ผู้คนในปีคริสตศักราชสองพันสิบสาม (ตอนที่หนึ่ง)

หมายเหตุ: ตอนแรกว่าจะไม่เขียนอะไรถึงปี 2013 แล้ว แต่วันนี้พอดีไปอ่านบล็อกของน้องคนหนึ่งเข้า เลยอยากเขียนถึงปี 2013 ของตนเองบ้าง

 

 

ผู้คนใน 2013 (1)

 

ปี 2013 เป็นปีที่ธนาคารโลกเปิดโอกาสให้สาวใหญ่วัยสามสิบสองได้ออกเดินทางนอกประเทศ และพบเจอผู้คนมากมาย ไม่ได้คิดว่าผู้คนเหล่านั้นน่าสนใจกว่าผู้คนในอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์หรอก (บนโลกนี้ไม่มีใคร “แสนธรรมดาแต่น่าสนใจ” เท่าคุณครูวิ แห่งบ้านกุดปลาค้าว อีกแล้ว…ขอบอก) แต่ในวัยขึ้นต้นด้วยเลขสาม การออกเดินทางก็ทำให้เห็นโลกในมุมที่เราไม่เคยเห็นในตอนที่เรายังทเวนตี้ซัมติง (แสนติ่งวันนาบี)

 

แน่นอนว่าปีนี้เจอคลาสเมทและมนุษย์ร่วมมหาวิทยาลัยมากมาย (สังเกตว่าไม่ใช้คำว่า “เพื่อน” เพราะเป็นคำที่สงวนไว้จริงๆ ฮ่ะ) แต่มีบางคนที่อยากกล่าวถึง … พวกเขาไม่ได้พิเศษกว่าใคร แต่บางเรื่องราว และการเดินทางของพวกเขา (เท่าที่เป็นอยู่ ณ วันนี้) ทำให้อยากกล่าวถึง

 

หนึ่ง) อาห์น, ยี่สิบแปด, เวียดนาม

 

อาห์น เป็นคลาสเมทที่เจอกันตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม เพราะว่าเป็นเด็กทุนธนาคารโลกด้วยกัน ก็เลยต้องเข้าคลาสปรับพื้นฐานตอนเดือนกันยายนด้วยกัน ความที่ทางเดินกลับบ้านของเราเป็นทางเดียวกัน เราก็เลยเดินกลับบ้านด้วยกันเกือบทุกเย็น ฉันจำได้ว่าตอนเจออาห์นหนแรก ประโยคแรกที่ฉันทักเธอคือ “รองเท้าเธอสวยมาก” แต่ก็นะ…รองเท้าเธอสวยจริงๆ

 

อาห์นเป็นผู้หญิงเวียดนามผิวสวย ตัวสูงไซส์เอ็ม ถ้าคุณเจอเธอ คุณจะไม่มีวันนึกว่าเธอแต่งงานมีลูกชายวัยสี่ขวบแล้ว!!! เธอเพิ่งอายุยี่สิบแปดเอง นั่นหมายความว่าเธอแต่งงานตั้งแต่อายุยี่สิบสี่ปี เรื่องการแต่งงานและมีลูกแล้วของอาห์นมักทำให้คนอื่นที่รู้เรื่องแปลกใจเสมอ เซนเซนที่สอนภาษาญี่ปุ่น เคยทำเสียงตกใจมากตอนฉันบอกว่า วันนี้อาห์นลา เพราะเธอต้องไปทำเรื่องเอกสารให้ลูกชายเธอเข้าอนุบาลที่นี่ได้ เธอตั้งใจจะพาลูกมาอยู่ด้วยในเทอมหน้า ลูกเป็นเหมือนดวงใจของเธอ (แน่นอนล่ะ) ช่วงเดือนแรกที่มาอยู่ที่นี่เธอคิดถึงลูกมากขนาดที่ว่า หลังจบคลาสซัมเมอร์ เธอใช้เวลาสิบวันก่อนเปิดเทอมบินกลับฮานอยเพื่อเยี่ยมลูกชายของเธอ

 

อาห์นเป็นคนอ่านสปีชในพิธีเปิดการศึกษาฤดูหนาว …เป็นหนึ่งในสองนักเรียนที่ถูกเลือกให้อ่านสปีช (อันเป็นสปีชที่เขียนเอง) อีกคนหนึ่งคือเด็กหนุ่มคณะสายวิทย์ (หนุ่มจริง เพิ่งจบตรี ไม่เคยทำงาน) จากยุโรป ที่ดูตื่นเต้นกับชีวิตในมหาวิทยาลัยโตเกียวมาก …แตกต่างกับอาห์น

 

การที่อาห์นได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนขึ้นอ่านสปีชในพิธีเปิดการศึกษานั้นเป็นเรื่องที่ทั้งน่าประหลาดใจแต่ก็ไม่น่าแปลกใจไปพร้อมๆ กัน … แวบแรกที่คุณเห็นอาห์น คุณจะรู้สึกว่าเธอเป็นผู้หญิงเวียดนามผิวดีธรรมดา และเธอก็ธรรมดาจริงๆ ในชั้นเรียนขนาดใหญ่ภาคบังคับ อาห์นไม่เคยยกมือถามคำถาม ไม่เคยร่วมแสดงความคิดเห็นอันน่าสนใจในชั้น เธอแค่นั่งอยู่ตรงนั้น จดเลคเชอร์ ถึงเวลาก็ส่งการบ้าน (การบ้านที่ฉันมักเจ๋อไปขอดูคำตอบก่อนส่งเสมอ)

 

แต่อาห์นมักได้คะแนนดีเสมอในวิชาเกี่ยวกับตัวเลข

 

เธอไม่ชอบอาหารญี่ปุ่น เธอเลยทำกับข้าวทานเองและห่อมามหาวิทยาลัยทุกวัน การที่อาห์นทำกับข้าวเองนั้นไม่ใช่เพราะว่าต้องการประหยัดเงิน แต่เพราะเธอไม่ชอบอาหารญี่ปุ่นจริงจัง อาห์นทำอาหารเก่งมาก โอเค…เธอเป็นแม่ แต่ไม่ใช่แม่ทุกคนจะทำกับข้าวได้เลิศเลอ แต่อาห์นเป็นคนแบบนั้น ตอนก่อนคริสต์มาส คลาสเมทอินเดียซื้อไก่ทั้งตัวมาฉลอง แต่พวกเราไม่รู้จะทำยังไงกับไก่อบตัวเบ้อเริ่ม เป็นอาห์นที่คอยจัดการบอกว่า “อย่างนี้ต้องใข้กรรไกรตัด ฉันจะไปเอากรรไกรที่ห้องมาตัดให้” แล้วเธอก็สวมบู๊ทหายไปสักห้านาทีก่อนจะกลับมาพร้อมกรรไกรที่มีไว้ทำกับข้าว เธอตัดเฉือนไก่อบอย่างว่องไว … มันเป็นความว่องไวแบบที่คนทำครัวเป็นเท่านั้นจะทำได้

 

ฉันจำตอนหน้าร้อนที่เราเดินกลับบ้านตอนเย็นด้วยกันได้ดี มีวันหนึ่ง ฉันบ่นให้เธอฟังว่าตอนฉันอายุสิบหกปี ฉันเคยเก่งเลขกว่านี้นะ ฉันแก้โจทย์ได้ทุกโจทย์ในระดับชั้นมัธยมปลาย ไม่เหมือนตอนนี้ที่แค่สมการกลับข้างฉันก็งงแล้ว เรื่องมันผ่านมานานเกินไป อาห์นถามว่า แล้วเรื่องมันผ่านมานานเท่าไหร่เหรอ ฉันตอบว่า “สิบหกปี” อาห์นหยุดเดิน นิ่งไปนิดนึง ก็หันมามองหน้าฉันว่า “งั้นตอนนี้เธอก็อายุสามสิบสองแล้วสิ” ฉันเลยตอบว่า “ใช่ สามสิบสอง ไม่แต่งงาน และไม่มีลูก” แล้วเราก็หัวเราะพร้อมกัน

 

ฉันคิดว่า ฉันพอจะรู้เหตุผลที่อาห์นถูกเลือกให้พูดสปีชในวันนั้น … มันไม่ใช่เหตุผลยิ่งใหญ่อะไรหรอก แต่ฉันคิดว่าคงเพราะเธอดูธรรมดาดี เธอดูเป็นคนในชั้นเรียนปริญญาโทในมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าดังมากของเอเชียที่ไม่ได้ดูโดดเด่นอะไร เธอไม่ได้จบตรีจากอเมริกาหรือยุโรป สำเนียงภาษาอังกฤษของเธอเป็นแบบเวียดนามแท้ๆ เธอไม่แต่งตัวแฟชั่นเก๋ไก๋ เธอแทบไม่แต่งหน้าเลยด้วยซ้ำ เธอไม่ใช่ยังลีดเดอร์ที่พร้อมกระโดดร่วมกิจกรรมเปลี่ยนโลกอะไรเทือกนั้น บางครั้งเธอเข้าร่วมกิจกรรมบางอย่างแค่เพราะมีแซนด์วิชฟรีด้วยซ้ำ (ฉันเป็นคนแนะนำเธอเองว่ามีของกินฟรี XD) แต่เพราะว่าเธอดูธรรมดามั้ง เธอถึงได้เหมาะสมที่จะอยู่บนเวทีตรงนั้น

 

เพราะมันสะท้อนให้เราเห็นว่า มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะชั้นเรียนปริญญาโทและเอก ควรจะเป็นพื้นที่ให้กับคนทุกกลุ่มจริงๆ

เพราะบางครั้ง คนที่เรซูเม่เปล่งประกายอลังการงานสร้าง (หมวดแอคชีฟเมนท์ยาวเป็นหางว่าวไปถึงดาวพลูโต) ก็อาจต้องเรียนรู้จากคนที่หั่นไก่อบด้วยความว่องไวและทำซุปต้มไก่ได้อร่อยเว่อร์…เช่นกัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s