[จดหมายจากเขาวง] เป็นไงบ้าง

…เป็นไงบ้าง…

ฉันกลับมาอยู่บ้านได้เกิน 3 สัปดาห์แล้ว เป็นสัปดาห์ที่ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นมากมายนักหรอก ฉันติดรถน้ากลับรถมาบ้านตอนวันวาเลนไทน์พอดี พอวันเสาร์ เราก็ไปวัดกันแต่เช้า พอเสร็จจากวัด น้ากับน้าผู้ชายก็เดินทางไปแวะเยี่ยมคนรู้จักที่สกลฯ ต่อ ฉันกับแม่ก็นั่งกินลาบเป็ดอยู่ที่ร้านครัวครูวิ … บอกไปหรือยังว่าแม่ฉันชื่อครูวิ และร้านนั้นก็เป็นร้านที่นางลงทุนลงแรงก่อสร้างขึ้น

ฉันใช้เวลาสามวันหลังจากนั้นเขียนบทความส่งเข้าไประกวดสัมนานโยบายสาธารณะที่ยุโรป มันไม่ใช่สัมนาซีเรียสอะไรหรอก เป็นงานของเด็กปริญญาโทจัดการกันเอง ฉันเห็นในเว็บไซต์ว่าเขาขยายเวลารับสมัครถึง 14 มีนาคม ฉันเลยคิดเอาเองว่า คนคงส่งน้อยแน่ๆ ถึงได้เลื่อนกำหนดส่งไปอีกตั้งเดือนกว่าๆ (จากเดิมคือ 10 กุมภาพันธ์) ฉันเลยยอมกลั้นใจร่างบทความขึ้นมาราวๆ สองหน้า เป็นเรื่องเกี่ยวกับการว่างงานของคนรุ่นใหม่ในยุโรป ฉันไม่รู้ว่าบทความดีหรือไม่ดี แต่โล่งใจที่เขียนเสร็จแล้ว จากนั้นฉันก็ทิ้งบทความให้นอนรอในคอมพิวเตอร์ก่อน แล้วก็ไปหาพ่อที่ท้องนา

วันรุ่งขึ้นฉันตัดสินใจชะลอการส่งบทความไปก่อน ฉันขอให้เพื่อนและรุ่นพี่คณะช่วยตรวจดูแกรมม่าให้ พร้อมๆ กับการแก้ไขแกรมม่า ฉันได้ความคิดเห็นกลับมาอีกก้อนหนึ่ง จริงๆ ฉันเริ่มขี้เกียจแล้วล่ะ ไม่อยากยุ่งกับบทความนี้อีกแล้ว อยากเปิดเวิร์ดโปรเซสเซอร์ แล้วเขียนเรื่องเล่าจิปาถะจากเขาวงเก็บไว้รวมเล่มดีกว่า แต่หลังจากลองเขียนๆ นั่นนี่ไปสักสองเรื่อง ฉันเริ่มตันและไปต่อไม่เป็น ฉันเลยคิดว่ากลับมาแก้บทความส่งสัมนาอีกรอบก็ได้ เพราะไหนๆ ก็เหลืออีกตั้งสามสัปดาห์กว่าจะถึงกำหนดส่ง

จริงๆ การกลับมาค้นข้อมูลใหม่อีกรอบเพื่อเขียนประเด็นให้หนักแน่นขึ้น ทำให้ฉันได้มีโอกาสอ่านบทความที่อธิการคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยชื่อดังที่อเมริกาเขียนถึงคุณประโยชน์ของการเรียนสายสังคมศาสตร์ ในยุคปัจจุบันนี้ เวลาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอันส่งผลต่อการว่างงานที่เพิ่มขึ้น นักต่อนักอะไรจิปาถะมักบอกว่า สายสังคมศาสตร์หางานยากเป็นลำดับต้นๆ เสมอ แตกต่างจากเด็กสายวิทย์ที่มีอาชีพให้ปักหลักอย่างมั่นคงกว่ามาก คำถามคือ แล้วคนเราจะยังเรียนสายสังคมต่อไปทำไมในเมื่อมันช่างดูไม่ไปด้วยกันการหาการหางานทำ และมันช่วยอะไรสังคมได้จริงๆ บ้างน่ะเหรอ

อธิการคนนั้นเขียนไว้ยาวมาก และมันก็น่าอ่านเสียด้วย ฉันจำเนื้อหาทั้งหมดไม่ได้แล้ว แต่ช่วงหนึ่งเขาเล่าว่า สังคมศาสตร์ทำให้เราเชื่อมต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกได้ เราเห็นภาพกว้าง และมันมักมีคำอธิบายบางอย่าง ที่ช่วยให้สังคมโลกเดินต่อไปได้เมื่อมีวิกฤตหนึ่งเกิดขึ้น ความรู้บางอย่างที่ดูไม่สำคัญในเวลาหนึ่ง พริบตาเมื่อเกิดบางอย่างขึ้น มันดันเป็นอะไรที่สำคัญและเป็นที่ต้องการของตลาดมากๆ อธิการคนนี้ยกตัวอย่างตอนหลังเกิดเหตุ 911 เมื่อปี 2001 ว่าหลังเกิดเหตุการณ์นั้น ความต้องการนักสังคมศาสตร์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นมาก และไม่ใช่ว่าความรู้เหล่านี้จะเรียนรู้กันได้ภายใน 30 วัน 60 วัน มันคือการสั่งสมความรู้อย่างยาวนานของคนคนหนึ่ง โดยที่ตอนที่เขาเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องนี้อย่างสนอกสนใจ เขาอาจไม่มีวันรู้เลยว่า วันหนึ่งสิ่งที่เขารู้มันจะจำเป็นมาก…ต่อผู้คนที่ต้องการคำอธิบายนี้

วันก่อนฉันได้ดูรายการดิว่าส์คาเฟ่ เทปที่เชิญอาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก ม.ธรรมศาสตร์ มาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในยูเครนให้ฟัง แม้ฉันจะเคยเรียนเรื่องยุโรปตะวันออกมาบ้างสมัยเรียนปริญญาตรี แต่นั่นมันก็ตั้งเกือบสิบห้าปีที่แล้ว นานโข แถมยังไม่อัพเดต โลกหมุนวนไป และแน่นอนว่าเรื่องยูเครนและยุโรปตะวันออกที่ฉันพอรู้มาบ้าง ก็ย่อมต้องมีข้อมูลที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาด้วยแน่ๆ อาจารย์จากธรรรมศาสตร์คนนั้นให้ข้อมูลทั้งด้านประวัติศาสตร์ ที่มาที่ไป เหตุผลที่รัสเซียต้องเข้ามา ผลประโยชน์ที่รัสเซียพยายามปกป้อง อย่างมีระเบียบแบบแผนและฟังเข้าใจง่ายมากๆ ที่สำคัญ ข้อมูลของอาจารย์ค่อนข้างครอบคลุม นั่นคงเพราะ อาจารย์คือผู้ที่ศึกษาและติดตามข่าวสารของภูมิภาคนี้อย่างกัดไม่ปล่อย จนทำให้อาจารย์รู้รอบรู้ลึก และกลายเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ไปในที่สุด

แต่ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุประท้วงในยูเครน และก่อนที่ผู้คนจะเริ่มสนใจอยากรู้เหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลัง หรืออยากได้ชุดคำอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ถามว่าความรู้ที่อาจารย์ท่านนั้นศึกษามา ค้นคว้ามา ถือว่าไร้ค่าเพราะไม่อยู่ในสายตาคนจำนวนมาก และเพราะไม่เป็นที่ต้องการของตลาดโลกไหม คำตอบก็คือ ไม่

เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่า วันหนึ่งโลกจะเกิดอะไรขึ้น และเราจะต้องการคำอธิบายในเรื่องอะไรอย่างเร่งด่วนจนต้องไปควานหาผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นมาบ้าง

เป็นตอนที่ฉันได้นั่งฟังอาจารย์ท่านนั้นพูดเรื่องยูเครนให้ฟังนั่นเอง ที่ฉันถึงบางอ้อ เข้าใจสิ่งที่อธิการบดีคนนั้นพยายามอธิบายความสำคัญของการศึกษาสาขาสังคมศาสตร์ไว้ ว่ามีคุโณปการต่อโลกอย่างไรบ้าง

ถึงตอนนี้ ฉันเริ่มมองย้อนไป ถ้าฉันขี้เกียจแก้บทความส่งสัมนาตั้งแต่แรก ฉันคงไม่ต้องค้นข้อมูลเพิ่ม แล้วคงไม่ได้อ่านบทความของอธิการบดีท่านนั้น และคงไม่เชื่อมต่อจิ๊กซอว์ต่างๆ จนเห็นและตระหนักรู้ว่า ความรู้สังคมศาสตร์ช่วยให้เรายึดโยงกับโลกได้เพียงไหน

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่า การยอมทนค้นคว้าอะไรต่ออีกเพียงนิด มันอาจนำเราไปสู่ลิงก์อะไรบางอย่าง ที่นำเราไปสู่อะไรบางอย่าง ที่เปิดประตูพาเราเข้าไปสู่อีกความเข้าใจแบบหนึ่งที่เราไม่เคยมองเห็นหรือรู้สึกรู้สามาก่อนก็เป็นได้

ดังนั้น…ถ้ายังพอมีเวลา ต่อไปจะขี้เกียจให้น้อยกว่าเดิม และจะยอมเข็นตัวเองให้ยอมทนฝ่าด่านกับอะไรที่ตอนแรกยังไม่เห็นภาพ ไม่เข้าใจ ….

เพราะมันอาจเป็นประตูใบใหม่ ที่เขย่าโลกใบเดิม หรืออย่างน้อย ก็พาดาวดวงอื่นๆ มาปะทะกับโลกเก่าที่เราเคยยืนหยัดอยู่

และทำให้เราเห็นว่า จักรวาลมันกว้างแบบนี้น่ะเหรอ … อีกสักนิดก็ยังดี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s