train…night…lunch…bicycle

มันเป็นวันที่ฉันได้เสื้อซาร่าตัวใหม่ มันเป็นวันที่ฝนตกหนักในตอนเย็น มันเป็นวันที่เราบังเอิญเจอกันก่อนเที่ยงคืน ในรถไฟสายกลางเมือง

เรานั่งข้างกันแค่หนึ่งสถานี, ฉันรู้ตั้งแต่ต้นว่าฉันจะลงที่สถานีไหน, ปลายทางของเราไม่ใช่ที่เดียวกัน … และสถานีที่ฉันต้องเปลี่ยนขบวน ก็เป็นคนละสถานีกับเธอ

 

ลมหายใจเธอมีกลิ่นแอลกอฮอล์หนักมาก เธอเล่าเรื่องราวทั่วไปว่าวันนี้เธอดื่มอะไรไปบ้าง พอเธอเล่าถึงไวน์ ฉันก็บอกว่าฉันแพ้ไวน์ เธอทำหน้าไม่เข้าใจและไม่เชื่อ, เหมือนผู้คนอีกนับพันที่ฉันเคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังนั่นแหละ,​ฉันยืนกรานว่าฉันแพ้ไวน์จริงๆ ฉันเคยถึงขั้นลงทุนไปหาหมอ วิเคราะห์อาการตัวเองเสร็จสรรพว่าฉันเคยเป็นกระเพาะอาหารอักเสบ อันอาจเป็นสาเหตุให้ดื่มไวน์แล้วจะปวดแสบท้อง หมอหนุ่มวัยใกล้ๆ 35 ปีส่ายหน้าบอกว่าไม่น่าจะใช่ บนโลกใบนี้ไม่มีคนไข้โรคกระเพาะอักเสบคนไหนแพ้ไวน์ ฉันยืนกราน ก็ฉันดื่มไวน์ทีไรแล้วต้องวิ่งไปร้านยาหาซื้อยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบินทุกที

 

แต่โตเกียวไม่มียาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบินขาย

 

 

ฉันเล่าต่อว่าฉันเคยไปสัมภาษณ์กูรูไวน์ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับท็อปของเมืองไทย, เป็นเทพก็ว่าได้, ฉันบอกเขาว่า ฉันกินไวน์ทีไรแล้วปวดท้อง ปวดแสบปวดร้อน ครั้งหนึ่ง กลางห้างดัง ขณะกำลังเฉลิมฉลองวันเกิดของเจ้านายคนสวยอยู่นั้น ฉันปวดแสบกระเพาะจนต้องลนลานออกไปหายาธาตุน้ำขาวมากิน พอกินยาแล้วก็ต้องนั่งนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น จะกลับบ้านก็ไม่ได้ จะกินดื่มสังสรรค์อย่างคนอื่นก็ไม่มีแรงแล้ว ฉันนั่งมองคนอื่นเฮฮาอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งงานเลิก, “ทรมาณสัสๆ” ฉันคิดในใจ, กูรูไวน์ฟังเรื่องเล่าแล้วเหมือนจะได้คำตอบ “คุณคงแพ้ไวน์ราคาถูก” จากนั้นเขาก็ยกไวน์ราคาแพงมากให้ฉันกิน

 

สรุปวันนั้น ฉันไม่ปวดแสบท้องเลย

 

พอเล่าถึงตรงนี้ รถไฟก็แล่นถึงสถานีที่ฉันต้องเปลี่ยนขบวน, “ไปล่ะนะ” ฉันเอ่ย, “อ้าว จะไปแล้วเหรอ” มันเป็นน้ำเสียงที่เดาไม่ได้ว่าเสียดายหรือแค่ประโยคสานต่อบทสนทนาให้ลื่นไหลไปเฉยๆ, ฉันพยักหน้า โบกมือลา ก่อนวิ่งออกจากรถไฟขบวนนั้น…รถไฟที่เราคุยกันเรื่องแอลกอฮอล์ เรื่องจิปาถะสามัญของคนที่แทบไม่รู้เรื่องราวของอีกฝั่งฝ่าย

 

แล้ววันเกิดเธอก็มาถึง

ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันเป็นวันเกิดเธอ ฉันไม่ตั้งใจอยากรู้ หรือไม่คิดว่าตัวเองควรรู้เลยด้วยซ้ำ แต่แล้วอยู่ๆ เธอก็โผล่เข้ามาตอนฉันกำลังกินข้าวอยู่ ใครสักคนพูดขึ้นมาว่าวันนี้เป็นวันเกิดเธอ

 

ฉันโกรธเธออยู่ด้วยเรื่องงี่เง่าสักเรื่องบนโลกใบนี้

“สุขสันต์วันเกิดนะ” ฉันตักข้าวคำที่สิบเอ็ดข้าวปาก

“ก็แค่ ‘ แก่ขึ้น’ (getting old) น่ะ” ว่าแล้วเธอก็ยักไหล่พลางทำท่าชิลล์ซึ่งทำให้ความหมั่นไส้ของฉันเพิ่มพูนทบทวี

“ก็หัด ‘โตขึ้น’ (growing up) ซะทีสิ” ข้าวคำที่สิบสองกำลังโดนเคี้ยวในปากฉัน

เธอหันมามองหน้า เธอเริ่มรู้แล้วว่าฉันกำลังหงุดหงิด … เธอรู้แล้วด้วยซ้ำว่าเป็นเพราะเรื่องอะไร

 

“ฉันอิ่มล่ะ” ฉันเก็บกล่องข้าว เธอทำหน้าเลิกลั่กถามว่า “กินแค่นี้เหรอ”

“กินแค่นี้แหละ ฉันตัวเล็ก” ถึงตอนนี้ฉันเลิกมองหน้าเธอไปแล้ว

“สุขสันต์วันเกิด และลาก่อนนะ” ฉันคิดว่านั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉันบอกเธอ

 

ฉันเจอเธอในอีกหนึ่งวันถัดมา…เป็นการพบเธอฝ่ายเดียว ขณะที่ฉันนั่งกินข้าวมื้อบ่ายอยู่ในร้านแห่งหนึ่ง มุมที่ฉันนั่งนั้นมองออกไปเห็นถนน ขณะที่กำลังตักข้าวคำที่เจ็ดเข้าปาก เธอก็ปั่นจักรยานผ่านหน้าไป

 

เธอใส่เสื้อตัวเดิมที่ใส่เมื่อวาน…เสื้อที่เธอสวมตอนวันเกิด วันที่ฉันบอกเธอว่า “ก็หัดโตขึ้นซะทีสิ”

 

เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นเธอปั่นจักรยาน

.

.

.

มันเป็นบ่ายของฤดูร้อนที่มีลมเย็นเยียบพัดผ่าน

 

“ก็หัดโตขึ้นซะทีสิ”

ฉันตักมิโสะซุปคำแรกเข้าปาก

รู้สึกหูแว่วเหมือนมีใครสักคนกำลังพูดประโยคนี้ให้ฉันฟัง

 

 

 

 

 

IMG_1185

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s