[writing] Haruki Murakami ฉันหมั่นไส้เขา แต่ฉันก็รักเขาด้วย!

รูปภาพ

หมายเหตุ : บทความในคอลัมน์​Buzz นิตยสาร GM ฉบับกรกฎาคม 2556

คำสารภาพของหญิงสาวผู้เคยหมั่นไส้มูราคามิ

เรื่องของฉันกับมูราคามิ มันก็ตั้งต้นเหมือนพล็อตเทพนิยายดาดดื่นที่เขาไม่เคยหยิบฉวยมาใช้เลยนั่นแหละ … มันเริ่มที่การไม่ชอบขี้หน้าและความหมั่นไส้

ฉันไม่ใช่นักอ่าน แต่อยู่ๆ หลังเรียนจบรับวุฒิปริญญาตรี ชื่อของฮารูกิ มูราคามิ ก็พัดเข้าใบหู ปีนั้นคือ พ.ศ.2546 ฉันอายุ 22 เป็นอายุอานามที่มากกว่าตัวละคร “ผม” ในนิยาย สดับลมขับขาน อันเป็นผลงานประพันธ์ชิ้นแรกของเขาอยู่ 1 ปี ฉันไม่ได้เรียนชีววิทยาและรักสัตว์แบบ “ผม” ฉันไม่ใช่คนช่างเหงา แถมยังห่างไกลจากภาวะเสพเศร้า พูดให้ตรงประเด็น ฉันไม่มีอะไรละม้ายคล้ายตัวละครที่มูราคามิสร้างสรรค์ขึ้นแม้เพียงนิด ฉันแตกต่าง และฉันควรอยู่ห่างๆ (งาน) เขาไว้ แต่ทำไมใครต่อใครถึงได้ชอบพูดถึงเขาจังนะ สารภาพว่านั่นทำให้ฉันรู้สึกหมั่นไส้เขาชะมัดยาดเลยล่ะ

แต่เราไม่ควรชิงเอ่ยปากหมั่นไส้ใครโดยที่เรายังไม่เคยเสพงานเขา ในการศึกษาสายสังคมศาสตร์ที่ฉันจบมา คำว่า “วิจัย” ถือเป็นหัวใจหลักก่อนที่เราจะเอ่ยปากตัดสินอะไรสักชิ้น ฉันคิดว่าฉันควรลอง “วิจัย” มูราคามิ ดูเสียหน่อย ฉันแหย่เท้าพาตัวเองเข้าร้านหนังสือ ฉันหยิบ สดับลมขับขาน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 มาจากชั้นวาง ฉันเดินไปชำระเงินเต็มจำนวน 120 บาท จากนั้นฉันก็หาที่นั่งอ่าน โดยฉันคาดหวังว่า เมื่อฉันอ่านจบแล้วฉันคงมีสิทธิ์วิจารณ์งานชิ้นนี้ได้อย่างเต็มปาก … วิจารณ์ในแนวทางที่เรียกได้ว่า “ด่าแหลก”

แต่แล้วก็เหมือนพล็อตดาษดื่นสามัญที่อยู่คู่มนุษยชาติมาทุกยุคทุกสมัย ฉันตกหลุมรักอย่างจังไม่ต่างจากที่ทศกัณฑ์รู้สึกแรกพบกับนางสีดา ฉันไม่แน่ใจนักว่าเรื่องที่ฉันเพิ่งอ่านจบเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร รู้แต่ว่าความเปราะบางบางเบาในหนังสือทำปฏิกิริยากับฉันได้อย่างอยู่หมัด นี่คือหนังสือที่สื่อสารกับเสียงภายในของฉันได้อย่างน่าทึ่ง จากเล่มแรก ฉันเริ่มตะลุยอ่านเล่มที่สอง สาม สี่ และตามหาเท่าที่มีในท้องตลาด (และห้องสมุด) มาอ่าน ทุกครั้งที่ไปร้านหนังสือหรือห้องสมุด สายตาของฉันจะมองหาหนังสือของมูราคามิ นี่ฉันตกหลุมรักอย่างจริงจังสินะเนี่ย

ฮารูกิ มูราคามิ เป็นใครน่ะเหรอ? เขาคือชาวญี่ปุ่นที่เกิดในปี ค.ศ.1949 อันเป็นช่วงหลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วงวัยที่มูราคามิอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายสับสนของยุค 70s เป็นยุคสมัยที่เราจะได้เห็นขบวนการนิสิตนักศึกษาออกมาต่อต้านสงครามเวียดนาม พอๆ กับเป็นยุคที่วัฒนธรรมอเมริกันเริ่มบุกโจมตีโลก มูราคามิใช้ชีวิตวัยหนุ่มผ่านสิ่งเหล่านี้ ก่อนจะแต่งงานในวัย 22 ปีกับภรรยาที่เจอกันในมหาวิทยาลัยวาเซดะ เรียน แม้จะศึกษาด้านการละคร ภาควิชาวรรณคดี แต่มูราคามิกลับเลือกเปิดบาร์แจ๊ซที่โตเกียวก่อนเรียนจบได้ไม่นาน บาร์แจ๊ซชื่อ ปีเตอร์ แคท ของเขาเปิดทำการระหว่างปี ค.ศ.1974-1981 ก่อนที่มูราคามิจะตัดสินใจเลือกเป็นนักเขียนอาชีพเต็มตัวแม้จะไม่เคยทะเยอทะยานอยากเป็นนักเขียนมาก่อนก็ตาม ว่ากันว่าในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ.1978 เขาเกิดความรู้สึกอยากเขียนนิยายด่วนกะทันหันขณะดูการแข่งขันเบสบอลระหว่างยาคูลต์ สวอลโลว์ กับฮิโรชิมา คาร์ป ในสนามจิงงุ เขาจึงเดินทางไปยังร้านหนังสือคิโนะคุนิยะในชิจูกุ ซื้อกระดาษต้นฉบับมาปึกหนึ่งกับปากกาหมึกซึมเซลเลอร์ ราคาประมาณพันเยน จากนั้นก็เริ่มเขียนด้วยลายมือ หน้าละสี่ร้อยอักษร สองร้อยหน้า ออกมาเป็นนิยายชื่อ สดับลมขับขาน ในที่สุด

หลายคนที่ไม่เคยรู้จักนักเขียนมือทองคนนี้ มักมีจินตนาการเกี่ยวกับหนังสือของเขาแตกต่างกันไป แต่โดยรวมแล้วมักคิดว่าหนังสือของมูราคามิน่าจะอ่านเข้าใจยาก แถมคงมีอะไรประหลาดๆ เต็มไปหมด ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว ตัวละครของมูราคามินั้นบางครั้งก็มีพฤติกรรมแสนพิลึก มีตั้งแต่คอยนับจำนวนผู้โดยสารบนรถไฟใต้ดิน นับจำนวนชีพจรเต้นตุบตับบนข้อมือ นับจำนวนเซ็กซ์ที่มีในรอบปี หรือแม้กระทั่งถูกเร้าความต้องการได้ด้วยใบหู เป็นต้น แต่เสน่ห์ของงานมูราคามิที่ทำเอาหลายคนยอมยกให้เขาเป็นศาสดาก็คือ งานของเขามักจะเปิดเผยความรวดร้าวเล็กๆ ในชีวิตสามัญของพวกเราทุกคน … ร่องรอยเจ็บปวดอันเบาบางที่เราล้วนครอบครองอยู่ รอแค่หนังสือบางเล่มมาสะกิดให้รับรู้ และหนังสือของมูราคามิคือหนึ่งในเล่มที่คอยสะกิดเกาบาดแผลเหล่านั้น

ถ้านับกันเฉพาะนิยาย นับแต่ปี ค.ศ.1979 ที่ สดับลมขับขาน ออกวางจำหน่ายในญี่ปุ่น ถึงตอนนี้มูราคามิมีผลงานทั้งหมด 13 เล่ม โดยเล่มล่าสุดเพิ่งออกวางจำหน่ายในญี่ปุ่นเมื่อ 12 เมษายน ค.ศ.2013 ในชื่อว่า Colorless Tsukuru Tazaki and His Years of Pilgrimage ซึ่งเป็นเรื่องของชายอายุ 36 ปีที่กำลังมีปัญหากับคนรัก คนรักของเขาเชื่อว่าความไม่ลงรอยที่เกิดนั้นมาจากความเจ็บปวดในหัวใจที่ชายหนุ่มแบกไว้เมื่อครั้งที่เพื่อนสนิทเลิกคบหา เธอแนะนำให้เขาออกเดินทางค้นหาสาเหตุที่เพื่อนเลิกคบ เขาจึงเดินทางไปเผชิญหน้ากับผู้คนในอดีต 5 คนสำคัญ ฟังดูแล้วช่างเป็นพล็อตเจ็บปวดอันแสนสามัญใช่ไหม? แต่นี่แหละเสน่ห์ของงานมูราคามิ เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ภายใน 7 วันแรกของการวางจำหน่าย หนังสือขายได้เกินกว่าหนึ่งล้านเล่ม และถูกพิมพ์ซ้ำ 8 ครั้ง

นอกจากเป็นนักเขียนแล้ว มูราคามิยังเป็นนักวิ่งมาราธอนและนักไตรกีฬาด้วย เขาเริ่มต้นวิ่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ.1982 ตอนอายุ 33 ปี อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาตัดสินใจเป็นนักเขียนอาชีพนั่นเอง เพราะหลังจากปิดบาร์แจ๊ซเพื่อมาเขียนหนังสือ เขาเจอโจทย์ให้ต้องรักษาสุขภาพ มูราคามิจึงเริ่มมองหาวิธีเสริมความแกร่งและคุมน้ำหนักตัวให้พอเหมาะ และการวิ่งนี่แหละที่สอดคล้องกับเขาที่สุด

ทุกวันนี้มูราคามิอายุ 64 ปี ยังคงทำงานเขียนไปพร้อมๆ กับออกวิ่งทุกวันอย่างเอาจริงเอาจัง เขาถือเป็นนักเขียนที่มีวินัยสูงส่งจนน่ายกย่องคนหนึ่ง และแม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่เขากลับไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณะนัก เมื่อ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มูราคามิปรากฏตัวในมหาวิทยาลัยเกียวโต เพื่อโปรโมตหนังสือเล่มใหม่ ถือเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณชนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในรอบ 18 ปีเลยทีเดียว เขากล่าวติดตลกว่า ไม่ใช่เพราะเขาป่วยทางจิตหรือมีจ้ำช้ำเต็มตัวหรอก แต่เขาคิดว่างานอันแท้จริงของนักเขียนก็คือเขียน และเขาอยากมุ่งมั่นกับงานอันแท้จริงก็เท่านั้น

อ่านมาถึงบรรทัดนี้ คุณพอจะเข้าใจเหตุผลที่ทำให้ฉันเลิกหมั่นไส้ แล้วหันมาตกหลุมรักเขาอย่างหัวปักหัวปำหรือยังล่ะคะ?

 

 

 

 

หมายเหตุ ​: บทความตามภาพแนบด้านล่างนี้ เขียนโดย มนตรี บุญสัตย์

 

Screen Shot 2013-08-23 at 11.38.46 PM

 

Screen Shot 2013-08-23 at 11.39.05 PM

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s