[writing] The Right to Get Sick

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร WAY ฉบับที่ 62

(ขอขอบคุณนิตยสาร WAY สำหรับการอนุญาตให้นำมาเผยแพร่ได้ค่ะ)

 

 

The Right to Get Sick

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อนสาวซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง โพสข้อความในเว็บไซต์เฟซบุ๊กด้วยเนื้อหาทำนองว่า “นักศึกษาวัยใกล้ 40 ปีเกิดป่วย รปภ.จะพาไปโรงพยาบาล นักศึกษาปฏิเสธเพราะเขาไม่มีตังค์ บอกมาจากต่างจังหวัดเพื่ออบรมไม่กี่วัน เราเลยพาเขาไปพบหมอแล้วบอกว่า ‘อาจารย์จะจ่ายให้เอง’”

แม้จะไม่สนิทกันนัก แต่ฉันก็เจ๋อพามือตัวเองพิมพ์คอมเม้นท์ลงในไทม์ไลน์ของเพื่อนเป็น’เม้นท์แรกเลยว่า “ทำไมต้องจ่ายเงินด้วยล่ะจ๊ะ ทำไมนักศึกษาไม่ใช้สิทธิบัตรทองล่ะ” ก่อนที่จะมีคอมเม้นท์คนอื่นตามมาถามฉันเป็นพรวนว่า “บัตรทองคืออะไร” ฉันใช้เวลาไม่กี่นาทีพิมพ์ตอบกลับไปว่า “เมืองไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่แล้ว คนไทยทุกคนที่ไม่ใช่ข้าราชการหรือคนที่ต้องจ่ายประกันสังคม มีสิทธิรักษาตามบัตรทอง หรือที่เรียกว่า 30 บาทรักษาทุกโรค ไง” พอพิมพ์’เม้นท์นี้ไป ก็เจอ’เม้นท์ตอบกลับมาจำนวนมากว่า “เราไม่ค่อยเข้าใจสิทธิพวกนี้เลยอ่ะ” โดยที่คนพิมพ์ตอบส่วนใหญ่ จะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่ถือครองวุฒิปริญญาตรีเป็นขั้นต่ำ ทำงานในออฟฟิศกลางเมืองกรุงหรือไม่ก็รับราชการรับใช้ประชาชนในกรมกอง ทุกคนเคยกินเอ็มเค เชียร์เดอะวอยซ์ อ่านแอล (น่ารักก็ตรงนี้) และร่วมรักษ์โลกด้วยการใช้ถุงผ้า เรียกได้ว่าโปรไฟล์พวกเธอทุกคนนั้นใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่ แต่กระนั้นดูเหมือนความเข้าใจที่มีต่อระบบประกันสุขภาพของไทย, ประเทศเมืองยิ้มของเรา, จะมีน้อยเหลือเกิน

ฉันไม่โทษพวกเธอ เพราะฉันเองก็เพิ่งเก็ทเรื่องเหล่านี้มากขึ้นหลังจากลาออกจากงานมาเป็นฟรีแลนซ์ ช่วงระหว่างรอยต่อที่ต้องเลือกว่าจะจ่ายประกันสังคมเพื่อคงสถานะผู้ประกันตนตามมาตรา 39 (งงกันล่ะสิ) หรือจะไม่จ่ายสักแดงแล้วกลายร่างเป็นประชาชนไทยที่ได้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอัตโนมัติ นั่นแหละที่ผลักดันให้ฉันตามล่าหาข้อมูลอ่านอย่างบ้าคลั่ง ฉันเคยได้ยินด้านร้ายๆ ของนโยบายบัตรทองตั้งแต่ช่วงใกล้เรียนจบปริญญาตรีเมื่อปีมะโว้ ทว่าตั้งแต่ฉันกลับมาอยู่บ้านนอก ก็เห็นป้าข้างป้าที่ใช้สิทธิบัตรทองมาครบสิบปีแล้วยังดูสุขภาพโอเคดี ลุงอีกคนก็เพิ่งใช้สิทธิผ่าบอลลูนหัวใจมา ทุกคนดูแข็งแรง ปกติ และยังหัวเราะร่าเริงให้กับชีวิต แถมพอฉันไปสอบถามเรื่องจิปาถะของบัตรทองเพื่อประกอบการพิจารณาว่าฉันควรใช้สิทธินี้ดีไหม พวกเขาก็เมตตาปราณีตอบคำถามได้อย่างละเอียดทุกเม็ด ดูเหมือนว่าคนรุ่นลุงรุ่นป้านี่แหละที่มีความรู้ เข้าอกเข้าใจ รวมถึงเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาลอันประชาชนไทยพึงมีมากกว่าชนชั้นกลางวุฒิปริญญาตรีอย่างฉันหรือผองเพื่อนเป็นไหนๆ

ฉันคิดย้อนกลับไปถึงเรื่องของเพื่อนสาวอีกคน หลังทำงานอยู่ไม่กี่ปี เพื่อนคนนี้ก็เก่งกล้าสามารถขนาดออกมาเปิดโฮมออฟฟิศเพื่อเป็นนายตนเอง วันหนึ่งเธอปวดท้องอย่างหนัก หมอแจ้งว่าเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดช็อกโกแลตซีสต์ แม้เธอจะทำประกันสุขภาพปีละหนึ่งหมื่นห้าพันบาทของเอกชนเจ้าหนึ่งไว้ แต่ค่าผ่าตัดของโรงพยาบาลเอกชนใจกลางเมืองก็ช่างแสนแพงจนประกันไม่ครอบคลุม เธอเลยเลือกมาผ่าตัดที่โรงพยาบาลของรัฐ แล้วนำใบเสร็จไปเคลมกับประกันทีหลัง เธอเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงภูมิใจ แต่ฉันกลับเป็นเพื่อนนิสัยเลวเมื่อถามเธอออกไปว่า “แล้วทำไมต้องเลือกจ่ายเงินตั้งแต่ต้นล่ะ ไหนๆ ก็ไปโรงพยาบาลรัฐแล้วทำไมไม่ใช้สิทธิบัตรทอง เธอใช้สิทธินี้ได้นี่ แถมยังไม่ต้องจ่ายหลายหมื่นก่อนด้วยนะ” ปรากฏเพื่อนเจ้าของโฮมออฟฟิศงงเต๊ก เธอไม่รู้ไม่เข้าใจจริงๆ ว่า “บัตรทอง” คืออะไร

บัตรทอง หรือนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคนั้น ถูกผลักดันจากหลายฝ่ายจนกลายเป็นกฎหมายในปี 2545 อันเป็นปีที่พวกฉันใกล้จบปริญญาตรีพอดี แต่ถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านี้ จะมอบสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมให้กับประชาชนไทยทุกคน แต่กระนั้นเนื่องจากฉันและผองเพื่อนเรียนจบปุ๊บก็กระโดดเข้าทำงานราชการ หรือทำเอกชนที่ได้รับสิทธิประกันสังคมทันที ซึ่งทำให้พวกเราแทบจะไม่คุ้นเคยกับสิทธินี้ … เอาใหม่ … พูดให้ถูกต้องก็คือ พวกเราแทบไม่เคยใส่ใจจะพาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรทอง เพราะข่าวลือร้ายๆ ทำให้พวกเราไม่ไว้วางใจ ฟรีแลนซ์หลายคนเคยบอกฉันว่า พวกเธอยอมทำประกันสุขภาพเอกชนไว้ดีกว่า เพราะสบายใจกับกระบวนการตรงนั้น พวกเธอกลัวและไม่ค่อยกล้าพาตัวเองไปพัวพันกับสิทธิ 30 บาท และการถอยห่างนั่นเองที่ทำให้พวกเธอแทบไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับสิทธินี้…สิทธิที่คนไทยทุกคนพึงมีอยู่แล้ว

ตอนนี้สิทธิบัตรทองไม่ได้เพอร์เฟกต์ แต่กำลังพัฒนาและปรับปรุงไปเรื่อยๆ เมื่อ 1 เมษายน ปี 2555 ก็มีประกาศออกมาว่าให้ผู้ป่วยฉุกเฉินเข้าใช้บริการหน่วยการแพทย์หน่วยไหนก็ได้จนกว่าจะพ้นวิกฤติแล้วค่อยส่งต่อ ประเด็นนี้แหละที่ทำให้ฉันไป’เม้นท์ถามเพื่อนอาจารย์มหาวิทยาลัยในย่อหน้าที่สอง เพราะเท่าที่ฉันรู้ก็คือ ถ้าเรามีสิทธิบัตรทอง ถึงป่วยฉุกเฉินนอกพื้นที่เราก็จะได้รับการรักษาดูแล โดยจ่ายเพียงเล็กน้อยหรือไม่ต้องจ่ายเลย อันทำให้เราไม่ต้องพึ่งพาเงินหรือความเมตตาจากผู้อื่น

สิ่งที่บัตรทองนำมาสู่สังคมไทยก็คือ สิทธิขั้นพื้นฐานในการรักษาพยาบาล รวมถึงศักดิ์ศรีของความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน

ถึงตอนนี้ คุณคงสงสัยว่า ฉันเลือกจ่ายประกันสังคมต่อ หรือหันมาใช้สิทธิบัตรทองแทน

จะบอกให้ก็ได้ว่าฉันเลือกจ่ายประกันสังคม ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้ไม่ได้รังเกียจรังงอนบัตรทองหรอกนะ ฉันแค่อยากรักษาสิทธิเงินกองทุนประกันสังคมที่เคยสะสมไว้เกือบสิบปีที่ผ่านมาต่างหาก

ก็แหม…เงินนั่นก็เป็นสิทธิที่ต้องรักษาไว้ยิ่งชีพเช่นกันนี่นา

 

 

 

 

 

 

 

 

[หมายเหตุ : เพิ่มเติม ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2556
สรุปว่านักศึกษาวัยใกล้ 40 ท่านนั้น ไม่ได้ลงทะเบียนบัตรทอง หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคไว้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงาน ดังนั้นจึงมีปัญหาเมื่อป่วยฉุกเฉินนอกเขต อาจารย์จึงเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในที่สุด ดังนั้นหากใครที่ไม่ได้ใช้สิทธิข้าราชการ หรือสิทธิประกันสังคม ควรไปสถานพยาบาลใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงาน แล้วลงทะเบียนบัตรทอง (ตอนนี้เรียกหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า) ไว้ ใช้เวลาแป๊บเดียวเองค่ะ]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s