วันนี้ security studies มีคลาสเกี่ยวกับเรื่อง pandemic พวกโรคติดต่อที่กลายมาเป็น global risk เช่น MERS, SARS, Ebola พวกนี้ เลยไปนั่งซิทอินและถามสามคำถามโปรเฟซเซอร์ตบท้าย โปรเฟซเซอร์เป็นหนุ่มสิงคโปร์ที่ได้รับการศึกษาส่วนใหญ่แบบอังกฤษน่ะนะ เคยสอนที่อังกฤษมาสักพัก

Q1: โปรเฟซเซอร์ว่า พวกโรคระบาดอย่าง SARS หรือ Ebola นี่ จะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความชอบธรรม และทำให้ผู้มีอำนาจ ใช้อำนาจได้เกินขอบเขตโดยไม่ต้องตรวจสอบได้ไหมคะ?

A1: ในเคสของสิงคโปร์เป็นแบบนั้น เพราะรัฐบาลบอกว่า หน้าที่ของรัฐบาลคือการคุ้มครองประชาชนในประเทศ ตอนที่เกิด SARS รัฐบาลสิงคโปร์ก็จะใช้อำนาจอย่างเต็มที่ โดยมองว่า SARS ก็คือสงคราม (war) ที่รัฐบาลต้องเข้าไปป้องกันหรือแก้ไข ทหารเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ แตกต่างจากทางฝั่งของเกาหลีใต้ในปัจจุบันที่ทหารไม่ได้เข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้อง คิดว่าประเทศที่มีลักษณะค่อนข้างโน้มเอียงไปทาง authoritarian (อำนาจนิยม?) เราจะเห็นทหารมาเกี่ยวข้อง หรือโผล่มาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ แต่หลายประเทศ ถ้าเป็นประเด็นเรื่องโรคระบาด คนที่เกี่ยวข้องหลักๆ จะเป็นบุคคลากรทางสายแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญ แต่จะไม่ใช่ทหาร ดูญี่ปุ่นสิ

Q2: งั้นโปรเฟซเซอร์ว่า ในเคสเรื่องโรคระบาด ประชาธิปไตยทำให้เรื่องยิ่งแย่ไปใหญ่ไหมคะ หมายถึงทำให้กระบวนการแก้ปัญหามันล่าช้าขึ้น เพราะบุคคลากรที่เกี่ยวข้องก็จะมากขึ้นด้วย

A2: ประชาธิปไตยมีข้อดีตรงมันมักจะมาพร้อมความโปร่งใสของข้อมูล ขณะที่ถ้าเป็นเผด็จการ อำนาจเบ็ดเสร็จมีอยู่จริง จัดการไ้ด้คล่องตัว แต่ข้อมูลมักถูกปกปิด แล้วถ้าจัดการปัญหาการระบาดได้ไม่ดี จะยิ่งส่งผลร้าย เช่น เคสจีนที่ปกปิดข้อมูล ประชาธิปไตยมีหลายตัวแสดง ทำให้กระบวนการล่าช้าอย่างที่พูด แต่กระบวนการจะโปร่งใสกว่า

Q3: โปรเฟซเซอร์คิดเห็นอย่างไรกับการ “ปิดประเทศ” หมายถึงปิดพรมแดน (border) ในกรณีที่เกิดโรคระบาดหนักๆ

A3: ทำได้ แต่ควรเป็นกรณีสุดท้าย ทุกการตัดสินใจมีผลกระทบของตัวมันเอง อย่างในกรณีของไลบีเรีย ช่วงเกิดอีโบล่า เขาปิด “พรมแดน” ที่หมายถึงพรมแดนติดต่อกัน แต่ผมคิดว่าเขาไม่ไ้ด้ปิดการสื่อสารทางเครื่องบินนะ กรณีปิดประเทศ ถึงจะอยู่ในโลกยุคนี้ ก็ยังทำได้ แต่ใช่ว่าปิดแล้วจะป้องกันการระบาดได้หมด ต้องดูข้อดีข้อเสียของมันด้วย …แต่สิงคโปร์นี่ปิดประเทศไม่ได้แน่ๆ ไม่งั้นเราจะเอาอาหารที่ไหนมากิน

แฮร่… จบที่เรื่องกินสินะคะ

Advertisements