[status] ผู้คนมีคำตัดสินของเขาและเรา ก็แค่มีเรื่องราวของเรา

เมื่อราวสองเดือนก่อน พี่น้องและผองเพื่อนจำนวนหนึ่งต่างพูดถึงหนังเรื่อง Begin Again

ฉันไม่เคยดูหนังเรื่องนี้หรอก (แม้จะหลงใหลเพลงประกอบสุดใจ ขนาดเปิดฟังเกือบเดือนตอนที่เดิน 1 ชม. ไป-กลับระหว่างบ้านพักและคณะ) แต่ชื่อของหนัง แทนที่จะทำให้ฉันรู้สึกถึงเรื่องราวความรักในวัยหนุ่มสาวหรือวัยกลางคน ฉันกลับคิดถึง

ชีวิตของพ่อ

พ่อของฉันเริ่มต้นชีวิตใหม่จริงๆ ในวัย 55 ปี, วัยที่หลายคนคงจะถอดใจไปแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง วัยที่เรามักคิดว่า “มันจบสิ้นแล้ว” ที่จะเปลี่ยน label ที่ติดอยู่ในชีวิตเรา

วัยที่เหลือเชื่อ ว่าชีวิตเราจะ Begin Again ได้

บทความเต็มฉบับนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารเวย์ (ขอบคุณ บ.ก.ตุ่น และคุณเพื่อนปอม) ตั้งแต่ต้นปี 2557 แต่มันใช้เวลานานมากสำหรับฉัน กว่าที่จะกล้าโพสมันเต็มๆ ออนไลน์ ในบล็อกของตัวเอง

รวมถึงที่นี่

เพราะทุกครั้งที่ฉันย้อนอ่านมัน ฉันมักรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ และฉันไม่รู้ว่าผู้คนจะตัดสินมันอย่างไร

31 ธันวาคม 2556, วันสิ้นปี ที่เกสต์เฮ้าส์แนวฮิปสเตอร์แห่งหนึ่งย่านฮงแด กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

ฉันนั่งทานมื้อสายในห้องอาหาร และได้เจอลิซเบธ ผู้หญิงวัยกลางสี่สิบ ชาวสวีเดน เราเจอกันหนที่สอง,ในห้องอาหารห้องเดิมนี่แหละ, แต่วันนี้เรามีเวลาคุยกันเหยียดยาว

แล้วเราก็เล่าถึงเรื่องราวของพ่อตัวเอง

.

.

.

รวมถึงเรื่องราวของแม่ด้วย

ทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องราวชีวิตของคนอื่น มันเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะตัดสิน

แต่บทสนทนากับลิซเบธในเช้าวันสิ้นปีวันนั้น เป็นหนึ่งในบทสนทนาที่ดีที่สุดบทหนึ่งในชีวิต

การแชร์เรื่องราวส่วนตัว ไม่ได้แย่เสมอไป

ผู้คนมีคำตัดสินของเขา

และเรา ก็แค่มีเรื่องราวของเรา

ก็เท่านั้น

Advertisements

[status] 2014.09.23

จากข่าวนี้ “พาณิชย์เผยนโยบาย ‘จ้างชาวนาเลิกปลูกข้าว'”

เลยมีความเห็นดังนี้

เหมือนเห็นโมเดลของญี่ปุ่นกลายๆ

ความน่าสนใจของเรื่องนโยบายต่อเกษตรกร (โดยเฉพาะชาวนาข้าว) ของรัฐไทยกับญี่ปุ่น ก็คือมันมีสภาพที่ดูสวนทางกัน รวมทั้งสิ่งที่ชนชั้นกลางญี่ปุ่นเรียกร้องกับสิ่งที่ชนชั้นกลางไทยเรียกร้อง ในแง่นโยบายและแผนการเกษตรที่อยากเห็น ก็สวนทางกัน (แน่ล่ะ ด้วยประวัติศาสตร์อ่อนไหวที่ต่างกัน)

อย่างสั้นๆ (เท่าที่เคยอ่านผ่านและสัมภาษณ์คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่)
1)การจ้างชาวนาเลิกปลูกข้าว หรือจ่ายเงินชดเชยเพื่อให้ชาวนาเอาที่ดินไปทำอย่างอื่น เป็นสิ่งที่ รบ ญี่ปุ่นทำมาตั้งแต่ยุค 60(ถ้าจำไม่ผิด) หรืออย่างช้าก็ 70 ไม่ใช่สิ่งใหม่ด้วย อเมริกากับยุโรปก็ทำ แต่รายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ มีงานวิจัยชี้ว่าภายใต้สิ่งที่เรียกว่า “อุดหนุน” เงินในส่วนจ้างให้เอาที่ดินไปทำอย่างอื่นสูงกว่าเงินอุดหนุนชาวนารูปแบบอื่น (ชาวนา ญป ได้เงินอุดหนุนหลายแบบ)

และนายกอาเบะกำลังคิดจะยกเลิกไอ้เงินจ้างเลิกทำนาแล้ว (เพราะ ญป ยุคนี้กำลังสับสน/แต่ก็อยากเปิดเสรีการเกษตร)

2)ก่อน WW 2 ญี่ปุ่นมีปัญหาเรื่อง landlord (เกี่ยวพันกับอำนาจรัฐด้วย) ทำให้พอแพ้สงคราม เลยมีการทำ land reform เกิดชาวนารายย่อยจำนวนมาก สังคมเศรษฐกิจของ ญป ก็เลยเต็มไปด้วยชาวนารายย่อย คือทุนใหญ่จะรุกคืบนี่เรียกได้ว่า สังคมจะตั้งคำถาม (เพราะมันจะทำให้หวนคิดถึงสังคม landlord ยุคที่ก่อปัญหา) agribusiness ญป เลยมีทุนใหญ่มาเล่นน้อย กม ก็ไม่เปิดช่อง แต่ช่วงไม่นานมานี้ มีกระแสสังคมเรียกร้อง โดยเฉพาะจากคนรุ่นใหม่ ให้รัฐแก้ กม ที่ดิน ให้ทุนใหญ่เข้าไปทำธุรกิจได้ คนรุ่นใหม่ ญป เชื่อว่าทุนใหญ่จะผลิต/จัดการพืชผลได้มีประสิทธิภาพกว่า และ รบ จะได้ลดการอุดหนุนลง ข้าวแจปอนนิก้าราคาถูกลง แข่งขันในตลาดเสรีได้ ผู้บริโภคได้ประโยชน์

ขณะที่สังคมไทย คนนอกที่ไม่ได้อยู่ในวงจรปลูก/ขายข้าว ยังสับสนอยู่เลย ว่าอยากให้ทุนใหญ่มา (ถ้าเขาใช้ยา/ผูกขาดเมล็ดพันธุ์/จีเอ็มโอล่ะ) หรืออยากให้ชาวนารายย่อยยังแข่งขันในตลาดโลกได้ด้วย (ชาวนาที่มีที่นาต่ำกว่า 30ไร่) (แต่อาจหมายถึงรัฐก็ต้องมีนโยบายมาอำนวยความสะดวก)

คือมันต้องตอบให้ได้ว่าสังคมไทยอยากได้แบบไหนด้วย หรือจะผสานกัน ก็ต้องมาออกแบบ กม อันนี้ก็ต้องช่วยกันดูอีก

อีกประเด็นคือ เทคโนโลยีการจัดสรรน้ำ ทำไมอิสราเอลทำได้นานแล้ว (หรือเขาทำแต่บางพื้นที่ อันนี้ไม่รู้) แต่นักวิทย์ไทยทำไม่ได้ เราส่งคนไปเรียนเมืองนอกไม่น้อย ม.ดังๆ ระดับโลกทำไมอุปสรรคเรื่องการจัดสรรน้ำไปพื้นที่แห้งแล้ง (อิสาน เป็นต้น) ยังไม่เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นเลย

เป็นต้น (อันนี้เป็นข้อสังเกต ที่อาจผิด ก็แก้ไขได้นะ)

[status] 2014.09.18

ตื่นเช้ามาเพื่อพบข่าวว่าป้าที่เคยอยู่บ้านข้างๆ กัน (บ้านหลังตอนเราเป็นเด็ก) ตายแล้ว พอย้ายบ้าน ไม่ได้อยู่บ้านหลังติดกัน เราก็คิดหน้าปัจจุบันของแกไม่ออก คิดได้แต่หน้าตาตอนที่เราเคยเห็นเมื่อตอนเป็นเด็ก

บ้านที่โตเกียวของเราอยู่ตรงข้ามสุสาน เกือบทุกวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เราจะเห็นครอบครัวต่างๆ ขับรถมาจอดตรงลานจอดรถข้างบ้าน (เรา) แล้วเดินข้ามฝั่งไปเคารพหลุมฝังศพฝั่งตรงข้ามเสมอ แต่แปลกที่เรากลับไม่ค่อย “สำนึก” ถึงความตายเวลาที่อยู่โตเกียว มากเท่าเวลาที่เรากลับมาอยู่บ้าน

ถ้าอยู่บ้าน เราจะได้เสียงธรณีกันแสงดังไม่เคยต่ำกว่าเดือนละสองหน ผู้คนที่เราเคยคลุกคลีด้วยตอนเป็นเด็ก ผู้คนที่เราเคยรู้จัก ค่อยๆ กลายเป็นความทรงจำไปทีละราย

“แม่แก่ขึ้นมากนะ” เราพูดกับพี่ชายในวันหนึ่ง เพียงสี่เดือนนับจากปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมที่เราไม่อยู่บ้าน เรารู้สึกถึงริ้วรอยบนใบหน้าที่มากขึ้นของแม่ เส้นผมที่เบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด ชีวิตที่ขับเคลื่อนไป

ในวัยอย่างนี้ เราชอบไปงานศพมากกว่างานแต่ง งานศพทำให้เราบอบบางขึ้น, ใช่ มันไม่ได้ทำให้เราเข้มแข็งขึ้นหรอก เราไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ ไม่ใช่วันเดอร์วูแมน แต่งานศพมันก็ทำให้เรายิ่งรู้ตัวว่าเราบอบบางแค่ไหน ขณะที่คนอื่นก็บอบบางไม่ต่างจากเรา

ส่วนเรื่องที่ว่าเราควรจะรับมือกับความบอบบางของตัวเองและคนอื่นแบบไหน นั่นเป็นโจทย์เฉพาะบุคคลที่ต้องเลือกหนทางจัดการ — และรับผิดชอบผลของมัน — กันเอาเอง

[จดหมายจากเขาวง] โลกของแม่

IMG_6642

ลุงประเสริฐจากไปตั้งแต่ก่อนฉันเกิด จากไปในวัยก่อนที่แม่จะเรียนจบได้วุฒิครูด้วยซ้ำ คนในบ้านเล่าให้ฉันฟังตอนเด็กๆ ว่า ลุงรับราชการตำรวจ และได้ร่วมต่อสู้กับกองกำลังคอมมิวนิสต์ในพื้นที่สีแดงจนตัวตาย ลุงจากไปก่อนอายุสามสิบ จากไปในวัยที่เป็นลูกชายคนโตคนเดียวที่มีการมีงานทำแล้ว ยายกับตาต้องมานั่งจัดงานศพของลูกชายตัวเอง ฉันคิดว่าพ่อแม่ทุกคนคงหัวใจสลายที่ต้องมานั่งผจญเรื่องราวอย่างนี้

แล้วเด็กสาววัยรุ่นอย่างแม่ก็ต้องหัดเริ่มต้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว จริงๆ แม่เป็นผู้ใหญ่มานานแล้ว แต่พอลุงเสริฐไม่อยู่ แม่ก็กลายเป็นพี่คนโตคอยดูแลน้องๆ ทั้งบ้าน ตอนนั้นน้องชายคนที่เจ็ดซึ่งเป็นคนที่เล็กที่สุดก็ยังอยู่ชั้นประถมต้นเท่านั้นเอง ความยากลำบากในวัยสาวของแม่เป็นเรื่องที่ฉันมักจะได้ยินน้าเล่าให้ฟังเสมอ ทุกครั้งที่ฉันรบเร้าให้น้าเล่าเรื่องตอนนั้นให้ฟัง น้าจะเล่าเกี่ยวกับเรื่อง “แกงขี้เหล็ก” มันเป็นช่วงเริ่มต้นวัยทำงานที่ตาถอยรถกะบะคันใหม่ไว้ทำงาน ทุกคนในบ้านต้องเอาเงินเดือนมากองรวมกัน แล้วช่วยๆ กันผ่อนส่งรถของตา ความที่แม่เป็นพี่ใหญ่ในหมู่น้องๆ แม่จะรู้สถานการณ์การเงินของครอบครัวดีกว่า แม่รู้ว่าเงินไม่พอกิน แม่เลยไปหาใบขี้เหล็กมาทำแกงหม้อใหญ่ ตั้งไฟ หุงข้าว แล้วแม่ก็บอกน้องๆ ทุกคนว่า เราจะกินแกงขี้เหล็กหม้อนี้ไปอีกเจ็ดวัน

ช่วงผ่อนรถกะบะคันนั้น ทุกคนผ่านมันมาได้ด้วยแกงขี้เหล็กหม้อนั้น พอเติบใหญ่และความสะดวกสบายเริ่มเข้ามาพร้อมกับการงานที่มั่นคงขึ้น น้ามักพูดเสมอว่า เวลาเห็นแกงขี้เหล็ก ก็จะหัวเราะ และคิดถึงเรื่องในช่วงเวลานั้นเสมอ

แม่เริ่มรับราชการครูในตอนอายุ 18 ประจำที่โรงเรียนกุดปลาค้าวราษฎร์บำรุงเป็นโรงเรียนแรก แล้วแม่ก็ไม่เคยย้ายไปไหนอีกเลย แม่รับราชการยาวนานกว่า 42 ปี แต่แม่บอกตอนเกษียณว่า “หลวงเขานับอายุราชการให้แค่ 35 ปีเท่านั้นแหละ”

มีคนเคยบอกว่า ยิ่งแก่ แม่ก็ยิ่งดูเหมือนยาย วันนี้ฉันรื้อรูปเก่าๆ มานั่งดู มีรูปงานศพของลุงประเสริฐรูปหนึ่ง ทุกคนที่เหลืออยู่ในครอบครัวยืนกันพร้อมหน้า รูปยายในภาพนั้น ช่างเหมือนกับแม่ในวัย 61 คนที่นอนอยู่ชั้นล่างของบ้านเหลือเกิน

ฉันคิดว่าฉันเหมือนพ่อมากกว่าเหมือนแม่ ตั้งแต่เป็นเด็กแล้วที่คนแถวบ้านก็ชอบพูดอย่างนั้น แต่ถึงรูปลักษณ์ภายนอกของฉันจะเหมือนพ่อมากกว่า แต่ฉันก็แอบหวังว่าฉันจะได้รับความเข้มแข็งของแม่มาบ้าง

ความเข้มแข็งอันธรรมดาสามัญ ของคนที่ไม่เคยมีส่วนร่วมกับประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงใน พ.ศ.2516 หรือ 2519
คนที่เข้ากรุงเทพฯ ไปตอนพฤษภาคม 2535 เพียงเพราะขึ้นไปเยี่ยมน้องสาวเท่านั้น คนที่ไม่ได้มีชีวิตโลดแล่นอยู่ในหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารอันเป็นแรงบันดาลใจแห่งยุคสมัย

คนที่โลกส่วนใหญ่อยู่ในห้องครัว ทุ่งนา โรงเรียน และเมรุเผาศพ วนเวียนกันอยู่อย่างนี้เท่านั้นเอง

16/09/2557

หมายเหตุ: อ่านที่มาที่ไปของความผูกพันของแม่กับเมรุเผาศพ ได้ที่นี่https://tiktokthailand.wordpress.com/2013/11/17/แม่และงานศพ/

[BOOK] “และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ: การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชน ก่อน 14 ตุลาฯ”

10384442_10152390601688235_3301986677177312744_n

“และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ: การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชน ก่อน 14 ตุลาฯ”

โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ
พิมพ์ครั้งที่ 2 (ตุลาคม 2556)

ขอพื้นที่ให้หนูโชว์โง่บ้าง

อ่านล่มนี้แล้ว (แน่นอนว่า นานๆ ทีจะอ่านงานวิชาการนอกเหนือจากที่เซนเซสั่งให้อ่าน …กรรม) พบว่า

-วัฒนธรรมการเมือง (Political Culture) มันเป็นคนละอันกับ การเมืองวัฒนธรรม (Cutural Politics) – งานที่ปรับปรุงมาจากธีสิสเล่มนี้ เน้นวิเคราะห์ “การเมืองวัฒนธรรม” (Cultural Politics)

– จิตร ภูมิศักดิ์ เกิด 2473 ถูกยิงตาย 2509 … และไม่ได้เกี่ยวข้องทางกายภาพใดๆ กับ 14 ตุลา 2516 (หรือ 6 ตุลา 2519) — เออ เพิ่งรู้นี่แหละ ><

-งานเขียนงานหนังสือพิมพ์ของ ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์), เสนีย์ เสาวพงศ์ (ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์) อิศรา อมันตกุล,ลาว คำหอม และอื่นๆ (เช่น นายผี) เป็นงานยุค 2490 เน้นวิพากษ์รัฐบาล ยุค จอมพล ป.(ยุคสอง) และสังคมยุคนั้น พอจอมพลสฤษดิ์ รัฐประหารอย่างเป็นทางการ 2501 งานเหล่านี้ และคนเหล่านี้ ก็ถูกกวาดล้าง ตรวจสอบ และทำให้หายไปจากความทรงจำของคนทั่วไป … นิสิตนักศีกษาที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยยุค 2500 เรื่อยไป (ก่อนหน้า 14 ตุลา 2516) ไม่รู้จัก งานเขียนและนักเขียนเหล่านี้ พวกเขาโอบรับกระแส “ซ้ายใหม่” ตามกระแสนักศึกษาและปัญญาชนทั่วโลกในตอนนั้น โดยตั้งคำถามถึง “ซ้ายเก่า” ว่าเมืองไทยไม่เคยมี …จนกระทั่งพวกเขาได้อ่านงานเขียนในยุค 2490 พวกเขาถึงได้ค้นพบว่า …”เฮ้ย แก๊ มันเคยมี “ซ้ายเก่า” มาแล้วโว้ย แต่ทำไมกรูไม่เคยรู้” (กรูก็ไม่เคยรู้เหมือนกันนนนนน)

-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนเปิดตัวครั้งแรก (เดบิวต์ครับ เดบิวต์) เป็นมหาวิทยาลัยเปิด! ใครๆ ก็เรียนได้!

-ตอนที่ เสน่ห์ จามริก เป็นอาจารย์หนุ่มจบจากต่างประเทศ เข้ามาสอนรัฐศาสตร์ที่ มธ. นั้น เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ยังเป็นวัยรุ่นนักศึกษาอยู่ (อา…พวกเขาไม่ใช่คน “วัย”เดียวกันนะครัช)

-ยุคก่อนหน้า 14 ตุลา 2516 นักศึกษาและปัญญาชนค่อยๆ บ่มเพาะความคิดต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร พวกเขาใช้คำว่า “ขายชาติ”กับรัฐบาลจอมพลถนอม ขณะเดียวกัน พวกเขาก็มองว่า “คณะราษฎร์” คือรากหน่อของปัญหา “เผด็จการทหาร” ที่สืบต่อมาในประเทศ และพวกเขาอุ้มชูวาทกรรมราชาชาตินิยมประชาธิปไตยไว้ (พร้อมวาทกรรมอื่นๆ // ขี้เกียจย้อนเปิดดูว่ามีอะไรบ้างแล้ว)

-นักศึกษาก่อนยุค 14 ตุลา ก็รับเอาแนวคิด ชาตินิยม มาใช้ (อย่าปล่อยให้มะริกันมายึดประเทศที่บรรพบุรูษเราสู้ให้ได้มา) แต่เป็นคนละชาตินิยมแบบราชการ (official nationalism) ที่รัฐบาลเผด็จการทหารใช้

พอล่ะ รู้สึกโดนทุบหัวโง่ๆ พอล่ะ (คนอื่นเขาคงรู้หมดแล้วล่ะ กรูเพิ่งรู้นี่แหละ)

แต่ข้อสังเกตคือ ตัวละครหลักๆ ในหนังสือ (มันจะมีรวมลิสต์รายชื่อข้างท้ายด้วยนะ) ส่วนใหญ่เกิน 90% เป็น ผู้ชาย แทบไม่มีตัวละครหญิงโผล่มาเลย

ประวัติศาสตร์ยุคหนึ่งสะท้อนให้เราเห็นว่า รัฐไทยสมัยใหม่ ถูกขับเคลื่อน (และปะทะ) โดยเพศชายเป็นหลักสินะ

จบล่ะ / ไว้จำอะไรได้จะมาเขียนต่อ / แต่ตอนนี้เรามีนิยายประโลมโลกต้องอ่านต่อฮ่ะ / ต้องเขียนเรื่องญี่ปุ่นต่ออีก หวานแหววๆ

“ยากสุดคือ…”

“ยากสุด คือฝึกหายใจ”

น้องคนหนึ่งโพสเรื่องฝึกว่ายน้ำไว้ในเช้าวันนี้ สำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่ (ยอม) เป็นสักที,​ นี่คือเรื่องจริงที่สุด

 

ประโยคนี้ทำให้ฉันคิดถึงเหตุการณ์ในเช้าตรู่วันคริสต์มาสปีที่แล้ว ที่สนามบินนาริตะ

เรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่ก็โยงใยกัน

ฉันมีนัดดูคอนเสิร์ตครบรอบสิบปี “ทงบังชินกิ” ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ในวันที่ 26 ธันวาคม 2013, ไฟล์ทบินคริสต์มาสคือไฟล์ทที่จะพาฉันไปยังสถานที่นั้น

 

คริสต์มาสคือช่วงเวลาที่ค่าโดยสารเครื่องบินจะถีบตัวขึ้นสูงมาก สูงจนน่าตกใจ สูงจนน่าหลีกเลี่ยง ยกเว้นแต่ว่า มันคือไฟล์ทบังคับ ถ้าไม่จำเป็นถึงขั้นคอขาดบาดตาย คนเราคงไม่อยากเดินทางในช่วงเวลามหาแพงเหล่านี้

แน่นอนว่า “ทงบังชินกิ” คือเรื่องคอขาดบาดตายของฉัน

 

แต่สำหรับครอบครัว พ่อ-แม่-ลูกสอง หัวสีทองที่ยืนต่อคิวเช็คอินอยู่ข้างหน้า ฉันไม่รู้ว่า “อะไรในโลก” คือเรื่องคอขาดบาดตายของพวกเขา

เด็กชายคนพี่หาวหวอดๆ ติดต่อกันเป็นครั้งที่สิบสี่แล้ว เช้าตรู่หน้าเคาน์เตอร์โคเรียนแอร์ไลน์ในฤดูหนาวใกล้ศูนย์องศาอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องจำเป็นจริงๆ เราก็คงไม่ถ่อกันมาต่อคิว

พ่อกับแม่หัวทองคุยกันด้วยความเคร่งเครียด ถกเถียงด้วยภาษาสกุลยุโรปสักอย่างที่ฉันไม่มีวันเข้าใจ พอคิวเริ่มใกล้เคาน์เตอร์เช็คอินเรื่อยๆ คนเป็นแม่ยิ่งเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้าย เมื่อสถานการณ์หน้าเคาน์เตอร์ของพวกเขาลงเอยแบบไม่สมความปรารถนา คนเป็นแม่ก็ตะโกนออกมาใส่หน้าคนเป็นพ่อ

 

แล้วเธอก็เขวี้ยงกระเป๋าถือที่อยู่ข้างตัวลงพื้น

 

เด็กน้อยสองคนร้องตกอกตกใจ เสียงร้องไห้ดังจ้าไปทั่วแถวเช็คอิน คนเป็นแม่กรีดร้องใส่หน้าสามี, ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดของเธอ คงมีอะไรสักอย่างผิดพลาดจากแผนเดินทางที่วางกันไว้…แผนเดินทางของช่วงเวลาแสนแพง ในเช้าตรู่วันคริสต์มาส

 

แผนผิดพลาด ที่อาจทำให้เราเสียสติ จนเผลอตะโกนและกรีดร้องใส่หน้าคนที่เรารัก

 

เป็นเช้าวันนั้นเอง เช้าก่อนหน้าปีใหม่ตั้งเกือบหนึ่งสัปดาห์ ที่ฉันสูดลมหายใจยาวเข้าปอด ปี2014 ฉันไม่มี New Year Resolution สักข้อ ฉันเคยลองมาแล้วตลอดชีวิต,​ มันไม่ค่อยเวิร์ค ฉันไม่มีวินัยมากพอที่จะรักษามันไว้

 

แต่ปีนั้นเอง ปีที่แล้ว ในวันคริสต์มาส ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงเกินไป ฉันตั้งใจไว้ ในทุกๆ ปี, ถ้าเป็นไปได้,

ฉันขอให้ตัวเองยังมีสติอยู่เสมอ และไม่ว่าอะไรจะผิดแผนหรือผิดพลาด

 

ถ้าเป็นไปได้, ฉันขอให้ตัวเองไม่กรีดร้องหรือตะโกนใส่หน้าคนที่เรารัก

 

ไม่ว่าเราจะพลาดไฟล์ทบินคริสต์มาส หรือเจอสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็เหอะนะ

 

“ยากสุด คือฝึกหายใจ”

“ยากสุด คือรักษาสมดุลของการว่าย,​ ประคองชีวิต”

 

 

 

[short story] Tokyo Zero Degree

“Tokyo zero degree”

 

 

In the freezing winter,
one day,
I had a warm can of coffee in my hand,
then you asked,
about the place I like the most in Tokyo,
“Lawson”,
a reply went on,
“Why?”, 
so much many doubts when we were young,
too many,
“It opens 24 hours,
you can count on,
from zero degree to forty degree,
It is there,
not always but normally,
not so much things in the world can make you feel like that,
like Lawson”,
“But the food is bad,” you said,
then I agreed,
In a zero degree sunny day,
with the warm can of coffee in my hand.

 

10580823_10152397024978235_6902754420109213934_o-2

[film] Solanin : The portrait of the hardship of becoming adulthood

Solanin
(2010, Japanese, directed by Takahiro Miki, manga by Inio Asano)

3/5

The portrait of the hardship of becoming adults 

 

Solanin image 01


I may expect more, then I feel a bit unsatisfied, maybe because I am not in that region of twenty something anymore, or maybe, maybe, maybe, (you can type a million “maybe”.)

It’s story about young graduates who feel not satisfied about their lives, asking about the meaning of it, if it, itself, is not meaningless. A young man who once has a dream, seeking it, and, yes, truth always hurts, or maybe his time hasn’t arrived yet.

A young woman who doesn’t know what her dream is, she just know that she is happy standing by a young man’s side. One thing she likes is that listening to a guitarist man talking, she usually likes that part.

Young people in the modern-day Japan, who live in the era that the economic is not that “great” anymore, dream that is hard to achieve, life that is not easy to bargaining with.

Aoi Miyazaki is at her best in this film, but the film itself, may not be for the “now” me.

September 2nd, 2014.