[life] 2014

Year 2014

IMG_1029

จริงๆ เราคิดว่าเราชอบปี 2013 มากกว่าปี 2014
เราไม่ได้เริ่มต้นปี 2013 ด้วยเรื่องดีๆ … กลับกัน มันแย่มากๆ ในความเห็นของเรา แต่แล้วอยู่ๆ ทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ มันมีเรื่องไม่คาดฝันหลายอย่างเกิดขึ้นในปีนั้น อย่างแรกคงเป็นเรื่องทุนเรียนต่อญี่ปุ่น อย่างที่สองคงเป็นการได้ดูคอนเสิร์ตโทโฮชินกิในนิสสันสเตเดี้ยม อย่างที่สามคงเป็นการได้ไปดูคอนเสิร์ตครบรอบสิบปีทงบังชินกิที่โซล (ได้ข่าวว่าเป็นวงเดียวกัน แต่ออกเสียงต่างกันไปในแต่ละประเทศ…)

2013 นำผู้คนที่แตกต่างและหลากหลายเข้ามาในชีวิต ฤดูหนาวอย่างจริงจังครั้งแรก ขณะเดียวกัน คนใกล้ตัวที่เจ็บป่วยกะทันหัน แต่ก็รอดมาได้ … พ่อเลี้ยงเราผจญกับเส้นเลือดในสมองตีบวันที่ 11 กันยายน ปีนั้น เป็นช่วงเวลาก่อนแม่เราจะเกษียณอายุราชการ ความหวาดกลัวจู่โจมครอบครัว, เราอยู่โตเกียวในตอนนั้น ยังไม่เปิดเทอมจริงจังด้วยซ้ำ, แต่แล้วอาการของพ่อเลี้ยงก็ไม่ได้ย่ำแย่ เรียกได้ว่ากลับมาขับรถยนต์คล่องแคล่วได้ในอีก 1 ปีถัดมา, เราไม่รู้จะเรียกมันว่า “โชคดี” ได้ไหม, แต่มันเป็นเรื่องที่ดีเพราะหลังจากพ้นภาวะเป็น/ตาย และคาบเกี่ยวระหว่างอัมพาต/ปกติ พ่อเลี้ยงของเราก็ดูจะเข้มงวดกับชีวิตน้อยลง หัวเราะมากขึ้น ผ่อนปรนและใจดีมากขึ้น
คนที่เคยเผชิญหน้ากับความตาย และในภาวะสุ่มเสี่ยงนั้น เขาเรียนรู้ว่าคนรอบข้างไม่ได้ปล่อยมือจากเขา … มันทำให้หัวใจเขาอ่อนโยนขึ้นกว่าที่เคยเป็น … เรื่องนี้เราเรียนรู้จากท่าทีที่เปลี่ยนไปของพ่อเลี้ยงเมื่อตอนที่เรากลับบ้าน (สองครั้ง) ในปี 2014

ชีวิตนั้นทั้งเปราะบาง แปลกประหลาด และขณะเดียวกัน ก็มีมุมอบอุ่น และแสนปกติ

2014 ของเรานั้นแสนเรียบง่าย ฝ่าฟันกับการเรียน โฟกัสกับเป้าหมายหลังเรียนจบ เรายังย้ำกับทุกคนในมหาวิทยาลัยเสมอว่า พอเรียนจบแล้วเราจะกลับเมืองไทย เรามองไม่เห็นภาพตัวเองสมัครเข้าทำงานองค์กรระหว่างประเทศแบบที่คลาสเมทหลายคนหวังแบบนั้นกับชีวิตพวกเขา เรามองเห็นภาพตัวเองอยู่ที่บ้านเกิด, เราแค่ปรารถนาให้ประเทศไทยมีรถไฟความเร็วสูง เราแค่อยากเป็นสาวบ้านนาที่สามารถนั่งรถไฟจากบ้านเกิดมากรุงเทพฯ ได้ในเวลาแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น

กลางปีมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น ความสัมพันธ์ที่แสนเบาบาง ผู้คนเก่าๆ ที่เดินจากไป พร้อมกับผู้คนใหม่ๆ ที่เดินเข้ามา, มันมีระยะเวลาที่เราสับสน, ไม่ยาวนาน แต่ก็ไม่ได้แสนสั้น, พอผ่านมันมาได้ เราก็ค้นพบว่า ความสับสนก็ไม่ได้แย่ ทุกคนล้วนเคยเผชิญมัน ความหวาดกลัวที่จะโดนปฏิเสธ, พอได้ลองแล้วมันก็ไม่ได้น่ากลัวมาก
และถึงโดนปฏิเสธ โลกก็ยังดำเนินต่อไป

เรายังคิดว่าเรายังเป็นคนเดิมกับเมื่อตอนบินมาญี่ปุ่น จนกระทั่งเทอมใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวเริ่มต้นขึ้น

เราเริ่มมองหาหนทางใหม่ๆ ให้ชีวิต …ขณะเดียวกันเราก็หวาดกลัวว่าผู้คนเก่าๆ ในชีวิตจะตำหนิและติเตียนว่าเราช่างโลเล และไม่มั่นคงกับเป้าหมายเอาเสียเลย

เราเริ่มไม่มั่นใจว่าเราควรฉวยคว้าอะไรไว้ และอะไรที่เราควรทิ้งมันไป
เราไม่ใช่คนเก่งกล้าขนาดที่จะคว้าทุกอย่างในโลกไว้ได้, คนอย่างนั้นคงได้เป็นภรรยาของจอร์จ คลูนีย์ กับโจเซฟ กอร์ดอน เลวิตต์, แต่ไม่ใช่เราแน่ๆ

แล้วเราก็ค้นพบว่าเราใช้เหตุผลมากไป
มีคำแนะนำจากเพื่อนคนหนึ่ง บอกให้เราลอง ไร้เหตุผล ดูบ้าง

เราค่อยๆ ลองทำตัวไร้เหตุผลดู ไม่คิดมากกับอนาคต ตั้งใจกับวิชาที่ลงเรียนก็พอ นอกเหนือจากนั้น เราก็แค่ “ฉวยคว้าวันเวลานี้” เอาไว้

ปี 2014 สำหรับเรา จึงเป็นปีที่เรียบง่ายมาก ไม่มีอะไรหวือหวา ไม่มีทั้งความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน และไม่มีทั้งความล้มเหลวที่ชวนหมดแรง

ไม่มีโมเม้นท์ใหญ่ๆ แต่มีโมเม้นท์เล็กๆ น้อยๆ ที่ชวนอบอุ่นประกอบตัวขึ้นมา
เราชอบโมเม้นท์เล็กๆ เหล่านั้น

ตัวละครจากหนังสือของ เอลิซาเบท สเตราต์ อย่าง โอลีฟ คิตเตอริดจ์ เคยกล่าวไว้
…ชีวิตประกอบสร้างด้วยองค์ประกอบของโมเม้นท์ใหญ่ๆ และโมเม้นท์เล็กๆ…

ปี 2013 คือปีที่มีโมเม้นท์ใหญ่ๆ เปลี่ยนผ่านชัดเจนเกิดขึ้น
ส่วนปี 2014 คือปีแห่งโมเม้นท์เล็กๆ

 

 

 

“โอลีฟเห็นว่าชีวิตขึ้นอยู่กับ “วูบใหญ่ๆ” และ “วูบเล็กๆ” วูบใหญ่ๆ ได้แก่เรื่องอย่างการแต่งงานหรือมีลูก ความใกล้ชิดสนิทแนบที่ทำให้เราลอยตัวอยู่ได้ แต่วูบใหญ่ๆ นำกระแสน้ำอันตรายที่มองไม่เห็นมาด้วย ดังนั้นเราจึงต้องมีวูบเล็กๆ เช่นกัน อย่างพนักงานผู้เป็นมิตรที่ร้านแบรดลีส์ หรือสาวเสิร์ฟร้านดังกิ้นโดนัทที่รู้ว่าเราชอบกาแฟแบบไหน ซึ่งเป็นเรื่องยากโดยแท้” (โอลืฟ คิตเตอริดจ์, เอลิซาเบท สเตราต์ เขียน, อิศรา แปล)

 

 

“Olive’s private view is that life depends on what she thinks of as “big bursts” and “little bursts.” Big bursts are things like marriage or children, intimacies that keep you afloat, but these big bursts hold dangerous, unseen currents. Which is why you need the little bursts as well: a friendly clerk at Bradlee’s, let’s say, or the waitress at Dunkin’ Donuts who knows how you like your coffee. Tricky business, really.”

― Elizabeth Strout, Olive Kitteridge

[status] 2014.12.28

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งหลังจากเรียนมาใกล้ครบปีครึ่งก็คือ

เด็กชายที่นี่ไม่ค่อยโพสเฟซบุ๊คแบบวิพากษ์วิจารณ์ ดีพ เซนติเมนทัล หรืออะไรประมาณเหล่านี้ที่เพื่อนพ้องน้องพี่คนไทย (ผู้ชาย) ในลิสต์โพสกัน
บางคนที่นี่ ดูเหมือนพยายามหลีกเลี่ยงการโพสอะไรประมาณใคร่ครวญชีวิตด้วยซ้ำ

พยายามหาเหตุผลมาลองอธิบายดู ได้มาหนึ่งคำอธิบาย

เพื่อนในลิสต์ที่เมืองไทย (เราพูดกันถึงเพศสภาพชายกัน ณ จุดนี้) จำนวนมากทำงานในสาย คิด เขียน ครีเอทีฟ หรืออะไรที่แวดล้อมสิ่งเหล่านี้ … การคิด การแสดงออกทางความคิดและอารมณ์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน (และทำให้ได้รับเงิน) เหมือนที่เราเคยบอกเพื่อนสนิทบ่อยๆ อาชีพพวกนี้ “กิเลสและอารมณ์” เป็นสิ่งสำคัญ เราต้องรู้สึกรู้สากับโลก เราถึงจะเริ่มต้นบทความ/ หนังสือ ได้ (มั้ง) คือรู้สึกอยากได้เงิน ก็เป็นความรู้สึกรู้สากับโลกนะ 555

โอเค มันมีนักคิดนักเขียนไทยที่ไม่แสดงออกในเฟซบุ๊ค แต่เวลาคนเหล่านั้นผลิตงานเขียน (บนหน้าสื่อ) มันก็มีการแสดงอารมณ์ แม้กระทั่งคนที่ดูไม่แสดงออก มันก็ต้องมีอารมณ์เจือปนในนั้น

และจริงๆ เราชอบงานเขียนที่เจือปนอารมณ์และความรู้สึกอยู่ด้วย … ฟีลไลค์ฮิวแมน

แต่เด็กชายที่นี่ เกือบร้อยเปอร์เซนต์คือมาจากอีกฟิลด์ (มั้ง)
จริงๆ ไม่อยากเอาวัยเข้ามาวิเคราะห์ด้วย …เรานับแค่สายและสาขาอาชีพแล้วกัน แต่มันเปิดโลกเราดี ที่ว่า ได้คุยกับคนที่มีภูมิหลังของการเรียนและสาขาอาชีพต่างจากเรา วิธีการคุย วิธีการเลือกสถานที่กินข้าว แค่นี้ก็โคตรเปิดโลกเราแล้วอ่ะ (เราเคยคุยกับเพื่อนอินโดนีเซียว่า เราเพิ่งสังเกตได้จริงจัง ว่าตอนเราทำงาน เราแวดล้อมแต่พวกสายคิด ครีเอทีฟ และอีโมชั่นแนล เต็มขั้นจริงๆ พอเจอสายอีกสาย เราเลยแบบ… โห คิดงี้กันเหรอ บางทีโคตรดูไม่ฮิวแมนเลย 555)

บายเดอะเวย์ เรายังรู้สึกเสมอว่า พวกเรียนนโยบายสาธารณะ ควรรู้สึกกับโลก กับมนุษย์เยอะๆ เพราะนอกจากนักการเมืองและผู้นำแล้ว พวกนี้คือพวกกำหนด “นวัตกรรม” ด้านนโยบายที่มีผลกระทบต่อผู้คนเป็นล้านๆ นะโว้ย

ถ้าไม่รู้สึกกับมนุษย์โลก … นโยบายจะออกมายังไงวะ ออกมาแบบ เอาเงินไปซื้อเรือดำน้ำไรงี้เหรอ

/// อ้าว พูดถึงเรือดำน้ำ … “ท่าน” ก็เรียกรายงานตัวแล้วสินะ … บัย

ปล. เชื่อเสมอว่า คนจะกำหนดเรื่องอะไร ควรพยายามมีประสบการณ์หรือปะทะสังสรรค์กับสิ่งนั้นให้มากเข้าไว้ อาทิ เป็น รมว.คมนาคม ไม่เคยเข้าส้วมรถไฟไทย มันจะเข้าใจหัวอกคนใช้ป่ะวะ

[Japan] สาวญี่ปุ่น หนุ่มญี่ปุ่น และอื่นๆ

[เพ้อเจ้อช่วงเบรกฤดูหนาว…ธีสิสล่ะ ธีสิสล่ะ]

วันก่อนไปจิบกาแฟกับเพื่อนสาวชาวญี่ปุ่น ซึ่งหน้าตาน่ารัก ดูยังไงก็เป็นคนเรียบร้อย (ตามมาตรฐานแบบไทย) แต่นางนิยามตัวเองว่าเป็นคนพูดจาเปิดเผย และบอกว่า ผู้ชายญี่ปุ่นไม่ชอบผู้หญิงแบบนาง ทั้งนี้ถ้าไม่นับช่วงงุ๊งงิ๊งไปดูหนังกันตอนมัธยมปลายแล้ว นางบอกว่า นางไม่เคยมีแฟนเป็นคนญี่ปุ่น แฟนเก่านางก็เป็นคนฮ่องกง

นางบอกว่า ผู้ชายญี่ปุ่นนี่จะ “passive” คือไม่จีบผู้หญิงก่อน แล้วยิ่งพวกเด็กโตไดนะ จะ proud และหยิ่งมาก จะยิ่งไม่ชวนหญิงก่อนเลย ทางเราก็เลยถามว่า ยังไงฮึ นางบอกว่า เช่น ถ้าหนังเรื่องนี้สนุก พวกผู้ชายก็จะพูดขึ้นมาว่า “หนังเรื่องนี้น่าสนุกเนอะ” แล้วประโยคต่อมาที่ว่า “เราไปดูด้วยกันไหม” จะเป็นประโยคที่ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายพูด

นางใช้คำว่า “Men lead opportunities, and women make decisions.” (ว่าจะชวนหรือไม่ชวน)

ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของนาง แต่ชั้นก็ยังงงว่า ทำไมคนอย่างนาง ถึงเรียกตัวเองว่า outspoken (ถ้าเลเวลนางคือ outspoken ในญี่ปุ่น เลเวลชั้นนี่ คือเกินเยียวยาล่ะ กรูเปิดเผยทุกเรื่องเลย ยกเว้นเรื่องอายุ… ><“)

[Japan] ชินโซ อาเบะ 2006-2007

[ญี่ปุ่น: การเรียน]
ย้อนอ่านหนังสือที่ตีพิมพ์ช่วงปี 2008 (หนังสือเล่มนี้คือเป็นเล่มที่วิเคราะห์เศรษฐกิจการเมืองญี่ปุ่นหลังปี 1980) แล้วก็ต้องแปลกใจที่เขาบรรยาย อาเบะ ชินโซ ยุคแรก (2006-2007) ว่า “ด้อยทักษะทางการเมือง และขาดความเป็นผู้นำ” ทำให้ไม่ได้สานต่อการปฏิรูปโครงสร้างที่โคอิซูมิ นายกคนก่อนหน้าทำไว้ได้มากนัก

เรื่องของเรื่องคือ อาเบะกลับมาเป็นนายกอีกรอบในปลายปี 2012 แล้วจริงๆ เราก็มาอยู่ญี่ปุ่นช่วงครึ่งหลัง 2013 ซึ่งอาเบะถือว่าเป็นนายกสายขวา ที่ทรงพลังมากๆ แม้จะก่อเรื่องชวนให้จีนกับเกาหลีใต้หงุดหงิดอ่อนไหว แต่พอถามความเห็นของทั้งเซนเซรุ่นใหญ่หรือพวกคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ก็ดูจะไม่ได้รังเกียจรังงอนอาเบะในยุคหลังนี้นัก

จริงๆ ถ้าอาเบะจบชีวิตการเมืองตัวเองตั้งแต่ปี 2007 เขาก็คงอยู่กับภาพลักษณ์ “ด้อยทักษะทางการเมือง และขาดความเป็นผู้นำ” สินะ

ปล. ไม่ได้ ปลื้ม หรือไม่ปลื้ม อาเบะ แต่รู้สึกว่า ช่วงปี 2013 เป็นต้นมา ดูเป็นผู้นำที่คนญี่ปุ่น (แม้จะอยู่ฝ่ายต่อต้าน) ก็ยังยอมรับว่าอาเบะมีความกร้าวแกร่งแบบที่ญี่ปุ่นในตอนนี้กำลังต้องการ

ปล.2 ตรูเป็นนักเรียนสายขี้เกียจ ดังนั้นอย่าเชื่อตรูมาก

ปล.3 ปีใหม่ไปไหนดี

[Japan] ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ การสร้างชาติ และการสร้างความทรงจำ

[เพ้อเจ้อประจำวัน: ช่วงเบรกหน้าหนาวก็งี้แหละ]

เพื่อนที่สนิทกันจะรู้ว่าเราแทบไม่เคยสนใจญี่ปุ่นเลย และการอัพเดทข่าวสารเรื่องญี่ปุ่นจิปาถะของเราจะน้อยมาก แต่เพราะอะไรก็ไม่รู้ สุดท้ายในวัยต้นสามสิบ ตรูก็ได้มาเรียนต่อที่ญี่ปุ่น (สิ่งแรกที่ทำคือจองตั๋วดูคอนโทโฮชินกิที่นิสสันสเตเดี้ยม…ได้ข่าวว่าโทโฮชินกิคือวงจากเกาหลี…)

แต่อย่างไรก็ตาม ปี 2014 ก็ถือว่าเป็นปีที่ได้ปะทะและแวดล้อมไปด้วยเรื่องราวข่าวสารจากญี่ปุ่น ในส่วนการเรียน มันเป็นภาคบังคับไปแล้วว่าเราต้องเรียนเกี่ยวกับพวกฝั่งเอเชียตะวันออก (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น) วนเวียนอยู่กับนโยบายและความสัมพันธ์ของสามประเทศนี้ จากเดิมที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยสน แต่เพราะอยากได้เกรดดีๆ บ้าง ตรูก็ต้องไปหาเสือกรู้หาเสือกสนใจอะไรกับเขาบ้าง

พวกที่ติดตามความสัมพันธ์ระหว่าง จีน เกาหลี (ใต้) ญี่ปุ่น จะรู้ว่า สามประเทศนี่มันดราม่าอ่อนไหวใส่กันสุดๆ แล้วคนที่มาจากประเทศเล็กๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเราก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่ามันจะดราม่าอะไรกันนักหนา … แต่ปมประเด็นสำคัญที่ค้างคาจริงๆ ก็คือ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ญี่ปุ่นทรงพลานุภาพมาก และคิดการใหญ่ด้วยการบุกจีน คาบสมุทรเกาหลี เป็นรัฐทหารที่นำโดยจักรพรรดิ และเหตุการณ์ช่วงนั้นก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ยังถูกหยิบยกมาเล่าขานและเพรียกหาความรับผิดชอบจากญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้

แต่คนญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันหลายคนจะมองว่า พวกเขาเกิดไม่ทันยุคนั้น แล้วทำไมพวกเขาต้องแบกรับคำติเตียนตลอดไปด้วย … พร้อมกันนั้นพวกเขายังรู้สึกว่า ทีอเมริกาบอมบ์ฮิโรชิม่ากับนางาซากิ ญี่ปุ่นก็ก้มหน้าก้มตาฟื้นฟูเมืองไป โดยไม่ได้โวยวายว่าอเมริกาทำโหดร้ายกับตน ไม่ได้งอแงให้อเมริกาต้องชดใช้จนถึงปัจจุบัน

ประเด็นนี้ของญี่ปุุ่น ในสายตาคนนอกอย่างเรา เราชอบเปรียบเทียบและตั้งคำถามกับกรณี “นาซีเยอรมัน” มาก เพราะสำหรับเรา ทำไมเยอรมันซึ่งถือเป็นผู้รุกรานคนอื่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนกัน กลับสามารถพลิกฟื้นความเชื่อมั่น สถานภาพ และกลายเป็นประเทศผู้นำในสหภาพยุโรปที่ไม่ได้มีเรื่องง๊องแง๊งงอแงกับใครสักเท่าไหร่ ไม่ได้มีปัญหาเรื่อง trust and understanding กับประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรปเลย เยอรมันสร้างความเชื่อมันและความเข้าใจตรงนี้ให้เกิดขึ้นได้ไง (วะ)

แล้วทีนี้ ก็มีไอ้คนนึงอ่ะ ก็ตอบคำถามได้ดีมาก มันตอบว่า สิ่งที่แตกต่างจากกรณีนี้ของยุโรปและเอเชียตะวันออกคือ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งที่ยุโรปพยายามยามสร้าง คือ European identity เพราะก่อนหน้านั้น ฝั่งยุโรปมองว่า สำนึก nationalism เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสงครามโลกอันร้ายแรงนั้น พอสงครามสิ้นสุด พวกเขาก็เริ่มสร้างสิ่งนั้นแบบจริงจัง ขณะที่ทางฝั่งเอเชียตะวันออก สถานการณ์กลับกัน เพราะว่าในกรณีของจีน กับ เกาหลีนั้น หลังสงคราม พวกเขากลับตกอยู่ในภาวะต้อง “สร้างชาติ” (buiding nation) เพราะเกาหลีก็ถูกแบ่งเป็นเกาหลีเหนือกับใต้ ขณะที่จีนก็ต่อสู้กันระหว่าง ROC กับ PRC (ฝั่งสาธารณรัฐจีน กับ คอมมิวนิสต์จีน) และแม้กระทั่งปัจจุบัน ทั้งจีนและเกาหลีก็ยังอยู่ในกระบวนการ building nation อยู่ เพราะตราบใดที่จีนยังรวมไต้หวันเข้ามาด้วยไม่ได้ และเกาหลียังไม่ “รวมประเทศ” ก็ยังถือว่าภารกิจไม่สิ้นสุด แล้วไอ้สิ่งที่ช่วยให้กระบวนการ buiding nation มันดำเนินต่อไปได้ ก็คือต้องใช้ “ความเป็นชาตินิยม” nationalism มาช่วยเสริม แล้วทีนี้ กระบวนการสร้างชาติสมัยใหม่นี่ มันมักเริ่มในช่วงระหว่าง/ และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นยุคที่ญี่ปุ่นก็มีเอี่ยวกับการรุกรานจีนและเกาหลี สองประเทศนี้ ก็เลยต้องใช้ญี่ปุ่นเป็นเหมือนปัจจัยนอก เพื่อช่วยในการเร่งความเป็นชาตินิยม และสร้างชาติ

แล้วไอ้คนนึงอ่ะ มันก็พูดเสริมในสิ่งที่คาใจเรามานานมาก …คือเราคาใจมาเสมอว่า เด็กจีน ญี่ปุ่น เกาหลี รุ่นใหม่อ่ะ ถึงเกิดไม่ทันสงคราม ก็ยังมี “ความรู้สึกชาตินิยม” กันอยู่มาก บางคนนี่เถียงกันของขึ้นเลยเหอะ เรื่องญี่ปุ่นบุกแมนจูเรีย เรื่องเกาะเตียวหยู เรื่องศาลเจ้ายาสุคุนิ บลาๆ ๆ … เราก็แปลกใจไง ว่า “ยูเกิดไม่ทัน ทำไมยูอินจัง” แล้วไอ้คลาสเมทนั่น มันก็พูดขึ้นมาว่า มันมีสิ่งที่ “เบนเนดิก แอนเดอร์สัน เรียกว่า การสร้างความทรงจำ memory” การสร้างความทรงจำเป็นส่วนสำคัญของการสร้างชาติ การที่เราค่อยๆ ต่อเติมความทรงจำ ว่าเราเป็นใคร นิยามเราเข้ากับสังคมที่เราอยู่ มันทำให้เราอิน แล้วพอเราอิน เราก็จะเริ่มอยากจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษา pride (ความภาคภูมิใจในการเป็นคนชาตินั้น) ไว้

ผมนี่หันขวับเลยครับ!!!

ตั้งแต่มาที่นี่ ไม่เคยเจอใครยกหนังสือ อ.เบน ขึ้นมาพูดถกเถียงกันเลย (ยกเว้นในคลาสที่ให้อ่าน อ.เบน ซึ่งก็มีอยู่คลาสเดียว) แล้วยิ่งพูดเรื่อง memory buiding นี่ก็ไม่เคยเจอ แต่เราว่ามันเป็นสิ่งที่โคตรตอบข้อสงสัยเราได้ดีเลย เพราะที่นี่ เราก็เจอพวก young & clever เยอะมาก แต่ก็เป็นพวกที่เราก็สงสัยว่า สุดท้ายแม่งจะกลายเป็น nationalist อีกป่ะวะ (คือพอกลับประเทศตนเอง กลายเป็นคนใหญ่โตในจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ก็มาห้ำหั่นกันเองอีกรอบนั่นแหละป่ะวะ) ซึ่งคำถามที่ว่า ทำไมพวก young & clever ถึงได้หยิบยกเรื่องอดีตมาถกกันได้ไม่รู้ลืม ทั้งที่อายุก็ต้น 20 กันเองจ้า (เกิดไม่ทันสงครามกันอ่ะนะ เกิดทันตอน plaza accord 1985 รึเปล่าเหอะมรึง) แล้วพอลองเอาคำอธิบายของ อ.เบน มาอธิบาย มันก็ลงล็อกอ่ะ (สำหรับเรา)

มันทำให้เราคิดถึงการสร้าง “ความทรงจำให้กับตนเอง”

ว่าจะไม่พูดถึงเหตุการณ์ปี 53 … แต่นั่นแหละ เราล้วนสร้างชุดความทรงจำต่อเหตุการณ์นั้นแตกต่างกันไป

เรื่องจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และการสร้างความทรงจำ สุดท้าย มันทำให้เราคิดถึงหนังอิสระเรื่องหนึ่ง ที่เราได้ดู ชื่อ “ผู้ก่อการร้าย” มันเป็นเหมือนสารคดีบันทึกความทรงจำของผู้กำกับ มีฉากหนึ่ง ผู้กำกับเล่าว่า ตอนเป็นเด็ก ความทรงจำแจ่มชัดที่เขาจำได้ก็คือ การไปนั่งเล่นรถรางกับแม่ แม่เขาชอบเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แล้วมันก็กลายเป็นความทรงจำที่เขามักจะเล่าให้คนอื่นฟังเสมอ ว่าสนุกและมีความสุขมาก

เขามารู้ตอนโตแล้วว่า เขาเกิดหลังปี พ.ศ. ที่กรุงเทพฯ ยกเลิกการใช้รถรางไปแล้ว

แล้วความทรงจำอันเด่นชัดของรถรางแสนสนุกที่เขามีกับแม่…มันคืออะไรกัน?