[life] 2014

Year 2014

IMG_1029

จริงๆ เราคิดว่าเราชอบปี 2013 มากกว่าปี 2014
เราไม่ได้เริ่มต้นปี 2013 ด้วยเรื่องดีๆ … กลับกัน มันแย่มากๆ ในความเห็นของเรา แต่แล้วอยู่ๆ ทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ มันมีเรื่องไม่คาดฝันหลายอย่างเกิดขึ้นในปีนั้น อย่างแรกคงเป็นเรื่องทุนเรียนต่อญี่ปุ่น อย่างที่สองคงเป็นการได้ดูคอนเสิร์ตโทโฮชินกิในนิสสันสเตเดี้ยม อย่างที่สามคงเป็นการได้ไปดูคอนเสิร์ตครบรอบสิบปีทงบังชินกิที่โซล (ได้ข่าวว่าเป็นวงเดียวกัน แต่ออกเสียงต่างกันไปในแต่ละประเทศ…)

2013 นำผู้คนที่แตกต่างและหลากหลายเข้ามาในชีวิต ฤดูหนาวอย่างจริงจังครั้งแรก ขณะเดียวกัน คนใกล้ตัวที่เจ็บป่วยกะทันหัน แต่ก็รอดมาได้ … พ่อเลี้ยงเราผจญกับเส้นเลือดในสมองตีบวันที่ 11 กันยายน ปีนั้น เป็นช่วงเวลาก่อนแม่เราจะเกษียณอายุราชการ ความหวาดกลัวจู่โจมครอบครัว, เราอยู่โตเกียวในตอนนั้น ยังไม่เปิดเทอมจริงจังด้วยซ้ำ, แต่แล้วอาการของพ่อเลี้ยงก็ไม่ได้ย่ำแย่ เรียกได้ว่ากลับมาขับรถยนต์คล่องแคล่วได้ในอีก 1 ปีถัดมา, เราไม่รู้จะเรียกมันว่า “โชคดี” ได้ไหม, แต่มันเป็นเรื่องที่ดีเพราะหลังจากพ้นภาวะเป็น/ตาย และคาบเกี่ยวระหว่างอัมพาต/ปกติ พ่อเลี้ยงของเราก็ดูจะเข้มงวดกับชีวิตน้อยลง หัวเราะมากขึ้น ผ่อนปรนและใจดีมากขึ้น
คนที่เคยเผชิญหน้ากับความตาย และในภาวะสุ่มเสี่ยงนั้น เขาเรียนรู้ว่าคนรอบข้างไม่ได้ปล่อยมือจากเขา … มันทำให้หัวใจเขาอ่อนโยนขึ้นกว่าที่เคยเป็น … เรื่องนี้เราเรียนรู้จากท่าทีที่เปลี่ยนไปของพ่อเลี้ยงเมื่อตอนที่เรากลับบ้าน (สองครั้ง) ในปี 2014

ชีวิตนั้นทั้งเปราะบาง แปลกประหลาด และขณะเดียวกัน ก็มีมุมอบอุ่น และแสนปกติ

2014 ของเรานั้นแสนเรียบง่าย ฝ่าฟันกับการเรียน โฟกัสกับเป้าหมายหลังเรียนจบ เรายังย้ำกับทุกคนในมหาวิทยาลัยเสมอว่า พอเรียนจบแล้วเราจะกลับเมืองไทย เรามองไม่เห็นภาพตัวเองสมัครเข้าทำงานองค์กรระหว่างประเทศแบบที่คลาสเมทหลายคนหวังแบบนั้นกับชีวิตพวกเขา เรามองเห็นภาพตัวเองอยู่ที่บ้านเกิด, เราแค่ปรารถนาให้ประเทศไทยมีรถไฟความเร็วสูง เราแค่อยากเป็นสาวบ้านนาที่สามารถนั่งรถไฟจากบ้านเกิดมากรุงเทพฯ ได้ในเวลาแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น

กลางปีมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น ความสัมพันธ์ที่แสนเบาบาง ผู้คนเก่าๆ ที่เดินจากไป พร้อมกับผู้คนใหม่ๆ ที่เดินเข้ามา, มันมีระยะเวลาที่เราสับสน, ไม่ยาวนาน แต่ก็ไม่ได้แสนสั้น, พอผ่านมันมาได้ เราก็ค้นพบว่า ความสับสนก็ไม่ได้แย่ ทุกคนล้วนเคยเผชิญมัน ความหวาดกลัวที่จะโดนปฏิเสธ, พอได้ลองแล้วมันก็ไม่ได้น่ากลัวมาก
และถึงโดนปฏิเสธ โลกก็ยังดำเนินต่อไป

เรายังคิดว่าเรายังเป็นคนเดิมกับเมื่อตอนบินมาญี่ปุ่น จนกระทั่งเทอมใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวเริ่มต้นขึ้น

เราเริ่มมองหาหนทางใหม่ๆ ให้ชีวิต …ขณะเดียวกันเราก็หวาดกลัวว่าผู้คนเก่าๆ ในชีวิตจะตำหนิและติเตียนว่าเราช่างโลเล และไม่มั่นคงกับเป้าหมายเอาเสียเลย

เราเริ่มไม่มั่นใจว่าเราควรฉวยคว้าอะไรไว้ และอะไรที่เราควรทิ้งมันไป
เราไม่ใช่คนเก่งกล้าขนาดที่จะคว้าทุกอย่างในโลกไว้ได้, คนอย่างนั้นคงได้เป็นภรรยาของจอร์จ คลูนีย์ กับโจเซฟ กอร์ดอน เลวิตต์, แต่ไม่ใช่เราแน่ๆ

แล้วเราก็ค้นพบว่าเราใช้เหตุผลมากไป
มีคำแนะนำจากเพื่อนคนหนึ่ง บอกให้เราลอง ไร้เหตุผล ดูบ้าง

เราค่อยๆ ลองทำตัวไร้เหตุผลดู ไม่คิดมากกับอนาคต ตั้งใจกับวิชาที่ลงเรียนก็พอ นอกเหนือจากนั้น เราก็แค่ “ฉวยคว้าวันเวลานี้” เอาไว้

ปี 2014 สำหรับเรา จึงเป็นปีที่เรียบง่ายมาก ไม่มีอะไรหวือหวา ไม่มีทั้งความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน และไม่มีทั้งความล้มเหลวที่ชวนหมดแรง

ไม่มีโมเม้นท์ใหญ่ๆ แต่มีโมเม้นท์เล็กๆ น้อยๆ ที่ชวนอบอุ่นประกอบตัวขึ้นมา
เราชอบโมเม้นท์เล็กๆ เหล่านั้น

ตัวละครจากหนังสือของ เอลิซาเบท สเตราต์ อย่าง โอลีฟ คิตเตอริดจ์ เคยกล่าวไว้
…ชีวิตประกอบสร้างด้วยองค์ประกอบของโมเม้นท์ใหญ่ๆ และโมเม้นท์เล็กๆ…

ปี 2013 คือปีที่มีโมเม้นท์ใหญ่ๆ เปลี่ยนผ่านชัดเจนเกิดขึ้น
ส่วนปี 2014 คือปีแห่งโมเม้นท์เล็กๆ

 

 

 

“โอลีฟเห็นว่าชีวิตขึ้นอยู่กับ “วูบใหญ่ๆ” และ “วูบเล็กๆ” วูบใหญ่ๆ ได้แก่เรื่องอย่างการแต่งงานหรือมีลูก ความใกล้ชิดสนิทแนบที่ทำให้เราลอยตัวอยู่ได้ แต่วูบใหญ่ๆ นำกระแสน้ำอันตรายที่มองไม่เห็นมาด้วย ดังนั้นเราจึงต้องมีวูบเล็กๆ เช่นกัน อย่างพนักงานผู้เป็นมิตรที่ร้านแบรดลีส์ หรือสาวเสิร์ฟร้านดังกิ้นโดนัทที่รู้ว่าเราชอบกาแฟแบบไหน ซึ่งเป็นเรื่องยากโดยแท้” (โอลืฟ คิตเตอริดจ์, เอลิซาเบท สเตราต์ เขียน, อิศรา แปล)

 

 

“Olive’s private view is that life depends on what she thinks of as “big bursts” and “little bursts.” Big bursts are things like marriage or children, intimacies that keep you afloat, but these big bursts hold dangerous, unseen currents. Which is why you need the little bursts as well: a friendly clerk at Bradlee’s, let’s say, or the waitress at Dunkin’ Donuts who knows how you like your coffee. Tricky business, really.”

― Elizabeth Strout, Olive Kitteridge

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s