วิธีการเดินทางโดย keisei line จากนาริตะ มา Nippori (หรือ Ueno) station

บล็อกนี้เป็นบล็อกที่ทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลน้องสาวคนหนึ่งที่กำลังจะเดินทางมาโตเกียวค่ะ รายละเอียดอาจไม่ได้ชัดเจนอะไร

1)พอผ่าน ตม.​ เรียบร้อย ลากกระเป๋าออกมา ให้มองหาป้าย “Railways —>”  หรือรถไฟ ตามในภาพ

IMG_6870

2) เดินไปตามป้า Railways สักไม่เกินสามร้อยเมตร จะเจอกับเคาน์เตอร์ (ทางซ้ายมือ) ขายตั๋วเดินทางของบริษัท Keisei (เคย์เซย์) ก็เข้าไปบอกเขาว่า “Keisei Skyliner ticket please.” ก็บอกจำนวนไปว่าเอากี่ใบ

หมายเหตุ: Keisei Skyliner เป็นคนละเส้นทางกับ NEX (JR Express อะไรสักอย่าง) ดำเนินการโดยคนละบริษัท อย่าสับสนกัน

ในที่นี้ ถ้าจะมา Nippori หรือ Ueno Station แนะนำให้เดินทางด้วย Keisei Skyliner จะสะดวกกว่า

IMG_6871

3)ตั๋วเดินทางจะมีลักษณะหน้าตาดังนี้
ในนี้จะระบุ หมายเลขตู้ (รถไฟจะมีหลายตู้มาก ไล่ไปตั้งแต่ตู้ 1, 2, 3) ในนี้คือ ตู้ที่ 03
ส่วนหมายเลขถัดไป 04 D รู้สึกว่าจะเป็นแถวที่นั่ง 4 เบาะ D
ปกติควรเข้าให้ถูกตู้แหละ แต่ถ้าเข้าผิด มันก็เดินไปหากันได้

แล้วระหว่างเดินทาง จะมีพนักงานเข้ามาตรวจตั๋ว (ขอดูตั๋ว) ด้วย ให้เก็บตั๋วไว้

IMG_6874

4) รถไฟจะแล่นยาวเลย รู้สึก 30 กว่านาที จะจอดที่สถานี Nippori ก่อน จากนั้นจะจอดที่ปลายทางสถานี Ueno
ซึ่งสถานีทั้งสองนี้ จะอยู่ห่างกันหนึ่งสถานีนั่นเอง

5)พอลงจากรถไฟแล้วก็ให้ออกมาจากตัวสถานี (Keisei) Nippori
Nippori statin เป็นสถานีใหญ่ จะมีรถไฟของหลายบริษัทให้บริการ เช่น JR Nippori เป็นต้น
ถ้าออกจาก Keisie Nippori แล้ว ปกติก็ให้ยืนรอตรงนั้น ตรงจุดนั้นจะเป็นจุดเดียวกับ North gate (North exit) ของ JR Nippori ด้วยนั่นเอง

จบ.

[status] 2014.10.07

สิ่งที่ได้เรียนรู้วันนี้
1)คุยเรื่องลิปสติกกับเพื่อนไลบีเรีย นางบอกว่า นางใช้ลิปสติกของ Black Up เป็นลิปสติกแบรนด์ทวีปแอฟริกา ผลิตออกมาภายใต้คอนเซปต์ว่า เพื่อผู้หญิงผิวสี (expert for women of color) คือมันจะมีตั้งแต่พวกรองพื้น บลัชออน มาสคาร่า อายไลนเนอร์ พวกนี้ทั้งหมด แต่ว่าเราสนใจลิปสติก เพราะคิดว่าต้องติดทนนานแน่ๆ เลย เลยบอกเพื่อนไลบีเรียว่า เดี๋ยวชั้นจะนำเข้ามาขายในเมืองไทยดีไหมน้าาาาา (ริจะแข่งกับซีโฟร่าเรอะะะะะะ)

เพจ – https://www.facebook.com/blackupcosmetics

blackup-lips-campaign

2)เพิ่งรู้จากเพื่อนไลบีเรียอีกเช่นกัน ว่าเราสามารถเข้าไปจองหนังสือที่อยู่ในเครือข่ายได้ คือมีหนังสือภาษาไทยเยอะมาก ที่อยากยืมจากห้องสมุด ม.เกียวโต … นับจากนี้ไป ชีวิตตรูจะง่ายขึ้นล่ะ (ถ้าสิ่งที่เพื่อนบอกเป็นความจริง)

3)ซัมเมอร์ได้จบลงแล้วอย่างสมบูรณ์ (มรึงเพิ่งรู้เรอะะะะะะะ)

[status] 2014.10.08

เรื่องตลกจากเทอมก่อนหน้าคือ คืนก่อนจะบินกลับไทย ไปกินข้าวกับเพื่อน เพื่อนคนที่จะจบก็พาเพื่อนอีกคนมา เป็นคนที่เคยเรียนทึ่นี่ แต่ไปแลกเปลี่ยนที่อื่น ก็เจอกันแค่นั้นแหละ เพราะวันพรุ่งก็ต้องกลับไทย กว่าเราจะบินกลับมา เพื่อนใหม่นั่นก็คงบินกลับประเทศเขาไปแล้ว

ทีนี้เราไล่ๆ ดูรูปเก่าๆ ตอนงานรับปริญญา (คนจบ) และงานเวลคัมปาร์ตี้ (รับเรา) ซึ่งเป็นงานเดียวกัน เราถ่ายภาพน้อยมาก แต่มันดันมีไอ้คนนี้น่ะ ยืนเด่นเป็นสง่าในภาพในคอมเราเลย

คนเรา เมื่อไม่รู้จักก็จะมองไม่เห็น
แต่เมื่อรู้จักแล้ว ก็จะเห็นความเชื่อมโยงมากมายสินะ

[japan] resident / citizen’s duty

Citizen/Resident’s Duty

10696286_10152472517153235_4202853485678529425_n

ขวามือนั้นทั้งล้างทั้งเอามือแงะจุกเปิดออก ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ชม. นะคะ บ้านนี้เมืองนี้ควรมีคยทำคลิปฮาวทูล้างและแงะฝาขวด(แก้ว) ให้รวดเร็วนะคะ

เป็นบรรทัดฐานของสังคมที่ทุกคนต้องทำกัน (เท่าเทียมในแง่หน้าที่ แต่ถ้ามีเงินก็จ้างแม่บ้านทำได้ แต่ก็ต้องทำ) พอคิดว่าทุกคนก็ต้องเสียเวลา เสียค่าน้ำ(มาล้างขวด)เหมือนกันกับเรา มันก็เลยโอเคที่จะปฏิบัติ

ล้างขวดเสร็จต้องทาครีมที่มือ (เสียเงินอีก) เป็นพลเมือง/ผู้พักอาศัยในประเทศโลกที่หนึ่ง ได้สาธารณูปโภคดีๆ เยอะ แต่ก็มาพร้อมกับหน้าที่ที่ไม่ทำก็โดนชุมชนเม้าท์ (และเตือน) เช่นกัน

[review] Hormones Season 2

Hormones Season 2

Screen Shot 2014-10-13 at 2.18.27 PM Screen Shot 2014-10-13 at 3.01.30 PM Screen Shot 2014-10-13 at 3.03.05 PM

เหมือนที่มิตรสหายท่านหนึ่งว่าไว้ ฮอร์โมนคือซีรีย์อนุรักษ์นิยมที่นำเสนอประเด็นแรงๆ มาเป็นจุดขายของหนัง มากกว่าจะบอกว่ามันสนับสนุนประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงเหล่านั้น (Queer / LGBT / Pro-choice/ ลัทธิสไปรท์ และอื่นๆ) เพราะสุดท้าย ท่าทีของซีรีย์ ก็กลับไปสู่โลกที่ว่า การตัดสินใจของเด็กวัยรุ่นบางครั้งก็บกพร่อง เมื่อคิดจะออกนอกลู่นอกทาง ความเสียหายบางอย่างจะเกิดขึ้น (ตอน “ไผ่” ชัดเจนมาก) ท้ายที่สุด ฮอร์โมนจึงมีท่าทีประนีประนอมที่ค่อนข้างสูงมาก

ดังนั้น เราจึงพูดไม่ได้เต็มปากว่า ฮอร์โมน นำเสนอประเด็นที่กล้าหาญ แต่ใน EP ที่ดีที่สุดของซีซันนี้ (คือ EP “ออย”) เมื่อตัวซีรีย์กลับมาแตะประเด็นที่เล็กที่สุดมากกว่าประเด็นคอนโทรเวอเชียลอื่นๆ มันกลับเป็นตอนที่ทรงพลังที่สุด เรื่องสามัญเล็กๆ ของ “ออย” ผู้ไร้ตัวตน (เสียเหลือเกิน) เรื่องความอยากมีที่ทาง ความหวังเล็กๆ น้อยๆ ของเด็กโดดเดี่ยวในโรงเรียนมัธยม (ทำไมชั้นเขียนดูอิน ><)

EP “ไผ่” เป็นอีกตอนที่ทรงพลัง แต่ความทรงพลังอยู่ที่นักแสดงรับเชิญอย่าง “เฟิร์น” กับชีวิตและความฝันของเธอมากกว่า ขณะที่หลายๆ ตอนของซีซันนี้ดู “อะไรของมึง” (อาทิตอน “วิน”) แต่ตอน “ไผ่” บทสนทนาระหว่าง ไผ่กับเฟิร์น มันดูทำให้เราจุกได้สิ้นดี จุกในความหมายที่แปลว่าเจ็บ แต่ดี

EP “ปัจฉิม” หรือตอน 13 เป็นตอนที่เชียร์ขนมปังรัวๆ โอเค…เต้ยกับต้าเหมาะกัน และขอให้พวกเธอโชคดี แต่หลังจากที่พวกเธอทำชีวิตคนอื่นฉิบหายป่นปี้เพราะความโลเลของตัวเองมาขนาดนี้ (กว่าจะรู้ใจตัวเองมรึงช้ามากนังเต้ย มึงไม่ควรเอ็นท์ติดใดๆ ทั้งปวง นังสมองช้า!) พวกเธอก็ไม่ควรมาหวังอย่างงี่เง่าโลกสวยว่าคนอื่นควรให้อภัยพวกเธอในเร็ววัน ฉากเต้ยเอาการ์ดไปให้ขนมปัง …อิเต้ย มรึงทำเพื่อความสบายใจของตัวเองล้วนๆ เว้ยเฮ้ย มรึงไม่ได้ห่วงอะไรจิตใจน้องเขาเลย อินางฟ้า! … ประเด็น “เต้ย” กับ “ขนมปัง” เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากว่าใครรู้สึกกับสองคนนี้ยังไง เพราะฟีดนิวส์เราตั้งแต่ตอนที่ทะเลแล้ว แตกแยกออกเป็นหลายสาย นี่นับแค่ความเห็นของผู้หญิงล้วนๆ ไม่นับผู้ชาย (เพราะผู้ชายย่อมเชียร์อิเต้ย!) คือบางคนก็นิยามขนมปังว่า “แรดเงียบ” ขณะเดียวกัน คำนิยามนี้ก็ถูกใช้กับ “เต้ย” ด้วยเช่นกัน …ซึ่งนับว่าน่าสนใจดีที่จะคอยไล่อ่าน ว่าเพื่อนๆ เรารู้สึกกับสองคนนี้ยังไง

ยังไงก็แล้วแต่ ฉากขนมปังยืนขวางกั้นกางทำลายความโรแมนติกระหว่างเต้ยกับต้า เป็นฉากที่ชอบที่สุด และรีดูซ้ำที่สุด (จิตด้านมืดเริ่มทำงาน) พอรีดูซ้ำก็จะเริ่มกลัวตัวเอง 555 มันเหมือนสะท้อนว่า เราเชื่อเรื่องการให้อภัย แต่เราก็เชื่อเรื่องที่ว่า การตอบโต้เป็นสิ่งจำเป็น เรายังแอบคิดเลยว่า มันควรมีสักคน ทำให้ต้าเต้ยรู้สึกสำนึกได้บ้างว่า …มรึงได้ทำร้ายจิตใจคนอื่นอย่างตาใสกันขนาดไหน ในนามของความสับสนนี่ ‪#‎เริ่มอิน‬

ด้วยเหตุนี้ เราจึงประกาศตนอยู่ทีมขนมปังนั่นแล ‪#‎สุดท้ายเธอก็ได้แฟนหล่อที่ชั้นเล็งไว้ตลอดทั้งเรื่อง‬ ‪#‎น้องนักร้องนำำำำำำ‬ ‪#‎เขิน‬ #ส่วนออยเอ็นท์ให้ติดออกมาทำงานได้เงินเยอะๆแล้วหนูค่อยซื้ออาร์มานี่ซิลค์อิลูมิเนชั่นฟาวเดชั่นมาใช้นะลูก ‪#‎อ้าวไม่เกี่ยวเหรอ‬