[Japan] ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ การสร้างชาติ และการสร้างความทรงจำ

[เพ้อเจ้อประจำวัน: ช่วงเบรกหน้าหนาวก็งี้แหละ]

เพื่อนที่สนิทกันจะรู้ว่าเราแทบไม่เคยสนใจญี่ปุ่นเลย และการอัพเดทข่าวสารเรื่องญี่ปุ่นจิปาถะของเราจะน้อยมาก แต่เพราะอะไรก็ไม่รู้ สุดท้ายในวัยต้นสามสิบ ตรูก็ได้มาเรียนต่อที่ญี่ปุ่น (สิ่งแรกที่ทำคือจองตั๋วดูคอนโทโฮชินกิที่นิสสันสเตเดี้ยม…ได้ข่าวว่าโทโฮชินกิคือวงจากเกาหลี…)

แต่อย่างไรก็ตาม ปี 2014 ก็ถือว่าเป็นปีที่ได้ปะทะและแวดล้อมไปด้วยเรื่องราวข่าวสารจากญี่ปุ่น ในส่วนการเรียน มันเป็นภาคบังคับไปแล้วว่าเราต้องเรียนเกี่ยวกับพวกฝั่งเอเชียตะวันออก (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น) วนเวียนอยู่กับนโยบายและความสัมพันธ์ของสามประเทศนี้ จากเดิมที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยสน แต่เพราะอยากได้เกรดดีๆ บ้าง ตรูก็ต้องไปหาเสือกรู้หาเสือกสนใจอะไรกับเขาบ้าง

พวกที่ติดตามความสัมพันธ์ระหว่าง จีน เกาหลี (ใต้) ญี่ปุ่น จะรู้ว่า สามประเทศนี่มันดราม่าอ่อนไหวใส่กันสุดๆ แล้วคนที่มาจากประเทศเล็กๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเราก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่ามันจะดราม่าอะไรกันนักหนา … แต่ปมประเด็นสำคัญที่ค้างคาจริงๆ ก็คือ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ญี่ปุ่นทรงพลานุภาพมาก และคิดการใหญ่ด้วยการบุกจีน คาบสมุทรเกาหลี เป็นรัฐทหารที่นำโดยจักรพรรดิ และเหตุการณ์ช่วงนั้นก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ยังถูกหยิบยกมาเล่าขานและเพรียกหาความรับผิดชอบจากญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้

แต่คนญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันหลายคนจะมองว่า พวกเขาเกิดไม่ทันยุคนั้น แล้วทำไมพวกเขาต้องแบกรับคำติเตียนตลอดไปด้วย … พร้อมกันนั้นพวกเขายังรู้สึกว่า ทีอเมริกาบอมบ์ฮิโรชิม่ากับนางาซากิ ญี่ปุ่นก็ก้มหน้าก้มตาฟื้นฟูเมืองไป โดยไม่ได้โวยวายว่าอเมริกาทำโหดร้ายกับตน ไม่ได้งอแงให้อเมริกาต้องชดใช้จนถึงปัจจุบัน

ประเด็นนี้ของญี่ปุุ่น ในสายตาคนนอกอย่างเรา เราชอบเปรียบเทียบและตั้งคำถามกับกรณี “นาซีเยอรมัน” มาก เพราะสำหรับเรา ทำไมเยอรมันซึ่งถือเป็นผู้รุกรานคนอื่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนกัน กลับสามารถพลิกฟื้นความเชื่อมั่น สถานภาพ และกลายเป็นประเทศผู้นำในสหภาพยุโรปที่ไม่ได้มีเรื่องง๊องแง๊งงอแงกับใครสักเท่าไหร่ ไม่ได้มีปัญหาเรื่อง trust and understanding กับประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรปเลย เยอรมันสร้างความเชื่อมันและความเข้าใจตรงนี้ให้เกิดขึ้นได้ไง (วะ)

แล้วทีนี้ ก็มีไอ้คนนึงอ่ะ ก็ตอบคำถามได้ดีมาก มันตอบว่า สิ่งที่แตกต่างจากกรณีนี้ของยุโรปและเอเชียตะวันออกคือ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งที่ยุโรปพยายามยามสร้าง คือ European identity เพราะก่อนหน้านั้น ฝั่งยุโรปมองว่า สำนึก nationalism เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสงครามโลกอันร้ายแรงนั้น พอสงครามสิ้นสุด พวกเขาก็เริ่มสร้างสิ่งนั้นแบบจริงจัง ขณะที่ทางฝั่งเอเชียตะวันออก สถานการณ์กลับกัน เพราะว่าในกรณีของจีน กับ เกาหลีนั้น หลังสงคราม พวกเขากลับตกอยู่ในภาวะต้อง “สร้างชาติ” (buiding nation) เพราะเกาหลีก็ถูกแบ่งเป็นเกาหลีเหนือกับใต้ ขณะที่จีนก็ต่อสู้กันระหว่าง ROC กับ PRC (ฝั่งสาธารณรัฐจีน กับ คอมมิวนิสต์จีน) และแม้กระทั่งปัจจุบัน ทั้งจีนและเกาหลีก็ยังอยู่ในกระบวนการ building nation อยู่ เพราะตราบใดที่จีนยังรวมไต้หวันเข้ามาด้วยไม่ได้ และเกาหลียังไม่ “รวมประเทศ” ก็ยังถือว่าภารกิจไม่สิ้นสุด แล้วไอ้สิ่งที่ช่วยให้กระบวนการ buiding nation มันดำเนินต่อไปได้ ก็คือต้องใช้ “ความเป็นชาตินิยม” nationalism มาช่วยเสริม แล้วทีนี้ กระบวนการสร้างชาติสมัยใหม่นี่ มันมักเริ่มในช่วงระหว่าง/ และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นยุคที่ญี่ปุ่นก็มีเอี่ยวกับการรุกรานจีนและเกาหลี สองประเทศนี้ ก็เลยต้องใช้ญี่ปุ่นเป็นเหมือนปัจจัยนอก เพื่อช่วยในการเร่งความเป็นชาตินิยม และสร้างชาติ

แล้วไอ้คนนึงอ่ะ มันก็พูดเสริมในสิ่งที่คาใจเรามานานมาก …คือเราคาใจมาเสมอว่า เด็กจีน ญี่ปุ่น เกาหลี รุ่นใหม่อ่ะ ถึงเกิดไม่ทันสงคราม ก็ยังมี “ความรู้สึกชาตินิยม” กันอยู่มาก บางคนนี่เถียงกันของขึ้นเลยเหอะ เรื่องญี่ปุ่นบุกแมนจูเรีย เรื่องเกาะเตียวหยู เรื่องศาลเจ้ายาสุคุนิ บลาๆ ๆ … เราก็แปลกใจไง ว่า “ยูเกิดไม่ทัน ทำไมยูอินจัง” แล้วไอ้คลาสเมทนั่น มันก็พูดขึ้นมาว่า มันมีสิ่งที่ “เบนเนดิก แอนเดอร์สัน เรียกว่า การสร้างความทรงจำ memory” การสร้างความทรงจำเป็นส่วนสำคัญของการสร้างชาติ การที่เราค่อยๆ ต่อเติมความทรงจำ ว่าเราเป็นใคร นิยามเราเข้ากับสังคมที่เราอยู่ มันทำให้เราอิน แล้วพอเราอิน เราก็จะเริ่มอยากจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษา pride (ความภาคภูมิใจในการเป็นคนชาตินั้น) ไว้

ผมนี่หันขวับเลยครับ!!!

ตั้งแต่มาที่นี่ ไม่เคยเจอใครยกหนังสือ อ.เบน ขึ้นมาพูดถกเถียงกันเลย (ยกเว้นในคลาสที่ให้อ่าน อ.เบน ซึ่งก็มีอยู่คลาสเดียว) แล้วยิ่งพูดเรื่อง memory buiding นี่ก็ไม่เคยเจอ แต่เราว่ามันเป็นสิ่งที่โคตรตอบข้อสงสัยเราได้ดีเลย เพราะที่นี่ เราก็เจอพวก young & clever เยอะมาก แต่ก็เป็นพวกที่เราก็สงสัยว่า สุดท้ายแม่งจะกลายเป็น nationalist อีกป่ะวะ (คือพอกลับประเทศตนเอง กลายเป็นคนใหญ่โตในจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ก็มาห้ำหั่นกันเองอีกรอบนั่นแหละป่ะวะ) ซึ่งคำถามที่ว่า ทำไมพวก young & clever ถึงได้หยิบยกเรื่องอดีตมาถกกันได้ไม่รู้ลืม ทั้งที่อายุก็ต้น 20 กันเองจ้า (เกิดไม่ทันสงครามกันอ่ะนะ เกิดทันตอน plaza accord 1985 รึเปล่าเหอะมรึง) แล้วพอลองเอาคำอธิบายของ อ.เบน มาอธิบาย มันก็ลงล็อกอ่ะ (สำหรับเรา)

มันทำให้เราคิดถึงการสร้าง “ความทรงจำให้กับตนเอง”

ว่าจะไม่พูดถึงเหตุการณ์ปี 53 … แต่นั่นแหละ เราล้วนสร้างชุดความทรงจำต่อเหตุการณ์นั้นแตกต่างกันไป

เรื่องจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และการสร้างความทรงจำ สุดท้าย มันทำให้เราคิดถึงหนังอิสระเรื่องหนึ่ง ที่เราได้ดู ชื่อ “ผู้ก่อการร้าย” มันเป็นเหมือนสารคดีบันทึกความทรงจำของผู้กำกับ มีฉากหนึ่ง ผู้กำกับเล่าว่า ตอนเป็นเด็ก ความทรงจำแจ่มชัดที่เขาจำได้ก็คือ การไปนั่งเล่นรถรางกับแม่ แม่เขาชอบเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แล้วมันก็กลายเป็นความทรงจำที่เขามักจะเล่าให้คนอื่นฟังเสมอ ว่าสนุกและมีความสุขมาก

เขามารู้ตอนโตแล้วว่า เขาเกิดหลังปี พ.ศ. ที่กรุงเทพฯ ยกเลิกการใช้รถรางไปแล้ว

แล้วความทรงจำอันเด่นชัดของรถรางแสนสนุกที่เขามีกับแม่…มันคืออะไรกัน?

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s