ไม่มีรถไฟ และไม่ใช้เครื่องบิน

IMG_0761

Place on Pic: Tokyo’s railway system near Nippori Station

 

 

1)
ฉันเป็นเด็กเจเนเรชั่นที่เติบโตมากับแบบเรียนมานีมานะ แต่แปลกที่ถึงในหนังสือเรียนชุดนั้นจะเขียนให้ปีติขี่ม้า ทว่าฉันกลับมีภาพฝันในใจว่าอยากนั่งรถไฟและขึ้นเครื่องบินสักครั้ง…จากไหนก็ไม่รู้

ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองเริ่มรับรู้เรื่องรถไฟและเครื่องบินจากไหน มันคงปรากฏกายอยู่ในหนังสือพิมพ์รายวันที่ฉันมักไปยืนอ่านตามแผงในตลาด มันคงลอยว่อนอยู่ในเพลงป๊อปร่วมสมัยทั้งภาษาไทยและเทศที่ดีเจทางไกลเปิดออกอากาศ มันคงอยู่ในหนังฝรั่งบิ๊กซีนีม่าที่ช่องเจ็ดเอามาฉาย…และฉันดันเป็นเด็กขยัน ทนท่องหนังสือ สปช.สลน.กพอ. เสียดึกดื่นจนทันได้ดู…แหละมั้ง

คุณอาจไม่เคยรู้ หมู่บ้าน อำเภอ และจังหวัดที่ฉันอยู่ ไม่เคยมีทั้งรถไฟและเครื่องบิน
เราเติบโตมากับตารางรถบัส (ที่มักสายเสมอ) รสสีน้ำเงินคือรถที่ขับขึ้นดอยพาชาวไร่ออกไปปลูกมัน รถสีส้มไม่ติดแอร์และมีเจ๊คนเก็บตังค์ใจร้าย น้ำเสียงกระโชกโฮากฮาก คือรถที่แล่นระหว่างอำเภอถึงตัวจังหวัด ส่วนรถบัสสีฟ้าน้ำเงินของเชิดชัยทัวร์และ 999 คือรถที่นำพาเราเข้าสู่กรุงเทพมหานคร

รถในหมวดหมู่หลังสุด มักจะออกจากอำเภอราวหกโมงเย็น และไปถึงเมืองเทวดาในเวลาใกล้หกโมงเช้า

นั่นคือยุค 2530 และเหตุการณ์ก็ดำเนินเช่นนั้นต่อเนื่องมาอีกราวๆ 20 ปีเห็นจะได้

ฉันได้นั่งรถไฟหนแรกตอนเข้ามาเรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ฉันไม่เคยบอกใครเรื่องนี้มาก่อน แม้การรถไฟไทยจะเป็นหน่วยงานที่ใครต่อใครต่างรุมประณามถึงคุณภาพ พลางถามหาการพัฒนา แต่รถไฟเที่ยวแรกที่ฉันได้นั่ง เป็นขบวนที่ทำให้ฉันตื่นเต้นที่สุด

เพราะฉันต้องขึ้นรถไฟคนเดียว…จากบางกอกน้อย ไปกาญจนบุรี…เพราะตกรถไฟขบวนตั้งต้นจากหัวลำโพงที่นัดหมายกับเพื่อนไว้
มันไม่ใช่มิดไนท์เทรนอย่างที่เพลงหรือหนังฝรั่งชอบเขียนถึง
แต่รถไฟรอบแปดโมงเช้าหนนั้น ก็เป็นความตื่นเต้นอันฝังลึก

ส่วนเครื่องบินนั้น ฉันได้นั่งหนแรกตอนที่เรียนจบแล้วแบมือขอเงินแม่ไปซัมเมอร์ที่อเมริกา
สายการบิน Eva Airline สีเขียวเครื่องนั้นบินละลิ่วจากดอนเมือง พักเครื่องที่ไต้หวัน สู่สนามบิน LAX ของอเมริกา … ผ่านมาสิบเอ็ดปีแล้ว แต่ฉันยังจำทุกวินาทีในปี 2546 ได้แม่น
แล้วจากนั้นฉันก็ได้นั่งเครื่องบินบ่อยขึ้นบ้าง เมื่อทำงานในฐานะคนทำคอลัมน์นิตยสาร
“อภิสิทธิ์สื่อ” มีหน้าตา กลิ่นอาย และความตื่นเต้นเลือดฝาดแบบนี้สินะ คือสิ่งที่ฉันรู้สึกทุกครั้งที่แบกกระเป๋าและแบกร่างไปสนามบิน

ทุกวันนี้อำเภอและจังหวัดของฉันก็ยังไม่มีทั้งรถไฟและสนามบิน
ฉันเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าฉันไม่ได้ทำงานในวงการหนังสือ แต่จับพลัดจับพลูไปทำงานในวงการเพลงหรือวงการหนัง ฉันจะสามารถปั้นแต่งเล่าเรื่องเกี่ยวกับ midnight train หรือ midnight flight ได้จับใจคนฟังหรือคนดูได้อย่างไร ในเมื่อบ้านเกิดที่ฉันเติบโตมาล้วนห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้

เพราะเราไม่เคยมีรางรถไฟ และเราก็ไม่คุ้นเคยกับคำว่าเที่ยวบินรอบดึก เรามีแต่ถนนลาดยางมะตอยที่เข้ามาสู่หมู่บ้านในต้นยุค พ.ศ. 2530 

ถนนที่นำพาและเชื่อมโยงเราออกสู่อำเภอเมือง สู่กรุงเทพมหานคร สู่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันตก และนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก

สู่การศึกษา สู่การทำงาน และสู่การสร้างครอบครัวและอนาคต…อันอาจไกลห่างจากจุดที่เราเริ่มต้นออกเดิน (ทาง) อยู่มากโข

2)
ฉันชอบหนังเรื่อง Before Sunrise
เรื่องราวของหนุ่มสาววัยต้นยี่สิบที่เจอกันบนรถไฟสายยาวข้ามยุโรป พวกเขาคุยกันถูกคอในห้องอาหารบนรถไฟ หลังจากนั้นใครสักคนก็ตัดสินใจกระโจนลงจากขบวนรถเพื่อจะได้ใช้เวลาข้ามวันและคืนกับใครอีกคน

ฉันเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของคนมีชื่อเสียงคนหนึ่ง เรื่องเล่าราวซินเดอเรลลาของเธอที่ได้เจอกับเจ้าชายในชีวิตจริงบนไฟล์ทบินหนึ่งเป็นเรื่องช่างชวนอิจฉาตาร้อน พร้อมปลุกความอยากได้ใคร่เจอในตัวฉันให้ก่อบังเกิด
แต่เจ้าชายประมาณนั้น ก็ไม่เคยคิดนั่งสายการบินราคาถูกที่ฉันสอยโปรโมชั่นมาได้เสียที

ทำไมนะ หลายๆ เรื่องราวโรแมนติกในหนังและบางเรื่องเล่าในรายการโทรทัศน์ มักเกิดบนรถไฟหรือเที่ยวบินไฟล์ทข้ามประเทศ อยู่บ่อยครั้ง

ทำไมเรามักไม่เจอเรื่องราวโรแมนติกของรถทัวร์รอบเที่ยงคืนในเรื่องเล่าเคล้าจินตนาการนั้น

ฉันไม่ใช่กูรูการเดินทาง แต่ฉันคิดว่าฉันพอจะรู้สาเหตุ

บทสนทนาบนรถทัวร์นั้น ไม่อาจ และไม่มีวันเป็น บทสนทนาส่วนตัวได้
เวลาใครสักคนคุยกับใครสักคนบนรถทัวร์…เรามักจะได้ยินกันทั้งคันรถ
แตกต่างจากบทสนทนาบนรถไฟ ที่มีเสียงอื่นมาคอยดึงความสนใจของคนอื่นๆ ไปได้บ้าง ทั้งยังแตกต่างจากบนเครื่องบิน ที่การเดินทางของเสียงสนทนาบนเครื่องที่ลอยสูงบนฟ้า ไม่ดังก้องเกินกว่าแถวเก้าอี้ที่เรานั่งนัก

ฉันไม่แน่ใจนักว่าข้อสันนิษฐานของฉันถูกต้องไหม แต่จากประสบการณ์ที่โดยสารรถทัวร์ (ที่ขึ้นชื่อว่า) ไฮโซนครชัยแอร์กลับบ้านบ่อยครั้งในช่วงหนึ่ง ฉันพบว่าในช่วงเวลาเหล่านั้น ตัวเองไม่เคยคิดเริ่มต้นบทสนทนากับคนข้างๆ เลย
ไม่ว่าพวกเขาจะดูเป็นคนวัยเดียวกับฉัน แต่งตัวคล้ายกัน หรือเหมือนจะอยู่ในชนชั้นเดียวกันหรือไม่

แต่เรื่องมักเปลี่ยนไปเวลาที่ฉันนั่งรถไฟหรือนั่งเครื่องบิน
แม้ฉันจะไม่เคยเจอเจ้าชายในฝันจากการเดินทางเหล่านั้น
ทว่าอย่างน้อย…ฉันมักพบตัวเองสานต่อบทสนทนากับผู้คนที่นั่งข้างๆ 
เกือบทุกครั้ง
ก่อนที่เราจะลืมเลือนกันในกาลต่อมา (แน่นอนที่สุด)

3)
แต่แล้วเพื่อนคนหนึ่งที่โตเกียวก็เล่าเรื่องราวเปลี่ยนชีวิตครั้งหนึ่งของเธอให้ฉันฟัง
“เราเจอกันบนรถทัวร์” เธอเล่าถึงการพบเจอกันครั้งแรกของตัวเองกับสามีในวันนี้

เธอเป็นคนเมืองฮานอย เช่นกันกับสามีของเธอ แต่พวกเขาต้องนั่งรถไปเรียนต่อยังมหาวิทยาลัยทางใต้ รถทัวร์รอบกลางคืนคือรอบการเดินทางที่พวกเขาเลือกใช้

การพบหน้ากันบ่อยๆ บนรถทัวร์สายเดียวกัน ทำให้พวกเขาเริ่มวางใจที่จะเอ่ยบทสนทนา
“เขาอายุมากกว่าฉันสี่ปี” เธอย้อนรำลึกความหลังในวันหนึ่ง “ตอนที่เราแต่งงานกัน เขาอายุยี่สิบแปด แล้วฉันอายุยี่สิบสี่ เป็นวัยยอดนิยมสำหรับการแต่งงานของคนเวียดนาม ผู้ชายวัยนี้อยากลงหลักปักฐาน ส่วนผู้หญิงเขาก็ว่ากันว่า เลยยี่สิบห้าไปจะไม่ค่อยดี” 

ชีวิตคู่เริ่มต้นอย่างนั้น, แต่มันก็เหมือนรถทัวร์ที่เริ่มออกสตาร์ต บนรถทัวร์ไม่ได้มีเพียงแค่เธอและเขา และเส้นทางก็ไม่ได้ราบเรียบเสมอ

ทางลูกรังยังมี ทางยางมะตอยมีโผล่มา ทางเรียบสวยแต่คดโค้งก็ปรากฏตัวเป็นบางที

แต่นั่นแหละ
อย่างน้อย เรื่องราวของเธอก็ทำให้ฉันรู้สึกโรแมนติกกับรถทัวร์ขึ้นอีกนิด

4)
ตอนนี้จังหวัดบ้านเกิดก็ยังคงไม่มีทั้งเส้นทางรถไฟและสนามบิน
แต่เศรษฐกิจที่ดีขึ้นทำให้ผู้คนออกรถยนต์กันมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจรถตู้ระยะสั้นระหว่างจังหวัดก็ดูท่าจะได้รับความนิยมจากเด็กนักเรียนที่โยกย้ายตัวเองไปเรียนต่อในจังหวัดใหญ่ใกล้เคียง เช่น ขอนแก่น หรือมหาสารคาม มากขึ้น

ที่คิวรถ บขส.จังหวัดกาฬสินธุ์ เด็กนักเรียนนักศึกษาบางกลุ่มก้าวเดินขึ้นรถตู้สีขาวที่จอดไว้คนละมุมกับรถบัสพัดลม

“เราเจอกันบนรถตู้”

ถ้าเรายังคงไม่มีรถไฟ และไม่มีสนามบิน,ใครจะรู้, วันหนึ่งอาจมีคนพูดประโยคนี้ให้ฉันฟังก็เป็นได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s