คำว่า “เซล” และความจำเป็นของชีวิต

ฉันเพิ่งไปเซนทรัลขอนแก่นมา และได้เจอกับสิ่งที่ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไม่ได้บอกเราไว้

มหกรรมเซลทั้งห้าง ลดราคากันกระหน่ำ ป้าย SALE ตัวโตๆ ที่น่าดึงดูดใจพอๆ กับแกงเห็ดเผาะ

เศรษฐกิจไทยจะเป็นยังไงไม่รู้ แต่ฉันรู้สึกว่าหัวใจตัวเองกำลังเต้นระรัว และตัวกิเลสดูกำลังเริงร่า และอยากออกมากระโดดโลดเต้นตรงเคาน์เตอร์แคชเชียร์เสียเหลือเกิน

อยู่ๆ ฉันก็รู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีรายการสิ่งที่ “จำเป็น” โผล่มาเต็มไปหมด

ฉันออกวิ่งอีกหน รักษาวินัยการวิ่ง 5กิโลเมตร สัปดาห์ละ 4–5 วันได้อย่างแน่วแน่มาสองเดือนแล้ว ที่ผ่านมาฉันซื้อกางเกงผ้าโปร่งราคา 50 บาทตามตลาดนัด และรู้สึกไม่ได้มีปัญหาอะไรกับมันนัก แต่เมื่อวันก่อนฉันเพิ่งได้กางเกง Dri-Fit ของ Nike มาในราคาเซล ตัวละ 199 บาท ฉันใส่มันออกวิ่ง และพบว่า “มันเริ่ดมากกกกกกกกกกก” (เติม ก.ไก่ ไปอีกหมื่นเก้าพันแปดสิบเจ็ดล้านตัว)

อยู่ๆ ฉันก็รู้สึก “จำเป็น” ที่ต้องมีกางเกง Dri-Fit ของ Nike ในตู้เสื้อผ้า อยู่ๆ ฉันก็คิดว่า ชีวิตฉันคงดีกว่านี้ วิ่งได้คล่องกว่านี้ และมีหุ่นขณะวิ่งที่ดูคล้ายปู ไปรยา มากกว่านี้ (หรืออุรุดา โควินท์ ก็ได้เอ๊า!) ถ้าหากฉันครอบครองเป็นเจ้าของ Nike Dri-Fit อีกสักสิบตัว! (สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน แกจะเอาไปทำไมตั้งสิบตัว ห๊ะ?)

ทุนนิยมนั้นน่ากลัว โดยเฉพาะทุนนิยมที่มาพร้อมกับคำว่า SALE เพราะมันทำให้เรารู้สึกเหมือนมันเป็นเพื่อนสนิท ภาวนา แก้วแสงธรรม เคยกล่าวไว้ประมาณนี้เมื่อสองสามปีก่อน

ยิ่งก้าวเดินในวงล้อมของร้านค้าที่ติดป้ายเซล ฉันยิ่งรู้สึกถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วน ว่าชีวิตต้องมีสิ่งเหล่านี้

นั่นไง รองเท้าบัลเล่ต์ชู ของ F.O.F กำลังเซล สีเบจปนชมพูอ่อนๆ ราคา 400 บาทเอง ฉันมีบิสสิเนสทริปต้องไป กทม. ช่วงสัปดาห์หน้าพอดี แถมรองเท้าสีดำเก่าๆ ที่ซื้อมาด้วยราคา 199 บาทตามตลาดนัด ก็สภาพเปื่อยผุพังเกินเยียวยาแล้ว ใครสักคนบอกว่า “รองเท้าดีๆ จะพาเราไปในที่ดีๆ” และ “สาวๆ ควรซีเรียสกับรองเท้าที่พวกเธอใส่มากกว่านี้” โอเค…ฉันต้องซื้อมัน ฉัน “จำเป็น” ต้องมีมัน แบงค์ร้อยสี่ใบในกระเป๋าเคทสเปดสีชมพู (ที่ได้มาฟรี เพราะเพื่อนซื้อให้เป็นของขวัญตอนสอบเข้า ป.โท ญี่ปุ่นได้) กำลังเต้นแซมบ้ารัวๆ ฉันได้ยินเสียงกลองสะบัดชัยดังกึกก้อง

แต่ช้าก่อน…

นั่นก็เสื้อผ้าลดราคานี่นา ดูสิ เดรสที่ถูกตัดเย็บและออกแบบอย่างดีในราคาที่เซลแล้วเหลือหลักร้อย (ห้าหกเจ็ดแปดร้อย) เดรสสีเทาดูแคชชวลความยาวเหนือเข่านี้ช่างเหมาะกับบิสสิเนสทริปไปกรุงเทพฯ รอบนี้ของฉันจริงๆ ถ้าฉันใส่มันกับรองเท้าสีเบจโทนชมพูของ F.O.F มันคงทำให้ฉันโดดเด่นกลางฝูงชนไม่ต่างจากพิมฐา-เนตไอดอลใน IG ที่มีคนตามเป็นล้านคนนั้น อุ้ย! ตรงนั้นคือเสื้อเชิ้ตผ้าลินินที่เมื่อเอามาทาบกับตัวแล้วทำให้ฉันดูเป็นผู้หญิงเรียบง่ายแต่โซฟิซิเคททิดในเวลาเดียวกัน (ทำไมไม่ใช้ภาษาไทย???) เสื้อเชิ้ตราคา 590 พวกนี้ใส่ไปวัดได้ (ตอนนี้ฉันทำงานเกี่ยวข้องกับวัด) มันไม่หวือหวาแต่มันก็ตอกย้ำความพิเศษของคนใส่ (แน่ใจ?) อ๊า!!! ตรงนั้นมีจั๊มพ์สูทสีเขียวมรกต เอ๊ะ มันเหลือแต่ไซส์ M ขณะที่ปกติฉันใส่ไซส์ S … แต่เอาเถอะ เอามาทาบแล้วดูตัวเองในกระจก อุ้ย! ดูดีเหลือจะกล่าว “มันเหมาะกับฉัน มันเกิดมาเพื่อชั้น” อยู่ๆ เสียงนี้ก็ดังก้องไปก้องมา นี่คือยากล่อมประสาทชั้นดีที่ทุนนิยมเสรีสร้างขึ้นมาสินะ

แต่ยังก่อน… ฉันอยากได้ครีมบำรุงหน้านี่นา ที่ฉันมาเซนทรัลในวันนี้เพราะฉันอยากได้ครีมบำรุงหน้า ตอนนี้หน้าฉันเยินมาก สิวจำนวนมากผุดขึ้นมาไม่ได้หยุด ผิวแห้งผากยังกะทะเลทรายตอนกลางของเมืองจีน ตาคล้ำย้อย โอ้ย…ไม่ได้นะ โซฟิซิเคททิดเกิร์ลจะต้องดูดีจากภายในสู่ภายนอก ฉันจะเอาหน้าพังๆ ไปบิสสิเนสทริปที่ กทม. ไม่ได้ ไม่มีวัน! ชั้นไม่ยอม

ว่าแล้วฉันก็พาร่างไปยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ Biotherm ญาติคนหนึ่งเพิ่งแนะนำให้ฉันใช้แบรนด์ตัวนี้ และจากที่เข้าไปอ่านรีวิวในพันทิปและดูคลิปยูทูปของเหล่าบิวตี้บล็อกเกอร์ พวกเขาล้วนแต่พรรณาถึงคุณงามความดีของเจ้า Biotherm Life Plankton Essence จนฉันกะว่าจะมาถามหาตัวทดลองเสียหน่อย (ราคาคงไม่มากมั้ง) ทว่าพอพนักงานขายเสียงเจื้อยแจ้วบอกว่า เอสเซนส์ปริมาณ 125 ml มีราคา 2,500 บาท และเซล 10 % วันนี้วันสุดท้าย คำว่า “เซลวันนี้วันสุดท้าย” ฮุกหมัดเด็ดเข้าที่หน้าฉันเต็มๆ ฉันจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไม่ได้ คำว่า “เซล” ไม่ได้โผล่มาทุกวัน

เอ่อ…แม้มันจะแค่ 10% ก็ตามทีเถอะ

“เรามีบริการตรวจสภาพใบหน้าฟรีให้ด้วยนะคะ” เสียงเจื้อยแจ้วของเธอยังคงตามมา ฉันหยิบกระเป๋าเคทสเปดสีชมพูออกมาตรวจตรา อ๊ะ! ฉันมีตังค์ 2,300 บาท เหลือพอจะจ่ายราคาที่ลดลงมาแล้ว 10 % แต่แล้วเธอก็ยังไม่หยุด!!!

“คุณลูกค้าสนใจตัวนี้ไหมคะ เป็นแพ็กเอสเซนส์บวกกับครีมบำรุงตัวอื่น ปกติขายที่ราคา 2,xxx ตอนนี้ลดแล้วก็เหลือ” เธอเว้นจังหวะเพื่อจิ้มเครื่องคิดเลข “2,4xx บาท”

เอาแล้วสิ!!! ตัวกิเลสเต้นเร่าๆ ฉันตัดสินใจแล้วว่า ฉันซื้อ Life Plankton Essence แน่ๆ แต่ตอนนี้ฉันอยากได้ไอ้ครีมบำรุงอีกสองตัวที่โผล่มาด้วยนี่ ทว่าเงินสดฉันไม่พอ และเอทีเอ็มก็อยู่ตั้งชั้นสาม ในทิศตรงกันข้ามกับเคาน์เตอร์นี้เลย วันนี้วันอาทิตย์ มีคนต่อคิวกดตังค์เต็มไปหมด เอาไงดี…แต่ฉันอยากได้ เพิ่มเงินอีกนิดหน่อยเอง แล้วหนังหน้าของฉันจะถูกกู้ชีพด้วยเซ็ตความงามจาก Biotherm! ไม่ใช่แค่ 1 ตัว แต่เป็น 3 ตัว … เอาล่ะ! ตัดสินใจแล้ว ฉันจะไปกดตังค์

ฉันหายไปนานกว่า 15 นาทีแล้วจึงเดินกลับมา ตอนที่หายไปจากเคาน์เตอร์ความลังเลที่จะจับจ่ายก็เกิดขึ้น “นี่ฉันกำลังเสียเงินกว่าสองพันไปเพื่อครีมบำรุงผิวนี่นะ?” “เฮ้ยแก…พอนด์ฟลอเลสไว้กับนีเวียกระปุกน้ำเงินที่ใช้อยู่ไม่ดีตรงไหนวะ?” คำถามมากมายดังก้องอยู่ในหัว ใบหน้าของปราชญ์ชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงโผล่มาเรื่อยๆ ฉันคิดถึงแม่ แม่ไม่เคยใช้ Biotherm แล้วฉันจำเป็นต้องใช้มันไหมวะ? เดี๋ยวนะ เดี๋ยวก่อน ฉันควรจะกลับไปอ่านรีวิวอีกสักรอบก่อนซื้อดีไหม? ทว่าก่อนที่ฉันจะหันหลังเปลี่ยนใจ สองเท้าที่คีบรองเท้าแตะอยู่ก็พาฉันมาหยุดอยู่ที่เคาน์เตอร์ Biotherm อีกคราว

และคราวนี้ ฉันรู้สึกว่า นี่คือสิ่ง “จำเป็น” ของชีวิต

ฉันอยากมีชีวิตโซฟิซิเคททิดที่มาพร้อมกับหนังหน้าใสเปล่งปลั่งมีออร่าอย่างปู ไปรยา นี่นา

เอาล่ะ…เอาล่ะ ถึงเวลาสำคัญสุดๆ แล้ว พิธีกรรมสำคัญของทุนนิยมเสรี เรามาแลกเปลี่ยนอย่างเสรีกันเถอะ ฉันยื่นเงิน 2,4xx บาท ให้กับพนักงาน (พร้อมแนบบัตร The 1 Cardติดไปด้วย) ส่วนเธอก็ยื่นเซต Biotherm ที่ประกอบด้วย Life Plankton Essence 125 ml และอื่นๆ อีกสองอย่างมาด้วย ชั่วขณะนั้น ฉันรู้สึกใจหาย (นิดนึง) แต่ก็มีความหวังเรืองรองเกิดขึ้น ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดบาปเสียหน่อย เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ เราอยู่ในตลาดเสรี และตอนนี้ฉันได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้กระเตื้องขึ้นบ้างแล้ว!!!

ก่อนเดินออกจากห้างเซนทรัล ฉันแวะไปดูรองเท้า F.O.F อีกครา ที่บ้านที่ฉันพักอยู่ตอนนี้ มีรองเท้าผ้าใบสีแดงที่ซื้อมาจากบิ๊กซีเมื่อหลายเดือนก่อน ฉันมีแตะสีม่วงปอนๆ ไว้ใส่ทำงานในพื้นที่ชนบท มีรองเท้าผ้าใบสีม่วง Nike ไว้ออกวิ่ง และมีรองเท้าบัลเล่ต์ชูสีดำเก่าโทรมไว้เผื่อใส่ออกงาน … มันถูกต้องและเหมาะสมแล้วที่ฉันจะซื้อรองเท้าเพิ่มอีกคู่ รองเท้าที่ดูดี ที่มันจะนำพาฉันไปสู่ชีวิตที่ “ดีๆ” อย่างที่เขาว่ากัน

ชั่วขณะที่ฉันจ่ายตังค์ ฉันรู้สึกถูกปลดปล่อยแต่ก็รู้สึกถูกพันธนาการไปพร้อมๆ กัน … ถ้าฉันไม่มาห้างวันนี้ ฉันก็คงไม่ “จำเป็น” ที่จะ “ต้องการ” ของพวกนี้ ฉันคงมีชีวิตอยู่กับเสื้อยืดโรงงานตัวละ 50 บาทตามตลาดนัด คีบรองเท้าแตะสีม่วงไปลงพื้นที่ชุมชน และคงไม่รู้สึกนักว่า พอนด์ฟลอเลสไวท์กับนีเวียมีปัญหาและไม่ตอบโจทย์ชีวิต

ชั่วขณะที่ฉันจ่ายตังค์ ฉันรู้สึกถูกปลดปล่อยแต่ก็รู้สึกถูกพันธนาการ…

แต่เอาเถอะ ฉันได้ทำให้สังคมและเศรษฐกิจไทยดีขึ้น

มันเป็นความ “จำเป็น” เร่งด่วนที่ฉันต้องช่วยเหลือประเทศตัวเอง

ฉันคิดในใจ ขณะเหลียวมองดูถุง Biotherm และรองเท้า F.O.F ที่ตัวเองเพิ่งใช้เงินสดซื้อมา

ปู ไปรยา, ฉันกำลังไล่ตามเธอทันแล้วล่ะ!

35454

Advertisements

Life and the Prisoner

 

I went to hospital the other day. And the morning after, I got bitten by a scorpion. In that moment, my mind deluded myself that I was going to die. But hey! It was just a baby scorpion, Tiktok! Don’t be such an annoying drama queen!

OK! I am not dying. And the first half of 2016 has passed. 52% of UK voted Brexit. Horrible violence is spreading everywhere. Bill Gates commented on Thailand’s messy wires. Military Junta and our BELOVED PM are doing really FINE (because they hold on to GT200, I guess). And someone has just walked away from my life, and I felt really great.

OK. Here comes the drama queen part.

Well… He’s not a lover. His name is Kaye. He once was a prisoner, an due to my current work, I have to deal with prisoners and also villagers in the Northeastern Thailand. Kaye was one of them. He was about to get out of jail when we met. It was my second day at work, alone, in the far far away land. I lived in the temple at that time. Every weekday, around 9 o’clock, 20 prisoners would arrive at the temple and use their skills to construct a new & temporary prison, well, in the temple area. Kaye worked at the kitchen, where I visited quite often (of course). He called me as “Pi Tiktok” since we first met, which means “Older Tiktok”. I am still curious until these days about how he knows that I am older than him.

I can’t say we were close. Also I can’t say that we created strong friendship bond. I was just working in the temple (and villages), and Kaye was just working in the kitchen, waiting for his last day in prison. Sometimes I was mad at what he said to me and I would be silent for a while. Many times he and his technician skill helped me fixed my 6-year old motorcycle. No need to talk about food. His cooking was excellent. And he was a good listener. And then one day he spoke up that he would be out of jail, soon. “Tomorrow”, he said. “Tomorrow?” I repeated. At that time I have moved out to live in the nearby village, and rarely hang out (work, actually) in the temple anymore.

So it means, “tomorrow” was the last day that I could see him.

On that day, I rode motorcycle, hoping to go to temple. And then the villagers I know asked me to stop by. I visited their house. They served the dessert. We talked for a while and I totally forgot about Kaye. Then one motorcycle was passing by, and Kaye was on the back. I didn’t even recognize him, but fortunately enough that he did. Kaye shouted out my name, “Pi Tiktok”. He waved goodbye from the back of the motorcycle. And then I asked him to stop by.

“Are you leaving?”, I said. He nodded. I didn’t even know where he came from.
“Where do you live?” was my question. He mentioned some place which I never heard of. And then, in the very last moment of goodbye, I gave him cash as a goodbye present. Not much, but enough for his journey home, I guess.

“I am fine.”, he refused to take that cash.
“Take it. It is a gift for your new journey. And please do not revisit your old path.” Actually, I didn’t even know what kind of crime he committed in the past.
“I won’t. Someone contacted me to become the drug dealer again, but I have denied. I won’t go back there.” I think it was not a promise to me, it was a promise to himself.

Then Kaye left. Gone. And that was a month and a half ago.

In life, I know some people who were out of jail and then committed a crime, many crimes, and walked to the prison again. Real life is not simply easy. We all know that the world is not a perfect place full of equal opportunity for everyone. And in the word of my friend; “Not all can be wise.”

I know nothing about Kaye’s life.
But I hope, that I won’t see him again.
It might sound a bit mean, but I seriously hope to not see him again,
…as a prisoner in the temple, where I currently work for.