Frances Ha

Frances Ha (USA, 2012, Noah Baumbach)

 

1400697_10151809785463235_986041908_o

“Everybody is Frances.”

Frances is a 27 year olds woman, who shares an apartment in New York with Sophie, her bestie. Even reaching the age of 27, she is still an apprentice in The Company, not a real dancer yet. One day, her boyfriend asks her to move to live together, and she refuses because it is much more fun living with Sophie. Then Frances break up with him because of this decision, but find out later that Sophie is about to move to live with another friend which Frances doesn’t like at all.

After that, the director leads us to see her struggling 20 something life in New York. Just like most of us, Frances drink, attend the parties, desperately wish dream to come true, and many times feels wonder why everybody’s life seems better than her. Just like most of us, again, Frances has money problem and sometimes feel competing with her best friend.

Noah Baumbach did it best again in this film, and Greta Gerwig is wonderful. Even the surface of the film is kind of like comedy, but it is a heartbreaking film. I am agree with  Pongson Arunsintaweeporn, the Paris scene is really heart-breaking. And I totally understand Frances’s feeling.

5/5. And do not miss it.

 

 

Japan: Fun Fact I Have Found Here

1457606_10151809492178235_472168567_n

1) วันนี้นั่งเรียนไมโครอิโคโนมิกส์ข้างๆ หนุ่มญี่ปุ่น (แน่นอนว่า ฮีอิส ทเวนตี้ซัมติง) ประเด็นคือ ต้องถกกันเรื่อง economies of scope ชั้นก็ลองยกตัวอย่างโง่ๆ ว่าที่เฟซบุ๊คซื้ออินสตาแกรมนั้น คือ economies of scope รึเปล่านะ

ปรากฏว่า ฮีไม่รู้จัก instagram ค่า ไม่รู้จักเลย ชั้นก็เลยบอกว่ามันเป็นแอพภาพถ่ายที่ดังภายในไม่กี่เดือนที่เปิดตัวนะ ไม่ทันถึงปีมันก็มียอดผู้ใช้งานล้นหลาม และพออายุปีกว่านิดๆ มันก็ถูกเฟซบุ๊คซื้อไปเป็นส่วนหนึ่ง

คือตรูงงอ่ะ เด็กญี่ปุ่นที่เรียนระดับ Todai นี่ไม่รู้จัก Instagram เรอะ …คือแบบ ตรูงงกับการติดตามข่าวสารความเป็นเป็นของโลกภายนอกของคนที่นี่มาก

2)วันก่อนเข้า เฟดฟอรัม (อย่าถามว่ามันคืออะไร) มันมีประเด็นเรื่อง คูลแจแปน (ไม่สามารถพิมพ์อังกฤษให้คนอื่นรู้ได้) แล้วก็มีแต่คนญี่ปุ่นอยู่ในกลุ่มดิสคัสชั่น เขาก็พูดกันเรื่องคาแรกเตอร์ คุมามง (คือคาแรกเตอร์ต่างๆ ที่เมืองต่างๆ สร้างขึ้นเพื่อสร้างจุดขายให้ตัวเอง) พวกเด็กญี่ปุ่นที่นี่ก็พูดกันว่า ไม่เห็นจะรู้สึกอะไรกับคุมามง ไม่คิดว่ามันเวิร์ก ก็เลยเสนอหน้าไปบอกพวกเขาว่า ที่ยูคิดว่าไม่เวิร์กอ่ะ แต่พวกนักท่องเที่ยวเวลามา เขาก็ซื้อไปเป็นของฝากนะ

แล้วก็เลยคิดถึงกรณี BearBrick ขึ้นมาได้ มันเป็นหมีประหลาดน่าตาน่าเกลียดที่คนไทยรอบตัวติ๊กต่อกเลิฟและคลั่งไคล้หลงใหลมาก อาทิ น้องนุ่น พี่ปุ๊ก น้องแป๊ะ (ฮา ทำไมต้องเอ่ยนาม) คือน้องแป๊ะนี่ตอนมาตะลุยหาซื้อแบร์บริกนะ (ภาพแบร์บิกตามแนบ คือ แบร์บริกที่ไปร่วมมือกับชาแนล ตัวนี้แพงมากค่า)

ประเด็นคือ อิเด็กญี่ปุ่นทั้งหลายในโต๊ะน่ะ มันไม่รู้จักแบร์บริกกันสักคน …อย่าลืมว่า พวกนี้เรียนโตไดคลาสอินเตอร์ บางคนก็เคยไปเรียน ม.ปลาย ที่เมืองนอกมาก่อน คือโลกพวกมันก็กว้างนะ ไม่ได้แคบแค่ว่า อยู่ที่ญี่ปุ่นอย่างเดียวแล้วไม่เคยออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหน

ประเด็นแบร์บริกนี่งงมาก เพราะจนถึงบัดนี้ ติ๊กต่อกยังหาคนญี่ปุ่นตัวเป็นๆ สักคน บอกว่ารู้จักแบร์บริก ไม่ได้เลย

คือมีแต่คนไทยรึเปล่าวะ ที่รู้จัก หลงใหล และสะสมแบร์บริกนี่ … มันคือตัวการ์ตูนที่ไม่ดังในญี่ปุ่นเลยนะ แบบประชากรโตไดไม่รู้จักอ่ะค่ะ ตรูงงเลย

แต่ติ๊กต่อกก็บอกเด็กญี่ปุ่นไปว่า “นี่ไง เห็นไหม อะไรที่ยูคิดว่ามันไม่คูล ไม่น่าจะทำรายได้ แต่นักท่องเที่ยวคนไทยเขาสะสมกันนะฮ้า คือมันคูลสำหรับคนต่างชาติน่ะ แต่สำหรับยูมันอาจจะไม่คูลแจแปนสักเท่าไหร่นั่นเอง”

3)ไก่ทอด (หรือคาราเกะ) ซื้อที่ลอว์สัน อร่อยกว่าซื้อที่แฟมิลี่มาร์ทนะ แต่โอเด้งต้องซื้อที่เซเว่นอิเลฟเว่นอร่อยสุด

จบ.

status: 2013-11-23 : The other lives in the coffee shop

The other lives in the coffee shop.

นั่งอยู่ข้างๆ คู่ (ที่ดูเหมือนเป็น) แม่ลูก คุณแม่อยู่ในวัยคุณยาย ส่วนลูกชายอยู่ในวัยคุณลุง คุณแม่อยากไปเข้าห้องน้ำซึ่งห่างออกไปแค่ 50 เมตร คุณลูกชายค่อยๆ ประคองไปอย่างเงียบเชียบ พอกลับมาที่โต๊ะ คุณแม่ก็จิบกาแฟต่อ คุณลูกก็อ่านหนังสือพิมพ์ดูคล้ายไม่ใยดีกัน ดูเหมือนต่างคนต่างมา มีความเงียบเชียบเป็นดนตรีประกอบ ถ้าใครสักคนผ่านมาเห็นตอนนี้ อาจคิดได้ว่าพวกเขาไม่สนใจกันและกัน … ชีวิตขึ้นกับจังหวะที่เราพบเจอจริงๆ และท้ายที่สุด เราไม่อาจตัดสินอะไรได้ เพียงแค่วูบชีวิตที่เจอ

status: 2013-11-23 : Winter and That Coat

ไม่ชอบอากาศหนาว แต่ชอบเวลาเห็นใครสักคนสวมโค้ทให้อีกคน พลางค่อยๆ ติดกระดุมให้ครบทุกเม็ดเพื่อกันลมหนาวแทรกตัวเข้าไปทำร้ายใครคนนั้น

เพิ่งเจอมา รู้สึกอบอุ่นโลกสวยขึ้นอีกสิบดีกรี

status – 2013-11-23 : Literature or not?

มีน้องถามว่าทำไมไม่ไปเรียนวรรณกรรม และไม่คิดว่าเวลาสองปีกับดีกรีนโยบายสาธารณะที่นี่จะเป็นการเสียเวลาเหรอ

เพิ่งเรียบเรียงคำตอบที่ใช่สำหรับตัวเองได้ เราไม่คิดว่าตัวเองสนใจวรรณกรรม เราแค่สนใจชีวิต วรรณกรรมเป็นเส้นทางลัดทางหนึ่งเพื่อเข้าใจชีวิต แต่มันคงน่าเบื่อมากถ้าวันๆ ต้องเจอแต่ศาสตราจารย์ด้านการเขียน และถ้าอยากเขียนเรื่องชีวิต การรู้จักแต่อาชีพบรรณาธิการคงทำให้ชีวิตคับแคบเกินไป สองปีในสาขาที่แตกต่างจากอาชีพเดิม มันคือวัตถุดิบชิ้นดีอีกชิ้นที่ทำให้เราพิศวงงงงวยกับชีวิตมากขึ้น

ก็แค่นั้น

แม่และงานศพ

หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารไลฟ์สไตล์ออนไลน์ Better Living  จาก pruksa.com

 

แม่และงานศพ

(เรื่องโดย Tiktok)

เวลาคิดถึงแม่ ฉันจะมีภาพงานศพวาบขึ้นมาในหัวสมองเสมอ ไม่เกี่ยวกับว่าฉันคิดแช่งให้แม่ตาย แต่เพราะนอกจากเป็นครูสอนเด็กเขียนภาษาไทยแล้ว แม่ฉันยังยึดตำแหน่ง “โฆษกผี” ของอำเภอ งานศพเกือบทุกงานในละแวกบ้าน แม่จะต้องโผล่หน้าไปเป็นโฆษกให้ตามคำเรียนเชิญเสมอ ภาพแม่สวมชุดดำ ขี่มอเตอร์ไซค์สีเขียวออกจากบ้านไปในช่วงใกล้เที่ยงและกลับมาในช่วงบ่ายสองครึ่ง เป็นภาพที่ชินตาฉันอย่างมาก

เหมือนกับคนส่วนใหญ่บนโลก แม่ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการเป็นโฆษกงานศพ เรื่องทำนองนี้ต้องอาศัยการฝึกหัดและฝึกปรือฝีมือกันทั้งนั้น ก่อนอายุ 45 ปี แม่แทบจะไม่เคยจับไมค์เพื่อไปเป็นพิธีกรให้งานอีเวนต์ใดๆ ทั้งสิ้น มือของแม่ถนัดแต่ถือชอล์กขาวคอยขีดเขียนกระดานดำ และเชี่ยวชาญการทำงานบ้านกับงานครัว แต่แล้ววันหนึ่ง แม่ได้รับโอกาสให้เป็นพิธีกรงานสังสรรค์ของโรงเรียน เสียงเจื้อยแจ้วของแม่ทำหน้าที่ประสานให้งานผ่านไปอย่างรื่นเริงและราบรื่น จากวันนั้นแม่ได้รับคำชมรวมถึงโอกาส นอกจากเป็นครู แม่จึงหันมาเป็นพิธีกรและโฆษกงานต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย คิวของแม่เต็มแน่นและต้องเดินสายไปหมู่บ้านต่างๆ แทบไม่ได้ว่างเว้น (และไม่ได้ค่าตัว) ฉันได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญจากการตระเวนออกงานของแม่ว่า คนเราไม่ได้จัดงานแต่งงานกับบ่อยนักหรอก ในรอบหนึ่งปีแม่เป็นพิธีกรงานแต่งไม่เกิน 6 ครั้ง แต่ทุกสัปดาห์จะต้องมีใครสักคนจากไป และแม่จะอยู่ที่นั่นเสมอ…หน้าแท่นพิธีการในงานคาราวะศพแห่งนั้น

ด้วยความที่เคยเรียนสายสังคมศาสตร์และผ่านวิชาแนวปรัชญามาบ้าง ฉันเลยถามแม่ออกไปหนหนึ่งว่าคิดเห็นอย่างไรกับพิธีการงานศพของไทย แม่ตอบโดยไม่อิงเพลโต โสเครติส ซิเซโร หรือมาเคียเวลลี ว่า งานศพคือพิธีกรรมเพื่อรำลึกถึงคนตาย และเป็นงานที่เอื้อให้คนเป็นได้กลับมาพบปะเยี่ยมเยียนกันก็แค่นั้น สำหรับแม่งานศพก็ไม่ต่างกับงานอีเวนต์อื่นๆ ที่เชื่อมร้อยคนในชุมชนเข้าหากัน มันเหมือนกับสักหนึ่งวันในรอบสัปดาห์ เราจะมีนัดรวมตัวกันที่วัด กินน้ำกินท่าที่เจ้าภาพจัดหาไว้ให้ คอยถามข่าวว่าคนนั้นคนนี้เป็นอย่างไร ใครเพิ่งคลอดลูก ใครเพิ่งถูกหวย และใครเพิ่งหย่ากัน … งานศพคืองานทำนองนั้น งานของคนเป็นที่ยังคงต้องดิ้นรน ปลอบประโลม และโอบกอดกันและกันต่อไป

แต่ก็มีอยู่งานศพหนึ่งที่ฉันรู้ดีว่าแม่หัวใจสลาย มันไม่เลวร้ายขนาดเป็นงานศพของคนในครอบครัวเรา แต่สำหรับแม่ มันคืองานที่ใกล้เคียงกันมาก เมื่อกลางปีที่แล้วลูกศิษย์คนหนึ่งของแม่เสียชีวิต ฉันบอกไปหรือยังว่าแม่สอนเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 … เด็กตัวเล็กจ้อยที่เพิ่งหัดคัดลายมือ เด็กตัวน้อยที่กำลังหัดขี่จักรยาน เด็กที่แม่เพิ่งได้มีโอกาสสอนให้ใช้แท็บเล็ตพีซีที่รัฐบาลแจกให้ … ลูกศิษย์คนนั้นจากไปแล้วในวัย 7 ขวบ จากการพลัดตกคูน้ำตอนไปท้องนากับครอบครัวเขา เสียงแม่สั่นเครือตอนที่รู้ข่าว พอๆ กับที่ฉันสัมผัสได้ว่าหัวใจแม่สั่นคลอนและแตกสลาย ทุกวันนี้แม่ยังจำชื่อและนามสกุลของเด็กชายคนนั้นได้เป็นอย่างดี และบางทีแม่อาจจดจำเขาตลอดไป

แม่เพิ่งผ่านวัย 60 เต็มเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับถึงเวลานี้ แม่เป็นโฆษกงานศพมาได้ราว 15 ปีแล้ว แม้จะไม่ใช่หมอหรือพระ แต่แม่ก็ได้ผ่านพบกับศพของผู้คนจำนวนมาก ทั้งหลายหลากยศศักดิ์และหลากหลายวัยวุฒิ ฉันไม่รู้หรอกว่าแม่ได้เรียนรู้อะไรจากมันสักกี่มากน้อย แต่สำหรับฉัน งานโฆษกผีของแม่ ช่วยให้ฉันได้เรียนรู้ว่า คนเรานั้นสามารถมอบอะไรให้แก่ชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่ได้เสมอ มันต้องมีหน้าที่สักอย่างที่เอื้อให้เราทำตัวเป็นประโยชน์ได้ถ้าเราใคร่ครวญและใส่ใจอยากทำมากพอ

… ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานเพื่อคนมีลมหายใจหรือร่างไร้วิญญาณก็ตามที …

ผู้คนและเรื่องราวคือสิ่งที่จับหัวใจไว้ได้ทรงพลังที่สุด

เจ้าของบ้าน (เรียกกันว่า โอยะซัง) เป็นชายอายุเกิน 80 ปี ดูใจดี และยังแข็งแรงอยู่ (แม้เพิ่งตรวจพบว่ามีเซลล์มะเร็งที่ไหนสักแห่ง)

วันก่อนมีช่างมาเปลี่ยนกระจกให้ ช่างคนนี้โอยะซังบอกว่าเป็นคนเก่งและงานชุกมาก ต้องนัดคิวนานทีเดียวกว่าจะได้เจอตัว คุณน้าช่างก็ใจดีเช่นกัน

เมื่อกี้ในร้านกาแฟ คุณลุงที่นั่งข้างเรา อ่านหนังสือสักเล่มแล้วก็จดอะไรสักอย่างลงสมุดบันทึก เรานั่งข้างกันเป็นเวลากว่าชั่วโมง อยากชวนคุณลุงคุย แต่ติดที่พูดและฟังญี่ปุ่นไม่ได้

ไม่เคยสนใจในญี่ปุ่นมาก่อน ไม่เคยอยากเรียนภาษา ไม่คิดว่ามันสำคัญกับชีวิตที่ผ่านมาและเหลืออยู่ของเรา

แต่ตอนนี้ สิ่งที่ทำให้อยากพูดคุยญี่ปุ่นได้มากที่สุดคือผู้คน

ไม่ได้อยากอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นได้ ไม่เคยคิดอยากฟังซีรีย์รู้เรื่อง แต่ตอนนี้ อยากฟังให้ออก เวลาใครสักคนเดินมาบอกว่าเขาเพิ่งมีหลาน ลูกเขาเพิ่งเข้าอนุบาล และแฟนเก่าเธอกำลังจะแต่งงาน

คนและเรื่องราวของเขาคือสิ่งที่จับหัวใจเราไว้ได้ทรงพลังที่สุด

[Status] Nov 08th, 2013: Ten years from now.

รูปภาพ

Almost 10 pm, in Todai’s general library. After finished reading the first chapter of Siam Mapped by Thongchai Winichakul, I turned my face up, and then realized that I was surrounding by many Todai’s students who might study hard for their coming bright future.

Silently looking at them, I am foolishly wondering again. I then imagine about what will they become after ten years from now.

If you work hard and study really hard, life should reward you with the biggest bonus, right?

But we all know that sometimes life does not work that way.

Even God maybe cannot predict what these hard working students will become in the next ten years, I guess.

Just my another stupid thought again.

— Tiktok / 10 pm / Nov 8th, 2013 / Tokyo, Japan —