หมายเหตุ : เขียนให้เจ้าหนึ่งตอนปลายปี 2555 ก่อนหนัง Before Midnight จะออกฉายอย่างเป็นทางการเกือบ 6 เดือน

รูปภาพ

ในปี 1994 หนุ่มอเมริกันนามเจสซี่ เจอกับหญิงสาวฝรั่งเศสนามซีลีน บนรถไฟความเร็วสูงสายยุโรป พวกเขาพูดคุยถูกคอ และรู้สึกเชื่อมโยงกันอย่างประหลาด จนชายหนุ่มเอ่ยปากชวนหญิงสาวให้ทำเรื่องบ้าระห่ำ นั่นคือการลงจากรถไฟแล้วใช้เวลา 1 คืนในเวียนนาเดินคุยกันต่อ หญิงสาวลังเลแต่สุดท้ายเธอก็ยอมเสี่ยง นั่นคือฉากต้นเรื่องของ Before Sunrise (1995) หนังรักที่เป็นจุดเริ่มของความสัมพันธ์ของตัวละครคู่อันเปี่ยมเสน่ห์ ที่อีก 9 ปีต่อมาได้กลับมาแลกเปลี่ยนบทสนทนา และทะเลาะเบาะแว้งกันพอเป็นพิธีอีกครั้งใน Before Sunset

เหตุการณ์ภาคสองอย่าง Before Sunset (2004) นั้นย้ายฉากมาเกิดขึ้นในปารีส เจสซี่และซีลีนเติบโตจากหนุ่มสาววัยต้นยี่สิบ มาสู่ผู้ใหญ่วัยต้นสามสิบที่ประสบความสำเร็จด้านการงานแต่มีบาดแผลในแง่ความสัมพันธ์ส่วนตัว เจสซี่นำเหตุการณ์เมื่อ 9 ปีก่อนมาเขียนเป็นนวนิยาย เขาถูกเชิญมาแจกลายเซ็นต์ที่ปารีส เมืองที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างซีลีนอาศัยอยู่ พวกเขาสองคนเจอกันอีกครั้งที่ร้านหนังสือ ก่อนจะแลกเปลี่ยนบทสนทนาประสาปัญญาชนในร้านกาแฟและท้องถนนเมืองปารีส เผยทัศนคติที่มีต่อความรัก เซ็กส์ และความตาย ความเคียดแค้นที่พวกเขามีต่อโชคชะตา รวมถึงความห่วงใยในปัญหาของโลก เหตุการณ์ทั้งหมดที่เล่ามานี้เกิดขึ้นในเวลาไม่นานเกิน 24 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อว่าหนังที่เต็มไปด้วยบทสนทนาเกือบทุก 1 นาทีนี้จะจับใจคนดูได้อยู่หมัด จนขึ้นหิ้งกลายเป็นหนังรักในหัวใจของหลายคน

ทั้ง Before Sunrise และ Before Sunset ต่างเป็นหนังเน้นบทสนทนาทั้งสองเรื่อง ทว่าในภาคแรก พวกเขาจะไม่ช่างพูดมากเหมือนภาคสอง อาจเพราะภาคแรกเป็นเรื่องของนักเดินทางแปลกหน้าสองคนที่กำลังเริ่มต้นทำความรู้จักกัน ตัวละครยังมีความเขินอายของหนุ่มสาววัยต้นยี่สิบปรากฏอยู่ เราจึงได้เห็นท่าทีลังเลอ้อยอิ่ง การค่อยๆ เรียนรู้แต่ละฝ่าย รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากกว่าจะเป็นการปะทะอันชวนแตกหัก มีฉากหนึ่งที่พวกเขาตัดสินใจไม่แลกเบอร์โทรศัพท์หรือขอที่อยู่กันและกัน โดยเจสซี่สรุปว่า “เป็นเรื่องงี่เง่าที่ผู้คนมุ่งแต่คาดหวังว่าทุกความสัมพันธ์ต้องยาวนานและคงอยู่ตลอดไป” “ใช่ ทำไมผู้คนต้องคิดอย่างนั้น? มันงี่เง่ามาก” ซีลีนแสดงท่าทีเห็นด้วยในฉากนั้น แต่ในตอนท้าย หนังเปิดเผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วพวกเขาปรารถนาจะเจอกันอีก การรอมชอมในตอนต้นและกลางเรื่องเกิดจากความไม่แน่ใจในอีกฝ่ายมากกว่าจะเกิดจากความรู้สึกอันแท้จริง ขณะที่ภาคสอง ในวัยที่เติบโตจนอายุสามสิบต้นๆ พวกเขากลับจริงใจและพร้อมเปิดเผยมากขึ้น ในฉากที่ซีลีนถามเจสซี่ว่า “ทำไมคุณเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น?” เจสซี่ตอบกลับอย่างเปลือยความรู้สึกว่า “ผมเขียนมันขึ้นเพราะหวังว่าจะได้เจอคุณอีก ผมจะได้ถามว่า ทำไมคุณไม่มาตามนัด?”

หนังชุดเรื่องนี้ไม่ได้จบลงแค่สองภาคเท่านั้น แว่วมาว่า Before Midnight หนังภาคสามเริ่มถ่ายทำแล้ว โดยริชาร์ด ลิงเคลเตอร์ ผู้กำกับหนังทั้งสามภาคเผยว่า เขาอยากตัดหนังให้เสร็จทันฉายตามเทศกาลต้นปี 2013 หนังภาคสามนี้ถือว่าทิ้งระยะห่างจากภาคสอง 9 ปี เป็นการพัฒนาบทร่วมกันระหว่างผู้กำกับและนักแสดงนำทั้งสอง (อีธาน ฮอว์ก และ จูลี เดลพี)  ซึ่งน่าจะยังคงอบอวลไปด้วยประเด็นอันแหลมคมของวัยที่เติบโตขึ้น เพราะในภาคสามนี้ ตัวละครหลักจะไม่ใช่หนุ่มสาวช่างฝันวัยต้นยี่สิบ หรือผู้ใหญ่วัยต้นสามสิบที่ช่างเสียดสีอีกแล้ว แต่พวกเขาจะกลายร่างเป็นคนในวัยเฉียดสี่สิบ ช่วงอายุที่ถือเป็นวัยเยาว์ของความชราอย่างแท้จริง

จึงน่าสนใจมากๆ ว่า หนังรักภาคต่อที่มีอายุยาวนานใกล้จะครบรอบ 18 ปี (ในปีหน้า) ชุดนี้ จะออกหัวออกก้อยมาเป็นอย่างไรบ้าง

แต่ที่แน่ๆ บทสนทนาน่าจะหวานขม ดุเดือด และเปี่ยมเสน่ห์อยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย

Advertisements