หลายเรื่องเราไม่เคยรู้ แต่เรามักจะได้เรียนรู้เพิ่มตอนได้คุยกับคนอื่น

[หลายเรื่องเราไม่เคยรู้ แต่เรามักจะได้เรียนรู้เพิ่มตอนได้คุยกับคนอื่น]

1.

โพสนี้เป็นโพสที่เปี่ยมด้วยความหวัง …

มันมีช่วงเวลาที่หลายปีก่อน เพื่อนชาวกรุงเคยบอกเราว่า “ทำฝายสิ จะได้ทำเกษตรได้ทั้งปี” เราตอบไปว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก บ้านเราไม่ใช่ที่ลุ่มภาคกลางนะ มันแล้งก็คือมันแล้งจริงๆ ไม่ใช่นักพัฒนาชุมชนไม่ทำอะไรเสียหน่อย ” ตอนนั้นเรายังไม่เห็นตัวอย่างว่ามีที่แล้งๆ ที่ไหนทำได้บ้าง เลยตอบไปอย่างนั้น อีกอย่างเราคงหมั่นไส้คนกรุงที่มักมองทุกอย่างด้วยสายตาว่า “ทำได้สิ แต่ชาวบ้านขี้เกียจ” ล่ะมั้ง

จนเราได้เห็นภาพทุ่งข้าว อ.เชียงดาว ที่พร้อมเกี่ยว ในเดือนพฤษภาคม 2556 … ถ้าใครเคยทำนาปี จะรู้กันได้ว่า เดือนพฤษภาคมน่ะมันคือเดือนที่ทุ่งนาจะต้องใช้ถูกเพาะกล้า มันคือฤดูเริ่มรอฝน เริ่มรอปลูก ไม่ใช่รอเกี่ยว … ภาพที่เราได้เห็นจึงเป็นภาพที่ช็อกเรา (ในทางที่ดี) เพราะ อ.เชียงดาว น่ะอยู่ที่เชียงใหม่ ถึงแม้ว่าอากาศเขาจะหนาวกว่าบ้านเรา แต่ก็แล้งน้ำไม่ต่างกัน (เคยเห็นฤดูแล้งที่น้ำในลำห้วยแห้งขอดกันกับตาไหม) แต่ภาพภาพนั้นทำให้เราเกิดความหวัง หวังว่า อ.เขาวง ก็จะทำฝายได้ จากนั้นเราก็จะทำเกษตรได้ทั้งปี (ที่หมายถึงทำนา และทำสวน แต่ไม่ใช่ทำไร่นะ ทำไร่ต้องขึ้นไปทำบนภู ไม่ใช่ทำที่ใกล้บ้าน) อย่างน้อย ถ้าปีหนึ่งทำนาได้สองครั้ง รายได้ของเกษตรกรอย่างพ่อเรา ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

เราเลยคุยกับพ่อในวันที่พ่อไปรับเราจากคิวรถ (ตอนที่เรากลับจากเชียงรายลงมาขอนแก่น) เราถามพ่อว่ามันเป็นไปได้ไหม? พ่อเลยเล่าถึงสิ่งหนึ่งให้ฟัง สิ่งที่เราได้เรียนรู้ว่า ถ้าเราไม่ลงพื้นที่กับชุมชนจริง รวมถึงไม่เคยปะทะสังสรรกับชาวเมืองกรุง เราก็จะไม่รู้ในวิธีคิดที่แตกต่างกัน

พ่อบอกว่า เรื่องทำฝาย เคยมีโครงการกันเมื่อหลายปีก่อน แต่ในกระบวนการจะทำฝายนั้น มันต้องเกี่ยวข้องกับห้วยอันเป็นสมบัติของชุมชนใช่ไหม แล้วต้องได้รับการยินยอมจากชาวบ้านทุกบ้าน … ทุกบ้านที่แปลว่าทุกหลังต้องเซ็นอนุมัติ ทีนี้ตอนคุยกันคร่าวๆ หลายบ้านก็เห็นดีเห็นงาม … เรื่องมันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วล่ะ แต่จนกระทั่งมีเอกสารให้เซ็นนั่นแหละ การเซ็นก็ไม่ได้เกิดขึ้น ชาวบ้านบางคนบอกว่า ถ้าทำฝาย หน่อไม้ริมห้วยก็หายไปใช่ไหม อย่างนี้ก็หาหน่อไม้ไม่ได้แล้ว สิ ไม่เซ็นหรอก

คุณเห็นการปะทะสังสรรของแนวคิดเรื่อง “พัฒนา” กับ “วิถีชุมชน” อยู่ในประโยคนั้นไหม? ถ้าคุณมองว่า “ฝาย” คือการพัฒนา ในที่นี้ การรักษาไว้ซึ่ง “กอไผ่ริมห้วย” ก็คือการอนุรักษ์วิถีชุมชนนะ … ถามว่าชาวบ้านที่คิดอย่างนั้นผิดไหม? เขาจะไปผิดได้อย่างไร นั่นคือชุมชนในภาพที่เขาเติบโตมา เขาแค่อยากรักษาวิถีชีวิตที่เขาคุ้นเคยไว้ การรักษากอไผ่ อาจทำให้เขาต้องทำนาปีละครั้ง แต่นั่นแหละ ตลอดชีวิต ทุกรัฐบาล ทุกนโยบายอีสานเขียว เขาก็ทำนาปีละครั้งมาตลอด … คนที่ไม่เคยทำนาปีละสองครั้ง คิดภาพไม่ออกหรอกว่า การทำนาปีละสองครั้งเป็นอย่างไร มันเหมือนกับคนบนเขา ที่จะไม่เข้าใจว่าการตื่นมาล่องเรือออกทะเลนั้นเป็นวิถีชีวิตแบบไหน … มันแค่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดว่า “ใช่” สำหรับเขาในตอนนี้เท่านั้น

2.

ทีนี้พ่อเราก็พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง อันเป็นประโยคที่ขัดแย้งกับภาพหวังของคนในศูนย์กลางประเทศแน่ๆ พ่อพูดว่า “จริงๆ เรื่องพวกนี้น่ะควรมีนโยบายจากส่วนกลางออกมานะ” ใช่แล้ว! เรากำลังพูดถึงเรื่อง “ฝาย” เรากำลังคุยกับพ่อ – ซึ่งก็เป็นชาวบ้านคนหนึ่ง … และพ่อเรากำลังเสนอว่า สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ถ้ามีนโยบายจากส่วนกลางผลักดันมา

มันย้อนแย้งกับที่คนในศูนย์กลางประเทศหวังอย่างไรน่ะเหรอ? คุณลองนั่งนิ่งๆ แล้วถามตัวเองดูหน่อยนะ ว่าเวลาคุณคิดถึงบ้านนอกแบบในฝันน่ะ คุณเห็นภาพมันเป็นแบบไหน? เป็นแบบชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันเสนอความคิดเห็น ทุกอย่างเป็นไอเดียของชาวบ้านที่เคาะกันแล้วเห็นว่าดีงาม แล้วไปเสนอต่อ อบต. ต่อเทศบาล หรือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (แม้กระทั่งหน่วยงานสายข้าราชการมหาดไทย อย่าง อำเภอ พัฒนากร) … นั่นคือภาพที่คุณหวังจะได้เห็นใช่ไหม? สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการพูดคุยกับชาวบ้านหลายๆ หมู่บ้านก็คือ มันไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว

ชาวบ้านไม่ได้ขี้เกียจและไร้ศักยภาพนะ ชาวบ้านน่ะเต็มไปด้วยศักยภาพที่จะทำอะไรดีๆ ได้อีกหลายอย่าง เพียงแต่ว่า ในหลายๆ หน … การเริ่มต้นก็เป็นสิ่งที่ยากเย็น การที่จะจุดประกายให้ชาวบ้านดึงศักยภาพตัวเองออกมาได้ ดึงความคิดดีๆ ออกมาเพื่อเป็นโครงการอันมีประโยชน์ บางทีสิ่งเหล่านี้ก็ต้องอาศัยตัวกระตุ้น โดยตัวกระตุ้นอาจเป็นคนนอกไปเลย (คิดภาพ กลุ่มละครมะขามป้อม ที่ไปทำโครงการกับชุมชนออกไหม กลุ่มมะขามป้อมคือคนนอกนะ) หรือกระตุ้นจากหน่วยงานที่ทำงานร่วมกับชุมชน ไม่ว่าหน่วยงานนั้นจะเป็นราชการปกติ หรือข้าราชการท้องถิ่นก็ตามที

จากการที่เรา “สะเออะ” อยากทำ “เขาวงเมืองท่องเที่ยว” นั้น ระหว่างรายทางที่เราได้คุยกับผู้คน ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างที่กลายมาเป็นสิ่งที่เปิดหู เปิดตา เปิดสมอง และเปิดใจเรามากเลยทีเดียว ระหว่างทางเหล่านั้น (ซึ่งตอนนี้ยังไม่ถึงปลายทางหรอก) มีหลายคนบอกเราว่า “ถ้าจะจัดวิ่งต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมนะ ถ้าระหว่างทางที่นักวิ่งวิ่งผ่าน มีชาวบ้านลุกมาเป็นกองเชียร์ สีสันและความประทับใจจะเพิ่มขึ้นมากเลยแหละ” เราไม่แน่ใจนักว่า คำว่า “ชุมชนมีส่วนร่วม” หมายถึงอะไร ถ้าหมายถึง เราต้องได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้าน นั่นน่ะ ถูกเผงอยู่แล้ว งานวิ่งเป็นงานที่ต้องใช้กำลังพลวันจริงไม่ต่ำ 100 คนในส่วนสนับสนุน งานวิ่งไม่อาจจัดได้ด้วยคนคนเดียว “ชุมชนต้องมีส่วนร่วม” เป็นประโยคที่ถูกต้องที่สุด แต่ขณะเดียวกัน การลุกมามีส่วนร่วมในครั้งแรกของชุมชน อาจไม่ได้เกิดจากความคิดของผู้ใหญ่บ้าน ของกำนัน หรือของชาวบ้านเสียทีเดียว มันอาจเกิดจากคนนอกก็ได้ … คนนอกที่พร้อมเข้าไปเป็นส่วนเดียวกับพวกเขา คนนอกที่เดินเข้าไปคุย “ทำอย่างนี้ก็ดีนะป้า ดีอย่างนี้อย่างนี้ไง” และเมื่อชาวบ้าน คนหนึ่ง สองคน สี่คน สิบคน หมู่บ้านหนึ่ง เริ่มเห็นด้วย … จากนั้น ชุมชนก็จะเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

แต่มันแตกต่างจากคำว่า “ชุมชนริเริ่มกันเอง” ในมโนภาพของคนในศูนย์กลางประเทศ กันพอตัวทีเดียวใช่ไหม?

3.

ถ้าคุณเคยทำงานโปรเจ็กต์อะไรสักอย่าง … แม้กระทั่งโปรเจ็กต์ในมหาวิทยาลัย คุณจะรู้ว่า หลักๆ แล้ว มันมีสองแนวคิดในการทำงาน หนึ่งคือ ทำโดยยึดเป้าหมายความสำเร็จของงานเป็นหลัก และสองคือ ทำโดยยึดหลักการว่าให้คนมีส่วนร่วมมากที่สุดเป็นหลัก (แม้ยิ่งมากคน ยิ่งจะมากความก็ตามที) เรากับเพื่อนเคยทำละครเวทีคณะ เด็กรัฐศาสตร์ที่ไร้สกิลลุกมาทำละครเวทีกันน่ะ พอคิดภาพออกไหม? เด็กรัฐศาสตร์ที่ชอบเล่นมุกกันเองว่า พวกเราน่ะครอบครองแต่สกิล “ช่างบงการ” เท่านั้นแหละ แต่พอต้องลุกมาทำพร็อบ จัดแสง จัดไฟ เขียนบท ซ้อมแอคติ้ง … ทุกอย่างก็ดูจะยากเย็นและมีปัญหาไปเสียหมด เราทำได้ไม่ดีกันสักอย่าง และเรากำลังแอบเคืองความไร้สกิลของแต่ละฝ่ายอย่างรุนแรง ในที่สุด เพื่อนที่เป็นจอมบงการสูงสุด ก็ตัดสินใจที่จะทำละครออกมาให้ “ดีที่สุด” โดยการยอมไม่ถนอมน้ำใจทีมงานบางกลุ่มที่เธอมองว่าความไร้สกิลทำให้งานออกมาไม่มีคุณภาพนัก… เธอยอมเลือกเป้าหมาย เธอหันไปขอความร่วมมือกับคณะอื่นๆ (เช่น สถาปัตย์) ที่มีสกิลดีกว่า แต่นั่นก็หมายถึงเธอตัดโอกาสในการพัฒนาสกิลบางอย่างของทีมงานบางส่วนออก คุณคงอยากรู้ผลลัพธ์ของละครเวทีเรื่องนั้น ละครเวทีไปได้สวยทีเดียว แม้กระทั่งเด็กคณะอย่างนิเทศ อักษร และสถาปัตย์ก็ยังเอ่ยชม … แต่ในรายทางก็คือ ทีมงานบางส่วนไม่ได้พัฒนาตนเอง และแสงสีไฟต่างๆ เราก็ได้ช่างไฟละครเวทีมืออาชีพมาทำให้ … บางครั้งชีวิตก็ต้องเลือกอย่างนี้แหละ

เรื่องละครเวทีรัฐศาสตร์เกี่ยวข้องกับโครงการในชุมชนของฉันตรงไหนน่ะเหรอ? ไม่ตรงเสียทีเดียว แต่มีหลายประเด็นที่ละม้ายกัน เรื่องก็คือว่า พอฉันเข้าไปคุยกับชาวบ้าน เรื่องโครงการหลายๆ อย่างที่ถือว่าเป็นสิ่งใหม่ในสายตาชาวบ้าน (การทำให้เขาวงเป็นเมืองท่องเที่ยวนี่คือสิ่งใหม่ในมโนทัศน์ชาวบ้านที่มองว่า เขาวง ก็คือสถานที่ธรรมดานะ) ชาวบ้านมักจะบอกว่า ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญทำสิ ชาวบ้านจะไปทำอะไรกับโครงการท่องเที่ยวได้ (ส่วนผู้เชี่ยวชาญจะเป็นใคร นั่นอีกเรื่อง) ในสายตาของชาวบ้าน ถ้าไม่มีผู้มีอำนาจที่ไหนลุกมาริเริ่ม สิ่งใหม่ๆ มันเกิดขึ้นไม่ได้หรอก แต่ถ้ามีคนเริ่ม แล้วขอให้ชาวบ้านช่วย ชาวบ้านน่ะยินดีช่วย พวกเขาช่วยสุดแรงเลยแหละ ขอแต่มีคนเริ่มต้นให้

แต่พอฉันไปคุยกับเพื่อนๆ ที่อยู่ในศูนย์กลางประเทศ คำแนะนำของพวกเขาจะกลายเป็นอีกขั้ว สำหรับพวกเขา โครงการที่มีเสน่ห์คือการริ่เริ่มจากชาวบ้าน อะไรที่มาจากส่วนกลางนั้นดูเป็นเรื่องไร้สน่ห์ในสายตาพวกเขา เวลาพูดถึงโครงการที่เป็นนโยบาย “ทำตรงนี้ให้เป็นหมู่บ้านวัฒนธรรม” ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดริเริ่ม มันก็ช่างดูไร้จิตวิญญาณจัง แต่ถ้ากลุ่มสตรีในชุมชนคิด โอ้ว…ฟังแล้วอิ่มเอมจัง แต่เรื่องราวในชีวิตจริงที่ฉันพบเจอคือ ไม่มีทั้งการริเริ่มจากผู้ว่า จากนายก อบจ. หรือจากกลุ่มสตรีในหมู่บ้าน แม้ว่าพวกเขาจะมี “ของ” และรู้ว่าตัวเองมี “ดี” อะไรอยู่ก็เถอะ … มันก็เหมือนกับทุกเรื่องในชีวิตนั่นแหละ ความเจ็บปวดซ้ำซากที่พวกเขาเจอมาตลอดชีวิต ทำให้พวกเขาไม่เชื่อมั่นว่าพวกเขาทำได้อย่างมีประสิทธิภาพหรอก

4.

แต่เราควรจะไม่ “สร้างให้เกิด” โครงการบางอย่าง เพียงแค่เพราะ ส่วนกลางไม่เคยคิด และชาวบ้านไม่เคยริเริ่ม เพียงเท่านั้นน่ะเหรอ? สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ในรายทางก็คือ สิ่งสำคัญที่สุดคือตัวกลางที่ยอมเข้าไปเป็นเข็มและด้ายเพื่อเชื่อมร้อยสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ตัวกลางที่พร้อมจะอธิบาย พร้อมตอบคำถามทั้งผู้มีอำนาจจากส่วนกลาง ตอบทั้งชุมชน รวมถึงตอบทั้งคนนอกถิ่นฐานได้ด้วย ตัวกลางที่ไม่เคยเหนื่อยจะตอบคำถาม ตัวกลางที่ไม่เคยเหนื่อยจะพูดว่า “ทำได้สิ เขาวงเป็นเมืองท่องเที่ยวได้นะ” ตัวกลางที่แค่จดบันทึกรวบรวมไอเดียจากชุมชน เอามารวมกันเป็นบันทึก ปรินท์ออกมา เอามาบอกต่อ เอามาให้ทั้งผู้มีอำนาจและคนในชุมชนเห็นว่า ทั้งหมดทั้งมวลเสนอไอเดียอะไรกันออกมาบ้าง … ตัวกลางไม่จำเป็นต้องครีเอทีฟ ตัวกลางอาจไม่สร้างอะไรสักอย่าง ตัวกลางอาจไร้สกิลที่สุด ไร้ค่าที่สุด สิ่งที่ตัวกลางต้องทำก็แค่ กระตุ้น เชื่อมร้อย รับฟัง และอย่าท้อเพียงแค่คนอื่นไม่ฟังในหนแรกที่คุณพูด

ทักษะที่ตัวกลางต้องมีนี่คือทักษะชนชั้นกลางโดยแท้ … ไม่ต้องสร้างอะไรได้หรอก ไม่ต้องดำนาเป็น ไม่ต้องฟ้อนเซิ้งได้ แค่ทำเอกสารได้เป็นพอ … แต่นี่แหละ คือสิ่งที่ขับเคลื่อนให้โครงการริเริ่มได้ในขั้นแรก

ฉันเริ่มเรียนรู้อะไรมากขึ้นหลังจากเข้ามาสานสร้าง “เขาวงเมืองท่องเที่ยว” สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้หลักๆ ก็คือ ชุมชนจะต้องมีส่วนร่วม และชุมชนก็มีไอเดียดีๆ เยอะ เพียงแต่บางครั้ง ชุมชนมองไม่เห็นหนทางว่าควรเริ่มอย่างไร คนที่อยู่เขาวงมาชั่วนาตาปีและแทบไม่เคยไปไหน บางครั้งเขาก็มองไม่ออกหรอกว่า สิ่งที่เขามีอยู่นั้น ถ้าจับมาขัดสีฉวีวรรณ แปรงผม ลงรองพื้นบ๊อบบี้บราวน์ เติมบลัชด้วยสีดอกไม้ในชุมชน เอารากไม้มาเขียนคิ้ว ผสานทั้งโลกเก่าโลกใหม่เข้าด้วยกัน มันก็จะมีเสน่ห์และเปล่งประกายจนเตะตา ต้องใจ และเย้ายวนให้คนอื่นอยากมาเยี่ยมชมได้ไม่ยาก เพียงแต่ว่า มันควรมีใครสักคน “ริเริ่ม” ถ้าริเริ่มและโน้มน้าวให้คนอื่นเห็นภาพฝันเดียวกับเราได้ ครั้งต่อๆ ไป ชุมชนจะเริ่มต้นและสานต่อได้ด้วยตนเอง … เพราะเมื่อเรายื่นแผนที่ให้พวกเขาแล้ว พวกเขามองภาพออกแล้ว พวกเขาย่อมเดินไปเองได้ ที่สำคัญ พวกเขาเดินเร็วกว่าเราเสียอีก พวกเขาวิ่งด้วยซ้ำ วิ่งอย่างอึดและทน พวกเขาพร้อมจะแซงหน้าเราไปได้ทุกเมื่อเลยล่ะ ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะมีแผนที่

ดังนั้น ถ้าถามฉัน ฉันไม่เคยรังเกียจส่วนกลาง (ภาครัฐ) พอๆ กับที่ฉันรู้ว่าชาวบ้านล้วนเก่งกว่าฉัน แต่สิ่งสำคัญคือ เราแค่ต้องการคนที่เป็น “ตัวกลาง”

และฉันมองเห็นความเป็นไปได้นี้ในตัวพวกคุณทุกคน,
พวกคุณรู้ไหม พวกคุณเป็นตัวกลางได้ … เพียงแต่ว่า พวกคุณจะโดนปฏิเสธในครั้งแรกแน่ๆ …

ว่าแต่มีใครในโลกไม่เคยโดนปฏิเสธบ้างเหรอ?

ลงชื่อ ฉันเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s