[fangirl] ซีรีส์ตระกูล Reply กับหนังตระกูล Sunset

คิดว่าซีรีส์ตระกูล Reply ของเกาหลีใต้ คือสิ่งที่แทนค่าได้คล้ายกันกับหนังตระกูล Sunset on the 3rd Street ของญี่ปุ่น (อย่าเพิ่งด่าว่าเอามาเทียบกันได้ไง)

คือถ้าเกาหลีใต้จะมีหนังแนวรำลึกอดีตแบบ nostalgia ก็มีทีมงาน Reply นี่แหละที่จะทำได้ในอารมณ์และโทนแบบที่หนัง Sunset ของญี่ปุ่นทำ

ถามว่า ทำไมคนไทย (และอาจจะอื่นๆ) ถึงอินกับหนัง Sunset?

นั่นอาจเพราะเราเติบโตมาแบบค่อนข้างรู้จักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมากกว่า (ยอมรับเถอะว่าเราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเกาหลีมาก่อนเลย) ทำให้เราอินกับฉากหอคอยโตเกียว และฉากที่ญี่ปุ่นค่อยๆ กู้ชาติกับโอลิมปิกปีนั้น (ปีไหนนะ)

ขณะที่ซีรีส์ Reply ก็ให้ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของเกาหลี ผ่านชีวิตเล็กๆ ความสัมพันธ์ของครอบครัวและชุมชน นี่มันกลิ่นเดียวกับหนังตระกูล Sunset เป๊ะ!

ใน Reply 1988 มีฉากโอลิมปิกที่โซล ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์น่าตื่นเต้นในประวัติศาสตร์เกาหลีเช่นกัน แต่สิ่งที่เด่นชัดในส่วนของประวัติศาสตร์ที่เล่าสองชาติ อาจจะเห็นว่า ความทรงจำแบบ nostalgia ของเกาหลี เมื่อมองย้อนไป มักจะเกี่ยวพันกับอุตสาหกรรมบันเทิงเป็นหลัก ในซีรีส์ตระกูล Reply สิ่งที่มักจะปรากฏร่วมเป็นกิจกรรมของตัวละครในเรื่องคือ การร่วมดูทีวีรายการเพลงหรือรายการบันเทิง (นอกเหนือจากการเล่าถึงแมคโดนัลด์สาขาแรกที่อัพกุจอง หรือการเข้ามาของสินค้าอเมริกัน)

ขณะที่การเล่าเรื่องย้อนอดีตของญี่ปุ่น อาจมีสิ่งอื่นโผล่มาด้วย เช่น สินค้าต่างๆ เช่น ซาวด์อะเบ้าท์ของโซนี่ รถยนต์โตโยต้า (หรือซูซุกิ) อะไรเทือกนี้ (เพราะคิดออกแค่นี้…ง่วง)

จบ.

บทเพลงของภาคการศึกษา

ภาคการศึกษาแรกของชีวิตปริญญาโทในโตเกียว ฉันไม่มีบทเพลงประจำตัว

 มันเริ่มต้นด้วยอากาศเย็นของฤดูใบไม้ร่วง ก่อนจะตามมาด้วยความเหน็บหนาวร้ายกาจของฤดูหนาว อากาศโหดร้ายไม่พอ ชั้นเรียนปริญญาโทที่เต็มไปด้วยหัวกะทิมากมาย ยิ่งทำให้ฉันหดหู่ที่เรียนตามคนอื่นไม่ทัน

 ฉันต้องเดินเท้าไปเรียนทุกวัน 30 นาที แต่ในภาคการศึกษาแรกนี้ ฉันไม่มีแก่ใจจะเปิดเพลงฟัง

 

 ภาคการศึกษาที่สองโผล่มาพร้อมสีสันของซากุระ ใบไม้ผลิแม้จะแปรปรวน แต่ฉันกลับรู้สึกตกหลุมรักภาคการศึกษานี้

ฉันสูดกลิ่นแดดอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิเข้าปอด ขณะเริ่มกดปุ่มเพลย์เพลง Little Lou, Prophet Jack, Ugly John ที่ Norah Jones ร้องคู่กับ Belle & Sebastian

 ฉันฟังเพลงนี้ซ้ำไปซ้ำมาตลอดภาคการศึกษานี้ ท่อนเริ่มต้นที่ร้องว่า “What a waste, I could have been your lover. What a waste, I could have been your friend.” น็อกฉันเสียอยู่หมัด ส่วนท่อนถัดมาที่ร้องว่า “Perfect love is like a blossom that fades so quick. When it’s blowing up a storm in May.” ก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าพายุเดือนพฤษภาคมที่โหมถล่มโตเกียวดูโรแมนติกดี

 ภาคการศึกษานั้น ฉันอายุ 33 ปี และฉันมักคิดถึงคำว่า “What a waste” อยู่บ่อยๆ

 ฉันพลาดอะไรไปบ้างในวัยยี่สิบ และฉันจะพลาดอะไรอีกไหมในวัยสามสิบฉันใส่หูฟัง เดินกางร่มฝ่าพายุฝนไปมหาวิทยาลัย พลางคิดสงสัย

 

 ใบไม้ร่วงกลับมาเยือนโตเกียวอีกรอบ ภาคการศึกษาที่สามนี้ ฉันชอบเปิดฟังเพลง “Song for Someone” ของ U2

I was told that I would feel

Nothing the first time”

 ตอนไปทริปคณะที่แหลมอิสุ ขณะรถบัสเคลื่อนตัวผ่านอุโมงค์อันดูยาวนานไม่มีที่สิ้นสุดของไฮเวย์ทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพลงท่อนนี้ดังขึ้น

 รู้ตัวอีกที ฉันก็ฟังเพลงนี้ไปจนจบภาคการศึกษา

 

 ภาคการศึกษาสุดท้าย ใบไม้ผลิหมุนเวียนมาใหม่ ฉันฟังเพลง Crush ที่ปาล์มมี่ ร้องกับ Erlend

He remember feeling something between them walking close

He wondered he should make a move

but the chance would never come”

 ลมฤดูร้อนพัดมาชีวิตนักศึกษาปริญญาโทในโตเกียวใกล้จะจบลงแล้วสินะ

 

 ตลอดสองปีที่อยู่โตเกียวนั้น ฉันไม่เคยไปหลายสถานที่

ชีวิตส่วนมากถูกใช้ไปกับถนนเส้นที่ลากผ่านย่านยานะกะไปสู่มหาวิทยาลัยโตเกียว

ฉันเดินเท้า 30 นาทีเป็นกิจวัตร

ฉันฟังเพลงเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา

เพลงเหล่านี้คือตัวแทนความทรงจำของแต่ละภาคการศึกษา

เมื่อฮัมเพลงเหล่านี้ภาพการเดินเท้าในโตเกียวจะกลับมา

 

รวมถึงเรื่องราวในระหว่างนั้นเรื่องราวที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในสี่ภาคการศึกษาในมหาวิทยาลัยโตเกียว