เขียนจดหมายถึงครูวิ (1)

แม่

 

…ที่โตไดไม่ใช่โลกทั้งใบ แต่ที่นั่น หนูเจอทั้งคนที่มีฝันใหญ่ๆ และคนที่มีฝันเล็กๆ

แม่คงรู้ คนประเภทไหนดึงดูดใจหนูได้ดีที่สุด…

 

แม่จำตอนที่หนูส่งจดหมายไปขอกล้าพันธุ์หอมเปจากสวนของโจน จันได ได้ไหม หนูได้รับจดหมายตอบกลับจากทีมงานสวนคนหนึ่ง เขาเป็นคนร้อยเอ็ด เขาเขียนมาว่า “กาฬสินธุ์กับร้อยเอ็ดก็ใกล้กันนิดเดียวเองเนอะ…ปลูกหอมเปขึ้นแล้ว อย่าลืมถ่ายรูปส่งมาให้ดูบ้างนะ:)” หนูยังเก็บจดหมายนั้นไว้ แต่ไม่เคยได้เขียนจดหมายตอบกลับพี่เขาไปเลย เพราะหอมเปของหนูไม่เคยงอก หนูเป็นเด็กจบปริญญาตรีที่ปลูกหอมเปไม่ขึ้น

 

ไม่เหมือนสวนโหระพา ข่า ตะไคร้ ไร่มันสำปะหลัง และทุ่งนา 15 ไร่ของแม่

แม่ปลูกมันขึ้นมาเองทั้งหมด และมันก็เติบโตง่ายดายมาก ง่ายดายจนใครต่อใครที่ได้เห็นมักคิดว่าเขาก็คงทำได้

 

แต่หนูรู้,​ไม่ง่ายหรอกนะที่เราจะทำให้พืชผัก และข้าว งอกงามได้

 

อยู่ที่โตเกียว เวลาหนูเจอคนฉลาดมากๆ (อันหมายถึงเขาก็นิสัยดีด้วย) หนูมักตั้งข้อสงสัยในใจเงียบๆ คนเดียวเสมอ

“ถ้าเอาเมล็ดหอมเปให้เธอปลูก เธอจะปลูกมันได้งอกงามไหมนะ”

 

หนูคิดอย่างนี้จริงๆ สงสัยอย่างนี้ทุกครั้ง เวลาเจอความคิดเห็นน่าสนใจ คำถามที่สะท้อนถึงความรอบรู้ของคนถาม และคำตอบที่แสดงให้เห็นว่าเขาคิดใคร่ครวญและอ่านหนังสือมามากมายขนาดไหน

 

แต่การปลูกผักปลูกหญ้าและการทำนา ก็เหมือนกับการว่ายน้ำ

มันไม่ได้เกิดจากการคิดใคร่ครวญ​ มันเกิดจากการลงมือทำ

มันใช้ทักษะคนละแบบกับในชั้นเรียน

 

เหมือนกับการเล่นสกี

 

หนูเล่นสกีได้ห่วยแตกมากค่ะแม่ อย่างที่แม่รู้มาตลอดชีวิต หนูเป็นคนควบคุมร่างกายไม่เก่ง โดยเฉพาะตรงกล้ามเนื้อขา หนูควบคุมและใช้กำลังขาได้ไม่ดีนัก

บทเรียนแรกสุดของสกีคือ เราต้องรู้จักล้มให้ดี “good fall” เราต้องลุกขึ้นมาให้ได้ “how to stand up” และเราต้องรู้จักหยุด “how to stop”

โค้ชสกีจากชมรมนักเล่นสกีของโตไดสอนหนูอย่างนี้

 

ล้มเหลว ลุกต่อ และรู้จักหยุด – หนูคิดว่า “นี่มันปรัชญาชีวิตชัดๆ”

 

ไม่มีใครไม่เคยเจอเรื่องแย่ๆ หรอก,​หนูรู้ว่าแม่รู้ข้อนี้ดีกว่าหนูด้วยซ้ำ

 

หลังทริปสกีจบลง ชมรมนักเล่นสกีของโตไดพาเด็กต่างชาติอย่างเราไปที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ที่นั่น เราเจอเด็กมัธยมต้นจำนวนมาก บางคนขี้อาย บางคนขี้เล่น แต่ที่เหมือนๆ กันคือพวกเขามีประกายตาแวววาว

หนูชอบประกายตาอย่างนั้น

 

เราเล่นเกมสำคัญกันสองเกม เกมแรกคือให้พับจรวดกระดาษ แล้วแข่งกันปาจากชั้นสองของโรงยิม แข่งกันว่าใครจะปาจรวดกระดาษได้ไกลที่สุด

…หนูพับจรวดได้ห่วยมาก และจรวดกระดาษที่ไม่เพรียวลม ไม่มีวันจะลอยละลิ่วไปได้ไกลหรอก…

 

“แหมะ”, จรวดตกลงแค่ตรง 15 เมตรตรงหน้า,​ขายหน้ามากเลยล่ะแม่

 

เกมที่สอง เกมเตะลูกบอลเพื่อคว่ำขวดน้ำ,​จริงๆ มันเหมือนกับการโยนโบว์ลิ่งนั่นแหละ เพียงแต่เราเปลี่ยนมาเตะบอล และใช้ขวดเป๊บซี่กรอกน้ำลงไปแทน

 

ชายหนุ่มจากโตไดที่เขวี้ยงจรวดกระดาษได้ไกล เตะลูกบอลไม่โดนขวดน้ำสักขวด (ฮ่าฮ่า, หนูแอบหัวเราะดังกึกก้องในใจคนเดียว)

 

เกมนี้แทบไม่มีใครเตะโดนขวดเลยค่ะแม่ เรียกได้ว่าทุกคนที่เก่งกาจในเกมก่อนหน้า “ปิ๋ว” หมดในเกมนี้

 

แล้วก็เหลือหนูกับเด็กหญิงมัธยมต้นหน้าตาธรรมดาคนหนึ่ง เธอพยักหน้าให้หนูเตะก่อน,​ ขวดน้ำมีสามขวดค่ะแม่ หนูลองกะกำลังขาของตัวเอง…แม่เชื่อไหม หนูรู้ตั้งแต่ตอนง้างขาแล้วว่า หนูจะเตะโดนขวดแน่ๆ

 

“ป๊าบ” ขวดสองในสามล้มลง

คนที่ขว้างจรวดได้ไม่ไกลเลย กลับเป็นคนที่เตะขวดน้ำล้มคว่ำได้มากกว่าผู้ชายในโรงยิมทั้งหมด (ฮี่ฮี่)

 

ยัง,​เรื่องยังไม่จบ

จำเด็กหญิงคนตะกี้ได้ไหม เธอดูธรรมดามากๆ

แต่เธอเตะขวดน้ำล้มคว่ำไปสามขวด (หมดเกลี้ยงเลย ฮี่ฮี่)

แล้วเธอก็ยิ้มดีใจ … หนูยังจำรอยยิ้มของเธอได้จนถึงวันนี้

 

หนูเคยอ่านที่นิ้วกลมเขียนถึงตอนเขาไปโรงครัวสักที่ ตอนที่เขาคุยกับแม่ครัว ตอนที่อยู่นอกครัว แม่ครัวมีท่าทีเก้ๆ กังๆ ดูเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองเสียด้วยซ้ำ แต่พอเธอจับตะหลิว แล้วหันมาพูดเรื่องข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ที่ใช้ทำกับข้าวเท่านั้นแหละ …​ตาเธอเป็นประกายวิบวับ และตรงนั้น ก็ไม่มีใครมั่นใจในตัวเองมากกว่าเธออีกแล้ว

 

เธอทำให้หนูคิดถึงแม่ ตอนแม่ทำต้มยำกุ้ง หั่นปลา เชือดคอเป็ด (โอเค, การทำครัวไม่โรแมนติกสักนิด เราควรยอมรับกันได้แล้ว)

 

หนูเข้าใจมานานแล้วว่า มนุษย์มีทักษะแตกต่างกันไป แต่วันที่เตะลูกบอลไปโดนขวดน้ำนั่นเอง ที่หนูรู้ว่า คนเราทำบางเรื่องได้ไม่ดี แต่ไม่ใช่ว่าจะทำเรื่องอื่นๆ ได้ย่ำแย่

มันต้องมีสักเรื่อง สักอย่าง ที่เราทำได้ดี หรือทำแล้วเรามั่นใจ

 

.

.
.

ที่โตได มีคนเก่งๆ เดินเต็มกันว่อนไปหมด

แต่มีอยู่คนหนึ่งที่หนูว่าเจ๋งสุดๆ

 

เธอแต่งงานตอนอายุ 24 และตอนนี้ก็มีลูกอายุ 5 ขวบ

เธอทำกับข้าวเก่ง เธอเขียนภาษาอังกฤษได้สวยมาก แต่ขณะเดียวกัน เธอก็ดูธรรมดาสุดๆ

ชีวิตเธอเหมือนสมการกราฟเส้นตรง เรียบง่าย ตัวแปรน้อยราย ไม่ซับซ้อน เธอสวยและผิวเนียนก็จริง แต่ไม่ได้โดดเด่นถึงขั้นสะดุดตา ที่สำคัญ ถ้ามองกันแบบเผินๆ เราก็พร้อมจะผ่านเลยเธอไป

 

แต่เธอเจ๋งตรงที่ว่า เธอดูธรรมดานี่แหละ

หนูรู้ว่าเธอคิดถึงลูกชาย (โอเค หนูไม่เคยมีลูก แต่หนูคิดว่าหนูเข้าใจความรู้สึกของการคิดถึง “บ้าน” เป็นอย่างดี) แต่ละวัน เธอก็ตื่นมาทำกับข้าว ห่อข้าวเที่ยงมากินที่คณะ นั่งดูซีรีส์เกาหลีในไอแพด ตื่นตระหนกกับการสอบที่จะมาถึงพอเป็นพิธี ถอนหายใจบ้าง โทรศัพท์กลับบ้านบ้าง และกดไลค์เฟซบุ๊คของเพื่อนๆ บ้าง

แล้วก็เดินกลับห้องพักของเธอ

 

หนูเคยถามเธอว่า เธอมาเรียนต่อทำไม เธอบอกว่าเธอไม่อยากทำงานธนาคารอีกแล้ว เธออยากสมัครเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยใกล้บ้าน มีเวลาอยู่กับลูก ดูแลสามี

แค่นี้แหละ ที่ทำให้หนูรู้สึกว่าเธอเจ๋งมาก

 

เธอไม่ได้ต้องการจะเปลี่ยนโลก ฝันของเธอเล็กนิดเดียว แต่เป็นฝันที่หนูว่ามันสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าคนที่จะไปทำงานยูเอ็นเสียด้วยซ้ำ

 

ที่สำคัญ เธอทำให้หนูคิดถึงแม่

 

…ที่โตไดไม่ใช่โลกทั้งใบ แต่ที่นั่น หนูเจอทั้งคนที่มีฝันใหญ่ๆ และคนที่มีฝันเล็กๆ…

แม่คงรู้

แม่รู้ดีเสมอ

คนประเภทไหนดึงดูดใจหนูได้ดีที่สุด🙂

 

11 สิงหาคม 2557 ปีที่แม่อายุครบ 61 ปี

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s