[จดหมายจากเขาวง] บุญมา

 

 

ในวัย 22 ถ้ามีใครมาถามฉันว่า ฉันอยากแนะนำบุคคลไหนให้โลกรู้จักบ้าง ฉันคงตอบว่า เจ.ดี. (ส่วน เจ.ดี.​เป็นใครนั้น ตอนนี้ช่างมันเถอะ)

 

ในวัย 32 ที่คว้าปริญญาตรีสายสังคมศาสตร์ได้หนึ่งใบจากมหาวิทยาลัยในศูนย์กลางประเทศ ทว่ากลับไม่ช่วยให้ทำมาหาแดกอะไรได้ (เอิ่มมม) ฉันคงตอบว่า คนที่โลกใบนี้ควรทำความรู้จักมากที่สุดนั้นคือ บุญมา

 

ใน พ.ศ. 2556 ชื่อ “บุญมา” อาจฟังดูคล้ายชื่อในนวนิยายเก่าแก่ของพวกนักเขียนยุค 2490 อะไรเทือกนั้นมากกว่าจะเป็นบุคคลที่โลดแล่นในยุคสมาร์ทโฟนครองโลก (และมาร์กซักเกอร์เบิร์กคือมหาเศรษฐีที่อายุน้อยกว่า 30 ปี … ชิ) แต่บุญมาก็คือบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง เขาอายุ 31 ปี เป็นชายหนุ่มตัวผอมบางใส่แว่น บรรยายให้ง่ายเข้า บุญมาหน้าตาละม้ายใบพัด เจ้าของหนังสือดัง “การลาออกครั้งสุดท้าย”​ นั่นแหละ

 

หากแต่บุญมาไม่ใช่นักเขียนเบสเซลเลอร์ … เขาคือคนขายไอศกรีมอันละ 5 บาท และเขาเริ่มทำอาชีพนี้ตั้งแต่อายุได้ 13 ปี

 

ในวัยที่ฉันเรียนมัธยมสอง เริ่มเรียนรู้การกรี๊ดกร๊าดนักบาสรุ่นน้อง (ค่ะ) บุญมาในวัยมัธยมหนึ่งกลับเลือกละทิ้งชุดนักเรียนด้วยความเต็มใจ แล้วหันมาขายไอติมอันละ 5 บาทให้เด็กนักเรียนละแวกอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีพาหนะคู่ชีพเป็นมอเตอร์ไซค์

 

 

ปีนี้บุญมาขายไอติมมาได้ 18 ปีแล้ว เป็น 18 ปีที่อำเภอเขาวงก็เปลี่ยนโฉมหน้าไปมาก เรามีเซเว่นอิเลฟเว่น (แล้วนะ) เรามีโลตัสเอ็กซ์เพรส (ที่ขายไม่ดีเท่าเซเว่น) รัฐมนตรีสมัยหนึ่งนำกล้ายางพารามาให้เรา (ข่าวลงว่าเขาแจกฟรี แต่ทำไมชาวไร่ต้องซื้อก็ไม่รู้ … เอ๊ะ ยังไง) เด็กมัธยมของเราเคยได้ไปเมืองนอกผ่านนโยบายการศึกษาสมัยรัฐบาลทักษิณ มีเด็กจากเขาวงพิทยาคารเอ็นทรานซ์ติดคณะแพทย์แล้ว ประเทศไทยเปลี่ยนโฉมหน้าไปมาก เรามี พรบ.การศึกษา ที่บังคับให้เด็กทุกคนได้เรียนจนถึงมัธยมสาม และเรียนฟรีจนถึงมัธยมหก บุญมาอยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขาคงผ่านพบเด็กนักเรียนไม่น้อยกว่าหมื่นคนที่พกพาความฝันไม่น้อยกว่าหมื่นความฝันในการมีชีวิตที่ดีขึ้น คาดหวังว่าการศึกษาทั้งระดับมัธยมและมหาวิทยาลัยจะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาให้ดีกว่าเดิมได้ วาดหวังว่าสักวันพวกเขาจะค้นพบเรื่องสุดยอดเช่นดีเอ็นเอมีรูปร่างพันกันเป็นเกลียว … อัดแน่นด้วยความอยากเปลี่ยนแปลงโลก …​ บุญมาคงได้สัมผัสกับผู้คนเหล่านี้ ผ่านไอติมและเสียงแตร “ปรี๊นๆ” ที่เขาติดตั้งใส่รถมอเตอร์ไซค์

 

… ฉันก็เคยเป็นเด็กนักเรียนกระโปรงบานเสื้อคอโบคนหนึ่งที่ซื้อไอติมบุญมาเสมอ …

 

ทว่าตั้งแต่ลาจากอำเภอเขาวงมาในวัย 16 ปี เพื่อแสวงหาการศึกษาที่ดีกว่า ฉันลืมไอติมของบุญมาไปแล้ว ที่โรงเรียนมัธยมปลายประจำจังหวัด ฉันเริ่มกินไอติมวอลล์ที่ขายตามเซเว่นอิเลฟเว่น พอเรียนมหาวิทยาลัยใกล้ย่านสยามสแควร์ ฉันก็พอใจกัดกินไอติมไข่แช่แข็งในตลาดสามย่าน พอไปฝึกงานฤดูร้อนที่อเมริกา ฉันก็ซื้อไอติมแฮกเกนส์ดาสจากห้างวอลล์มาร์ทมากินทุกสัปดาห์ พอเริ่มทำงาน ชีวิตฉันก็ได้กินไอติมตามโรงแรมลือชื่อเพราะเหล่าพีอาร์เชื้อเชิญไป ฉันเป็นมนุษย์ที่การศึกษานำพาให้ชีวิตพบเจอกับคนหลากหลายรูปแบบ ฉันผ่านพบเพื่อนที่ถือครองนามสกุล “ชินวัตร” ผู้เคยสงสัยว่าทำไมทุกคนต้องไปต่อคิวยืมหนังสือที่ห้องสมุดยามใกล้สอบ “ทำไมไม่ซื้อเอาล่ะ มันง่ายกว่านะ” เธอว่า (เธอนิสัยดีนะขอบอก) ฉันเคยคลุกคลีตีวงกับคนที่ทุกวันนี้กลายเป็นต้นคิดของคนรุ่นใหม่หลายคน ฉันเคยทำงานร่วมกับบรรณาธิการคนสวยนามสกุลเจ้า ฉันเคยได้บัตรเพรสไปดู Super Junior ได้บัตรฟรีไปดู PSY แถมมีคนเชิญฉันไปงานเปิดตัวไอติมแม็กนั่มอันลือชื่อเชียวนะ

 

ฉันกลับมาเจอบุญมาอีกทีในตอนที่ฉันย้ายกลับบ้าน … หลังผจญภัยใน “เมืองเทวดา” นานกว่าสิบปี ฉันก็ค้นพบว่า “ไอติมแม็กนั่นนั้นมีขายตามเซเว่นอิเลฟเว่นทั่วประเทศนี่นา” ที่อำภอเขาวงก็มีไอติมยี่ห้อนี้ขายแล้ว ฉันเลยกลับมาลอยชายอยู่บ้านเป็นเวลาปีครึ่ง พลางเขียนงานจุ๊กจิ๊กหารายได้หลักพันบาทเลี้ยงตัว (เลี้ยงตัวคนเดียว ไม่ได้เลี้ยงพ่อแม่แต่อย่างใด ><) ฉันมักจะเขียนงานที่ชั้นล่างของบ้านซึ่งมองเห็นผู้คนในละแวกหมู่บ้านได้ครบถ้วน ช่วงแรกที่ฉันกลับมาอยู่บ้านนั้นตรงกับช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของไทยพอดี ทุกบ่ายฉันเลยได้ยินเสียงแตร “ปรี๊นๆ” และเห็นการปรากฏกายของบุญมา ลูกค้าของบุญมาในวันนี้ก็ยังเป็นเด็กนักเรียนเหมือนเดิม แต่ขยายตลาดมากขึ้นจนครอบคลุมเด็กประถมด้วย นอกจากนี้ผู้ใหญ่จำนวนมากก็ยังเป็นลูกค้าชั้นดีของเขา ฉันเคยถามเขาว่าทำไมยังขายไอติมราคา 5 บาทอยู่ (ดูแม็กนั่มสิจ๊ะ) เขาตอบว่า ถ้าขายราคาแพง ลูกค้าก็จะลดลง ขายราคานี้แล้วได้ลูกค้าเยอะๆ ดีกว่า … ทฤษฎีการขายของบุญมาถือว่าใช้ได้ เพราะขนาดคนรายได้น้อยอย่างฉัน ยังยอมควักตังค์ 5 บาทซื้อไอติมของเขากินทุกวัน เพราะรู้สึกเป็นราคาที่พออุดหนุนไหว

 

ระหว่างที่กลับบ้านระยะเวลาปีครึ่ง ฉันเคยถามบุญมาหลายเรื่อง (ตามสันดานคนเคยทำคอลัมน์สัมภาษณ์ในนิตยสาร) ครั้งหนึ่งฉันถามเขาว่าเขาอยากออกรายการ “คนค้นคน” ไหม บุญมาเอ่ยคำตอบที่ทำให้ฉันประหลาดใจว่า “ไม่อยาก ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา” แต่สักพักเขาก็บอกว่า “ถ้าออกแล้วขายไอติมดีขึ้น ออกก็ได้นะ” บุญมาไม่เคยอยากดัง เขาไม่ต้องการยอดไลค์หรือรีทวีต ความสุขในชีวิตของเขาคือการได้เห็นถังไอติมเกลี้ยง และได้ขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน … อ้อ! ความสุขอีกอย่างของเขาคือการได้แบ่งไอติมฟรี ให้กับเด็กชายประถมสี่ที่ชื่อ น้องปลื้ม … น้องปลื้มเป็นเด็กตัวอ้วนกลม (จอมติดเกม) ที่บุญมารักใคร่เป็นพิเศษ

 

แต่แปลกดี…คำถามเดียวที่ฉันไม่เคยกล้าถามบุญมา คือทำไมเขาเลิกเรียนหนังสือ

 

ตอนเป็นเด็ก ฉันก็เป็นเช่นเด็กเรียนดีจำนวนมากบนโลกใบนี้,​ ที่เชื่อมั่นอย่างแรงกล้า ว่าการศึกษาในระบบคือชีวิต

ฉันเคยเชื่อว่าชีวิตของมนุษย์มีเส้นทางเดียวให้ก้าวเดินเท่านั้น คือพออายุย่างห้าขวบก็ต้องเข้าเรียนอนุบาล พอหกหรือเจ็ดขวบก็ต้องสอบเข้าชั้นประถม ต้องพาตัวเองเข้าเรียนมัธยม จากนั้นก็เข้าสู่มหาวิทยาลัย (สายอาชีวะไม่เคยอยู่ในการเหลียวแลของฉัน)

และพอคว้าใบปริญญาตรีมาได้ ก็ต้องหางานออฟฟิศทำ ครั้นพอมีลูกก็จงสอนให้เขาเวียนทำซ้ำสิ่งเหล่านี้อีกครั้ง

 

ใครที่ทำผิดไปจากนี้ ดูไม่น่าจะมีชีวิตที่ดีนัก, ฉันเคยคิด

พวกเขาจะเลี้ยงตัวเองได้อย่างไร หากไม่เข้าสู่การศึกษาในระบบ รวมถึงไม่เข้าสู่ระบบการงาน ที่เราทุกคนต้องจ่ายประกันสังคม (หักเงินสมทบร้อยละ 4) ต้องซื้อประกันชีวิต ต้องซื้อกองทุน LMF / RMF ถ้าไม่ทำตามนี้ จะเรียกชีวิตที่ดีได้อย่างไรนะ

 

แต่เช่นเดียวกับเรื่องราวทุกอย่างบนโลกใบนี้, บางครั้งสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่ามันจริง…ก็อาจเต็มไปด้วยความผิดเพี้ยน

 

 

ชีวิตไม่เคยมีด้านเดียว มันมีหลายโฉมหน้า และนอกจากชีวิตตามระบบของฉันแล้ว โลกยังมีพื้นที่ให้กับชีวิตอื่นๆ อีกมาก

 

ชีวิตบุญมาก็เช่นกัน

 

 

เขาออกจากโรงเรียนตอนอายุ 13 และมุ่งมั่นกับการขายไอติมอันละ 5 บาทมาตลอด 18 ปี

ฉันรู้สึกทึ่งกับสิ่งเหล่านี้…ทึ่งที่เขาเอาตัวรอดมาได้

 

ฉันไม่ได้คิดว่าบุญมามีชีวิตที่ดีเด่สมบูรณ์แบบตามวิถีพอเพียงมากกว่ามนุษย์ชนชั้นกลางอื่นๆ ทุกวันนี้บุญมายังไม่แต่งงาน ฉันเชื่อแน่ว่าในบางวัน บางช่วงจังหวะที่เขาจอดรถมอเตอร์ไซค์ไว้ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ระหว่างรอเด็กๆ เลิกเรียนมาซื้อไอติมนั้น เขาต้องเคยมีช่วงเวลาเหงาหงอยแน่ๆ และในบางคืนที่ลมฤดูร้อนพัดแรง เขาอาจเคยคิดถึงการแต่งงานที่เต็มไปด้วยพิธีกรรม รวมถึงการมีลูก

 

และถ้าเขามีลูก ฉันเชื่อว่าเขาจะส่งลูกเข้าเรียนตามระบบ

และนอกจากไอติมอันละ 5 บาทในถังของเขาแล้ว เขาอาจจะให้เงินลูกไปซื้อไอติมแม็กนั่มที่เซเว่นอิเลฟเว่นมาแบ่งกินกับเพื่อนบ้าง

 

เพราะบางครั้ง เขาก็คงอยากให้ลูกได้เรียนรู้ “ชีวิตแบบอื่นๆ” นอกจากที่เขาเคยเติบโตและเรียนรู้มา

 

บางที… คำถามที่ว่า “เราควรจะเข้าเรียนการศึกษาในระบบหรือไม่?” นั้น อาจจะไม่ใช่คำถามหลักของชีวิตเสียทีเดียวนัก

สิ่งสำคัญจริงๆ สำหรับการมีชีวิตอยู่ตลอดอายุขัยเฉลี่ย 70 ปี ของมนุษย์สมัยใหม่ (ที่มักโพสบ่นเรื่องเช้าวันจันทร์ และแสนสุขสันต์ยามเย็นวันศุกร์มาเยือน) อาจจะอยู่ที่ว่า

เราเคยได้เข้าไปสำรวจและทำความเข้าอกเข้าใจ “ชีวิตแบบอื่นๆ” มากแค่ไหน

 

 

ชีวิตการขายไอติม 18  ปีของบุญมา ได้สอนฉันว่าอย่างนั้น

Advertisements

[a week in photos] second week in Japan

Between 21 – 27 August of 2013. Here are the photos.

 

IMG_0295

 

Last Wednesday, I went to Jingu Stadium, a baseball field which Murakami found his inner voice to tell the world while watching the game between Swallows and Carps.

 

IMG_0277

 

Me while heading to buy a ticket. On Wed, there was a game between Swallows vs. Giants.

 

 

IMG_0309

 

Non-reserved seat in out-field ticket is 1,500 yen.

 

 

 

IMG_0368

During the day, I spent time exploring the power of liberal-capitalist world at Omotesando. Omotesando is lacated near Harajuku.

 

 

IMG_0350

 

This set of SK II is 30% off till the end of August! Be hurry!

 

 

IMG_0358

 

Harajuki is shining in the day light. ^^

 

 

IMG_0373

 

And then I headed back to the stadium. Met many huge crowed on the way who bought Beers and things to eat. You can bring food and drink to the stadium. Hooray!

 

 

IMG_0377

 

Murakami once said, he drank very cold beer and the watched the blue sky. And the rest is history…

 

 

 

IMG_0382

 

If you want to understand Japanese way of life, try to watch Baseball match.

 

 

 

IMG_0420

 

Foodie I cooked. Rice, Saba, and stir-fried green pea.

 

 

 

IMG_0426

 

I ordered Mocha but they served me the Americano. Anyway, this costs 500 yen.

 

 

 

IMG_0469

 

I went to the market in the evening and found this traditional dance. So fun.

 

 

 

IMG_0477

 

On Saturday, headed to west of Tokyo to join Hanabi. This is Oh, with her yukata, traditional Japanese dress.

 

 

IMG_0499

 

The magic of Hanabi is it can bring people together. period.

 

 

IMG_0506

 

With Yukiko-san, she invited us to her hometown to see Hanabi next to the Tama river.

 

 

IMG_0509

 

Summer dessert! The must eat item.

 

 

IMG_0521

 

People who came to see Hanabi (Firework Festival).

 

 

IMG_0525

 

Good time with the crews.

 

 

IMG_0582

 

Firework Festival in Japan normally runs for an hour.

 

 

IMG_0591

 

Love this one, feeling like gazing the stars.

 

 

IMG_0597

 

When you were young, everything seems so bright and fun.

 

 

 

IMG_0671

 

Ordinary Tokyo.

 

 

 

IMG_0672

 

Construction is everywhere and we are constructing our lives too.

 

 

IMG_0677

 

Your expectation always mirrors in your eyes.

 

 

 

IMG_0686

 

“Alone in Tokyo” is a Thai book. I lost it somewhere last week. Then a Thai friend brings me back from Thailand. WOW! Thank you very much.

 

 

 

 

IMG_0691

 

Egg sanwich at Kayaba Coffee (www.kayaba-coffee.com) is really great one. 400 yen for the sandwich and 500 yen for the Iced Mocha.

 

 

 

IMG_0709

 

Kayaba Coffee.

 

 

 

IMG_0730

 

In Tokyo, you can find many public restroom. Nice one. Nice public policy.

 

 

IMG_0737

 

This area is called Yanaka. It has survived from the WW II bombing. Therefore we can still see many old buildings.

 

 

IMG_0738

 

And oldie but classy flower shop. ^^

 

 

 

IMG_0741

“Colorless Tiktok and Her Two Years of Pilgrimage”

 

 

 

IMG_0750

 

All the cemeteries reminds us that life is too damn short. Let’s eat ice cream though. ><

 

 

IMG_0774

 

Tokyo train systems.

 

 

IMG_0777

Let’s take a summer walk.

 

 

IMG_0785

 

The cemetery is the way home of this young boy. Ironically?

 

 

IMG_0811

 

I really love this stair and secretly call it “Stairway to Stars”. ^^

 

 

 

IMG_0823

 

This Iced Latte is really great taste and good smell. Very recommend if you are in town.

 

 

IMG_0825

 

 

Normally, coffee in Tokyo costs around 400-600 yen. But at Yanaka Coffee Cafe, they cost not so expensive.

 

 

IMG_0839

 

Yanaka Coffee Cafe is a small but really a must for coffee lovers. Visit at http://www.yanaka-coffeeten.com.

 

 

IMG_0842

 

Tokyo is a friendly town for bike people.

 

 

IMG_0845

 

I accidentally run to this dessert. LOVVVVVVEEEE ITTTT SOOOO MUCHHHH. 130 yen at Yanaka Ginza Market. (The market is very near Sendagi Metro station, exit 2)

 

 

 

Lastly, my basic courses are going to start next week. Can’t wait for it!

 

 

 

 

 

 

อันว่าด้วยรายการกุศล … บิ้วด์อารมณ์เพื่อ humanity

IMG_0627

 

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เปิดตัวเองเข้าสู่โลกทีวีและโลกหนังก่อนหลายๆ ประเทศในเอเชีย ดังนั้นในแง่การเล่นกับอารมณ์คนดู ดูเหมือนว่ารายการญี่ปุ่นจะรู้วิธีบิ้วด์ได้แนบเนียน จับใจ และน่าประทับใจกว่า

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25  สิงหาคม 2013 มีรายการการกุศลหาเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อเมษายน 2011 ชื่อรายการคือ 24 Hours ถ่ายทอดสดในช่องอะไรสักอย่างที่ดังอยู่ ถ่ายตั้งแต่ต้นจนจบตอนสามทุ่มของคืนเมื่อวาน

จุดขายของรายการการกุศลนี้คือ มีนักมาราธอนคนหนึ่งวิ่ง 24 ชั่วโมง จำไม่ได้ว่าเขาต้องทำสถิติวิ่งกี่กิโลเมตรให้ได้ภายในเวลานี้ เหมือนกับว่าถ้าเขาทำได้…มันจะเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมที่ส่งผลต่อเงินบริจาค

รูัข่าวเรื่องนี้เพราะน้องที่ชอบอาราชิเล่าให้ฟัง เนื่องจากในรายการก็จะมีศิลปินและคนดังของญี่ปุ่น มาออกรายการเพื่อกล่าวถึงความประทับใจต่างๆ หรือมานั่งฟังเรื่องเล่าน้ำตาคลอจากครอบครัวที่เคยประสบภัย ตอนนั้นก็นั่งดูแค่ว่าอยากดูอาราชิ XD พอดูไปเรื่อยๆ ก็มี AKB48 โผล่มาอีก แล้วดูไปจนถึงไฮไลท์ช่วงพีค คือช่วงใกล้จบ ที่คุณนักวิ่งทำสีหน้าเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน แต่มันกลับเป็นสีหน้าที่น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมในหัวใจคนดูได้อย่างดี

ทั้งที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น ทั้งที่นั่งดูกับคนเวียดนาม แต่แล้วพวกเราก็ส่งเสียงลุ้นนักวิ่งคนนี้ … อย่างหาสาเหตุไม่ได้

เคยได้ยินเพื่อนที่แต่งงานมีครอบครัวอยู่ที่นี่ เล่าให้ฟังครั้งหนึ่งว่า คนญี่ปุ่นเวลาจะร่วมแรงร่วมใจหาเงินช่วยเหลือกรณีอะไรสักอย่าง พวกเขาจะทำเต็มที่จัดเป็นมหกรรมใหญ่โตมาก (ครั้งนี้ก็ใหญ่ ) ที่เพื่อนเคยเล่าคือกรณีเด็กที่ต้องผ่าตัดหัวใจ แล้วต้องไปผ่าที่อเมริกา มีค่ารักษาและค่าเดินทางเยอะมาก (ถ้าผ่าตัดในญี่ปุ่น รัฐบาลจะเป็นผู้จัดการค่าใช้จ่ายให้อยู่แล้วในกรณีเด็กเล็ก) ครอบครัวเด็กไม่มีปัญญาอยู่แล้ว เลยมีการกระตุ้นกัน และเกิดเป็นรายการช่วยบิ้วด์หาค่ารักษาให้เด็กเล็กคนนั้น (หากจำข้อมูลผิดขออภัยด้วย แต่เท่าที่ฟังมาคือราวๆ นี้)

การจัดมหกรรมใหญ่โตออกทีวี ในแง่หนึ่งอาจมีการเซตอัพจัดตั้งขึ้น ภาพการทำดี หรือการพยายามสร้างแรงกระเพื่อม (ต่อหัวใจเรา) ตรงหน้า อาจเป็นภาพที่มีการคำนวณแล้วว่า หากเสนอภาพแบบนี้ออกไป จะโน้มน้าวใจให้คนดูบริจาคได้

มันก็เหมือนกับเด็กหนุ่มขาพิการที่ตัดสินใจออกวิ่งเพื่อให้คนตระหนักถึงโรคภัยอย่างมะเร็งในโลกตะวันตก

มันก็อาจเหมือนกับที่ใครสักคนลุกมาปั่นจักรยาน ทำเรื่องท้าทาย ทัณฑ์ทรมานร่างกายตัวเองสุดๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้ชนะใจคนดู และคนดูจะได้รู้สึกว่า พวกเราควรทำอะไรสักอย่างได้แล้ว

มหกรรมความดีบางอันอาจต้องถูกตั้งคำถาม แต่หลายๆ มหกรรมก็อาจเป็นเรื่องที่ดีที่ควรมีขึ้น
แต่แน่นอนว่า เงินทุกบาททุกเยนที่ถูกโอนเข้าไป …ควรต้องถูกตรวจสอบความโปร่งใสด้วยเช่นกัน

ปล.คุณนักวิ่งทำได้นะ เย้!

[writing] Haruki Murakami ฉันหมั่นไส้เขา แต่ฉันก็รักเขาด้วย!

รูปภาพ

หมายเหตุ : บทความในคอลัมน์​Buzz นิตยสาร GM ฉบับกรกฎาคม 2556

คำสารภาพของหญิงสาวผู้เคยหมั่นไส้มูราคามิ

เรื่องของฉันกับมูราคามิ มันก็ตั้งต้นเหมือนพล็อตเทพนิยายดาดดื่นที่เขาไม่เคยหยิบฉวยมาใช้เลยนั่นแหละ … มันเริ่มที่การไม่ชอบขี้หน้าและความหมั่นไส้

ฉันไม่ใช่นักอ่าน แต่อยู่ๆ หลังเรียนจบรับวุฒิปริญญาตรี ชื่อของฮารูกิ มูราคามิ ก็พัดเข้าใบหู ปีนั้นคือ พ.ศ.2546 ฉันอายุ 22 เป็นอายุอานามที่มากกว่าตัวละคร “ผม” ในนิยาย สดับลมขับขาน อันเป็นผลงานประพันธ์ชิ้นแรกของเขาอยู่ 1 ปี ฉันไม่ได้เรียนชีววิทยาและรักสัตว์แบบ “ผม” ฉันไม่ใช่คนช่างเหงา แถมยังห่างไกลจากภาวะเสพเศร้า พูดให้ตรงประเด็น ฉันไม่มีอะไรละม้ายคล้ายตัวละครที่มูราคามิสร้างสรรค์ขึ้นแม้เพียงนิด ฉันแตกต่าง และฉันควรอยู่ห่างๆ (งาน) เขาไว้ แต่ทำไมใครต่อใครถึงได้ชอบพูดถึงเขาจังนะ สารภาพว่านั่นทำให้ฉันรู้สึกหมั่นไส้เขาชะมัดยาดเลยล่ะ

แต่เราไม่ควรชิงเอ่ยปากหมั่นไส้ใครโดยที่เรายังไม่เคยเสพงานเขา ในการศึกษาสายสังคมศาสตร์ที่ฉันจบมา คำว่า “วิจัย” ถือเป็นหัวใจหลักก่อนที่เราจะเอ่ยปากตัดสินอะไรสักชิ้น ฉันคิดว่าฉันควรลอง “วิจัย” มูราคามิ ดูเสียหน่อย ฉันแหย่เท้าพาตัวเองเข้าร้านหนังสือ ฉันหยิบ สดับลมขับขาน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 มาจากชั้นวาง ฉันเดินไปชำระเงินเต็มจำนวน 120 บาท จากนั้นฉันก็หาที่นั่งอ่าน โดยฉันคาดหวังว่า เมื่อฉันอ่านจบแล้วฉันคงมีสิทธิ์วิจารณ์งานชิ้นนี้ได้อย่างเต็มปาก … วิจารณ์ในแนวทางที่เรียกได้ว่า “ด่าแหลก”

แต่แล้วก็เหมือนพล็อตดาษดื่นสามัญที่อยู่คู่มนุษยชาติมาทุกยุคทุกสมัย ฉันตกหลุมรักอย่างจังไม่ต่างจากที่ทศกัณฑ์รู้สึกแรกพบกับนางสีดา ฉันไม่แน่ใจนักว่าเรื่องที่ฉันเพิ่งอ่านจบเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร รู้แต่ว่าความเปราะบางบางเบาในหนังสือทำปฏิกิริยากับฉันได้อย่างอยู่หมัด นี่คือหนังสือที่สื่อสารกับเสียงภายในของฉันได้อย่างน่าทึ่ง จากเล่มแรก ฉันเริ่มตะลุยอ่านเล่มที่สอง สาม สี่ และตามหาเท่าที่มีในท้องตลาด (และห้องสมุด) มาอ่าน ทุกครั้งที่ไปร้านหนังสือหรือห้องสมุด สายตาของฉันจะมองหาหนังสือของมูราคามิ นี่ฉันตกหลุมรักอย่างจริงจังสินะเนี่ย

ฮารูกิ มูราคามิ เป็นใครน่ะเหรอ? เขาคือชาวญี่ปุ่นที่เกิดในปี ค.ศ.1949 อันเป็นช่วงหลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วงวัยที่มูราคามิอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายสับสนของยุค 70s เป็นยุคสมัยที่เราจะได้เห็นขบวนการนิสิตนักศึกษาออกมาต่อต้านสงครามเวียดนาม พอๆ กับเป็นยุคที่วัฒนธรรมอเมริกันเริ่มบุกโจมตีโลก มูราคามิใช้ชีวิตวัยหนุ่มผ่านสิ่งเหล่านี้ ก่อนจะแต่งงานในวัย 22 ปีกับภรรยาที่เจอกันในมหาวิทยาลัยวาเซดะ เรียน แม้จะศึกษาด้านการละคร ภาควิชาวรรณคดี แต่มูราคามิกลับเลือกเปิดบาร์แจ๊ซที่โตเกียวก่อนเรียนจบได้ไม่นาน บาร์แจ๊ซชื่อ ปีเตอร์ แคท ของเขาเปิดทำการระหว่างปี ค.ศ.1974-1981 ก่อนที่มูราคามิจะตัดสินใจเลือกเป็นนักเขียนอาชีพเต็มตัวแม้จะไม่เคยทะเยอทะยานอยากเป็นนักเขียนมาก่อนก็ตาม ว่ากันว่าในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ.1978 เขาเกิดความรู้สึกอยากเขียนนิยายด่วนกะทันหันขณะดูการแข่งขันเบสบอลระหว่างยาคูลต์ สวอลโลว์ กับฮิโรชิมา คาร์ป ในสนามจิงงุ เขาจึงเดินทางไปยังร้านหนังสือคิโนะคุนิยะในชิจูกุ ซื้อกระดาษต้นฉบับมาปึกหนึ่งกับปากกาหมึกซึมเซลเลอร์ ราคาประมาณพันเยน จากนั้นก็เริ่มเขียนด้วยลายมือ หน้าละสี่ร้อยอักษร สองร้อยหน้า ออกมาเป็นนิยายชื่อ สดับลมขับขาน ในที่สุด

หลายคนที่ไม่เคยรู้จักนักเขียนมือทองคนนี้ มักมีจินตนาการเกี่ยวกับหนังสือของเขาแตกต่างกันไป แต่โดยรวมแล้วมักคิดว่าหนังสือของมูราคามิน่าจะอ่านเข้าใจยาก แถมคงมีอะไรประหลาดๆ เต็มไปหมด ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว ตัวละครของมูราคามินั้นบางครั้งก็มีพฤติกรรมแสนพิลึก มีตั้งแต่คอยนับจำนวนผู้โดยสารบนรถไฟใต้ดิน นับจำนวนชีพจรเต้นตุบตับบนข้อมือ นับจำนวนเซ็กซ์ที่มีในรอบปี หรือแม้กระทั่งถูกเร้าความต้องการได้ด้วยใบหู เป็นต้น แต่เสน่ห์ของงานมูราคามิที่ทำเอาหลายคนยอมยกให้เขาเป็นศาสดาก็คือ งานของเขามักจะเปิดเผยความรวดร้าวเล็กๆ ในชีวิตสามัญของพวกเราทุกคน … ร่องรอยเจ็บปวดอันเบาบางที่เราล้วนครอบครองอยู่ รอแค่หนังสือบางเล่มมาสะกิดให้รับรู้ และหนังสือของมูราคามิคือหนึ่งในเล่มที่คอยสะกิดเกาบาดแผลเหล่านั้น

ถ้านับกันเฉพาะนิยาย นับแต่ปี ค.ศ.1979 ที่ สดับลมขับขาน ออกวางจำหน่ายในญี่ปุ่น ถึงตอนนี้มูราคามิมีผลงานทั้งหมด 13 เล่ม โดยเล่มล่าสุดเพิ่งออกวางจำหน่ายในญี่ปุ่นเมื่อ 12 เมษายน ค.ศ.2013 ในชื่อว่า Colorless Tsukuru Tazaki and His Years of Pilgrimage ซึ่งเป็นเรื่องของชายอายุ 36 ปีที่กำลังมีปัญหากับคนรัก คนรักของเขาเชื่อว่าความไม่ลงรอยที่เกิดนั้นมาจากความเจ็บปวดในหัวใจที่ชายหนุ่มแบกไว้เมื่อครั้งที่เพื่อนสนิทเลิกคบหา เธอแนะนำให้เขาออกเดินทางค้นหาสาเหตุที่เพื่อนเลิกคบ เขาจึงเดินทางไปเผชิญหน้ากับผู้คนในอดีต 5 คนสำคัญ ฟังดูแล้วช่างเป็นพล็อตเจ็บปวดอันแสนสามัญใช่ไหม? แต่นี่แหละเสน่ห์ของงานมูราคามิ เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ภายใน 7 วันแรกของการวางจำหน่าย หนังสือขายได้เกินกว่าหนึ่งล้านเล่ม และถูกพิมพ์ซ้ำ 8 ครั้ง

นอกจากเป็นนักเขียนแล้ว มูราคามิยังเป็นนักวิ่งมาราธอนและนักไตรกีฬาด้วย เขาเริ่มต้นวิ่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ.1982 ตอนอายุ 33 ปี อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาตัดสินใจเป็นนักเขียนอาชีพนั่นเอง เพราะหลังจากปิดบาร์แจ๊ซเพื่อมาเขียนหนังสือ เขาเจอโจทย์ให้ต้องรักษาสุขภาพ มูราคามิจึงเริ่มมองหาวิธีเสริมความแกร่งและคุมน้ำหนักตัวให้พอเหมาะ และการวิ่งนี่แหละที่สอดคล้องกับเขาที่สุด

ทุกวันนี้มูราคามิอายุ 64 ปี ยังคงทำงานเขียนไปพร้อมๆ กับออกวิ่งทุกวันอย่างเอาจริงเอาจัง เขาถือเป็นนักเขียนที่มีวินัยสูงส่งจนน่ายกย่องคนหนึ่ง และแม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่เขากลับไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณะนัก เมื่อ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มูราคามิปรากฏตัวในมหาวิทยาลัยเกียวโต เพื่อโปรโมตหนังสือเล่มใหม่ ถือเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณชนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในรอบ 18 ปีเลยทีเดียว เขากล่าวติดตลกว่า ไม่ใช่เพราะเขาป่วยทางจิตหรือมีจ้ำช้ำเต็มตัวหรอก แต่เขาคิดว่างานอันแท้จริงของนักเขียนก็คือเขียน และเขาอยากมุ่งมั่นกับงานอันแท้จริงก็เท่านั้น

อ่านมาถึงบรรทัดนี้ คุณพอจะเข้าใจเหตุผลที่ทำให้ฉันเลิกหมั่นไส้ แล้วหันมาตกหลุมรักเขาอย่างหัวปักหัวปำหรือยังล่ะคะ?

 

 

 

 

หมายเหตุ ​: บทความตามภาพแนบด้านล่างนี้ เขียนโดย มนตรี บุญสัตย์

 

Screen Shot 2013-08-23 at 11.38.46 PM

 

Screen Shot 2013-08-23 at 11.39.05 PM

 

 

 

 

 

[a week in photos] first week adventure in Japan

I have finally been here a week!

Here are some pics of the adventure.

รูปภาพ

My first view in Japan. On the way from Narita to Tokyo.

รูปภาพ

first meal. I don’t know the name but it costs 480 yen.

รูปภาพ

I met him at first night!

รูปภาพ

Sapporo Beer and Murakami’s work. Perfect combination, don’t you agree?

รูปภาพ

Second day. I got a date with Mayuyo from AKB48. Tempting?

รูปภาพ

riding a JR from Ueno to Shinjuku. WooHoo!

รูปภาพ

At Kinokuniya near Takayama Square, Shinjuku. Guess who I saw?

รูปภาพ

Found it! The Kinokuniya where Haruki Murakami once went to bought a Sailor pen to write his first novel.

รูปภาพ

AKB48 and reading campaign at Kinokuniya.

รูปภาพ

I went to izagaya (Japanese bar and restaurant) with three Thai friends. Welcoming night.

รูปภาพ

Third day. Between my Hongo campus to Ueno I found this club!

รูปภาพ

Did 2 km walking and then found this in the big city called Tokyo.

รูปภาพ

Somethings that annoying me is that I can’t read Japanese, but most of the items written only in Japanese. You will never know what you are about to buy. (sigh)

รูปภาพ

Pasta! 530 yen at Pronto Restaurant.

รูปภาพ

Hello Akihabara.

รูปภาพ

AKB48 cafe! This place was opened in 2011 and now becoming a huge landmark for (fanboys and fangirls) tourists.

รูปภาพ

This girl was shopping at AKB48 cafe.

รูปภาพ

And then I went to Don Quixote Building. The place which AKB48 was created. The home of AKB48. (0n the 8th floor)

รูปภาพ

First time riding a Taxi in Tokyo. Many people said it is expensive. But I carry heavy luggages, therefore the 2100 yen for 2.5 km is acceptable.

รูปภาพ

My room at Sakura House, Sendagi. I will stay here for 45 days before moving to a new apartment.

รูปภาพ

My first cook in Japan. Look yum?

รูปภาพ

On my fifth day, I made an appointment with Thai friend to see Tohoshinki’s Time Tour at Nissan Stadium. My friend is coming from Chiba, therefore we arranged to meet at JR Ueno … Park Exit.

But we have a secret code … We call it “Park Yoochun Exit”

Hehe.

รูปภาพ

At least 70,000 people here to see Tohoshinki.

รูปภาพ

We are at Nissan with the precious Bigeast black towel!!!

รูปภาพ

We are a tiny dust in the Universe who wants to support our beloved Tohoshinki. Sound tempting?

รูปภาพ

Dream comes true! I am finally here inside Nissan Staduim. Fangirling moment!

รูปภาพ

The souvenirs we get at the concert.

รูปภาพ

Look at this red ocean. Wonderful. Good job, Bigeast!

รูปภาพ

On Monday 19th, I met the agency to find an apartment in Tokyo. This place is really nice, next to Hongo campus, near a park, but too expensive.  We can’t have it all, right? (That’s life.)

รูปภาพ

Todai, Hongo campus. The place that I will spend 2 years time here.

รูปภาพ

7 a.m. Tokyo. Seems peaceful.

รูปภาพ

This bread is really well known for its good taste. I found it in Keio Department Store, Shinjuki, B floor.

รูปภาพ

Shinjuku in its normal life day.

รูปภาพ

It is a food for summer time. So-men? Very nice one.

รูปภาพ

Selfie myself in the elevator at Todai, Hongo campus. With Zara red dress and Kate Spade classic bag.

รูปภาพ

Dinner time! All these cost 200 yen!!! I did it!

รูปภาพ

Next adventure is coming! To Jingu stadium near Shinjuku. The place which inspired Murakami to write! Can’t wait!

[fangirl] ชนชั้นในหมู่แฟนคลับ

ว่าด้วยการแบ่งชนชั้น

Big East หรือ BE เป็นชื่อแฟนคลับในญี่ปุ่นของ Tohoshinki ปกติแล้วพวกเธอได้รับการขนานนามในหมู่แฟนคลับด้วยกันเองว่าเป็น เมียพระราชทาน ด้วยความที่ไม่จะมีคอนเสิร์ตประเทศไหน เรามักจะได้เห็นพวกเธอนั่งในที่นั่งที่ดี (กว่า) เสมอ

การจะเป็น BE ได้นั้นต้องสมัครสมาชิก ถึงจะเรียกได้ว่า เป็นเมียพระราชทานแบบจดทะเบียนสมรสด้วย แล้วมีค่าสมาชิกรายปีด้วยนะ แต่การเป็นสมาชิกก็มาพร้อมกับสิทธิพิเศษที่พวกเมียไพร่ เมียทาส เมียน้อย เมียปลายแถว เมียไม่มีตัวตน ไม่มีโอกาสได้รับ … หนึ่งในนั้นคือการซื้อสินค้าบางอย่าง เช่นผ้าเช็ดตัวลายศักดินา ประกาศความเป็นชนชั้นเมียพระราชทานอย่างชัดเจน แค่พกผ้านี้ไปดูคอนเสิร์ตด้วย คนก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าคุณคือชนชั้นศักดินา (ในสายแฟนคลับด้วยกัน)

แต่แม้แต่ในหมู่ BE ก็ยังมีชนชั้น เมื่อเร็วๆ นี้ ทางวงได้ผลิตผ้า BE สีดำออกมา แล้วคนที่จะซื้อได้ ต้องเป็นสมาชิก BE มาแล้วสองปีเท่านั้น ถ้าเพิ่งสมัคร BE ก็จะได้สิทธิแค่ซื้อผ้าแดง ส่วนผ้าดำอันแสดงยศสูงสุดน่ะเหรอ …เหอๆ อย่าหวังเลยจ้า

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าชนชั้นมีอยู่ในทุกวงการนะจ๊ะ จุ๊บ (ว่าแล้วเราก็ขวนขวายหาผ้าดำมาเพื่อประกาศศักดาการเป็นเมียศักดินายศขั้นสูงสุดดีกว่า)

รูปภาพ

picture credit : Internet (sorry I can’t remember where I took it)

[status] privacy in Japan

#Japan ไอโฟนที่ญี่ป่น จะใช้นอกประเทศไม่ได้ แม้ว่าทางแอปเปิลจะออกแบบมาเพื่อให้มันใช้ได้ทั่วโลก แต่ญี่ปุ่นเป็นข้อยกเว้น เคยมีคนบอกว่า ทำซิมปลอมหลอกให้ไอโฟนญี่ปุ่นอ่านว่ากำลังใช้ซิมญี่ปุ่นได้ ถ้าหลอกได้ จะใช้ซิมไทย ซิมสิงคโปร์ ซิมชางมิน เอ้ย ซิมที่ไหนก็ได้ แต่ไม่รับประกัน เพราะมันเล่าเสียงเบาเหมือนข่าวลือ

อีกอย่างคือ ไอโฟนที่ญี่ปุ่นจะล็อกไว้ไม่ให้ปิดเสียงชัตเตอร์ได้ เพราะว่าเขากลัวเวลาคนไปแอบถ่ายใต้กระโปรง การคงไว้ซึ่งเสียงชัตเตอร์ทำให้เวลาเราแอบถ่ายคนอื่น คนอื่นจะรู้ตัว เหมือนเป็นการใส่ใจในความเป็นส่วนตัวของคนในสังคมด้วยอีกทาง

ดังนั้นเราจึงแอบถ่ายเด็กหน้าตาดีไม่ได้เลย…เพราะเสียงชัตเตอร์จะดังทุกครั้ง

นี่ก็ public policy (หรือเปล่าวะ)

แม่ (1)

ถ้าจะให้บรรยายสั้นๆ, แม่เป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง
คำว่า ธรรมดาที่ว่า หมายความอย่างนั้นจริงๆ
แม่เรียนจบในโรงเรียนประถมซึ่งห่างจากบ้านราวๆ 600 เมตร แล้วตอนที่แม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการครู แม่ก็กลับมาประจำอยู่โรงเรียนประถมนั้นแหละ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน แม่ไม่เคยย้ายโรงเรียนอีกเลย

อีก 1 เดือนครึ่ง แม่จะเกษียณแล้ว แม่ไม่เคยไปต่างประเทศเลยสักครั้ง อีกทั้งยังไม่โหยหา แม่ไม่รู้สึกอะไรกับคำว่า “การเดินทาง” แบบที่คนรุ่นใหม่รู้สึก ส่วนคำว่า “ศาสนา” ก็เป็นคำที่แม่ไม่ได้ให้ความสำคัญอันใดมาก บ้านเราอยู่ใกล้วัด แม่ก็ไปตักบาตรทำบุญตามวาระ แม่ไม่เคยอยากเข้าป่าปฏิบัติธรรม แม่ไม่เคยอยากไปแสวงหาความหมายชีวิตถึงอินเดีย แต่แม่เป็นคนปฏิบัติตามศีลห้า แม่ไม่เคยว่าร้ายใคร แทบจะไม่เคยได้ยินแม่นินทาชาวบ้านด้วยซ้ำ โลกของแม่เรียบง่าย แม่ปฏิบัติตัวตามกฎหมาย จ่ายภาษีตามปกติ ไม่ทำเรื่องหักลดหย่อน สรุปได้ว่า แม่เป็นคนทั่วไปที่ปฏิบัติตนตามกฎหมายและไม่เป็นภัยต่อสังคม

แม่ไม่มีรายการทีวีรายการโปรด สำหรับแม่ แม่ดูรายการอะไรก็ได้ที่ใครสักคนเปิดอยู่ แม่ชอบทำกับข้าว แม่จะชอบใจเป็นพิเศษเวลาใครชมกับข้าวที่แม่ทำ แม่มีอาณาบริเวณห้องครัวเป็นของตัวเอง โลกที่แม่มีระบบจัดการของแม่เอง แม่สามารถจัดการกับปลาตัวเป็นๆ ได้ … มันไม่ใช่เรื่องผิดบาป ลูกสาวแม่ชอบกินปลา มันจึงเป็นเรื่องสามัญที่แม่ต้องแล่เนื้อปลา นำมาต้มหรือทอด มันคือธรรมชาติของชีวิตในโลก

(ว่าจะเขียนเรื่องแม่ … อยากจดบันทึกเป็นตอนๆ ไว้ … โอกาสหน้าจะเขียนอีก)