[Life] หนึ่งวันในกรุงเทพฯ ของฉัน

    ฉันเพิ่งกลับมาอยู่ กทม. อีกรอบ หลังจากโบกมือลาพระนครแห่งนี้ไปตั้งแต่หน้าร้อนปี 2555 ชีวิตระหว่างนั้นคือการสาละวนกับชีวิตในบ้านเกิดที่อยู่ไกลโพ้นจากเมืองกรุง ก่อนไปวนเวียนที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเกือบสองปี หลังภารกิจที่ต้องรับผิดชอบจบสิ้นลง จึงได้เวลาเริ่มต้นผูกสัมพันธ์กับเมืองหลวงแห่งนี้เสียใหม่ ชีวิตในเมืองกรุงหนนี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา (เอาล่ะเว้ย) กรุงเทพฯ นั้นรู้ๆ กันว่ามีปัญหาเรื่องคมนาคมอย่างหนักหน่วง ความที่ขี้เกียจผจญกับปัญหาที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ ฉันเลยตัดสินใจเช่าห้องพักใกล้ออฟฟิศแทน ความตั้งใจแรกสุดคือจะเดินไปทำงาน หนึ่ง) เพื่อประหยัดตังค์ และสอง) ฉันติดนิสัยการเดินเท้ามาจากโตเกียวเสียแล้ว ฉันกะประมาณด้วยสายตาว่าระยะห่างระหว่างห้องพักกับออฟฟิศน่าจะอยู่ที่ 7 นาทีเดิน ที่โตเกียวฉันเดิน 30 นาที (ไปกลับรวม 60นาที) เป็นกิจวัตร ดังนั้นระยะแค่นี้จึงหวานหมู แต่เรื่องกลับไม่ได้เป็นตามที่คาดคิดนี่สิ

วันแรกใน กทม. ฝนตกลงมา ท้องถนนในซอยชุ่มฉ่ำ “ไม่เป็นไร” ฉันคิดในใจ “กางร่มเดินก็ได้” ว่าแล้วฉันก็เลือกรองเท้าที่ทนทานต่อฝน กางร่มสีชมพูสดใส หอบกระเป๋าเดินออกจากตึก พี่วินมอเตอร์ไซค์บีบแตรถามเป็นระยะว่าสนใจให้เขาไปส่งไหม ฉันโบกมือปฏิเสธไป ระยะทางใกล้แค่นี้เอง ถึงฝนจะตกก็เดินได้แหละน่า

แต่ปัญหาคือท้องถนนในซอยสกปรกชะมัด ตรงบริเวณทางเดินล้วนมีคราบเศษอาหารที่พ่อค้าแม่ค้าริมทางเททิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน นี่ขนาดมีฝนหล่นลงมา คราบยังชะล้างไม่สะอาดเลย ฉันเดินไปก็ต้องระวังคราบพวกนี้ไป กลัวรองเท้าสกปรกเปรอะเปื้อน แถมในซอยยังไม่มีทางเท้าเป็นกิจจะลักษณะ ฉันต้องเดินทำตัวลีบๆ อยู่ริมถนน แถมต้องเหลียวหลังมองเป็นระยะเพราะกลัวพี่วินหรือรถยนต์ชนเอา อ้อ อีกอย่างคือต้องเดินหลบน้ำขังหรือน้ำที่กระเด็นเวลารถวิ่งเร็วอีก ร่มก็ต้องกาง ขยะก็ต้องเดินหลบ รถก็ต้องกลัว ทางเท้าก็ไม่มีให้ เฮ้อ…จาก 7 นาทีที่คำนวณไว้ว่าจะถึงออฟฟิศ เลยคูณสองกลายเป็น 14 นาทีเลย

แค่วันแรกฉันก็คิดถึงชีวิตในโตเกียวเสียแล้ว ไม่อยากกระแดะให้คนอื่นหมั่นไส้ไป แต่ชีวิตคนเมืองหลวงโตเกียวนั้น นอกจากรถไฟและจักรยานแล้ว พวกเขายังผูกพันกับการเดินเท้าเป็นหลัก ความที่อัตราเริ่มต้นแท็กซี่ไม่ได้ถูกมาก แถมไม่มีพี่วินเพราะกฎหมายห้ามไว้ เวลาจะไปไหนใกล้ๆ 5-15 นาที คนโตเกียวเลยต้องเดินหรือปั่นจักรยาน ถ้าไปเล่าให้ฟังว่าคน กทม. น่ะ แค่ 300 เมตรก็ไม่เดินกันแล้ว คนโตเกียวอาจพาลสงสัยว่าทำไมคนกรุงขี้เกียจจัง แต่ตอนนี้พอกลับมาปักหลักอยู่เมืองฟ้าอมร ฉันก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมเพื่อนๆ พี่ๆ และคนในออฟฟิศของฉันถึงไม่นิยมเดิน (ทั้งที่มันประหยัดกว่าเรียกหาพี่วินเยอะ)

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่เหมาะกับการเดินไม่ใช่เพราะอากาศร้อนอบอ้าว แต่กรุงเทพฯ ไม่เหมาะกับการเดิน (แม้ในระยะใกล้โคตรๆ) เพราะไม่มีทั้งความสะอาดและความปลอดภัยมอบให้แก่คนเดินเท้า ที่โตเกียว ทางเท้านั้นสะอาด ปราศจากเศษขยะ และยังมั่นใจได้ว่าไม่มีน้ำขังตรงอิฐบล็อกให้รำคาญใจเล่น แถมในวันที่แดดร้อนเปรี้ยง ก็ยังมีร่มเงาจากตึกหริอต้นไม้ข้างทางให้หลบพักเป็นระยะ อ้อ อีกอย่างที่แตกต่างมากๆ คือ แม้จะเต็มไปด้วยตึกและห้างร้านเหมือนกัน แต่คนโตเกียวกลับไม่เคยต้องเสี่ยงภัยจากน้ำหยดจากท่อแอร์เลย อะไรทำให้เมืองสองเมืองแตกต่างกันได้ขนาดนี้? คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่การจัดการของรัฐบาลท้องถิ่น

ท้องถนนในโตเกียวนั้นทั้งสะอาดและปลอดภัย น้อยยิ่งกว่าน้อยที่เราจะได้มีโอกาสเห็นเศษซากอาหารกองตามทางเดินให้เราต้องหลบภัยเล่น ที่เป็นเช่นนี้เพราะกฎระเบียบเรื่องการแยกขยะถูกบรรจุไว้ในชีวิตประจำวัน ครัวเรือน ร้านค้า หรือแม้กระทั่งกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม มีหน้าที่ต้องจัดการแยกขยะเพื่อความสะอาดและปลอดภัยของเมือง โดยเทศบาลท้องถิ่นจะรับหน้าที่จัดเก็บขยะฟรีให้แก่ครัวเรือน ส่วนร้านค้าและกลุ่มธุรกิจก็จะมีบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากเทศบาลท้องถิ่นมาจัดเก็บให้โดยต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตามกำหนด ที่กรุงเทพฯ นั้นแม้จะรวมผู้คนเกินสิบล้านอยู่ในเมืองหลวง แต่กลับไม่มีกฎระเบียบรองรับการแยกและจัดเก็บขยะอย่างเคร่งครัดจริงจัง ขยะจำนวนมากทั้งจากร้านค้าข้างถนนและผู้คนที่สัญจรไปมาจึงกลายเป็นเศษซากความสกปรกบนท้องถนนและทางเดินเท้า ฉันไม่ได้จะบอกว่าร้านค้าข้างถนนไม่ดี แต่ฉันกำลังบอกว่า ความสกปรกที่มาจากการไม่จัดเก็บขยะอย่างถูกหลักต่างหากที่น่าเศร้า ความสกปรกนี้เองที่ทำให้กรุงเทพฯ ไม่น่าเดิน แถมยังเป็นหนึ่งในสาเหตุให้น้ำไม่ระบายเวลาฝนตก คนกรุงที่เลือกเดินเท้าจึงต้องผจญภัยน้ำขังและความสกปรก ชีวิตบัดซบจริงๆ

แค่เริ่มต้นวันก็ทำเอาเครียดแล้ว ตกเย็นฉันเลยขอไปเคลียร์อารมณ์สักแป๊บที่ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง เหตุที่ต้องเลือกไปห้างไม่ใช่เพราะไม่มีที่ให้ไปหรอกนะคะ จริงๆ ห้องพักฉันอยู่ไม่ไกลจากสวนสาธารณะเท่าไหร่ แต่เวลามืดค่ำอย่างนี้ ฉันกังวลเรื่องความปลอดภัยมากกว่า สวนเขียวๆ กลางกรุงนั้นดีอยู่หรอก แต่ค่ำๆ พอความมืดเริ่มปกคลุม เสาไฟน้อยนิดที่มีอยู่ในสวนก็ดูจะไม่เพียงพอเสียแล้ว อีกอย่างฉันเป็นคนต้องเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ห้องน้ำสาธารณะในสวนเมืองไทยก็พอจะเดาได้อยู่ว่ามีปัญหาเรื่องความสะอาด เมื่อรวมปัจจัยสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน ความลงตัวในการคลายเครียดของฉันจึงลงเอยที่ห้างสรรพสินค้า มีทั้งความสว่างสไว มีทั้งห้องน้ำที่พอจะวางใจได้ อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องเครียดเพิ่มขึ้นกว่าเดิมจากเรื่องเมื่อเช้า

แต่กรุงเทพฯ ก็เป็นเมืองที่มีอะไรมาเซอร์ไพรส์เราอยู่เสมอสิน่า

อยู่ๆ ฝนก็ตกลงมาช่วงห้างใกล้ปิด ฝนตกหนักขนาดนี้ แท็กซี่ต้องเป็นที่ต้องการตัวมากขึ้นแน่ๆ แล้วเรื่องก็จริงดังคาด แท็กซี่ขาดตลาดหรือไม่ก็ปฏิเสธผู้โดยสารระนาว ฉันก็เป็นหนึ่งในคนที่โดนปฏิเสธ พอหารถกลับเข้าซอยไม่ได้ ฉันจึงเหลือทางเลือกเดียว นั่นคือการนั่งรถไฟฟ้าไปยังสถานีซึ่งใกล้ที่พักมากที่สุด ก่อนเดินกางร่มกลับเข้าซอยอีกราวๆ 10 นาที

“10 นาทีเอง ไหวน่า” ฉันคิดในใจ

แล้วฉันก็เดินไหวจนได้…แต่แลกมาด้วยเนื้อตัวที่เปียกปอน

“โครม! ซ่า!” ไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง แต่คือเสียงน้ำที่กระเซ็นโดนเสื้อผ้าเวลาที่รถยนต์ขับผ่าน วันนี้เพิ่งเป็นวันแรกในเมืองกรุงของฉัน แต่ทำไมถึงได้เริ่มต้นอย่างหฤโหดประหนึ่งอยู่ในวงล้อมของสงครามขนาดนี้ เมืองกรุงเทพฯ นี่ช่างไม่ปราณีต่อคนเดินถนนเสียจริงๆ

แค่วันแรกเท่านั้น สารภาพว่าฉันเริ่มคิดอยากเลิกเดิน แล้วเริ่มถอยรถเป็นของตนเองเสียแล้วสิ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s