[จดหมายจากเขาวง] ฉันกลับบ้านเพราะฉันยังมีความอยาก

หมายเหตุ: ต้นปี 2555 ฉันเคยโพสบทความนี้ในบล็อกส่วนตัวที่ tumblr … ตอนนี้เห็นควรว่า น่าจะรวบรวมมาไว้ที่ wordpress แทน

เขียนขึ้นเมื่อ มกราคม 2555 ณ พระนคร วันที่แสงแดดร้อนแรงและรถยังคงติดอยู่เสมอ

“พออายุครบ 31 หญิงสาวผู้หลงใหลกลิ่นอายของห้างสรรพสินค้า ความวุ่นวายของงานในสตูดิโอถ่ายแฟชั่น และอภิสิทธิ์เล็กๆ ของการได้ดูหนังบางเรื่องในรอบสื่อก่อนใคร … ก็ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างกลับไปอยู่บ้านนอก พลางดำเนินชีวิตอย่างที่ชนชั้นกลางในเมืองใฝ่ฝันมาตลอด นั่นคือชีวิตที่ ‘พอเพียง’”

โอ้…ถ้าฉันสามารถเขียนบรรยายชีวิตของตัวเองได้อย่างนี้ มันคงดีมากๆ เลยล่ะ แต่เปล่าเลย ฉันไม่ได้จะทิ้งสิทธิพิเศษในการได้เข้าสปาหรูๆ หรือการได้เจอคนน่าสนใจในวงสังคมที่เข้าถึงยาก เพราะ “ละทิ้ง” ความอยากได้ อยากมี อยากดี อยากผจญภัย อย่างที่พวกเรา … เหล่ามนุษย์ในมหานคร …. ต้องการแต่อย่างใดได้แล้วไม่ แต่ฉันจะกลับไปเป็นสาวบ้านนอก ด้วยเหตุผลที่กลับขั้วและกลับตาลปัตรมากกว่านั้น

“ฉันกลับบ้าน เพราะฉันยังมีความอยาก”

ใช่แล้ว ชีวิตในวัย 31 ปีของฉัน กำลังเกิดความอยากสุดๆ “อยากทำหนังสั้น อยากหัดถ่ายรูป อยากเรียนเต้นรำ อยากเดินทางไปรอบโลก อยากออกหนังสือเป็นของตัวเอง อยากได้รับเชิญไปอาฟเตอร์ปาร์ตี้กับJYJ ฯลฯ” ฉันอยากทำทั้งหมดนี่แหละ ก็เลยตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน

โดยสัญญากับตัวเองและพ่อแม่ว่าต้องทำให้ได้

++++++++++++++++++++++

“เดี๋ยวพี่จะกลับไปอยู่บ้านนอกแล้วนะ” หลังปีใหม่ผ่านมาไม่กี่วัน จำได้ว่าฉันบอกน้องคนนึงทางหลังไมค์ไปแแบบนี้

“เฮ้ย! จริงดิ แล้วพี่จะกลับไปทำอะไรอ่ะ” น้องชายคนนี้ถาม … จริงๆ ก็ไม่ใช่เขาคนเดียวหรอกที่ถามกลับอย่างนี้ ฉันบอกเรื่องนี้ให้ร้อยคนรู้ ร้อยคนก็ถามกลับอย่างนี้แหละ อยู่ๆ ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในมหานครบางกอกมาตั้งสิบกว่าปี แถมยังแสดงทีท่าว่าหลงใหลความเป็นเมืองสุดๆ จะกลับไปอยู่บ้านนอก … จะกลับไปทำอะไรวะ? ถึงฉันจะไม่ใช่ “น้าเน็ก” แต่เชื่อว่าหลายคนก็คงอยากรู้คำตอบแน่ๆ ล่ะ

จุดเริ่มของเรื่อง

เรื่องมันมีอยู่ว่า…

คุณจำมหาอุทกภัยปลายปีที่แล้วได้อยู่ใช่ไหมคะ น้ำท่วมที่ก่อให้เกิดเรื่องราวอะไรต่อมิอะไรตั้งมากมาย เกิดทั้งคำถาม ข้อสงสัย ข้อคิดสะกิดใจให้เราหันมารักษ์ธรรมชาติมากขึ้น … และในช่วงที่น้ำพัดพาอะไรต่างๆ มาเกยตื้นแถว กทม. นั้น ฉันก็ได้มีโอกาสลอบมองน้ำเจิ่งนองอยู่เงียบๆ และครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

พร้อมกันนั้นฉันเริ่มหยิบปากกามาทำลิสต์ ฉันเขียนหัวข้อลิสต์ขึ้นมา 2 หัวข้อว่า

“สิ่งจริง” และ “สิ่งลวง”

ฉันใส่รายการต่างๆ แยกประเภทลงไปใน 2 หัวข้อที่เพิ่งทำขึ้น แปลกที่ยิ่งทำ รายการอันที่สองก็ยิ่งยาวเป็นหางว่าวขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่รายการอันแรกนั้น มีอยู่เพียงสั้นๆ ไม่กี่อันเท่านั้น

อันสั้นๆ ที่ว่า รวมถึง “ครอบครัว, อาหาร, น้ำดื่ม, เครื่องนุ่งห่มที่ให้ความอบอุ่น” ด้วยเช่นกัน

ฉันตกใจนิดนึง ที่สุดท้าย ในลิสต์ของ “สิ่งจริง” ที่ฉันทำขึ้นมา ไม่มีคำว่า “หน้าที่การงาน” ติดอยู่แม้แต่น้อย

มันอาจจะไม่ใช่สิ่งลวงหรอก แต่ในภาวะที่เกิดภัยพิบัติและทุกคนพยายามเอาตัวรอดนั้น หน้าที่การงานอาจเป็นเรื่องที่สำคัญน้อยกว่าสิ่งอื่นๆ

ยกเว้นในกรณีที่ว่า หน้าที่การงานของเราคือการทำเพื่อช่วยชีวิตคนอื่น (เช่นเป็นหมอ พยาบาล หน่วยกู้ภัย ฯลฯ) นะ

ย้อนความนิดนึง

ฉันบอกคุณไปหรือยังว่าฉันทำงานอยู่ในวงการนิตยสาร หน้าที่ปัจจุบันอันล่าสุดของฉันคือเป็น บรรณาธิการบทความ ให้กับนิตยสารผู้หญิงฉบับหนึ่ง ฉันทำงานนิตยสารมาตั้งแต่อายุ 23 ปี เปลี่ยนหัวนิตยสารมาแล้วหลายเล่ม ทำงานมาแล้วกับหลาย บ.ก. ได้รับเชิญไปนู่นมานี่หลายครั้งหลายหนเหมือนกัน ในแง่ของการทำงาน หลายคนมักชมเชยว่าฉันทำงานดี ในแง่ที่ว่า “เขียนงานได้” น่ะนะ

ก่อนมาทำนิตยสาร ฉันเคยเริ่มต้นอาชีพแรกหลังเรียนจบ โดยทำงานฝ่ายบุคคลในบริษัทลอจิสติกส์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ทำไปได้สักพัก ฉันก็พบว่าไม่ค่อยเหมาะกับจริตตัวเองนัก ฉันชอบอ่านหนังสือ ดูหนัง ชอบชื่นชมงานศิลปะ ฉันไม่ได้ชอบแฟชั่นนัก แต่ก็ไม่รังเกียจ วันหนึ่ง ฉันไปอ่านเจอบทสัมภาษณ์ของพี่จอบ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ (บ.ก. นิตยสารสารคดี ในขณะนั้น) ที่บอกว่า “งานที่เราทำควรเป็นงานที่ได้ทำเพื่อคนอื่น” ความหมายของพี่จอบ ก็คือ งานบางงาน เช่นงานในบริษัทบางจำพวกนั้น เป็นงานที่เราทำเพื่อตัวเองและบริษัทให้รวยขึ้น แต่งานบางงาน เป็นงานที่มันได้ทิ้งคุณค่าไว้ให้แก่สังคม

แน่นอนว่า งานผลิตนิตยสารอย่าง “สารคดี” ก็เป็นงานที่ผลิตความรู้ให้กับสังคม

โป๊ะเชะ … นี่เลย ฉันจะออกไปทำนิตยสารล่ะ

แล้วในวัย 23 ปี ฉันก็ออกมาทำงานนิตยสาร ในวัยอย่างนั้น ฉันยอมรับเงินเดือนจำนวน 10,000 บาทถ้วน (ที่บริษัทลอจิสติกส์ ฉันได้ 16,000 บาท) เพราะรู้สึกว่านี่คืองานที่อยากทำ ฉันรู้สึกสนุกกับการทำงานมาก แม้จะทำงานกับนิตยสารหัวใหม่ ขนาดเล็ก แต่ฉันก็ทุ่มเท พร้อมเรียนรู้ ฉันเป็นเด็กสาวที่พร้อมเติบโตและผจญภัยไปกับงานนี้

ในวัยอย่างนั้น … ฉันคิดเช่นนั้น

เอาล่ะ วันเวลาเดินทางมาเรื่อยๆ จากนิตยสารเล่มเล็กๆ ฉันได้ลองกระโดดไปเรียนรู้เล่มใหญ่กว่านั้นบ้าง เคยตกงานเพราะนิตยสารปิดตัวบ้าง (ว่างงานตั้ง 8 เดือน แต่ก็อุตริแบกเป้ไปเที่ยวเวียดนามคนเดียวได้ 21 วัน) เคยเป็นฟรีแลนซ์จอมกระจ๊อกบ้าง เคยทำนิตยสาร In-House (พวกแจกตามองค์กรใหญ่ๆ) บ้าง โอ้ย…สารพัดจะเคย ก็นั่นแหละ มันก็สนุกดี แต่ความตื่นเต้นมันลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงตอนที่น้ำเริ่มจะท่วมกรุงเทพฯ เมืองเทวดานี่แหละ

ท่ามกลางมหาอุทกภัย … ผู้คนจำนวนมากที่บ้านโดนน้ำท่วมจนมิดหลังคา คนอพยพหนีภัยไม่น้อย ของกินและน้ำดื่มเริ่มหายาก

แต่ฉันยังคงต้องปั่นงานเพื่อปิดต้นฉบับอยู่

ในวันเวลาที่เห็นผู้คนตื่นตระหนก และหาของกินอย่างเสียสติ ฉันต้องนั่งเปิด Microsoft Word พิมพ์งานแปลที่จะถูกตีพิมพ์อีก 1 เดือนข้างหน้าลงไป

ในวันเวลาที่ทุกคนดิ้นรนหาน้ำดื่มกิน  ไม่มีใครสนใจอ่านนิตยสารอีกต่อไปแล้ว

“แล้วฉันทำอะไรอยู่” ฉันถามตัวเองในวันหนึ่ง

นั่นแค่สาเหตุหนึ่ง

แน่นอน เรื่องน้ำท่วมเป็นแค่สาเหตุหนึ่ง ชีวิตคนเราซับซ้อนกว่านั้น มันมีเรื่องจุกจิกปลีกย่อยอีกจำนวนหนึ่ง ที่เป็นแรงผลักดันให้ฉันพร้อมจะหันหลังลาจากเมืองเทวดา กลับไปเป็นเซเลบอยู่บ้านนอก …

อย่างที่บอกไว้ตอนต้นนั่นแหละ “ฉันกลับบ้าน เพราะฉันมีความอยาก”

ฉันอยากกลับไปอยู่บ้านเพื่อไปอยู่นิ่งๆ และออกผจญภัยในคราวเดียวกัน

อีกอย่างหนึ่ง ฉันอยากพิสูจน์ให้ (ตัวเอง) เห็นให้ได้ว่า มันยังมีวิถีชีวิตอื่นๆ รอเราอยู่ … วิถีชีวิตที่ไม่ต้องทำงานออฟฟิศอยู่ในมหานครของทวยเทพ เราก็สามารถมีเงิน มีฝัน มีสุขภาพดี มีความสุุข และได้เห็นโลกอันน่าตื่นเต้น ได้เช่นกัน

ฉันอยากพิสูจน์ให้รู้ว่า วิถีชีวิตไม่ได้มีแบบแผนเดียว

กลับบ้านไป ทำอะไรดีล่ะ?

สิ่งที่ฉันแพลนไว้เมื่อกลับไปอยู่บ้านนอก ในช่วงครึ่งปีหลัง 2555 นี้ก็คือ “สนุกกับการฝันกลางวัน” อันนี้เรื่องจริงนะ เพราะเมื่อกลับบ้าน ในช่วงเดือน พฤษภาคม ฉันจะเริ่ม

1)เขียนนิยายโรแมนซ์ ตั้งเป้าว่าจนถึงปลายปี จะมีนิยาย 3 เรื่อง ในระดับความ “เข้มข้นหวานมัน” ที่แตกต่างกัน

2)เขียนบทความเรื่องที่กำลังสนใจ เผื่อออกพ็อกเก็ตบุ๊คได้ ถ้าไม่ได้ ก็ติดต่อส่งนิตยสารที่ดู Old Schoolหน่อย เผื่อเขาสนใจลงให้ จะได้มีรายได้ทุกเดือนจากคอลัมน์จำพวก : “เคป๊อปกับการเมือง”, “อาหารกับการเมือง” “วิจารณ์นิยายโรแมนซ์อเมริกัน” และอื่นๆ ที่อาจคิดออกในอนาคต

3)สมัครทุน และทำเรื่องเตรียมไปเรียนต่อด้าน Welfare State ที่สวีเดน คาดว่าน่าจะเริ่มเรียนได้ปี 2556 ถ้าทนเรียนจนจบเอกได้ ก็จะสมัครเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย … อาจจะใกล้ๆ บ้าน เช่น ประจำการที่โซล (ใกล้ตรงไหน???)

4)ดูแลพ่อแม่ … แฮะๆ อันนี้ไม่จริงเสียทีเดียว ต้องบอกว่า พ่อแม่ดูแลเรามากกว่า

5)เริ่มหัดทำอาหารอีสาน และอื่นๆ … เพิ่งอ่านบทความที่พีอาร์จิม ทอมป์สัน ส่งมาให้ อาหารอีสานนี่มีอื่นๆ อีกมากมายที่เรายังไม่รู้เลย แถมดีต่อสุขภาพมากๆ คิดว่าอยากเรียนรู้ด้านนี้ และอื่นๆ เช่นทำพาสต้า

6)ออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 4-5 วัน … อันนี้รวมถึง วิ่ง เล่นโยคะ และขี่จักรยานด้วย

7)ทำหนังสั้นส่งประกวด อย่างน้อยปีละ 1 เรื่อง … เผื่อได้รางวัล เอาเงินไว้ไปเที่ยวเมืองนอก

8)เดินทางเข้า กทม. สองเดือนครั้ง (เยี่ยมเยียนแฟนคลับบ้างอะไรบ้างสิ)

9)เดินทางไปต่างแดน อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง … เดินทางยาวๆ ประมาณ 20 วัน อย่างที่เคยทำได้ตอนตกงาน … ถ้าทำงานออฟฟิศ จะเดินทางยาวๆ ขนาดนี้ก็ไม่ได้ เพราะความรับผิดชอบด้านการงานมันค้ำคออยู่ไงล่ะ

10)แต่ทุกข้อจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมี “เงิน”!!! ปัจจัยสำคัญใหญ่โตของโลกใบนี้! ดังนั้น ที่ตั้งใจไว้คือ จะทำเงินจากนิยายโรแมนซ์ให้ได้เยอะๆ อย่างน้อยสิ้นปี 2555 ต้องมีเงินเก็บ (ไม่ใช่รายได้) เพิ่มขึ้นในบัญชีอีก 150,000 บาท เป็นอย่างน้อย

เห็นไหม… ว่ามีความอยากเต็มไปหมดเลย ฮ่าฮ่า

นั่นคือเหตุผลที่ต้องกลับบ้านล่ะ

แล้วจะทำมันยังไง?

มีเพื่อนสาวนักวางแผนคนหนึ่ง ได้ให้คำแนะนำที่ประเสริฐไว้ว่า ให้แบ่งเวลาในแต่ละสัปดาห์ให้ดี

เช่น 7 วันนี้ : 4 วันเขียนงาน 2 วันทำเรื่องทุนและพัฒนาภาษาอังกฤษ 1 วันดูแลครอบครัว

ส่วนเพื่อนตุ๊ดผู้เป็นฝ่ายให้แก่โลกมาตลอด ก็แนะนำว่า “แกมีเป้าหมายหลายอย่าง สามเดือนแรกควรโฟกัสกับเป้าเดียวก่อน อาทิเช่น เป้าหมายที่ว่าจะผลิตงานเขียน เป็นต้น”

ก็คงทำตามที่เพื่อนๆ ได้แนะนำไว้ (สาธุ)

แผนสำรอง ถ้าทุกอย่างไม่เวิร์ก

แน่นอนว่า ชีวิตอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราตั้งใจไว้หมด ถึงเราจะพยายามกับมันหมดหน้าตักแล้วก็เถอะ ถ้าสิ้นปี 2555 แล้วยัง

1)สอบทุนไม่ได้

2)เขียนงานไม่ได้ตามเป้าหมาย

3)หาเงินไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้

คนเราก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป … ฉันสัญญากับพ่อแม่แล้วว่า ถ้าล้ม จะกลับมาทำงานเอกชนที่เมืองแห่งทวยเทพ ด้วยศักยภาพที่มีอยู่ คงทำด้านการตลาด ในองค์กรอย่าง คูโบต้า หรือประมาณนี้ และในวัย 32 ปี (ตอนนั้น) ฉันจะไม่แคร์เรื่อง seniority ถึงจะมีเด็กรุ่นน้องเป็นหัวหน้างานก็ช่างมันปะไร

เพราะในเวลาว่าง ฉันรู้อยู่แล้วว่า ฉันจะยังทำความฝันต่อไป … และสนุกกับมันอยู่ดี

แต่หวังว่าจะไม่ล้มนะ

ก่อนจากฝากไว้ (ฝากไรวะ)

ตอนแรกที่ตัดสินใจอย่างนี้ ก็กังวลเรื่อง “กลัวล้มดัง” อยู่บ้าง เลยปรึกษาพี่คนหนึ่ง ซึ่งเคยทำนิตยสาร ออกพ็อกเก็ตบุ๊คท่องเที่ยว ทุกวันนี้เป็นฟรีแลนซ์ โอเค เงินไม่สูง อดมื้อกินมื้อบ้าง แต่ก็ได้เดินทางอยู่ทุกปี ฉันถามเขาว่า “พี่ … มันจะไปได้ไหมชีวิตแบบนี้ จะได้เที่ยวไหม ไอ้ปีละครั้งนี่”

พี่เขาตอบกลับมา ซึ่งเป็นคำตอบที่ฉันจำฝังใจเลยว่า

“ติ๊กดูพี่ทุกวันนี้สิ … พี่ได้เที่ยวไหม”

ปี 2554 พี่เขาไปทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น บลาๆ

ชีวิตมันไม่ได้มีแบบแผนเดียวคือการทำงานออฟฟิศจริงๆ ด้วยสิ ^^

2 คิดบน “[จดหมายจากเขาวง] ฉันกลับบ้านเพราะฉันยังมีความอยาก

  1. 555
    อ่านแล้วรู้สึกดีมากจริงๆ
    ก่อนอื่นต้องขอชมในฐานะที่ติดตามการเขียนงานของติ๊กมาตลอดตั้งแต่ระดับมือสมัครเล่น จนกระทั่งตอนนี้เราคิดว่าเป็นระดับผู้เชี่ยวชาญ (ซึ่งสูงกว่ามืออาชีพ) ไปแล้วล่ะ
    งานเขียนดีขึ้นมากๆ เลยนะ … อ่านแล้วเกิดศรัทธา (ซึ่งนี่คือพลังของปลายปากกาที่ทำยาก หากทำได้น่ะเยี่ยมเลย)

    ชีวิตมันไม่ได้มีแบบแผนจริง
    การต่อสู้(โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อ ความคิดเห็น)กับคนที่อยู่ในแบบแผนก็แสนยาก
    เมื่อก่อนเราเคยไม่เข้าใจคนที่อยากกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด (ทั้งๆ ที่เราก็เป็นคนต่างจังหวัด)
    แต่เดี๋ยวนี้เราเข้าใจมากมาย อย่างที่คุยกันบ่อยๆ 5555
    ชีวิตคนทำงานอย่างพวกเราที่อยู่กับมายาของเมืองจัดๆ นี่แหละ
    ที่จะอยากแสวงหาการหลีกหนีสู่ความอิสระธรรมดามากที่สุด

    ขอบคุณบทความดีๆ นี้นะ แล้วก็คำปรึกษาดีๆ มากมาย
    มันให้กำลังใจเราและคนที่เข้ามาอ่านอีกเยอะเลยล่ะ
    สำหรับเราอย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่ามีพวกเดียวกันอยู่
    5555

    สุดท้ายนี้
    ขอให้ได้เดินทางรอบโลกโดยสวัสดิภาพ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s