ผู้คนใน 2013 (2)

หมายเหตุ: ตอนแรกว่าจะไม่เขียนอะไรถึงปี 2013 แล้ว แต่วันนี้พอดีไปอ่านบล็อกของน้องคนหนึ่งเข้า เลยอยากเขียนถึงปี 2013 ของตนเองบ้าง

 

 

ผู้คนใน 2013 (2)

 

ปี 2013 เป็นปีที่ธนาคารโลกเปิดโอกาสให้สาวใหญ่วัยสามสิบสองได้ออกเดินทางนอกประเทศ และพบเจอผู้คนมากมาย ไม่ได้คิดว่าผู้คนเหล่านั้นน่าสนใจกว่าผู้คนในอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์หรอก (บนโลกนี้ไม่มีใคร “แสนธรรมดาแต่น่าสนใจ” เท่าคุณครูวิ แห่งบ้านกุดปลาค้าว อีกแล้ว…ขอบอก) แต่ในวัยขึ้นต้นด้วยเลขสาม การออกเดินทางก็ทำให้เห็นโลกในมุมที่เราไม่เคยเห็นในตอนที่เรายังทเวนตี้ซัมติง (แสนติ่งวันนาบี)

 

แน่นอนว่าปีนี้เจอคลาสเมทและมนุษย์ร่วมมหาวิทยาลัยมากมาย (สังเกตว่าไม่ใช้คำว่า “เพื่อน” เพราะเป็นคำที่สงวนไว้จริงๆ ฮ่ะ) แต่มีบางคนที่อยากกล่าวถึง … พวกเขาไม่ได้พิเศษกว่าใคร แต่บางเรื่องราว และการเดินทางของพวกเขา (เท่าที่เป็นอยู่ ณ วันนี้) ทำให้อยากกล่าวถึง

 

 

เยน (หรือ เย็น), เวียดนาม, ยี่สิบหกปี

 

เยนเป็นคลาสเมทชาวเวียดนามที่แตกต่างกับอาห์นไปเลยในบางแง่,ในชั้นเรียนสถิติและไมโครอิคอนโนมิกส์ ฟอร์ พับลิกโพลิซี (ทำไมชั้นไม่พิมพ์ภาษาอังกฤษล่ะ XD) เยนจะเป็นคนที่ตอบคำถามเซนเซเป็นคนแรกๆ เสมอ เราจะได้ยินเสียงเธอบ่อยครั้งไม่ว่าเราจะนั่งตรงมุมไหนของชั้นเรียน…หน้าสุดหรือหลังสุดก็ตาม

 

ครั้งหนึ่ง ฉันเคยนัดติวกลุ่มกับคลาสเมทบางคน มีคนถามว่าจะมีใครมาติวบ้าง ฉันบอกชื่อเยนไป หลายคนไม่รู้จักเธอ แต่พอฉันบอกว่า“ผู้หญิงเวียดนามคนที่ตอบคำถามบ่อยๆ แล้วก็คิดเลขเร็วๆ น่ะ” ทุกคนจะร้อง “อ๋อ”เยนคิดเลขในใจเร็วมาก บ่อยครั้งมากที่เซนเซคำนวณอะไรบางอย่างแล้วเซนเซยังไม่ทันได้คำตอบเลย เยนก็จะส่งเสียงตอบขึ้นมา “5,960”อะไรทำนองนี้แล้ว เยนตอบคำถามโดยไม่ใช้เครื่องคิดเลขแต่อัตราความเร็วในการตอบของเยนนั้นเร็วปานเธอกดเครื่องคิดเลข (หรือพูดให้ถูกต้องคือ เร็วกว่ามาก) พวกเราชอบเรียกเธอว่า เครื่องคิดเลขเดินได้

 

ฉันเพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ว่า เยนอยู่ปีหนึ่งเช่นเดียวกับฉัน ความที่เธอแสนคล่องแคล่วและไม่มีปัญหากับการเรียนเลยและความที่ฉันไม่เห็นเธอในคลาสอื่นๆ ที่เด็กปีหนึ่งมักสุมหัวรวมตัวกันลงเรียน เลยทำให้ฉันคิดว่าเธอคงอยู่ปีสอง แต่เปล่าเลย เธออยู่ปีหนึ่งแต่ที่เธอมักไม่ได้ปรากฏกายสุงสิงกับเด็กปีหนึ่งคนอื่นๆ เลย(นอกจากเด็กเวียดนามด้วยกัน) ก็เพราะเธอมาเรียนที่นี่พร้อมสามีที่เรียนอยู่คณะวิศวกรรม หลังเลิกเรียนเยนเลยมักกลับบ้านไปทำตัวเป็นแม่บ้านแสนดี ถ้ามีเวลาว่าง เธอก็เลือกใช้มันกับสามี (แน่อยู่แล้ว) และที่สำคัญคือ เธอท้องอยู่และกำลังจะคลอดเดือนมีนาคมนี้แล้ว!!! ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่เธอจะดูไม่ค่อยได้สังสรรค์กับเด็กปีหนึ่งคนอื่นๆ …เพราะเธอมีชีวิตอีกด้าน อีกแบบ อีกมุมที่เธอต้องดำเนินและประคับประคองนั่นเอง

 

ด้วยความที่เยนดูเป็นคนฉลาดมากในคลาสเรียนสถิติกับไมโครอิคอนโนมิกส์ทำให้ฉันคิดว่าเธอคงไปได้ดีกับทุกวิชาที่เหลือ จริงๆ เทอมนี้เยนลงเรียนน้อยมากเพราะเธอตั้งครรภ์อยู่แล้วไม่อยากเครียด เยนมาเรียนที่มหาวิทยาลัยโตเกียวด้วยทุนของสามี…อันเป็นทุนที่ฉันกับเด็กเวียดนามคนอื่นๆลงความเห็นว่า “เป็นทุนที่เพอร์เฟ็กต์ที่สุด” ดังนั้นเยนเลยไม่ต้องรีบจบภายในสองปีเหมือนเด็กทุนคนอื่นๆ ก็ได้ ค่ำวันหนึ่งฉัน,เยน,และดึ๊ก สามีของเยน เดินกลับบ้านด้วยกัน (บ้านเราอยู่ทางเดียวกัน) ฉันถามเยนถึงวิชาต่างๆ ที่เยนลงเรียน เธอบอกว่า ความที่เธอจบบัญชีมาทำให้วิชาจำพวกการเมือง การปกครองหรือวิชาเกี่ยวกับการวางแผนนโยบายเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ บางครั้งในบางคลาสเธอไม่เข้าใจความหมายของคำศัพท์ที่เซนเซกับเด็กอื่นๆ ในคลาสใช้กัน…ไม่ใช่เพราะภาษาอังกฤษเธอไม่ดีนะ ภาษาอังกฤษของเยนเข้าขั้นดีเลิศ แต่เป็นเพราะนั่นไม่ใช่สาขาวิชาที่เธอเคยผ่านพบมา ฉันเลยเล่าให้เธอฟังว่า ตอนฉันเรียนคลาสความมั่นคงพลังงานเกือบทุกคนในชั้นพูดกันเรื่อง PeakOil พูด CCS (Carbon Captured Storage) ประหนึ่งกำลังพูดถึงเรื่องอาหารกลางวัน อาหารเย็น อะไรเทือกนั้น เด็กยุโรปพูดศัพท์ยากแต่ละอย่างประหนึ่งมันคือเรื่องสามัญที่ทุกคนต้องรู้ มันทำให้ฉันแทบเสียสติ ฉันรู้สึกว่าตัวเองโง่เง่ามาก (แม้มันจะเป็นเรื่องจริงอยู่แล้วก็ตาม) ฉันบอกว่าฉันเพิ่งรู้ว่าเยนก็มีเรื่องไม่ถนัดเหมือนกัน

 

“คนเรามีเรื่องไม่ถนัดกันทุกคนนั่นแหละ” เยนบอก พลางเอามือลูบท้องนูนๆของเธออย่างทะนุถนอม

 

บางครั้ง คนที่เราคิดว่าเขาเก่งแสนเก่ง ก็คงมีมุมที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เอาไหนและมีเรื่องให้ต้องท้าทายหลายๆ อย่างอยู่ก็เป็นได้มั้ง

และสำหรับเยนในอนาคตอันใกล้นี้ …การเป็นแม่ลูกอ่อนที่ต้องประคับประคองการเรียนในมหาวิทยาลัยโตเกียวไปพร้อมๆ กัน…ก็คงเป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับเธอ

 

ฉันรู้ว่าเธอคงได้ A+ ในวิชาสถิติและไมโครอิคอนโนมิกส์แน่ๆ

แต่ฉันหวังเพิ่มให้เธอได้ A+ ในการคลอดอันจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ด้วยเช่นกัน  🙂

 

ปล.ชื่อของเธอในภาษาเวียดนามออกเสียงคล้าย “เยน” อันหมายถึงหน่วยเงินตราของญี่ปุ่น ทำให้เธอมักจะบอกทุกคนว่าเธอชื่อ“เยน” และชื่อของเธอที่เหมือนกับ “เงินเยน” นี่เอง ที่เป็นเหตุผลว่าทำไมเธอต้องมาเรียนต่อที่นี่ (มันคือโชคชะตา เธอว่าไว้อย่างนั้น)

Advertisements

ผู้คนในปีคริสตศักราชสองพันสิบสาม (ตอนที่หนึ่ง)

หมายเหตุ: ตอนแรกว่าจะไม่เขียนอะไรถึงปี 2013 แล้ว แต่วันนี้พอดีไปอ่านบล็อกของน้องคนหนึ่งเข้า เลยอยากเขียนถึงปี 2013 ของตนเองบ้าง

 

 

ผู้คนใน 2013 (1)

 

ปี 2013 เป็นปีที่ธนาคารโลกเปิดโอกาสให้สาวใหญ่วัยสามสิบสองได้ออกเดินทางนอกประเทศ และพบเจอผู้คนมากมาย ไม่ได้คิดว่าผู้คนเหล่านั้นน่าสนใจกว่าผู้คนในอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์หรอก (บนโลกนี้ไม่มีใคร “แสนธรรมดาแต่น่าสนใจ” เท่าคุณครูวิ แห่งบ้านกุดปลาค้าว อีกแล้ว…ขอบอก) แต่ในวัยขึ้นต้นด้วยเลขสาม การออกเดินทางก็ทำให้เห็นโลกในมุมที่เราไม่เคยเห็นในตอนที่เรายังทเวนตี้ซัมติง (แสนติ่งวันนาบี)

 

แน่นอนว่าปีนี้เจอคลาสเมทและมนุษย์ร่วมมหาวิทยาลัยมากมาย (สังเกตว่าไม่ใช้คำว่า “เพื่อน” เพราะเป็นคำที่สงวนไว้จริงๆ ฮ่ะ) แต่มีบางคนที่อยากกล่าวถึง … พวกเขาไม่ได้พิเศษกว่าใคร แต่บางเรื่องราว และการเดินทางของพวกเขา (เท่าที่เป็นอยู่ ณ วันนี้) ทำให้อยากกล่าวถึง

 

หนึ่ง) อาห์น, ยี่สิบแปด, เวียดนาม

 

อาห์น เป็นคลาสเมทที่เจอกันตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม เพราะว่าเป็นเด็กทุนธนาคารโลกด้วยกัน ก็เลยต้องเข้าคลาสปรับพื้นฐานตอนเดือนกันยายนด้วยกัน ความที่ทางเดินกลับบ้านของเราเป็นทางเดียวกัน เราก็เลยเดินกลับบ้านด้วยกันเกือบทุกเย็น ฉันจำได้ว่าตอนเจออาห์นหนแรก ประโยคแรกที่ฉันทักเธอคือ “รองเท้าเธอสวยมาก” แต่ก็นะ…รองเท้าเธอสวยจริงๆ

 

อาห์นเป็นผู้หญิงเวียดนามผิวสวย ตัวสูงไซส์เอ็ม ถ้าคุณเจอเธอ คุณจะไม่มีวันนึกว่าเธอแต่งงานมีลูกชายวัยสี่ขวบแล้ว!!! เธอเพิ่งอายุยี่สิบแปดเอง นั่นหมายความว่าเธอแต่งงานตั้งแต่อายุยี่สิบสี่ปี เรื่องการแต่งงานและมีลูกแล้วของอาห์นมักทำให้คนอื่นที่รู้เรื่องแปลกใจเสมอ เซนเซนที่สอนภาษาญี่ปุ่น เคยทำเสียงตกใจมากตอนฉันบอกว่า วันนี้อาห์นลา เพราะเธอต้องไปทำเรื่องเอกสารให้ลูกชายเธอเข้าอนุบาลที่นี่ได้ เธอตั้งใจจะพาลูกมาอยู่ด้วยในเทอมหน้า ลูกเป็นเหมือนดวงใจของเธอ (แน่นอนล่ะ) ช่วงเดือนแรกที่มาอยู่ที่นี่เธอคิดถึงลูกมากขนาดที่ว่า หลังจบคลาสซัมเมอร์ เธอใช้เวลาสิบวันก่อนเปิดเทอมบินกลับฮานอยเพื่อเยี่ยมลูกชายของเธอ

 

อาห์นเป็นคนอ่านสปีชในพิธีเปิดการศึกษาฤดูหนาว …เป็นหนึ่งในสองนักเรียนที่ถูกเลือกให้อ่านสปีช (อันเป็นสปีชที่เขียนเอง) อีกคนหนึ่งคือเด็กหนุ่มคณะสายวิทย์ (หนุ่มจริง เพิ่งจบตรี ไม่เคยทำงาน) จากยุโรป ที่ดูตื่นเต้นกับชีวิตในมหาวิทยาลัยโตเกียวมาก …แตกต่างกับอาห์น

 

การที่อาห์นได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนขึ้นอ่านสปีชในพิธีเปิดการศึกษานั้นเป็นเรื่องที่ทั้งน่าประหลาดใจแต่ก็ไม่น่าแปลกใจไปพร้อมๆ กัน … แวบแรกที่คุณเห็นอาห์น คุณจะรู้สึกว่าเธอเป็นผู้หญิงเวียดนามผิวดีธรรมดา และเธอก็ธรรมดาจริงๆ ในชั้นเรียนขนาดใหญ่ภาคบังคับ อาห์นไม่เคยยกมือถามคำถาม ไม่เคยร่วมแสดงความคิดเห็นอันน่าสนใจในชั้น เธอแค่นั่งอยู่ตรงนั้น จดเลคเชอร์ ถึงเวลาก็ส่งการบ้าน (การบ้านที่ฉันมักเจ๋อไปขอดูคำตอบก่อนส่งเสมอ)

 

แต่อาห์นมักได้คะแนนดีเสมอในวิชาเกี่ยวกับตัวเลข

 

เธอไม่ชอบอาหารญี่ปุ่น เธอเลยทำกับข้าวทานเองและห่อมามหาวิทยาลัยทุกวัน การที่อาห์นทำกับข้าวเองนั้นไม่ใช่เพราะว่าต้องการประหยัดเงิน แต่เพราะเธอไม่ชอบอาหารญี่ปุ่นจริงจัง อาห์นทำอาหารเก่งมาก โอเค…เธอเป็นแม่ แต่ไม่ใช่แม่ทุกคนจะทำกับข้าวได้เลิศเลอ แต่อาห์นเป็นคนแบบนั้น ตอนก่อนคริสต์มาส คลาสเมทอินเดียซื้อไก่ทั้งตัวมาฉลอง แต่พวกเราไม่รู้จะทำยังไงกับไก่อบตัวเบ้อเริ่ม เป็นอาห์นที่คอยจัดการบอกว่า “อย่างนี้ต้องใข้กรรไกรตัด ฉันจะไปเอากรรไกรที่ห้องมาตัดให้” แล้วเธอก็สวมบู๊ทหายไปสักห้านาทีก่อนจะกลับมาพร้อมกรรไกรที่มีไว้ทำกับข้าว เธอตัดเฉือนไก่อบอย่างว่องไว … มันเป็นความว่องไวแบบที่คนทำครัวเป็นเท่านั้นจะทำได้

 

ฉันจำตอนหน้าร้อนที่เราเดินกลับบ้านตอนเย็นด้วยกันได้ดี มีวันหนึ่ง ฉันบ่นให้เธอฟังว่าตอนฉันอายุสิบหกปี ฉันเคยเก่งเลขกว่านี้นะ ฉันแก้โจทย์ได้ทุกโจทย์ในระดับชั้นมัธยมปลาย ไม่เหมือนตอนนี้ที่แค่สมการกลับข้างฉันก็งงแล้ว เรื่องมันผ่านมานานเกินไป อาห์นถามว่า แล้วเรื่องมันผ่านมานานเท่าไหร่เหรอ ฉันตอบว่า “สิบหกปี” อาห์นหยุดเดิน นิ่งไปนิดนึง ก็หันมามองหน้าฉันว่า “งั้นตอนนี้เธอก็อายุสามสิบสองแล้วสิ” ฉันเลยตอบว่า “ใช่ สามสิบสอง ไม่แต่งงาน และไม่มีลูก” แล้วเราก็หัวเราะพร้อมกัน

 

ฉันคิดว่า ฉันพอจะรู้เหตุผลที่อาห์นถูกเลือกให้พูดสปีชในวันนั้น … มันไม่ใช่เหตุผลยิ่งใหญ่อะไรหรอก แต่ฉันคิดว่าคงเพราะเธอดูธรรมดาดี เธอดูเป็นคนในชั้นเรียนปริญญาโทในมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าดังมากของเอเชียที่ไม่ได้ดูโดดเด่นอะไร เธอไม่ได้จบตรีจากอเมริกาหรือยุโรป สำเนียงภาษาอังกฤษของเธอเป็นแบบเวียดนามแท้ๆ เธอไม่แต่งตัวแฟชั่นเก๋ไก๋ เธอแทบไม่แต่งหน้าเลยด้วยซ้ำ เธอไม่ใช่ยังลีดเดอร์ที่พร้อมกระโดดร่วมกิจกรรมเปลี่ยนโลกอะไรเทือกนั้น บางครั้งเธอเข้าร่วมกิจกรรมบางอย่างแค่เพราะมีแซนด์วิชฟรีด้วยซ้ำ (ฉันเป็นคนแนะนำเธอเองว่ามีของกินฟรี XD) แต่เพราะว่าเธอดูธรรมดามั้ง เธอถึงได้เหมาะสมที่จะอยู่บนเวทีตรงนั้น

 

เพราะมันสะท้อนให้เราเห็นว่า มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะชั้นเรียนปริญญาโทและเอก ควรจะเป็นพื้นที่ให้กับคนทุกกลุ่มจริงๆ

เพราะบางครั้ง คนที่เรซูเม่เปล่งประกายอลังการงานสร้าง (หมวดแอคชีฟเมนท์ยาวเป็นหางว่าวไปถึงดาวพลูโต) ก็อาจต้องเรียนรู้จากคนที่หั่นไก่อบด้วยความว่องไวและทำซุปต้มไก่ได้อร่อยเว่อร์…เช่นกัน