ความรู้สึกหลังจากดู ไตรภาค Before

Before Sunrise (1995) / Before Sunset (2004) / Before Midnight (2013)ในบรรดา 3 เรื่องนี้ คิดว่า Sunset จี๊ดสุด
ขณะที่ Sunrise พอย้อนดูตอนนี้ ก็รู้สึกว่า “อืม…เหรอ” มันน่ารักดี บางทีก็ชวนน้ำตาไหลคิดถึงอดีตอันแสนหวาน ชีวิตที่เปี่ยมด้วยความหวังแบบข้นคลั่ก จะต้องได้แต่งกับคนที่ขึ้นปก forbes list under 30 แน่ตรู ราวๆ นั้น

Midnight เป็นอะไรที่ก้ำกึ่งระหว่างรำคาญ intellectual ประสาทแดกไปป่ะ เมียเป็น feminist activists ที่ขี้กังวลเรื่องว่าชั้นเป็นแม่และเมียที่โหลยโท่ยป่ะวะ (แย้งๆ กันป่ะ แต่เข้าใจเธอนะเซลีน) ผัวเป็นนักเขียนที่น่าจะขายดีนะ มีคนเอาไปแปลเป็นเวอร์ชั่นกรีกด้วย มันก็แบบ…ไงดีล่ะ คงจะ intellectual คิดอะไรกันเยอะ … เยอะ … เยอะ

พอมองดูความสัมพันธ์ของคู่ผัวตัวเมียในบ้านกุดปลาค้าวแล้ว … มันก็เลยแบบ
ในหนังดูเย๊อะ เยอะ ไปจนติดจะน่ารำคาญ

แต่ก็มีซีนที่ชวนจี๊ด ชวนขำ … ก้ำกึ่งว่ารำคาญ กับว่าชอบ

Sunset คือความเพอร์เฟกซ์ของทุกอย่าง มันมีความผิดหวัง มีจี๊ด มีร้าวราน แต่ก็มีความคลุมเครือว่าสองคนนั้นจะได้กันป่ะวะ จะลงเอยกันไหม มันมีลุ้น มีหวัง ท่ามกลางความหมดหวังของ romantic love มันมีความหวังของ realistic love เกิดขึ้น

Advertisements

[จดหมายจากเขาวง] เฮ็ดขวัญ

“เฮ็ดขวัญ”

เป็นวันที่เจอญาติสนิทเยอะมาก … คำว่าญาติสนิท หมายถึงญาติที่มีสายสาแหรกใกล้ชิดกันมากๆ เช่น คนนี้เป็นน้องสาวปู่ (ก็คือเรียก ย่า) คนนี้เป็นน้องชายย่า (ก็คือเรียกปู่) คนนี้เป็นลูกของน้องสาวปู่ คนนี้เป็นลูกของน้องชายย่า คนนี้เป็นลูกของป้า (ก็คือเรียกพี่) คนนี้เป็นลูกของพี่สาว แต่น้องเขาเรียกเราว่าพี่แทนที่จะเรียก น้า 555 ก็ตลกดีไปอีกแบบ

ไม่แน่ใจว่าการ “เฮ็ดขวัญ” กับการสู่ขวัญบายศรี เป็นสิ่งเดียวกันไหม อย่างที่บอกว่าเราคือ generation lost เป็นคนที่เกิดมาในโลกเก่า แต่โตมาตอนที่ประเทศกำลังกล่อมประชาชนว่าให้เรียนสูงๆ เรียนในเมือง เราเลยถูกหลอมเข้ากับโลกใหม่ เราคุ้นชินกับสตาร์บัคส์และไม่รังเกียจมัน เราช้อปออนไลน์เสื้อผ้า H&M ในสมัยที่แบรนด์นี้ยังไม่เข้าไทย เราเสพหนังสือของฮารูกิ มูราคามิ พอๆ กับที่กรี๊ดไปกับข่าวเรื่องออร์แลนโด้ บลูม แต่งงานกับ มิแรนด้า เคอร์ เราดูหนัง ไตรภาค Before เรากินพาสต้า เราทำทีเป็นคนสนใจไวน์ (แม้แอลกอฮอล์อย่างเดียวที่เราคิดว่าควรค่าแก่การเสียเงินให้ คือเบียร์ ก็ตาม) เราอ่าน “ลอนดอน กับความลับในรอยจูบ” แล้วอยากเขียนนวนิยายแบบนี้ เล่าถึงชีวิตของชนชั้นแบบนี้ สนามบิน ตัวละครที่เป็นเชฟ โศกนาฏกรรมระดับโลก เราคือ world citizen เป็นพลเมืองโลก

แต่บางที ตอนที่อยู่ๆ ในตอนเช้าตรู่วันที่ฝนพรำสาย เราพบว่าคนอายุ 80 กว่าๆ 60 กว่า 50 กว่าๆ 40 กว่าๆ 30 กว่าๆ 20 กว่าๆ กระโดดมาที่เด็กมัธยมและประถมที่เป็นหลานๆ โผล่มาผูกข้อมือ “เฮ็ดขวัญ” ให้ เราเห็น “หมอสูตร” (ไม่แน่ใจว่าสะกดอย่างนี้ไหม) วัย 70 ขึ้้น ที่มาท่องคาถาเรียกขวัญแบบเต็มสูตรให้ (มันมีแบบย่อ และแบบเต็ม) มีน้องชายของย่า ที่อายุเฉียด 90 แล้ว มาอวยชัยให้พรด้วยบทสวดยาวๆ ที่เราไม่มีวันฟังมันเข้าใจ เห็นอาที่ขับรถไกล 80 กม. มาอวยพรให้ มันเป็นพิธีที่เราเป็นนางเอก เป็นคนสำคัญ

บางทีตอนที่เห็นคนไม่ต่ำกว่า 50 คนมารวมตัวกันเพียงเพื่อจะผูกข้อมือและอวยพรให้เราโชคดีกับชีวิต เสร็จแล้วก็ล้างจาน ล้างแก้ว เก็บเสื่อส่งคืนวัด เอา “ขวัญ” (คางไก่ขวัญ) ออกมาดูว่ามันมีหน้าตาดีไหม อนาคตจะดีไหม ขวัญแข็งแรง เข้มแข็ง พอไหม มันก็รู้สึกเหมือนกับว่า … การมีราก แม้จะเป็นรากฝอย ก็คงสำคัญอยู่แหละมั้ง

การนั่งอยู่เฉยๆ มองคนที่อายุใกล้ 90 ปี คุยกันอย่างนอบน้อม เบาๆ ไม่ได้ใส่อารมณ์ใส่กัน … จริงๆ ตลอดชีวิตเราก็เห็นมาอย่างนั้น คนบางคน ก็คุยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยมาตลอดชีวิต มันราวกับว่าเขาไม่เคยมีอารมณ์โกรธหรือเกลียดชังใคร อย่าวาแต่อารมณ์เหงา หรือเบื่อเลย มันอาจดูน่าเบื่อไปบ้าง ถ้านำคนอย่างนี้มาสร้างตัวละครในนวนิยาย แต่นั่นแหละ คนอย่างนี้ก็มีตัวตนอยู่จริงๆ ในโลกเดียวกับเรานี่แหละ

บางทีการ “เฮ็ดขวัญ” ในโลกปัจจุบัน มันคงไม่มีความหมายอะไรจริงจังอีกแล้ว (ขวัญกลับจากไร่นามาอยู่แถวหัวนอนแล้วใช่ไหม) นอกจากการรวมญาติ รวมผู้คน … ผู้คนที่อย่างน้อยๆ เขาก็สละเวลาในบางวัน มาเป็นตัวละครสมทบในงานที่เราเป็นนางเอก

ส่วนเราก็รอวัน เป็นตัวละครสมทบของคนอื่นๆ ในงานอื่นๆ อีกต่อไป

พิธีกรรม ก็ไม่ต่างอะไรกับการนัดกินเหล้า กินไวน์ กินกาแฟกับคนที่เราถูกคอ
เราแค่จะเลือกแบบไหน หรือเลือกทั้งหมด มันก็เป็นสิทธิของคนในยุคสมัยใหม่อย่างเราๆ

 

 

kwan

Before Sunrise – Before Sunset – Before Midnight: หนังทอล์คกาทีฟอันเปี่ยมเสน่ห์

หมายเหตุ : เขียนให้เจ้าหนึ่งตอนปลายปี 2555 ก่อนหนัง Before Midnight จะออกฉายอย่างเป็นทางการเกือบ 6 เดือน

รูปภาพ

ในปี 1994 หนุ่มอเมริกันนามเจสซี่ เจอกับหญิงสาวฝรั่งเศสนามซีลีน บนรถไฟความเร็วสูงสายยุโรป พวกเขาพูดคุยถูกคอ และรู้สึกเชื่อมโยงกันอย่างประหลาด จนชายหนุ่มเอ่ยปากชวนหญิงสาวให้ทำเรื่องบ้าระห่ำ นั่นคือการลงจากรถไฟแล้วใช้เวลา 1 คืนในเวียนนาเดินคุยกันต่อ หญิงสาวลังเลแต่สุดท้ายเธอก็ยอมเสี่ยง นั่นคือฉากต้นเรื่องของ Before Sunrise (1995) หนังรักที่เป็นจุดเริ่มของความสัมพันธ์ของตัวละครคู่อันเปี่ยมเสน่ห์ ที่อีก 9 ปีต่อมาได้กลับมาแลกเปลี่ยนบทสนทนา และทะเลาะเบาะแว้งกันพอเป็นพิธีอีกครั้งใน Before Sunset

เหตุการณ์ภาคสองอย่าง Before Sunset (2004) นั้นย้ายฉากมาเกิดขึ้นในปารีส เจสซี่และซีลีนเติบโตจากหนุ่มสาววัยต้นยี่สิบ มาสู่ผู้ใหญ่วัยต้นสามสิบที่ประสบความสำเร็จด้านการงานแต่มีบาดแผลในแง่ความสัมพันธ์ส่วนตัว เจสซี่นำเหตุการณ์เมื่อ 9 ปีก่อนมาเขียนเป็นนวนิยาย เขาถูกเชิญมาแจกลายเซ็นต์ที่ปารีส เมืองที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างซีลีนอาศัยอยู่ พวกเขาสองคนเจอกันอีกครั้งที่ร้านหนังสือ ก่อนจะแลกเปลี่ยนบทสนทนาประสาปัญญาชนในร้านกาแฟและท้องถนนเมืองปารีส เผยทัศนคติที่มีต่อความรัก เซ็กส์ และความตาย ความเคียดแค้นที่พวกเขามีต่อโชคชะตา รวมถึงความห่วงใยในปัญหาของโลก เหตุการณ์ทั้งหมดที่เล่ามานี้เกิดขึ้นในเวลาไม่นานเกิน 24 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อว่าหนังที่เต็มไปด้วยบทสนทนาเกือบทุก 1 นาทีนี้จะจับใจคนดูได้อยู่หมัด จนขึ้นหิ้งกลายเป็นหนังรักในหัวใจของหลายคน

ทั้ง Before Sunrise และ Before Sunset ต่างเป็นหนังเน้นบทสนทนาทั้งสองเรื่อง ทว่าในภาคแรก พวกเขาจะไม่ช่างพูดมากเหมือนภาคสอง อาจเพราะภาคแรกเป็นเรื่องของนักเดินทางแปลกหน้าสองคนที่กำลังเริ่มต้นทำความรู้จักกัน ตัวละครยังมีความเขินอายของหนุ่มสาววัยต้นยี่สิบปรากฏอยู่ เราจึงได้เห็นท่าทีลังเลอ้อยอิ่ง การค่อยๆ เรียนรู้แต่ละฝ่าย รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากกว่าจะเป็นการปะทะอันชวนแตกหัก มีฉากหนึ่งที่พวกเขาตัดสินใจไม่แลกเบอร์โทรศัพท์หรือขอที่อยู่กันและกัน โดยเจสซี่สรุปว่า “เป็นเรื่องงี่เง่าที่ผู้คนมุ่งแต่คาดหวังว่าทุกความสัมพันธ์ต้องยาวนานและคงอยู่ตลอดไป” “ใช่ ทำไมผู้คนต้องคิดอย่างนั้น? มันงี่เง่ามาก” ซีลีนแสดงท่าทีเห็นด้วยในฉากนั้น แต่ในตอนท้าย หนังเปิดเผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วพวกเขาปรารถนาจะเจอกันอีก การรอมชอมในตอนต้นและกลางเรื่องเกิดจากความไม่แน่ใจในอีกฝ่ายมากกว่าจะเกิดจากความรู้สึกอันแท้จริง ขณะที่ภาคสอง ในวัยที่เติบโตจนอายุสามสิบต้นๆ พวกเขากลับจริงใจและพร้อมเปิดเผยมากขึ้น ในฉากที่ซีลีนถามเจสซี่ว่า “ทำไมคุณเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น?” เจสซี่ตอบกลับอย่างเปลือยความรู้สึกว่า “ผมเขียนมันขึ้นเพราะหวังว่าจะได้เจอคุณอีก ผมจะได้ถามว่า ทำไมคุณไม่มาตามนัด?”

หนังชุดเรื่องนี้ไม่ได้จบลงแค่สองภาคเท่านั้น แว่วมาว่า Before Midnight หนังภาคสามเริ่มถ่ายทำแล้ว โดยริชาร์ด ลิงเคลเตอร์ ผู้กำกับหนังทั้งสามภาคเผยว่า เขาอยากตัดหนังให้เสร็จทันฉายตามเทศกาลต้นปี 2013 หนังภาคสามนี้ถือว่าทิ้งระยะห่างจากภาคสอง 9 ปี เป็นการพัฒนาบทร่วมกันระหว่างผู้กำกับและนักแสดงนำทั้งสอง (อีธาน ฮอว์ก และ จูลี เดลพี)  ซึ่งน่าจะยังคงอบอวลไปด้วยประเด็นอันแหลมคมของวัยที่เติบโตขึ้น เพราะในภาคสามนี้ ตัวละครหลักจะไม่ใช่หนุ่มสาวช่างฝันวัยต้นยี่สิบ หรือผู้ใหญ่วัยต้นสามสิบที่ช่างเสียดสีอีกแล้ว แต่พวกเขาจะกลายร่างเป็นคนในวัยเฉียดสี่สิบ ช่วงอายุที่ถือเป็นวัยเยาว์ของความชราอย่างแท้จริง

จึงน่าสนใจมากๆ ว่า หนังรักภาคต่อที่มีอายุยาวนานใกล้จะครบรอบ 18 ปี (ในปีหน้า) ชุดนี้ จะออกหัวออกก้อยมาเป็นอย่างไรบ้าง

แต่ที่แน่ๆ บทสนทนาน่าจะหวานขม ดุเดือด และเปี่ยมเสน่ห์อยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย

ฉันเป็นมิตรหรือเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม

ฉันคิดว่าตัวเองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถ้ายึดข้อมูลจากหนังสือ “นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นได้ง่ายกว่าที่คุณคิด” ของ คาเร็น คริสเต็นเซ็น (ผลิตในไทยโดยบริษัทไบรท์คิดส์ จำกัด) ฉันน่าจะได้คะแนนนำโด่งในหมวดหมู่ผู้รักสิ่งแวดล้อม ฉันไม่มีปัญญาซื้อบ้านเป็นของตนเอง ทุกวันนี้อาศัยบ้านแม่อยู่ด้วยซ้ำ แต่คาเร็นก็บอกให้ฉันชื่นใจหน่อยนึงด้วยข้อมูลที่ว่า กิจกรรมเกี่ยวกับการก่อสร้างนั้นทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็น 35% ถึง 40% ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมด อีกอย่างฉันยังไม่ได้ซื้อรถยนต์ เท่ากับอย่างน้อยฉันก็ไม่ได้ผลาญเงินให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่การผลิตรถอย่างซีตรอง รุ่นซี1 หนึ่งคัน ก็ผลิตคาร์บอนฟุตพริ้นต์ให้กับโลกนี้แล้ว 6 ตัน (ฉันพยายามหาข้อมูลของรถไฮบริดอย่างโตโยต้าพริอุสอยู่ แต่ดูเหมือนโตโยต้าจะปกปิดข้อมูลการผลิตเก่งมาก เพราะหาตัวเลขเป้งๆ ไม่เจอเลย)

ทว่าดูเหมือนฉันยังรักษ์โลกไม่มากพอ อันที่จริงทุกวันนี้ฉันเริ่มกังวลหน่อยๆ แล้วว่าฉันเป็นตัวการให้น้ำแข็งในขั้วโลกเหนือละลายตัวเร็วขึ้นไหม? เอาแค่วันนี้พอตื่นมาล้างหน้า ฉันก็ดันหยิบกระดาษทิชชู่ 2 แผ่นมาซับแก้มแทนที่จะใช้ผ้านุ่มๆ สีขาวซะนี่ เหตุที่บางครั้งฉันเลือกใช้กระดาษทิชชู่ก็เพราะกลัวว่าผ้าเช็ดหน้าจะเปื้อนมันที่ผุดมาจากต่อมไขมัน พอผ้าเปื้อนฉันก็ต้องนำไปซัก แล้วในกระบวนการซัก ฉันคงต้องปล่อยน้ำที่มีสารฟอสเฟตจากผงซักฟอกออกสู่สิ่งแวดล้อม ความที่จบปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ ทำให้ฉันไม่รู้ว่าสิ่งไหนจะแย่กว่ากันระหว่างการใช้กระดาษทิชชู่ 2 แผ่น หรือการปล่อยน้ำที่มีสารฟอสเฟตออกไป ถ้าฉันจบวิทยาศาสตร์เคมีมาคงดีกว่านี้หรือเปล่านะ?

แต่ถึงฉันจบวิทยาศาสตร์เคมีจริง ฉันก็ไม่แน่ใจนักว่าจะบังคับตัวเองให้ปั่นจักรยานไปทำงานแบบนักปั่นคนอื่นๆ ได้ไหม? ฉันพักอยู่ต่างจังหวัดและบ้านก็อยู่ห่างจากที่ทำงานไปแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ฉันรู้สึกแย่ที่เลือกใช้มอเตอร์ไซค์ยามาฮ่าฟีโอเร่ รุ่น 115 ซีซี (ชนิดเติมแก๊สโซฮอล์ 91) แทนที่จะขี่จักรยานพับได้ แต่พอเห็นแสงแดดร้อนๆ ของเมืองไทยที่พร้อมแผดเผารองพื้นบ็อบบี้บราวน์ของฉันให้ยับเยินไร้สิ้นดี ฉันก็ยอมถอดใจดีกว่า คุณจะประณามฉันที่ไม่ปั่นจักรยานก็ได้ แต่อย่างน้อยๆ ฉันก็ปล่อยผมให้แห้งเองแทนที่จะให้ไดร์ ฉันใช้เน็ตบุ๊คแทนที่จะใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (ซึ่งกินไฟต่างกันเยอะมาก) ห้องนอนฉันไม่ได้ติดแอร์ แถมฉันยังไม่มีนโยบายซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้ลูกตอนนี้ แหม…ก็ฉันยังไม่ได้แต่งงานนี่นา

ดูเหมือนว่าเรามีทางเลือกในการทำตัวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหลากหลายเหลือเกิน แต่กระนั้นความสงสัยในทางเลือกของตนก็โผล่มารบกวนจิตใจเราได้ไม่หยุดหย่อน การที่เราบอกปัดไม่รับถุงพลาสติกจากห้างร้าน แต่สุดท้ายก็ต้องซื้อถุงขยะมาใช้กำจัดของเหลือใช้ในบ้านอยู่ดีนั้นเป็นทางที่ถูกต้องไหม? การเขียนจดหมายไปขอเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านฟรีจากสวนของคุณโจน จันได (ที่ระหว่างกระบวนการทำให้เราต้องขับมอเตอร์ไซค์ไปไปรษณีย์) ดีกว่าการสวมรองเท้าฟิตฟล็อพเดินไปซื้อเมล็ดพืชจากร้าน “อั๋นการเกษตร” ที่อยู่ห่างออกไป 50 เมตรหรือเปล่า?รวมถึงการใช้พลังงานแบตเตอรี่ไป 12 ชั่วโมง พร้อมปรินท์กระดาษไป 3 แผ่นกว่าจะได้บทความ “ฉันเป็นมิตรหรือเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม?” ชิ้นนี้มานั้น เป็นการกระทำที่ดีต่อโลกใบนี้จริงหรือเปล่าเถอะ?

พอเขียนมาถึงบรรทัดนี้ ฉันก็ตระหนักได้ว่าตัวเองเริ่มคิดเยอะเกินไปแล้ว จริงอยู่การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบถึงแก่นนั้นไม่ง่าย แต่อย่างน้อยฉันก็อยู่บนเส้นทาง “ความพยายาม” ฉันอาจไม่ได้หันมากินมังสวิรัติเพื่อหนุนงาน Earth Hourเต็มสูบแบบที่หลี่ปิงปิงทำในปี 2011 เพราะฉันยังอินเลิฟไก่ย่างเขาสวนกวาง อยู่ แต่ฉันก็ปิดก๊อกน้ำให้สนิท ปิดไฟเมื่อไม่ใช้ แล้วพยายามสั่งซื้อเสื้อผ้าแบรนด์ที่แสดงเจตนารมณ์ในการล้างสารพิษออกจากอุตสาหกรรมแฟชั่น (ซาร่า, แมงโก, ยูนิโคล่ แม้กระทั่งวิคตอเรียส์ ซีเคร็ท ก็ยังร่วมด้วย) แล้วนะ

แต่สารภาพว่าถ้าบังคับให้ฉันเลิกใช้ทิชชู่ซับหน้าทันทีทันใด นั่นอาจยากเกินไปหน่อย

แหม…เรื่องบางเรื่องมันก็ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนบ้างอะไรบ้างนะคะคุณ

 

 

 

หมายเหตุ: งานเขียนได้รับแรงบันดาลใจต่อยอดมาจากบทความ “ไม่สะดวกเลยที่จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เขียนโดย ลิซา ทาเคอุชิ คัลเลน แปลโดย faylicity (http://www.faylicity.com/book/article/inconvenientGreen.html) แต่ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เล่าถึงเกิดขึ้นจริงในชีวิตผู้เขียน

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ Her Voice นิตยสารอิมเมจ Vol.26 No.06 ฉบับมิถุนายน 2556

[writing] The Right to Get Sick

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร WAY ฉบับที่ 62

(ขอขอบคุณนิตยสาร WAY สำหรับการอนุญาตให้นำมาเผยแพร่ได้ค่ะ)

 

 

The Right to Get Sick

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อนสาวซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง โพสข้อความในเว็บไซต์เฟซบุ๊กด้วยเนื้อหาทำนองว่า “นักศึกษาวัยใกล้ 40 ปีเกิดป่วย รปภ.จะพาไปโรงพยาบาล นักศึกษาปฏิเสธเพราะเขาไม่มีตังค์ บอกมาจากต่างจังหวัดเพื่ออบรมไม่กี่วัน เราเลยพาเขาไปพบหมอแล้วบอกว่า ‘อาจารย์จะจ่ายให้เอง’”

แม้จะไม่สนิทกันนัก แต่ฉันก็เจ๋อพามือตัวเองพิมพ์คอมเม้นท์ลงในไทม์ไลน์ของเพื่อนเป็น’เม้นท์แรกเลยว่า “ทำไมต้องจ่ายเงินด้วยล่ะจ๊ะ ทำไมนักศึกษาไม่ใช้สิทธิบัตรทองล่ะ” ก่อนที่จะมีคอมเม้นท์คนอื่นตามมาถามฉันเป็นพรวนว่า “บัตรทองคืออะไร” ฉันใช้เวลาไม่กี่นาทีพิมพ์ตอบกลับไปว่า “เมืองไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่แล้ว คนไทยทุกคนที่ไม่ใช่ข้าราชการหรือคนที่ต้องจ่ายประกันสังคม มีสิทธิรักษาตามบัตรทอง หรือที่เรียกว่า 30 บาทรักษาทุกโรค ไง” พอพิมพ์’เม้นท์นี้ไป ก็เจอ’เม้นท์ตอบกลับมาจำนวนมากว่า “เราไม่ค่อยเข้าใจสิทธิพวกนี้เลยอ่ะ” โดยที่คนพิมพ์ตอบส่วนใหญ่ จะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่ถือครองวุฒิปริญญาตรีเป็นขั้นต่ำ ทำงานในออฟฟิศกลางเมืองกรุงหรือไม่ก็รับราชการรับใช้ประชาชนในกรมกอง ทุกคนเคยกินเอ็มเค เชียร์เดอะวอยซ์ อ่านแอล (น่ารักก็ตรงนี้) และร่วมรักษ์โลกด้วยการใช้ถุงผ้า เรียกได้ว่าโปรไฟล์พวกเธอทุกคนนั้นใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่ แต่กระนั้นดูเหมือนความเข้าใจที่มีต่อระบบประกันสุขภาพของไทย, ประเทศเมืองยิ้มของเรา, จะมีน้อยเหลือเกิน

ฉันไม่โทษพวกเธอ เพราะฉันเองก็เพิ่งเก็ทเรื่องเหล่านี้มากขึ้นหลังจากลาออกจากงานมาเป็นฟรีแลนซ์ ช่วงระหว่างรอยต่อที่ต้องเลือกว่าจะจ่ายประกันสังคมเพื่อคงสถานะผู้ประกันตนตามมาตรา 39 (งงกันล่ะสิ) หรือจะไม่จ่ายสักแดงแล้วกลายร่างเป็นประชาชนไทยที่ได้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอัตโนมัติ นั่นแหละที่ผลักดันให้ฉันตามล่าหาข้อมูลอ่านอย่างบ้าคลั่ง ฉันเคยได้ยินด้านร้ายๆ ของนโยบายบัตรทองตั้งแต่ช่วงใกล้เรียนจบปริญญาตรีเมื่อปีมะโว้ ทว่าตั้งแต่ฉันกลับมาอยู่บ้านนอก ก็เห็นป้าข้างป้าที่ใช้สิทธิบัตรทองมาครบสิบปีแล้วยังดูสุขภาพโอเคดี ลุงอีกคนก็เพิ่งใช้สิทธิผ่าบอลลูนหัวใจมา ทุกคนดูแข็งแรง ปกติ และยังหัวเราะร่าเริงให้กับชีวิต แถมพอฉันไปสอบถามเรื่องจิปาถะของบัตรทองเพื่อประกอบการพิจารณาว่าฉันควรใช้สิทธินี้ดีไหม พวกเขาก็เมตตาปราณีตอบคำถามได้อย่างละเอียดทุกเม็ด ดูเหมือนว่าคนรุ่นลุงรุ่นป้านี่แหละที่มีความรู้ เข้าอกเข้าใจ รวมถึงเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาลอันประชาชนไทยพึงมีมากกว่าชนชั้นกลางวุฒิปริญญาตรีอย่างฉันหรือผองเพื่อนเป็นไหนๆ

ฉันคิดย้อนกลับไปถึงเรื่องของเพื่อนสาวอีกคน หลังทำงานอยู่ไม่กี่ปี เพื่อนคนนี้ก็เก่งกล้าสามารถขนาดออกมาเปิดโฮมออฟฟิศเพื่อเป็นนายตนเอง วันหนึ่งเธอปวดท้องอย่างหนัก หมอแจ้งว่าเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดช็อกโกแลตซีสต์ แม้เธอจะทำประกันสุขภาพปีละหนึ่งหมื่นห้าพันบาทของเอกชนเจ้าหนึ่งไว้ แต่ค่าผ่าตัดของโรงพยาบาลเอกชนใจกลางเมืองก็ช่างแสนแพงจนประกันไม่ครอบคลุม เธอเลยเลือกมาผ่าตัดที่โรงพยาบาลของรัฐ แล้วนำใบเสร็จไปเคลมกับประกันทีหลัง เธอเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงภูมิใจ แต่ฉันกลับเป็นเพื่อนนิสัยเลวเมื่อถามเธอออกไปว่า “แล้วทำไมต้องเลือกจ่ายเงินตั้งแต่ต้นล่ะ ไหนๆ ก็ไปโรงพยาบาลรัฐแล้วทำไมไม่ใช้สิทธิบัตรทอง เธอใช้สิทธินี้ได้นี่ แถมยังไม่ต้องจ่ายหลายหมื่นก่อนด้วยนะ” ปรากฏเพื่อนเจ้าของโฮมออฟฟิศงงเต๊ก เธอไม่รู้ไม่เข้าใจจริงๆ ว่า “บัตรทอง” คืออะไร

บัตรทอง หรือนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคนั้น ถูกผลักดันจากหลายฝ่ายจนกลายเป็นกฎหมายในปี 2545 อันเป็นปีที่พวกฉันใกล้จบปริญญาตรีพอดี แต่ถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านี้ จะมอบสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมให้กับประชาชนไทยทุกคน แต่กระนั้นเนื่องจากฉันและผองเพื่อนเรียนจบปุ๊บก็กระโดดเข้าทำงานราชการ หรือทำเอกชนที่ได้รับสิทธิประกันสังคมทันที ซึ่งทำให้พวกเราแทบจะไม่คุ้นเคยกับสิทธินี้ … เอาใหม่ … พูดให้ถูกต้องก็คือ พวกเราแทบไม่เคยใส่ใจจะพาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรทอง เพราะข่าวลือร้ายๆ ทำให้พวกเราไม่ไว้วางใจ ฟรีแลนซ์หลายคนเคยบอกฉันว่า พวกเธอยอมทำประกันสุขภาพเอกชนไว้ดีกว่า เพราะสบายใจกับกระบวนการตรงนั้น พวกเธอกลัวและไม่ค่อยกล้าพาตัวเองไปพัวพันกับสิทธิ 30 บาท และการถอยห่างนั่นเองที่ทำให้พวกเธอแทบไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับสิทธินี้…สิทธิที่คนไทยทุกคนพึงมีอยู่แล้ว

ตอนนี้สิทธิบัตรทองไม่ได้เพอร์เฟกต์ แต่กำลังพัฒนาและปรับปรุงไปเรื่อยๆ เมื่อ 1 เมษายน ปี 2555 ก็มีประกาศออกมาว่าให้ผู้ป่วยฉุกเฉินเข้าใช้บริการหน่วยการแพทย์หน่วยไหนก็ได้จนกว่าจะพ้นวิกฤติแล้วค่อยส่งต่อ ประเด็นนี้แหละที่ทำให้ฉันไป’เม้นท์ถามเพื่อนอาจารย์มหาวิทยาลัยในย่อหน้าที่สอง เพราะเท่าที่ฉันรู้ก็คือ ถ้าเรามีสิทธิบัตรทอง ถึงป่วยฉุกเฉินนอกพื้นที่เราก็จะได้รับการรักษาดูแล โดยจ่ายเพียงเล็กน้อยหรือไม่ต้องจ่ายเลย อันทำให้เราไม่ต้องพึ่งพาเงินหรือความเมตตาจากผู้อื่น

สิ่งที่บัตรทองนำมาสู่สังคมไทยก็คือ สิทธิขั้นพื้นฐานในการรักษาพยาบาล รวมถึงศักดิ์ศรีของความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน

ถึงตอนนี้ คุณคงสงสัยว่า ฉันเลือกจ่ายประกันสังคมต่อ หรือหันมาใช้สิทธิบัตรทองแทน

จะบอกให้ก็ได้ว่าฉันเลือกจ่ายประกันสังคม ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้ไม่ได้รังเกียจรังงอนบัตรทองหรอกนะ ฉันแค่อยากรักษาสิทธิเงินกองทุนประกันสังคมที่เคยสะสมไว้เกือบสิบปีที่ผ่านมาต่างหาก

ก็แหม…เงินนั่นก็เป็นสิทธิที่ต้องรักษาไว้ยิ่งชีพเช่นกันนี่นา

 

 

 

 

 

 

 

 

[หมายเหตุ : เพิ่มเติม ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2556
สรุปว่านักศึกษาวัยใกล้ 40 ท่านนั้น ไม่ได้ลงทะเบียนบัตรทอง หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคไว้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงาน ดังนั้นจึงมีปัญหาเมื่อป่วยฉุกเฉินนอกเขต อาจารย์จึงเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในที่สุด ดังนั้นหากใครที่ไม่ได้ใช้สิทธิข้าราชการ หรือสิทธิประกันสังคม ควรไปสถานพยาบาลใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงาน แล้วลงทะเบียนบัตรทอง (ตอนนี้เรียกหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า) ไว้ ใช้เวลาแป๊บเดียวเองค่ะ]

[จดหมายจากเขาวง] ฉันกลับบ้านเพราะฉันยังมีความอยาก

หมายเหตุ: ต้นปี 2555 ฉันเคยโพสบทความนี้ในบล็อกส่วนตัวที่ tumblr … ตอนนี้เห็นควรว่า น่าจะรวบรวมมาไว้ที่ wordpress แทน

เขียนขึ้นเมื่อ มกราคม 2555 ณ พระนคร วันที่แสงแดดร้อนแรงและรถยังคงติดอยู่เสมอ

“พออายุครบ 31 หญิงสาวผู้หลงใหลกลิ่นอายของห้างสรรพสินค้า ความวุ่นวายของงานในสตูดิโอถ่ายแฟชั่น และอภิสิทธิ์เล็กๆ ของการได้ดูหนังบางเรื่องในรอบสื่อก่อนใคร … ก็ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างกลับไปอยู่บ้านนอก พลางดำเนินชีวิตอย่างที่ชนชั้นกลางในเมืองใฝ่ฝันมาตลอด นั่นคือชีวิตที่ ‘พอเพียง’”

โอ้…ถ้าฉันสามารถเขียนบรรยายชีวิตของตัวเองได้อย่างนี้ มันคงดีมากๆ เลยล่ะ แต่เปล่าเลย ฉันไม่ได้จะทิ้งสิทธิพิเศษในการได้เข้าสปาหรูๆ หรือการได้เจอคนน่าสนใจในวงสังคมที่เข้าถึงยาก เพราะ “ละทิ้ง” ความอยากได้ อยากมี อยากดี อยากผจญภัย อย่างที่พวกเรา … เหล่ามนุษย์ในมหานคร …. ต้องการแต่อย่างใดได้แล้วไม่ แต่ฉันจะกลับไปเป็นสาวบ้านนอก ด้วยเหตุผลที่กลับขั้วและกลับตาลปัตรมากกว่านั้น

“ฉันกลับบ้าน เพราะฉันยังมีความอยาก”

ใช่แล้ว ชีวิตในวัย 31 ปีของฉัน กำลังเกิดความอยากสุดๆ “อยากทำหนังสั้น อยากหัดถ่ายรูป อยากเรียนเต้นรำ อยากเดินทางไปรอบโลก อยากออกหนังสือเป็นของตัวเอง อยากได้รับเชิญไปอาฟเตอร์ปาร์ตี้กับJYJ ฯลฯ” ฉันอยากทำทั้งหมดนี่แหละ ก็เลยตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน

โดยสัญญากับตัวเองและพ่อแม่ว่าต้องทำให้ได้

++++++++++++++++++++++

“เดี๋ยวพี่จะกลับไปอยู่บ้านนอกแล้วนะ” หลังปีใหม่ผ่านมาไม่กี่วัน จำได้ว่าฉันบอกน้องคนนึงทางหลังไมค์ไปแแบบนี้

“เฮ้ย! จริงดิ แล้วพี่จะกลับไปทำอะไรอ่ะ” น้องชายคนนี้ถาม … จริงๆ ก็ไม่ใช่เขาคนเดียวหรอกที่ถามกลับอย่างนี้ ฉันบอกเรื่องนี้ให้ร้อยคนรู้ ร้อยคนก็ถามกลับอย่างนี้แหละ อยู่ๆ ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในมหานครบางกอกมาตั้งสิบกว่าปี แถมยังแสดงทีท่าว่าหลงใหลความเป็นเมืองสุดๆ จะกลับไปอยู่บ้านนอก … จะกลับไปทำอะไรวะ? ถึงฉันจะไม่ใช่ “น้าเน็ก” แต่เชื่อว่าหลายคนก็คงอยากรู้คำตอบแน่ๆ ล่ะ

จุดเริ่มของเรื่อง

เรื่องมันมีอยู่ว่า…

คุณจำมหาอุทกภัยปลายปีที่แล้วได้อยู่ใช่ไหมคะ น้ำท่วมที่ก่อให้เกิดเรื่องราวอะไรต่อมิอะไรตั้งมากมาย เกิดทั้งคำถาม ข้อสงสัย ข้อคิดสะกิดใจให้เราหันมารักษ์ธรรมชาติมากขึ้น … และในช่วงที่น้ำพัดพาอะไรต่างๆ มาเกยตื้นแถว กทม. นั้น ฉันก็ได้มีโอกาสลอบมองน้ำเจิ่งนองอยู่เงียบๆ และครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

พร้อมกันนั้นฉันเริ่มหยิบปากกามาทำลิสต์ ฉันเขียนหัวข้อลิสต์ขึ้นมา 2 หัวข้อว่า

“สิ่งจริง” และ “สิ่งลวง”

ฉันใส่รายการต่างๆ แยกประเภทลงไปใน 2 หัวข้อที่เพิ่งทำขึ้น แปลกที่ยิ่งทำ รายการอันที่สองก็ยิ่งยาวเป็นหางว่าวขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่รายการอันแรกนั้น มีอยู่เพียงสั้นๆ ไม่กี่อันเท่านั้น

อันสั้นๆ ที่ว่า รวมถึง “ครอบครัว, อาหาร, น้ำดื่ม, เครื่องนุ่งห่มที่ให้ความอบอุ่น” ด้วยเช่นกัน

ฉันตกใจนิดนึง ที่สุดท้าย ในลิสต์ของ “สิ่งจริง” ที่ฉันทำขึ้นมา ไม่มีคำว่า “หน้าที่การงาน” ติดอยู่แม้แต่น้อย

มันอาจจะไม่ใช่สิ่งลวงหรอก แต่ในภาวะที่เกิดภัยพิบัติและทุกคนพยายามเอาตัวรอดนั้น หน้าที่การงานอาจเป็นเรื่องที่สำคัญน้อยกว่าสิ่งอื่นๆ

ยกเว้นในกรณีที่ว่า หน้าที่การงานของเราคือการทำเพื่อช่วยชีวิตคนอื่น (เช่นเป็นหมอ พยาบาล หน่วยกู้ภัย ฯลฯ) นะ

ย้อนความนิดนึง

ฉันบอกคุณไปหรือยังว่าฉันทำงานอยู่ในวงการนิตยสาร หน้าที่ปัจจุบันอันล่าสุดของฉันคือเป็น บรรณาธิการบทความ ให้กับนิตยสารผู้หญิงฉบับหนึ่ง ฉันทำงานนิตยสารมาตั้งแต่อายุ 23 ปี เปลี่ยนหัวนิตยสารมาแล้วหลายเล่ม ทำงานมาแล้วกับหลาย บ.ก. ได้รับเชิญไปนู่นมานี่หลายครั้งหลายหนเหมือนกัน ในแง่ของการทำงาน หลายคนมักชมเชยว่าฉันทำงานดี ในแง่ที่ว่า “เขียนงานได้” น่ะนะ

ก่อนมาทำนิตยสาร ฉันเคยเริ่มต้นอาชีพแรกหลังเรียนจบ โดยทำงานฝ่ายบุคคลในบริษัทลอจิสติกส์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ทำไปได้สักพัก ฉันก็พบว่าไม่ค่อยเหมาะกับจริตตัวเองนัก ฉันชอบอ่านหนังสือ ดูหนัง ชอบชื่นชมงานศิลปะ ฉันไม่ได้ชอบแฟชั่นนัก แต่ก็ไม่รังเกียจ วันหนึ่ง ฉันไปอ่านเจอบทสัมภาษณ์ของพี่จอบ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ (บ.ก. นิตยสารสารคดี ในขณะนั้น) ที่บอกว่า “งานที่เราทำควรเป็นงานที่ได้ทำเพื่อคนอื่น” ความหมายของพี่จอบ ก็คือ งานบางงาน เช่นงานในบริษัทบางจำพวกนั้น เป็นงานที่เราทำเพื่อตัวเองและบริษัทให้รวยขึ้น แต่งานบางงาน เป็นงานที่มันได้ทิ้งคุณค่าไว้ให้แก่สังคม

แน่นอนว่า งานผลิตนิตยสารอย่าง “สารคดี” ก็เป็นงานที่ผลิตความรู้ให้กับสังคม

โป๊ะเชะ … นี่เลย ฉันจะออกไปทำนิตยสารล่ะ

แล้วในวัย 23 ปี ฉันก็ออกมาทำงานนิตยสาร ในวัยอย่างนั้น ฉันยอมรับเงินเดือนจำนวน 10,000 บาทถ้วน (ที่บริษัทลอจิสติกส์ ฉันได้ 16,000 บาท) เพราะรู้สึกว่านี่คืองานที่อยากทำ ฉันรู้สึกสนุกกับการทำงานมาก แม้จะทำงานกับนิตยสารหัวใหม่ ขนาดเล็ก แต่ฉันก็ทุ่มเท พร้อมเรียนรู้ ฉันเป็นเด็กสาวที่พร้อมเติบโตและผจญภัยไปกับงานนี้

ในวัยอย่างนั้น … ฉันคิดเช่นนั้น

เอาล่ะ วันเวลาเดินทางมาเรื่อยๆ จากนิตยสารเล่มเล็กๆ ฉันได้ลองกระโดดไปเรียนรู้เล่มใหญ่กว่านั้นบ้าง เคยตกงานเพราะนิตยสารปิดตัวบ้าง (ว่างงานตั้ง 8 เดือน แต่ก็อุตริแบกเป้ไปเที่ยวเวียดนามคนเดียวได้ 21 วัน) เคยเป็นฟรีแลนซ์จอมกระจ๊อกบ้าง เคยทำนิตยสาร In-House (พวกแจกตามองค์กรใหญ่ๆ) บ้าง โอ้ย…สารพัดจะเคย ก็นั่นแหละ มันก็สนุกดี แต่ความตื่นเต้นมันลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงตอนที่น้ำเริ่มจะท่วมกรุงเทพฯ เมืองเทวดานี่แหละ

ท่ามกลางมหาอุทกภัย … ผู้คนจำนวนมากที่บ้านโดนน้ำท่วมจนมิดหลังคา คนอพยพหนีภัยไม่น้อย ของกินและน้ำดื่มเริ่มหายาก

แต่ฉันยังคงต้องปั่นงานเพื่อปิดต้นฉบับอยู่

ในวันเวลาที่เห็นผู้คนตื่นตระหนก และหาของกินอย่างเสียสติ ฉันต้องนั่งเปิด Microsoft Word พิมพ์งานแปลที่จะถูกตีพิมพ์อีก 1 เดือนข้างหน้าลงไป

ในวันเวลาที่ทุกคนดิ้นรนหาน้ำดื่มกิน  ไม่มีใครสนใจอ่านนิตยสารอีกต่อไปแล้ว

“แล้วฉันทำอะไรอยู่” ฉันถามตัวเองในวันหนึ่ง

นั่นแค่สาเหตุหนึ่ง

แน่นอน เรื่องน้ำท่วมเป็นแค่สาเหตุหนึ่ง ชีวิตคนเราซับซ้อนกว่านั้น มันมีเรื่องจุกจิกปลีกย่อยอีกจำนวนหนึ่ง ที่เป็นแรงผลักดันให้ฉันพร้อมจะหันหลังลาจากเมืองเทวดา กลับไปเป็นเซเลบอยู่บ้านนอก …

อย่างที่บอกไว้ตอนต้นนั่นแหละ “ฉันกลับบ้าน เพราะฉันมีความอยาก”

ฉันอยากกลับไปอยู่บ้านเพื่อไปอยู่นิ่งๆ และออกผจญภัยในคราวเดียวกัน

อีกอย่างหนึ่ง ฉันอยากพิสูจน์ให้ (ตัวเอง) เห็นให้ได้ว่า มันยังมีวิถีชีวิตอื่นๆ รอเราอยู่ … วิถีชีวิตที่ไม่ต้องทำงานออฟฟิศอยู่ในมหานครของทวยเทพ เราก็สามารถมีเงิน มีฝัน มีสุขภาพดี มีความสุุข และได้เห็นโลกอันน่าตื่นเต้น ได้เช่นกัน

ฉันอยากพิสูจน์ให้รู้ว่า วิถีชีวิตไม่ได้มีแบบแผนเดียว

กลับบ้านไป ทำอะไรดีล่ะ?

สิ่งที่ฉันแพลนไว้เมื่อกลับไปอยู่บ้านนอก ในช่วงครึ่งปีหลัง 2555 นี้ก็คือ “สนุกกับการฝันกลางวัน” อันนี้เรื่องจริงนะ เพราะเมื่อกลับบ้าน ในช่วงเดือน พฤษภาคม ฉันจะเริ่ม

1)เขียนนิยายโรแมนซ์ ตั้งเป้าว่าจนถึงปลายปี จะมีนิยาย 3 เรื่อง ในระดับความ “เข้มข้นหวานมัน” ที่แตกต่างกัน

2)เขียนบทความเรื่องที่กำลังสนใจ เผื่อออกพ็อกเก็ตบุ๊คได้ ถ้าไม่ได้ ก็ติดต่อส่งนิตยสารที่ดู Old Schoolหน่อย เผื่อเขาสนใจลงให้ จะได้มีรายได้ทุกเดือนจากคอลัมน์จำพวก : “เคป๊อปกับการเมือง”, “อาหารกับการเมือง” “วิจารณ์นิยายโรแมนซ์อเมริกัน” และอื่นๆ ที่อาจคิดออกในอนาคต

3)สมัครทุน และทำเรื่องเตรียมไปเรียนต่อด้าน Welfare State ที่สวีเดน คาดว่าน่าจะเริ่มเรียนได้ปี 2556 ถ้าทนเรียนจนจบเอกได้ ก็จะสมัครเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย … อาจจะใกล้ๆ บ้าน เช่น ประจำการที่โซล (ใกล้ตรงไหน???)

4)ดูแลพ่อแม่ … แฮะๆ อันนี้ไม่จริงเสียทีเดียว ต้องบอกว่า พ่อแม่ดูแลเรามากกว่า

5)เริ่มหัดทำอาหารอีสาน และอื่นๆ … เพิ่งอ่านบทความที่พีอาร์จิม ทอมป์สัน ส่งมาให้ อาหารอีสานนี่มีอื่นๆ อีกมากมายที่เรายังไม่รู้เลย แถมดีต่อสุขภาพมากๆ คิดว่าอยากเรียนรู้ด้านนี้ และอื่นๆ เช่นทำพาสต้า

6)ออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 4-5 วัน … อันนี้รวมถึง วิ่ง เล่นโยคะ และขี่จักรยานด้วย

7)ทำหนังสั้นส่งประกวด อย่างน้อยปีละ 1 เรื่อง … เผื่อได้รางวัล เอาเงินไว้ไปเที่ยวเมืองนอก

8)เดินทางเข้า กทม. สองเดือนครั้ง (เยี่ยมเยียนแฟนคลับบ้างอะไรบ้างสิ)

9)เดินทางไปต่างแดน อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง … เดินทางยาวๆ ประมาณ 20 วัน อย่างที่เคยทำได้ตอนตกงาน … ถ้าทำงานออฟฟิศ จะเดินทางยาวๆ ขนาดนี้ก็ไม่ได้ เพราะความรับผิดชอบด้านการงานมันค้ำคออยู่ไงล่ะ

10)แต่ทุกข้อจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมี “เงิน”!!! ปัจจัยสำคัญใหญ่โตของโลกใบนี้! ดังนั้น ที่ตั้งใจไว้คือ จะทำเงินจากนิยายโรแมนซ์ให้ได้เยอะๆ อย่างน้อยสิ้นปี 2555 ต้องมีเงินเก็บ (ไม่ใช่รายได้) เพิ่มขึ้นในบัญชีอีก 150,000 บาท เป็นอย่างน้อย

เห็นไหม… ว่ามีความอยากเต็มไปหมดเลย ฮ่าฮ่า

นั่นคือเหตุผลที่ต้องกลับบ้านล่ะ

แล้วจะทำมันยังไง?

มีเพื่อนสาวนักวางแผนคนหนึ่ง ได้ให้คำแนะนำที่ประเสริฐไว้ว่า ให้แบ่งเวลาในแต่ละสัปดาห์ให้ดี

เช่น 7 วันนี้ : 4 วันเขียนงาน 2 วันทำเรื่องทุนและพัฒนาภาษาอังกฤษ 1 วันดูแลครอบครัว

ส่วนเพื่อนตุ๊ดผู้เป็นฝ่ายให้แก่โลกมาตลอด ก็แนะนำว่า “แกมีเป้าหมายหลายอย่าง สามเดือนแรกควรโฟกัสกับเป้าเดียวก่อน อาทิเช่น เป้าหมายที่ว่าจะผลิตงานเขียน เป็นต้น”

ก็คงทำตามที่เพื่อนๆ ได้แนะนำไว้ (สาธุ)

แผนสำรอง ถ้าทุกอย่างไม่เวิร์ก

แน่นอนว่า ชีวิตอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราตั้งใจไว้หมด ถึงเราจะพยายามกับมันหมดหน้าตักแล้วก็เถอะ ถ้าสิ้นปี 2555 แล้วยัง

1)สอบทุนไม่ได้

2)เขียนงานไม่ได้ตามเป้าหมาย

3)หาเงินไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้

คนเราก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป … ฉันสัญญากับพ่อแม่แล้วว่า ถ้าล้ม จะกลับมาทำงานเอกชนที่เมืองแห่งทวยเทพ ด้วยศักยภาพที่มีอยู่ คงทำด้านการตลาด ในองค์กรอย่าง คูโบต้า หรือประมาณนี้ และในวัย 32 ปี (ตอนนั้น) ฉันจะไม่แคร์เรื่อง seniority ถึงจะมีเด็กรุ่นน้องเป็นหัวหน้างานก็ช่างมันปะไร

เพราะในเวลาว่าง ฉันรู้อยู่แล้วว่า ฉันจะยังทำความฝันต่อไป … และสนุกกับมันอยู่ดี

แต่หวังว่าจะไม่ล้มนะ

ก่อนจากฝากไว้ (ฝากไรวะ)

ตอนแรกที่ตัดสินใจอย่างนี้ ก็กังวลเรื่อง “กลัวล้มดัง” อยู่บ้าง เลยปรึกษาพี่คนหนึ่ง ซึ่งเคยทำนิตยสาร ออกพ็อกเก็ตบุ๊คท่องเที่ยว ทุกวันนี้เป็นฟรีแลนซ์ โอเค เงินไม่สูง อดมื้อกินมื้อบ้าง แต่ก็ได้เดินทางอยู่ทุกปี ฉันถามเขาว่า “พี่ … มันจะไปได้ไหมชีวิตแบบนี้ จะได้เที่ยวไหม ไอ้ปีละครั้งนี่”

พี่เขาตอบกลับมา ซึ่งเป็นคำตอบที่ฉันจำฝังใจเลยว่า

“ติ๊กดูพี่ทุกวันนี้สิ … พี่ได้เที่ยวไหม”

ปี 2554 พี่เขาไปทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น บลาๆ

ชีวิตมันไม่ได้มีแบบแผนเดียวคือการทำงานออฟฟิศจริงๆ ด้วยสิ ^^

[status] 01.07.2013

เวลาที่เรารู้ว่าเราเป็น good energy ให้คนบางคนไม่ได้อีกแล้ว เราก็แค่ต้องย้ายจุดที่เราอยู่ พอๆ กับที่ถ้าเรารู้ว่าคนบางคนเป็น good energy ให้เราไม่ได้อีกแล้ว เราก็แค่เคลื่อนตัวมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะให้เราสร้างสรรค์ เราไม่ต้องเบียดเบียนกันก็ได้

แวดล้อมตัวเองด้วยคนหรือสิ่งที่ส่ง good energy ให้เราพร้อมสร้างสรรค์สิ่งที่เราคิดว่ามันดีก็แล้วกัน

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากบ้านกุดปลาค้าว อำเภอเขาวง

[จดหมายจากเขาวง] ที่มาของคำว่า “ราษฎร์บำรุง”

แม้จะมีวุฒิรัฐศาสตร์บัณฑิต แต่เป็นคนไม่แม่นเรื่อง 2475 หรือคณะราษฎร์ เลย เพิ่งทราบข้อมูลจากอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ว่า โรงเรียนที่ลงท้ายด้วย “ราษฎร์บำรุง” หรือมีคำว่า “ราษฎร์” อะไรพวกนี้ ในชื่อโรงเรียน คือโรงเรียนที่เกิดขึ้นจากนโยบายต้องการกระจายการศึกษาให้พลเมืองไทยเข้าถึงการศึกษาได้ง่ายขึ้นของคณะราษฎร์

เพิ่งรู้ว่า “โรงเรียนกุดปลาค้าวราษฎร์บำรุง” ที่คุูณครูวิเรียนจบ และบรรจุตั้งแต่วันแรกที่ได้เป็นข้าราชการ (จนใกล้วันเกษียณแล้วก็ไม่เคยย้ายโรงเรียน) ทั้งยังเป็นโรงเรียนที่อิชั้นก็เรียนจบมา เป็นสถานที่วิ่งในตอนเช้า (หรือเย็น) นั้น เป็นโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านการกระจายการศึกษาของคณะราษฎร์

บางครั้ง เราก็ผูกพันและดำรงชีวิตอยู่รอบๆ สิ่งหนึ่งๆ โดยที่เราไม่รู้ประวัติศาสตร์บางแง่มุมของมันเลยด้วยซ้ำ

 

IMG_7301