[บทความ] พ่อ

พ่อ

เรื่องโดย Tiktok

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารเวย์ ฉบับมกราคม 2557

 

 

 

            ฉันรักพ่อน้อยกว่ารักแม่ และในบางช่วงวัยของชีวิต ฉันเคยเกลียดพ่อมาก

            พ่อกับแม่เลิกกันตอนฉันอายุ 8 ขวบ ตอนนั้นพ่อเพิ่งถูกไล่ออกจากราชการด้วยเหตุผลคือติดเหล้าจนเสียการเสียงาน ฉันเคยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนชายที่หลงใหลเบียร์ฟัง โดยสรุปความสั้นๆ ว่าพ่อกับแม่เลิกกันเพราะพ่อติดเหล้า เพื่อนชายคนนั้นบอกว่าไม่จริงหรอก บางครั้งผู้ใหญ่ก็เลิกกันด้วยเหตุผลที่มันซับซ้อนกว่านั้นสิ ฉันยืนยันว่าไม่ แม่ขอหย่าเพราะพ่อติดเหล้าจริงๆ ไม่ได้มีเรื่องลึกลับอื่นๆ ที่เข้ากันไม่ได้ อย่างชอบดูละครไม่เหมือนกัน หลงใหลใฝ่ฝันในการผจญภัยอันแตกต่าง หรือมีทัศนคติด้านการเมืองที่ไม่สอดคล้องกัน ไม่มีปมประเด็นอะไรเหล่านี้เกิดขึ้นทั้งนั้น เรื่องของเรื่องคือพ่อติดเหล้าแบบเกินเยียวยา…และผู้หญิงคนหนึ่งก็สุดจะทนกับสามีแบบนั้นแล้ว

            พอเลิกกัน พ่อก็ย้ายออกไปอยู่บ้านปู่กับย่า ส่วนบ้านที่เคยเป็นของเราก็ถูกทิ้งร้างไว้ เพราะแม่หอบฉันกับพี่ชายข้ามฟากถนนมาอยู่บ้านตากับยายแทน จริงๆ ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าทำไมพอหย่าร้างแล้ว แม่ถึงทนอยู่บ้านเก่าไม่ได้ ฉันเพิ่งมาเข้าใจเอาตอนโตๆ นี่แหละว่า บางครั้ง เมื่อแกนกลางบางอย่างของชีวิตเปลี่ยนแปลง มันอาจจำเป็นที่เราต้องหาแกนใหม่มายึด สำหรับแม่ ตากับยายคือแกนนั้น ส่วนพ่อ แกนหลักแห่งใหม่ที่พอจะช่วยประคับประคองชีวิตให้ไปต่อได้ก็คงเป็นปู่กับย่านั่นเอง

           หลังจากเจอแกนหลักแห่งใหม่ แต่ละคนก็ดำเนินชีวิตของตัวเองต่อไป แม่ยังรับราชการครูเหมือนเดิม ส่วนพ่อกลายเป็นราษฎรสามัญเต็มขั้น เนื่องจากเรียนจบสาขาเกษตร ประกอบกับอาชีพเก่าคือเกษตรอำเภอ พ่อเลยหันมาจับจอบเสียมยึดการทำนาเป็นอาชีพหลัก ช่วงนั้นฉันกับพี่ชายจะไปเยี่ยมพ่อทุกเสาร์อาทิตย์ เพราะบ้านปู่กับย่าห่างออกไปแค่ 10 กิโลเมตรเท่านั้น เอาจริงๆ ฉันไม่ได้คลุกคลีกับพ่อมาก เวลาไปบ้านปู่กับย่าฉันมักจะขลุกอยู่กับย่าเป็นหลัก ฉันเริ่มหัดเรียนทอผ้า ปั่นและอิ้วฝ้ายจากย่าในช่วงนั้น ฉันชอบอยู่กับย่ามากกว่าพ่อเสียอีก ฉันรู้สึกว่าย่าใจดี ขณะที่พ่อดูเคร่งเครียดอย่างไรก็ไม่รู้

            ก่อนฉันเข้าเรียนมัธยม ปู่ก็มาเสียชีวิตด้วยโรคชรา พ่อร้องไห้หนักกับการจากไปของแกนหลักหนึ่งในชีวิต ในงานศพปู่ พ่อและญาติผู้ชายคนอื่นๆ พากันบวชหน้าไฟ แต่ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงทุกคนก็ลาสิกขาบทออกมา ยกเว้นก็แต่พ่อเท่านั้นที่ตัดสินใจบวชต่อ ตอนนั้นทุกคนคิดว่าพ่อคงจะบวชสั้นๆ แต่ไม่ใช่เลย…พ่อดำรงตนอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์อย่างยาวนานอีกหลายปีทีเดียว

            พ่อถือครองจีวรในช่วงที่ฉันย่างก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ฉันจำคำที่พ่อสอนสั่งในช่วงนั้นไม่ได้แล้วล่ะ คำบาลีบางคำมันก็ยากเกินกว่าที่เด็กสาววัยใกล้ทำบัตรประชาชน (ยุคนั้น) จะเข้าใจได้ ฉันขอบอกพ่อตอนนี้เลยว่า ช่วงนั้นฉันพยักหน้าหงึกหงักรับฟังคำสอนไปอย่างนั้น เรื่องเดียวที่ฉันจำได้ตอนพ่อบวชก็คือเรื่องที่พ่อทำนายดวงฉันว่าจะมีผู้ใหญ่อุปถัมภ์ค้ำจุนและชีวิตจะไม่ลำบาก ฉันคิดว่าคำทำนายนี้เป็นเรื่องจริง และผู้ใหญ่ที่อุปถัมภ์ชีวิตฉันก็คือแม่

            พ่อบวชอยู่ได้หลายปีจนผู้คนเริ่มคิดกันว่าพ่อจะถือครองผ้าเหลืองตลอดไป แต่แล้วพ่อก็ทำให้ทุกคนแปลกใจในวันหนึ่ง เมื่อพ่อลาสิกขาบทออกมา เรื่องที่น่าแปลกใจกว่านั้นก็คือพ่อซึ่งเลิกเหล้าไปแล้วในช่วงเป็นพระกลับหันกลับมาดื่มเหล้าอีกครั้ง ต่อมาไม่นานพ่อบอกฉันกับพี่ชายว่าพ่อจะแต่งงานใหม่ ภรรยาใหม่พ่อชื่อน้าหนอม เป็นผู้หญิงนิสัยน่ารัก ทำงานเกษตรได้แบบหนักเอาเบาสู้ แต่กระนั้นเธอก็ห้ามพ่อไม่ให้ดื่มเหล้าไม่ได้…ในยุคนั้น ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ห้ามพ่อดื่มเหล้าไม่ได้เลย

            ในตอนนั้น ฉันมองว่าพ่อคือคนสองบุคลิก ยามที่พ่อพาตัวเองออกห่างจากวงเหล้า พ่อจะเป็นคนเอาการเอางาน เป็นคนนิสัยดีชอบช่วยเหลือญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง ในช่วงเวลาที่แอลกอฮอล์อยู่ไกลจากร่างกาย พ่อคือวีรบุรุษของฉัน พ่อคือคนที่หาใครเทียบเคียงด้วยไม่ได้อีกแล้ว แต่ครั้นเมื่อพ่อตัดสินใจแวะวงเหล้าที่ตั้งวงกันอยู่ในงานบุญ งานบวช หรือแม้กระทั่งงานศพเท่านั้นแหละ เพียงจอกแรกที่เข้าปาก ก็นำมาซึ่งจอกที่สอง พ่อไม่เคยหยุดตัวเองแค่พอกรึ่มๆ ฉันไม่เคยเป็นคนติดเหล้า ฉันไม่เข้าใจ (และคงไม่มีวันเข้าใจ) ว่าทำไมพวกเขาจึงต้องดื่มกินกันจนเละเทะไร้สติแบบนั้น อาการของพ่อช่วงนั้นเหมือนคนเสพติดจนไม่อาจหยุดตัวเองได้แค่จอกแรกๆ ฉันมาคิดเอาเองตอนโตว่าพ่อคงรู้สึกเครียดกับบางอย่างในชีวิต พ่อคนที่เคยเป็นข้าราชการต้องหันเหมาทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ความผิดหวังที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ทำให้ชีวิตคนเราเสียศูนย์ได้ไม่ยาก ความรู้สึกเสียศูนย์โซเซ เป็นสิ่งที่ผู้คนซึ่งไม่เคยผจญกับมันจะไม่มีวันเข้าใจได้เลย

            ถึงพ่อจะเมามากในตอนที่ฉันเรียนมัธยม แต่นั่นก็ไม่ใช่วัยที่ฉันเกลียดพ่อ ฉันเริ่มเพาะบ่มเชื้อความเกลียดชังในช่วงที่จากลาบ้านเกิดเพื่อมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นฉันเพิ่งเป็นเฟรชชี่ พักอาศัยอยู่ในหอพักมหาวิทยาลัย ต้องการช่วงเวลาปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่อีกเยอะ แล้ววันหนึ่งพ่อก็ปรากฏตัวขึ้นที่ใต้หอพักโดยไม่ได้บอกกล่าวก่อน จริงๆ จะว่าพ่อไม่บอกกล่าวก็ไม่ได้ พ่อโทรมาแต่เช้าตรู่ว่าพ่อติดรถของวัดแถวบ้านที่มีสาขาที่กรุงเทพฯ ลงมาเยี่ยมฉัน เสียงพ่อดูอ้อแอ้ชอบกล และเมื่อฉันลงไปเจอพ่อที่ใต้หอพัก ตัวพ่อก็อ้อแอ้และเดินโซเซมากกว่าเสียงอีก ไม่ต้องเรียนหมอหรือเป็นนักสังเกตพฤติกรรมมนุษย์ ฉันก็รู้แล้วว่าพ่อเมาเหล้า…เมาหนักเสียด้วย ฉันไม่เคยเข้าใจจนถึงทุกวันนี้ว่าทำไมคนเป็นพ่อถึงห้ามตัวเองไม่ให้กรอกเหล้าเข้าปากก่อนมาเยี่ยมลูกที่เพิ่งสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐไม่ได้นะ…มันจะยากอะไรกันนักหนากะอีแค่รู้จักยับยั้งใจตนเองต่อศีลข้อห้า จากเหตุการณ์วันนั้น ฉันเริ่มมองพ่อเปลี่ยนไป ฉันรู้สึกว่าพ่อเป็นคนอ่อนแอมากๆ อ่อนแอเกินไป และฉันเกลียดคนแบบนี้

            ด้วยความที่ฉันสอบเทียบชั้นมัธยมปลายแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ทันที ฉันกับพี่จึงถือว่าเริ่มต้นการเป็นเฟรชชี่ในช่วงเวลาเดียวกัน หากแต่ด้วยความที่ตัดสินใจเปลี่ยนคณะกลางคัน พี่ชายฉันจึงจบล่าช้าไปกว่าเกณฑ์มาตรฐานอยู่สองปี ตอนนั้นฉันทำงานแล้ว แต่ยังถือเป็นเด็กแบเบาะในโลกแห่งมืออาชีพ ฉันยังเลี้ยงตัวเองได้ไม่ดีนัก ประสาอะไรที่จะไปดูแลคนอื่น แม้คนนั้นจะเป็นพี่ชายหรือพ่อแม่ตัวเองก็เถอะ ในวันซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรของพี่ พ่อตัดสินใจเดินทางไกลมาถ่ายรูปด้วย ขณะที่แม่ผู้ไม่สนใจพิธีรีตองอยู่แล้วโทรบอกว่า “ไม่มานะ” ด้วยความที่ฉันตัดสินใจไม่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อสองปีก่อน ดังนั้นจึงถือได้ว่า งานรับพระราชทานปริญญาบัตรของพี่ในหนนี้ถือเป็นงานแรกของครอบครัวเรา แม้พี่ชายฉันจะเรียนจบช้า แต่เขาก็คงตั้งความหวังกับงานนี้ไว้มาก ในวันอันเกี่ยวข้องกับพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร คนเราจะต้องการอะไรมากกว่าความเบิกบาน ชื่นมื่น และความหวังถึงอนาคตอันสดใส แต่แล้วพ่อก็ปรากฏกายในตอนเช้าตรู่ด้วยอาการเดินโซเซและกลิ่นเหล้าหึ่ง พ่อเมาเหล้ามางานซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรงานแรกของครอบครัว และเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่าพี่ชายฉันคงไม่เรียนต่อระดับปริญญาโทแล้ว จึงถือได้ว่า พ่อเมาเหล้ามาร่วมงานซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรงานเดียวในชีวิตของลูกชายตนเอง

            ฉันเกลียดพ่อในวันนั้น

            หลังจากนั้นชีวิตฉันก็ก้าวเข้าสู่วัยเบญจเพส พร้อมๆ กับข่าวร้ายเรื่องบริษัทที่ทำงานอยู่ตัดสินใจปิดตัว ฉันกลายเป็นคนตกงาน ฉันตัดสินใจเดินทางไปท่องเที่ยวเวียดนามเกือบหนึ่งเดือนเต็ม ก่อนจะกลับมาปักหลักอยู่บ้านอีกเกือบห้าเดือน ช่วงนั้นฉันไปช่วยพ่อทำนา ได้พูดคุยและทำความรู้จักกับพ่อในวัย 54 ปีเพิ่มขึ้น พ่อในวัยนั้นหันมาทำงานช่วยเหลือชุมชนพลางถูกเชื้อเชิญไปเป็นกรรมการในกิจการที่เกี่ยวกับชุมชนอยู่หลายเจ้า ถ้าวัดตามมาตรฐานสมัยใหม่ พ่อไม่น่าจะถูกเชื้อเชิญ เพราะหนึ่ง พ่อไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต และสอง พ่อไม่ได้มีเงินมากมายขนาดที่จะไปดูแลใครได้ จริงๆ พ่อติดจะขัดสนด้วยซ้ำ พ่อแค่หาเงินได้จากการทำนาปีแล้วขายข้าว แต่คนในชุมชนเห็นว่าพ่อเอาการเอางาน พึ่งพิงได้ ฉันได้เรียนรู้ก็ตอนเบญจเพสนี่เองว่า คนเราไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานะที่ดีเว่อร์ เราก็สามารถช่วยคนอื่นได้…ประสบการณ์หนนั้นทำให้มุมมองที่ฉันมีต่อพ่อเริ่มเปลี่ยนแปลง

            จากนั้นอีกหนึ่งปีพ่อโทรบอกฉันว่าพ่อเลิกเหล้าแล้ว…เป็นการเลิกที่เด็ดขาดและจะไม่มีการข้องแวะเกี่ยวข้องกันอีก ฉันไม่เชื่อพ่อหรอก ฉันคิดว่ามันคือคำโกหกอีกคำหนึ่งที่มนุษย์ผู้อ่อนแอมักจะพล่ามออกมาเสมอ พ่อโกหกฉันแน่ๆ เหมือนกับที่บางครั้งฉันก็โกหกเจ้านายเรื่องเดดไลน์ส่งบทความ เหมือนที่บางครั้งเราก็โกหกบางคนว่าเขาไม่สำคัญต่อชีวิตเราแล้ว เหมือนที่บางหนผู้คนก็โกหกกันว่า “ไว้ว่างๆ กินข้าวกัน”

            แต่พ่อก็เลิกเหล้าจริงๆ

            นอกจากเลิกเหล้า พ่อในวัย 55 หันเข้าหาวัด เปล่า, ไม่ใช่การหันหาธรรมะแบบที่เรามักพบกันในสังคมเมืองยุคนี้ จริงๆ ชีวิตพ่อก็เหมือนชีวิตคนชนบทคนอื่นๆ คือมีความเกี่ยวข้องพัวพันกับวัดมาตลอด บางครั้งพ่อก็แวะไปคุยเล่นกับพระที่เป็นญาติพี่น้องกัน ฉันจะไม่เรียกมันว่า “การสนทนาธรรม” นะ เพราะมันคือการคุยเล่นจริงๆ พ่อทำสิ่งเหล่านี้มาเนิ่นนาน จนกลมกลืนกับวิถีชีวิต แล้วในวัย 55 ปีพ่อก็กลายร่างเป็นมัคนายก พ่อถูกเชิญให้เป็นประธานฝ่ายฆราวาสของวัดป่าสายปฏิบัติแห่งหนึ่ง งานศพ งานบวช แห่ผ้าป่า ทำบุญกฐิน อะไรก็ตามที่ต้องมีพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์องค์เจ้า ชาวบ้านจะเรียกขานให้พ่อไปช่วยทั้งนั้น แม้กระทั่งงานแต่งของลูกหลานข้าราชการใหญ่ หรืองานใหญ่โตระดับอำเภอ เขาก็ต้องมาเชื้อเชิญพ่อถึงบ้านด้วยตัวเองหมดทุกรายไป พ่อคนที่เคยติดเหล้าชนิดเกินเยียวยา ถูกภรรยาขอหย่า ถูกไล่ออกจากราชการ ชีวิตเป๋และโคตรจะเสียศูนย์ พ่อคนที่พกกลิ่นเหล้าเหม็นหึ่งไปร่วมงานซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรลูกชาย พ่อที่ฉันเคยเกลียด พ่อค่อยๆ กอบกู้ชีวิตของตัวเอง ใช่ มันไม่ได้ใช้ระยะเวลาสั้นๆ … มันกินเวลายาวนานหลายสิบปี แต่พ่อก็กอบกู้มันกลับคืนจนได้

            เกียรติและศักดิ์ศรีของมนุษย์คนหนึ่ง

            ทุกวันนี้พ่อยังเป็นชาวนาอยู่ ในวัย 61 ปี พ่อมีรถกระบะมือสองในครอบครองหนึ่งคัน อันเป็นคันที่พ่อผ่อนส่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรอยู่หลายปี จนตอนนี้หมดหนี้สินกันแล้ว พ่อใช้รถคันนี้ขับไปส่งคนในชุมชนเวลาที่มีใครเจ็บป่วยหรือต้องไปโรงพยาบาลไกลถึงขอนแก่น พอๆ กับที่ใช้คันนี้ขนปุ๋ยขี้ไก่ไปใส่ท้องนา พ่อยังคงไปวัด ไปงานบุญ งานบวช งานศพ งานกฐิน หรืองานผ้าป่าอยู่เสมอ แต่พ่อไม่แตะต้องเหล้าอีกแล้ว … ไม่เลยสักนิด

ฉันคิดว่าฉันเขียนประโยคแรกของบทความนี้ผิดไป

“ฉันรักพ่อ มากเท่ากับที่ฉันจะรักแม่ได้”

นี่ต่างหาก คือประโยคที่ถูกต้อง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s