ผู้คน….ความเพ้อฝัน…และเรื่องเล่าไร้สาระของโลกหลายมุม

I wrote this article in 2009, very long ago. T-T

เขียนไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2552  …​ นานมากแล้ว

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

ซูจิน

ฉันพบซูจินครั้งแรกที่ร้านอาหารมังสาวิรัติแห่งหนึ่ง ในย่านสยามสแควร์ มันเป็นวันที่ 1 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2550 ในวันที่กรุงเทพฯ อากาศหนาวเย็น … ฉันใส่เสื้อสเวตเตอร์สีฟ้าหนานุ่มที่ซื้อมาจากอเมริกา ส่วนซูจินสวมกางเกงยีน และใส่เสื้อสายเดี่ยวสีดำ เธอมีผ้าคลุมลายสวยห่มคลุมร่างกายท่อนบนไว้ … จริงๆ ไม่ใช่แค่ผ้าคลุมที่มีลายสวย ซูจินก็ยังนับเป็นผู้หญิงเกาหลีใต้ที่สวยด้วย

วันนั้นเป็นการพบกันครั้งแรกของเรา … แต่เราคุยกันหลากหลายเรื่องราวมาก ฉันถามเธอว่าทำไมเธอถึงเลือกบินมาฝึกงานกับ UN ที่เมืองไทย, เธอคิดอย่างไรกับสถานการณ์รุนแรงในภาคใต้ของเมืองไทย, ทำไมเธอถึงสนใจที่จะทำงานเกี่ยวกับผู้อพยพชาวพม่าในเมืองไทย, รวมถึง ทำไมผู้หญิงเกาหลีใต้อย่างเธอ ถึงเลือกไปเรียนต่อปริญญาโทที่ญี่ปุ่น

ในขณะเดียวกัน เธอก็ถามคำถามที่หลากหลายกับฉันด้วย นอกจากประเด็นเรื่องหนักๆ เรายังแวะพักออกทะเลไปคุยกันเรื่องวัฒนธรรมเกาหลีที่กำลังเริ่มแทรกซึมไปทั่วเอเชีย ชื่อของแบยองจุน, วอนบิน, เรน, แม้กระทั่ง กอล์ฟ-ไมค์ เริ่มโผล่เข้ามาปะปนกับชื่อของ ฮารูกิ มูราคามิ, ทักษิณ ชินวัตร, ชื่อขององค์ดาไลลามะ, หรือแม้กระทั่งชื่อของแม่ชีเทเรซ่า ได้อย่างกลมกลืนเป็นอย่างยิ่ง

น่าเสียดายที่ในตอนนั้น “ทงบังชินกิ” ยังไม่ได้เข้ามาสู่โลกของฉัน …. เราเลยไม่ได้ยกชื่อนี้เข้ามาในวงสนทนาด้วย

 

 

 

 

สันติภาพมีอยู่จริงไหม?

ประเด็นหนึ่งที่ฉันสนใจเกี่ยวกับ ซูจิน ก็คือ ประเด็นที่เธอเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น … ฉันถามเธอว่า ทำไมคนที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษดีอย่างเธอ ถึงไม่เลือกไปเรียนต่อที่อเมริกา หรือว่ายุโรป เธอบอกว่า นอกจากเรื่องทุนการศึกษาที่มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นเสนอให้เธอแล้ว สาขาที่เธอสนใจก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เธอเลือกเรียนที่ดินแดนอาทิตย์อุทัย

สาขาที่เธอสนใจจริงจัง คือ Conflict Study
แต่เธอไม่ได้เรียนสาขานี้ในระดับปริญญาโทหรอก เพราะมหาวิทยาลัยที่ให้ทุนไม่มีสาขานี้เปิดสอน เธอเลยเลือกเรียนด้าน Peace Study ซึ่งเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามที่ใช้ทดแทนกันได้แทน

ฉันถามซูจินไปว่า “ขั้นตอนที่จะนำไปสู่สันติภาพอย่างยั่งยืนถาวร” มีอยู่จริงไหม? ผู้หญิงที่สนใจในประเด็น “ความขัดแย้ง หรือ conflict” เช่นเธอ เลือกตอบว่า มันอาจจะดูมองไม่เห็นทาง แต่เธอก็หวังว่ามันจะมีอยู่จริง

แม้จะรู้ว่ามันยาก …. เพราะทุกวันนี้มองไปทางไหน เราก็มักพบเจอกับ “ความขัดแย้ง” มากกว่า “สันติภาพ” อยู่เสมอ

แต่เธอก็มีความหวัง

และนั่นคงเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรจะมี … ใช่ไหม?

 

 

 

ปัญญาชนเอ็นจีโอ

ฉันเจอกับซูจินอีกครั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในช่วงที่เธอบินมาใช้เวลาฉลอง “ฮันนีมูน” ที่ค่ายผู้อพยพชาวพม่า อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เราพบเจอและพูดคุยกันในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ก่อนที่เธอและสามีชาวญี่ปุ่นจะบินกลับไปญี่ปุ่น ประมาณ 2 ชั่วโมง

หลังเรียนจบปริญญาโท และฝึกงานที่ UN สาขาเมืองไทยเสร็จสิ้น ซูจินซึ่งเป็นปัญญาชนสาวสวย เลือกก้าวเดินต่อไปในสายงานด้านเอ็นจีโอที่ประเทศญี่ปุ่น … ฉันจำรายละเอียดไม่ได้ว่าเธอทำงานเกี่ยวกับด้านไหนเป็นพิเศษ แต่ถ้าไม่เลอะเลือนเกินไปนัก ฉันว่ามันเป็นประเด็นเกี่ยวกับผู้อพยพชาวจีน และเกาหลีเหนือในญี่ปุ่น

ดูเหมือนว่า เธอจะสนใจประเด็นเกี่ยวกับผู้อพยพเป็นพิเศษ

เราได้พูดคุยกันเรื่องการใช้ชีวิตในฐานะเอ็นจีโอของเธอที่ญี่ปุ่น – หนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลก ที่ให้ทุนสนับสนุนเกี่ยวกับการพัฒนาสังคมในภูมิภาคต่างๆ เป็นเม็ดเงินมหาศาล – เธอบอกว่า ถึงเธอจะเป็นเอ็นจีโอในประเทศที่จัดได้ว่ารวยอันดับต้นๆ ของโลก แต่รายได้ของเธอไม่ได้เยอะมากพอจะทำให้เธอใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลางสมัยใหม่ได้อย่างสุขสบายนัก

อาจเพราะที่ญี่ปุ่น ค่าครองชีพสูงกว่าที่เมืองไทยมาก เธอบอกว่า ถ้าเธอมีรายรับอย่างที่ได้ในทุกวันนี้ แต่ย้ายมาทำงานที่เมืองไทยแทน เธอจะกลายเป็นคนรวยไปได้ง่ายๆ เลยทีเดียว

 

 

 

 

ฟิล

ฉันเจอฟิลครั้งแรก ในอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งของจังหวัดกาฬสินธ์ เมื่อปลายปี 2549 ฟิลก็ไม่ต่างกับซูจิน คืออายุน้อยกว่าฉัน 2 ปี … แต่ 2 สิ่งที่ทำให้ฟิลแตกต่างออกไปคือ ฟิลเป็นผู้ชาย และฟิลเป็นคนอเมริกัน

ฟิลเดินทางมาเมืองไทยครั้งแรกจากโปรแกรมแลกเปลี่ยนอะไรสักอย่างที่เขาได้รับในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยที่วิสคอนซิล เขาเลือกใช้เวลา “แลกเปลี่ยน” แสนประทับใจครั้งนั้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฉันลืมถามเขาไปว่าทำไมเขาเลือกที่นั่น แทนที่จะเลือกมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ หรือเมืองสวยๆ อย่างเชียงใหม่

ที่ขอนแก่น ฟิลได้รู้จักและมีมิตรภาพที่ดีกับเพื่อนสนิทในวัยมัธยมของฉัน นั่นเป็นเหตุผลที่เชื่อมโยงให้เราได้พบเจอ และ “แลกเปลี่ยน” ความเห็นกันในที่สุด

หลังจากจบโปรแกรมที่ฟิลมาในครั้งแรก หลังเรียนระดับปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์สำเร็จ ฟิลเลือกเดินทางมาทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่ขอนแก่น ในช่วงที่ฉันเจอเขาที่อำเภอเล็กๆ ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ฉันพบเขาในฐานะ “ไอ้หนุ่ม อบต.” ที่มาขอฝึกงานกับนายกขององค์การบริหารส่วนตำบล เขาบอกว่า เขาเคยอ่านเจอประวัติของนายก อบต. คนนี้แล้วมีความศรัทธาในแนวทางการบริหารและพัฒนาชุมชน เขาจึงเลือกเดินทางมาเพื่อขอเรียนรู้จากตำบล และอำเภอแห่งนี้

ครั้งหลังๆ ที่ได้พูดคุยกัน ฟิลเคยบอกฉันว่า เขาชื่นชมแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของไทยมาก นั่นเป็นเหตุผลหลักจริงๆ ที่ทำให้เขาละทิ้งเงินเดือนหลักดอลล่าร์ มารับเงินเดือนหลักบาท (ที่ได้รับไม่มากมาย) ที่ประเทศไทย แถมเขายังเสริมด้วยว่า เขาอยากใช้ชีวิตเป็นชาวนาที่อยู่กินอย่างพอเพียง

ฟิลถามฉันว่า ทำไมฉันไม่กลับมาทำงานที่บ้านเกิด?
ฉันไม่ได้อึ้งจนตอบคำถามเขาไม่ได้หรอก…. แต่ฉันก็ถามเขากลับไปเหมือนกันว่า
แล้วทำไมฟิลถึงไม่อยู่อเมริกาล่ะ?

 

 

 

 

เจดี

ฉันเจอกับเจดีครั้งแรก ในวันที่ 27 มีนาคม 2546 มันเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ ของฤดูใบไม้ผลิ ที่เมืองสปริงเดล รัฐยูท่าห์ อเมริกา เราเดินสวนกัน แต่เราไม่ได้พูดคุยกันเลยในวันนั้น

ฉันได้เริ่มต้นพูดคุยอย่างจริงจังกับเจดีครั้งแรกเมื่อไหร่ไม่รู้ จำได้เลาๆ ว่ามันเป็นย่ำค่ำของคืนวันหนึ่ง เขาเดินมาแนะนำตัวบอกว่าชื่อเจดี ฉันบอกว่าชื่อของเขาออกเสียงคล้ายๆ กับโบราณสถานที่ชาวพุทธนับถือ เขาบอกว่า เขาเองก็นับถือพุทธ และเคยบวชมาแล้ว 4 ปี

ตอนที่เขาพูดเรื่องการบวช มือของเขาถือกระป๋องเบียร์ยี่ห้อ Bush ของอเมริกา ไว้ด้วย

ในวันเวลาที่สนิทสนมกัน ไอ้หนุ่มอดีตนักบวชได้เล่าให้ฟังถึงความใฝ่ฝันของเขาว่า เขาอยากทำให้โลกนี้สงบสุขและปราศจากสงคราม ฉันถามเขากลับไปอย่างตรงไปตรงมาว่า คนหนุ่มที่หนีออกจากบ้านในวัย 16 ปี เรียนไม่จบชั้นไฮสคูล จะเอาอะไรไปต่อสู้กับนโยบายกระหายสงครามของบุชผู้ลูก (ซึ่งเป็นผู้นำอเมริกา และเพิ่งจะประกาศสงครามกับอิรักในช่วงต้นปี 2546) ในขณะนั้นได้

เขาตอบกลับมาว่า เขาจะเริ่มต้นที่การทำดีกับทุกคนรอบตัว และคิดว่า นั่นอาจส่งผลสั่นสะเทือนโลกได้

ในตอนนั้น … ฉันในวัย 22 ปี คิดว่าเจดีเพ้อฝันแบบสุดๆ

 

 

 

 

เฮอริเคนแคทาริน่า

ช่วงปี 2548 เฮอริเคนแคทาริน่า พัดเข้าทำลายพื้นที่ทางตอนใต้ของอเมริกา ฉันไม่รู้ว่าเจดีอยู่ไหนในตอนนั้น แต่เขาเคยพูดว่า เขาชอบบรรยากาศของรัฐหลุยส์เซียน่า ซึ่งเป็นรัฐที่เขาบวชเป็นพระในศาสนาพุทธมาก

อยู่ๆ ฉันก็เกิดเป็นห่วงไอ้หนุ่มที่เพ้อฝันสุดๆ ขึ้นมา

แผ่นดินไหวที่เมืองจีน และอิทธิฤทธิ์ของไซโคลนนาร์กีสที่พม่า

ฉันได้เห็นภาพและทราบเรื่องราวของแผ่นดินไหวที่เมืองจีน และพายุไซโคลนนาร์กีสที่พม่า ในปี 2551 ผ่านสื่อมวลชนสำนักต่างๆ … นอกจากประเด็นเรื่องความสูญเสียและการที่ธรรมชาติเอาคืนมนุษย์แล้ว
ฉันยังได้พบเห็นแง่มุมการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีของเพื่อนร่วมโลกที่ส่งต่อให้กับชาวจีนผู้ประสบภัย
แต่ขณะเดียวกัน ฉันก็ได้พบแง่มุมอันเลวร้าย จากการไม่ใส่ใจใยดีในชะตากรรมของประชาชนของเหล่าผู้นำพม่าด้วย

อยู่ๆ ฉันก็คิดถึง ซูจิน, ฟิล, และเจดี ขึ้นมา

 

 

 

 

โลกหลายมุม

แม้โลกจะเป็นทรงกลม …. แต่โลกก็มีหลายเหลี่ยมมุมให้เราค้นพบ
ฉันไม่มีบทสรุปของเรื่องเล่าในวันนี้
รวมถึงไม่ชัดเจนนัก ว่าตัวเองต้องการสื่อสารอะไร?

ฉันอาจอยู่ในช่วงที่กำลังตั้งคำถามกับโลกและผู้คน
อยู่ในช่วงที่แสวงหาความหวังให้กับสันติภาพ
อยู่ในระหว่างทางเดิน ที่จะผสาน “ความเพ้อฝันของเจดี”, “ความใฝ่ฝันของฟิล”, “อุดมคติของซูจิน” และ “โลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยทุนนิยม” เข้าด้วยกัน

ฉันไม่รู้ว่าท้ายที่สุด ตัวเองจะได้ไปยืนอยู่ ณ มุมไหนของโลก
มันจะเป็นมุมเดียวกับที่ซูจิน, ฟิล, หรือเจดี เลือกเดินหรือไม่?
มันยังเป็นเรื่องท้าทายที่ฉันยังคงต้องหาคำตอบต่อไป

ไม่ว่าคำตอบนั้นจะมีอยู่จริงหรือไม่….ก็ตามที

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s