่า “ตอนนี้ช่อง กรณีฉุกเฉิน ที่เคยว่างเปล่า ดูเหมือนจะมีที่ไม่พอ”

เรื่องของเอมม่าอาจทำให้มันฟังดูง่ายๆ แต่นั่นคือสิ่งที่ฉันชอบเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา กับคนอายุยี่สิบกว่า เพราะมันง่ายเหลือเกิน ที่จะช่วยพวกเขา คนอายุยี่สิบต้นๆ ก็เหมือนกับเครื่องบินที่พึ่งออก จากสนามบิน LAX มุ่งหน้าไปที่ไหนซักที่ทางตะวันตก หลังจากเครื่องขึ้น เพียงแค่เราเบนหัวเปลี่ยนทิศนิดหน่อย ความแตกต่างอาจจะมากมาย เทียบได้กับเครื่อง ที่จะไปเบนหัวไปลงที่อลาสก้า หรือ หมู่เกาะฟิจิ เช่นเดียวกัน ในตอนที่คุณอายุ 21 หรือ 25 หรือ 29 บทสนทนาบทหนึ่ง โอกาสหนึ่งครั้ง หรือ TED ทอล์ก ดีๆซักอันหนึ่ง สามารถจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย ในช่วงเวลาอีกหลายปีที่ตามมา หรือ ในอีกชั่วอายุที่ตามมาเลยทีเดียว

นี่แหละค่ะ ข้อคิดที่น่าบอกต่อ ให้กับคนอายุยี่สิบกว่าทุกคน ที่คุณรู้จัก มันง่ายๆ แบบเดียวกับที่ฉันเรียนรู้ที่จะพูดกับ อเล็กซ์ นี่คือสิ่งที่ฉันรู้สึกเป็นเกียรติ ที่ได้พูดกับคนอายุยี่สิบต้นๆ แบบเอมม่า ในทุกๆวัน อายุสามสิบไม่ใช่ช่วง 20 ที่วนกลับมา ดังนั้น จงโตเป็นผู้ใหญ่ สร้างตัวตนที่ยอดเยี่ยมของคุณเอง ใช้เครือข่ายคนรู้จักที่คุณมี เลือกครอบครัวของคุณ และอย่าถูกบังคับ ด้วยสิ่งที่คุณยังไม่รู้ หรือยังไม่ได้ทำ คุณกำลังกำหนดชีวิตของคุณอยู่ ขอบคุณค่ะ (เสียงปรบมือ)

[ข่าววงการหนังสือโลก] Samantha Shannon จะเป็น J.K.Rowling คนต่อไปรึเปล่า?

รูปภาพ

Samantha Shannon (คนกลางในรูป) จะกลายเป็น J.K..Rowling คนต่อไปหรือเปล่านะ อาจจะไม่ใช่ก็ได้ แต่เธอน่าจะมีแฟนคลับไม่ต่างจากที่ Suzanne Collins ผู้แต่งนวนิยายแนวดิสโทเปีย ชุด The Hunger Games แน่ๆ

นวนิยายชุด The Bone Season ที่ Shannon แต่ง กำลังจะออก วางแผงวันที่ 20 สิงหาคม 2013 นี้ (ถ้านับจากวันนี้ก็คืออีกราวๆ 75 วัน) เป็นนวนิยายชุดที่ถูกค่ายหนังแย่งกันจับจองลิขสิทธิ์อยู่ และมีวี่แววว่าจะโด่งดังมากๆ (อ่านเรื่องย่อได้ที่นี่ http://www.boneseasonbooks.com/)

Shannon ปัจจุบันอายุ 22 ปี กำลังเรียนด้านภาษาและวรรณคดีอังกฤษ ที่ St.Anne’s College, Oxford เธอเริ่มแต่ง The Bone Season ตอนอายุ 19 ปี โดยแต่งในชั้นเรียนนั่นแหละ เธอมีโอกาสเข้าฝึกงานกับเอเย่นต์อย่าง David Godwin ซึ่ง Godwin ได้อ่านร่างของนวนิยายตอนนั้น (แบ่งเป็น 7 เล่ม) เขาตื่นเต้นมาก เลยส่งต่อไปยัง Alexandra Pringle แห่ง Bloomsbury ซึ่ง Pringle บอกว่า “Seven hours later I was still reading it,”.

อ่านเรื่องของ Shannon ได้เพิ่มเติมที่
http://www.nytimes.com/interactive/2013/05/30/t-magazine/02-twentysomething.html?smid=fb-share&_r=0

http://www.boneseasonbooks.com/

http://en.wikipedia.org/wiki/Samantha_Shannon