[จดหมายจากเขาวง] บนโลกที่ตรุษจีนเหมือนไม่มีอยู่

 

เขาวงเป็นอำเภอที่ชาวจีนมีอิทธิพลน้อยมาก และเอาเข้าจริง เราเติบโตมาโดยไม่รับรู้ความสำคัญของตรุษจีน

ไม่ใช่ว่าที่เขาวงไม่มีคนจีนเลย เรามีกลุ่มคนจีนที่ทำค้าขายอยู่ แน่นอนพวกเขาได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐี เวลาเราพูดถึง “เจ๊กนิล เจ๊กนูน” เรามักจะพูดถึงชื่อพวกเขาด้วยความตระหนักรู้ว่าเขารวย เขาเปิดร้านค้าที่เวลาเราอยากได้อะไร เราก็ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปเอา แต่นั่นแหละ เรารู้จักเจ๊กนิลและเจ๊กนูนแค่นั้น พวกเขามีอิทธิพลต่อชุมชนแค่นั้นจริงๆ

เด็กเขาวงอย่างฉัน โตมาในยุคทีวีขาวดำและต่อมาเปลี่ยนเป็นทีวีสี อยู่เขาวงได้จนถึงอายุ 15 ปี ฉันก็ย้ายไปเรียนในอำเภอเมือง ที่นี่เองที่ฉันได้เจอประสบการณ์ใหม่ เรื่องไม่คาดฝัน ในวันหนึ่ง เพื่อนร่วมชั้นกลุ่มหนึ่งลาหยุด พวกเธอบอกว่าพวกเธอหยุดไปไหว้เจ้า ไปทำอะไรในสักอย่างในวันตรุษจีน

ฉันช็อก ฉันรู้จักตรุษจีนจากข่าวในทีวี (ขาวดำที่ต่อมากลายเป็นสี) แต่ไม่เคยมีเด็กคนไหนที่ฉันรู้จักในเขาวงจะลาหยุดเพราะไป “ไหว้เจ้า” “ตรุษจีน” คิดออกไหมเด็กภูไทที่ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีคนรู้จักลาหยุดด้วยเทศกาลนี้ โลกของเธอย่อมไม่เห็นว่าเรื่องนี้คือเรื่องสำคัญ

เราจะหยุดกันก็ต่อเมื่อมีแข่ง “สาระพันยะ” ในวัด เราจะหยุดกันก็ต่อเมื่อมีใครสักคนทำบุญที่บ้านแล้วมีการจ้างคนมาลงเจ้าเข้าทรงแบบอีสาน เราจะหยุดกันเมื่อต้องไปเกี่ยวข้าวหรือขึ้นไร่ เพราะพ่อแม่ต้องการแรงงานช่วย

แต่เราไม่เคยหยุดกันเพราะมันคือตรุษจีน

ในตอนนั้นเอง ที่โลกของคนจีนเคลื่อนผ่านมาสู่ชีวิตฉัน และทำให้ฉันรู้ถึงความสำคัญของวัฒนธรรมทีแตกต่าง

ทุกวันนี้ เขาวงก็ยังเป็นโลกที่ตรุษจีนไม่มีความสำคัญต่อตลาดของเรา แม่ค้าในตลาดเขาวงไม่เคยลุกมาขายของไหว้ในช่วงเทศกาลนี้ มีเรื่องตลกเล็กๆ ที่ “เจ๊” ร้านอะไหล่ฟอร์ด ที่มาซื้อที่บ้านเราเพื่อทำค้าขาย เล่าให้ฟังก็คือ ตั้งแต่เธอย้ายมาอยู่เขาวง ทุกวันไหว้ คนจีนรวยๆ ที่มีสมบัติเยอะกว่าชาวบ้านร้านตลาดอย่างเธอ ต้องลุกมาทำกับข้าวไหว้เองทุกอย่าง เป็นสิ่งที่เธอตระหนักว่า เงินซื้อได้หลายอย่าง แต่เงินซื้อของไหว้ที่เขาวงไม่ได้

เพราะเขาวงไม่ทำของไหว้ขาย ไม่ทำแม้กระทั่งขนม เจ๊ร้านอะไหล่ฟอร์ดยกไก่มาเยี่ยมบ้านเรา แล้วบอกว่า แม้กระทั่งขนมเธอก็ต้องตื่นมาทำเอง

ในฐานะลูกภูไทจากเขาวง ทุกครั้งที่ตรุษจีนเวียนมาถึง ฉันจะคิดถึงเรื่องอยู่สองอย่างจริงๆ

เรื่องตอนที่ฉันย้ายไปเรียนในเมืองแล้วพบว่าเพื่อนนักเรียนลาหยุดไปตรุษจีน
และเรื่องที่เจ๊ร้านอะไหล่ฟอร์ดพูดพลางหัวเราะขำขัน ว่าเธอต้องตื่นมาทำของไหว้เอง นั่นแหละ

2015 : ข้าวจากนาพ่อ

2015 (1)

เป็นปีที่ได้ทำแบรนด์ข้าว ไม่ใช่สิ ได้ส่งข้าวให้กับแบรนด์ต่างหาก เป็นข้าวเหนียวและข้าวหอมมะลิจากนาพ่อ ข้าวจากนาปีที่เตรียมตอนพฤษภาคม และเก็บเกี่ยวตอนพฤศจิกายน ข้าวที่ปลูกกันสองคน คือพ่อกับน้าหนอม

ย้อนความไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์​ ช่วงปิดเทอมที่กลับไทย (กลับไทยทุกปิดเทอม อยู่ราวๆ สองเดือนอยู่ๆ พี่ตาก็โทรมา บอกว่าสนใจทำแบรนด์ข้าวเขาวงขาย รู้สึกประหลาดใจมากที่พี่ตารู้จักข้าวเขาวง พี่ตาบอกว่ารู้จักเพราะติ๊กโพสในเฟซบุ๊กนี่แหละ ทำให้รู้สึกว่า การพยายามโพสเล่าเรื่องบ้านเกิดตัวเอง ก็มีคนเห็นผ่านตาและจดจำได้อยู่บ้าง

จะทำข้าวขายก็ต้องมีวัตถุดิบ จะมีวัตถุดิบก็ต้องรู้จักชาวนา เลยส่งไม้ต่อให้พี่ตาคุยกับพ่อ พ่อทำนาทั้งข้าวเหนียวเขาวงและข้าวหอมมะลิ นาของพ่อเป็นนาหว่าน ไม่ใช้สารเคมี แต่เพราะใช้ปุ๋ยคอกผสมกับปุ๋ยเคมีอยู่ เลยไม่อาจเคลมได้ว่าเป็นนาอินทรีย์ นาหว่านของพ่อเป็นนาหว่านที่ได้ต้นข้าวเหมือนกับนาดำเลย เพราะพ่อหว่านมา ปีแล้ว พัฒนาเทคนิคมาเรื่อย พ่อเรียนจบด้านการเกษตรมา เคยเป็นเกษตรกรอำเภอ พ่อคลุกคลีกับเรื่องพวกนี้มาทั้งชีวิต และแน่นอน เวลาทำนา พ่อพยามควบคุมค่าใช้จ่าย ที่เลือกทำนาหว่านเพราะไม่ต้องจ้างคนมาปักดำ นา 20 ไร่ พ่อกับน้าหนอม ทำกันอยู่ คน

เดือนพฤษภาคม คือเดือนที่เริ่มต้นเตรียมนา ลงปุ๋ย และหว่านกล้าแล้ว คราวนี้เป็นการหว่านโดยหวังผล หวังผลว่าเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วข้าวส่วนหนึ่งจะถูกแพ็กขายให้คนกรุงได้กินกัน ปกติแล้วพ่อก็ขายส่งให้โรงสีในจังหวัด ได้ราคาตามตลาดนั่นแหละ แต่ปีนี้ พอต้องส่งให้พี่ตา พ่อก็รู้สึกตื่นเต้น คงรู้สึกเหมือนได้ลองตลาดใหม่ล่ะมั้ง

กันยายนคือช่วงเวลาที่ข้าวนาปีจะสวยที่สุด มันเป็นช่วงที่ข้าวเริ่มออกรวงเหลือง สลับกับบางส่วนที่ยังเขียวอยู่ มันดูสวยดีและเหมาะกับการเป็นฤดูท่องเที่ยว เราเรียนจบกลับมาในช่วงนี้ และพี่ตาก็พาครอบครัวแวะเยี่ยมนาที่เขาวงและนาคูในช่วงนี้

นาพ่อไม่ได้กว้างใหญ่ จริงๆ มีแค่สิบไร่ และอีกสิบไร่เป็นของอา แต่อาไม่ได้ปักหลักอยู่บ้าน อาเลยยกให้พ่อเป็นคนจัดการ แม้ปีนี้ประเทศไทยจะเจอภัยแล้ง แต่นาหว่านของพ่อก็ยังสมบูรณ์อย่างที่มันควรเป็น พ่อไปนาทุกวัน เดี๋ยวก็เดินลงนา เดี๋ยวก็ถอนหญ้า เราคิดว่าพ่อคือชาวนามืออาชีพ …​ไม่ต่างกับเวลาเราเรียกคนอื่นๆ ในสังคมว่า มืออาชีพ

เดือนพฤศจิกายน ข้าวถูกเก็บเกี่ยว ปีนี้พ่อจ้างรถเกี่ยวข้าวมาเก็บเกี่ยว เมื่อได้ข้าวมาก็ต้องนำมาผ่านกระบวนการตากให้แห้ง จากนั้นพ่อก็ขนบางส่วนไปโรงสีชุมชน ทำการสี และจัดส่งให้พี่ตาต่อไป

ปีใหม่ที่จะถึงนี้ ถ้าใครไม่รู้จะซื้อของขวัญอะไรให้คนอื่น เราอยากขอพื้นที่นำเสนอข้าวจากเขาวง อำเภอเล็กๆ ของจังหวัดเล็กๆ ที่สมัยเข้ากรุงเทพฯ ใหม่ๆ เคยมีคนถามเราว่า​กาฬสินธุ์อยู่ภาคไหนเหรอ

กาฬสินธุ์เป็นจังหวัดเล็กจริงๆ และหลายคนมักคิดไม่ออกว่ากาฬสินธุ์ตั้งตัวอยู่บนพื้นที่ส่วนไหนของแผนที่ประเทศไทย

แต่ถึงเป็นอำเภอเล็กๆ จากจังหวัดเล็กๆ แต่เราก็ปลูกข้าวกันมาอย่างยาวนาน 

และเราอยากให้หลายคนได้ลองกินข้าวจากเขาวงดู

 

 

สนใจข้าวที่ปลูกจากดินและน้ำของอำเภอเขาวงและอำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์

สั่งได้ที่  arroyza : https://www.facebook.com/Arroyza-1559854784263744/

S__87515138

[จดหมายจากเขาวง] รถพัดลม: อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ตอนที่กลับบ้านช่วงปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหาร/ทายาทของบริษัทเดินรถแสงประทีป ซึ่งถือเป็นบริษัทสำคัญแห่งหนึ่งในภาคอีสานตอนเหนือ ทุกวันนี้แสงประทีปปิดตัวลงแล้ว โดยมี นครชัยแอร์ มารับซื้อต่อ

ผู้บริหาร/ทายาท ของแสงประทีปเล่าให้ฟังว่า สิ่งที่ทำให้บริษัทไปต่อไม่ไหว ไม่ใช่รถทัวร์ปรับอากาศ แต่เป็นเพราะรถแดง/พัดลม ต่างหาก เพราะคนไม่ขึ้นกันแล้ว (ส่วนหนึ่งเพราะคนมีรายได้และทางเลือกมากขึ้น ก็ไม่มีใครอยากขึ้นรถพัดลม) แต่ค่าน้ำมันและค่าบริหารในการเดินรถแดง/พัดลม ก็เท่ากับรถปรับอากาศเลย คือได้เงินต่างกันมาก แต่ค่าใช้จ่ายเท่ากัน แต่ด้วยข้อบังคับและกฎระเบียบต่างๆ ก็ต้องวิ่งรถแดง/พัดลมต่อไป ยิ่งวิ่งก็ยิ่งขาดทุน จนต้องให้นครชัยแอร์มารับซื้อไปในที่สุด

ตอนตกลงซื้อกัน เงื่อนไขของแสงประทีปก็คือ นครชัยแอร์ต้องรับไปทั้งหมด ทั้งรถปรับอากาศและรถพัดลม ซึ่งสรุปว่า นครชัยแอร์ก็ซื้อไป แต่นครชัยแอร์จะลงมาเล่นในตลาดรถพัดลมไหม ก็ยังไม่เห็นวี่แวว

อ้อ…ส่วนหลักเลยที่ทำให้นครชัยแอร์ไม่มีปัญหาเลยตลอดมา ก็เพราะว่า นครชัยแอร์แล่นแต่รถปรับอากาศ ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า นครชัยแอร์ไม่เคยเปิดตลาดด้านรถพัดลมเลย

ส่วนตัวคือคิดว่า นครชัยแอร์คงนำรถไปทำอย่างอื่น ไม่น่าจะกระโดดมาตรงนี้

และจริงๆ รถพัดลม อาจเป็นได้แค่อดีต, ไม่ใช่ทั้งปัจจุบัน หรืออนาคตอีกแล้ว

[จดหมายจากเขาวง] โลกของแม่

IMG_6642

ลุงประเสริฐจากไปตั้งแต่ก่อนฉันเกิด จากไปในวัยก่อนที่แม่จะเรียนจบได้วุฒิครูด้วยซ้ำ คนในบ้านเล่าให้ฉันฟังตอนเด็กๆ ว่า ลุงรับราชการตำรวจ และได้ร่วมต่อสู้กับกองกำลังคอมมิวนิสต์ในพื้นที่สีแดงจนตัวตาย ลุงจากไปก่อนอายุสามสิบ จากไปในวัยที่เป็นลูกชายคนโตคนเดียวที่มีการมีงานทำแล้ว ยายกับตาต้องมานั่งจัดงานศพของลูกชายตัวเอง ฉันคิดว่าพ่อแม่ทุกคนคงหัวใจสลายที่ต้องมานั่งผจญเรื่องราวอย่างนี้

แล้วเด็กสาววัยรุ่นอย่างแม่ก็ต้องหัดเริ่มต้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว จริงๆ แม่เป็นผู้ใหญ่มานานแล้ว แต่พอลุงเสริฐไม่อยู่ แม่ก็กลายเป็นพี่คนโตคอยดูแลน้องๆ ทั้งบ้าน ตอนนั้นน้องชายคนที่เจ็ดซึ่งเป็นคนที่เล็กที่สุดก็ยังอยู่ชั้นประถมต้นเท่านั้นเอง ความยากลำบากในวัยสาวของแม่เป็นเรื่องที่ฉันมักจะได้ยินน้าเล่าให้ฟังเสมอ ทุกครั้งที่ฉันรบเร้าให้น้าเล่าเรื่องตอนนั้นให้ฟัง น้าจะเล่าเกี่ยวกับเรื่อง “แกงขี้เหล็ก” มันเป็นช่วงเริ่มต้นวัยทำงานที่ตาถอยรถกะบะคันใหม่ไว้ทำงาน ทุกคนในบ้านต้องเอาเงินเดือนมากองรวมกัน แล้วช่วยๆ กันผ่อนส่งรถของตา ความที่แม่เป็นพี่ใหญ่ในหมู่น้องๆ แม่จะรู้สถานการณ์การเงินของครอบครัวดีกว่า แม่รู้ว่าเงินไม่พอกิน แม่เลยไปหาใบขี้เหล็กมาทำแกงหม้อใหญ่ ตั้งไฟ หุงข้าว แล้วแม่ก็บอกน้องๆ ทุกคนว่า เราจะกินแกงขี้เหล็กหม้อนี้ไปอีกเจ็ดวัน

ช่วงผ่อนรถกะบะคันนั้น ทุกคนผ่านมันมาได้ด้วยแกงขี้เหล็กหม้อนั้น พอเติบใหญ่และความสะดวกสบายเริ่มเข้ามาพร้อมกับการงานที่มั่นคงขึ้น น้ามักพูดเสมอว่า เวลาเห็นแกงขี้เหล็ก ก็จะหัวเราะ และคิดถึงเรื่องในช่วงเวลานั้นเสมอ

แม่เริ่มรับราชการครูในตอนอายุ 18 ประจำที่โรงเรียนกุดปลาค้าวราษฎร์บำรุงเป็นโรงเรียนแรก แล้วแม่ก็ไม่เคยย้ายไปไหนอีกเลย แม่รับราชการยาวนานกว่า 42 ปี แต่แม่บอกตอนเกษียณว่า “หลวงเขานับอายุราชการให้แค่ 35 ปีเท่านั้นแหละ”

มีคนเคยบอกว่า ยิ่งแก่ แม่ก็ยิ่งดูเหมือนยาย วันนี้ฉันรื้อรูปเก่าๆ มานั่งดู มีรูปงานศพของลุงประเสริฐรูปหนึ่ง ทุกคนที่เหลืออยู่ในครอบครัวยืนกันพร้อมหน้า รูปยายในภาพนั้น ช่างเหมือนกับแม่ในวัย 61 คนที่นอนอยู่ชั้นล่างของบ้านเหลือเกิน

ฉันคิดว่าฉันเหมือนพ่อมากกว่าเหมือนแม่ ตั้งแต่เป็นเด็กแล้วที่คนแถวบ้านก็ชอบพูดอย่างนั้น แต่ถึงรูปลักษณ์ภายนอกของฉันจะเหมือนพ่อมากกว่า แต่ฉันก็แอบหวังว่าฉันจะได้รับความเข้มแข็งของแม่มาบ้าง

ความเข้มแข็งอันธรรมดาสามัญ ของคนที่ไม่เคยมีส่วนร่วมกับประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงใน พ.ศ.2516 หรือ 2519
คนที่เข้ากรุงเทพฯ ไปตอนพฤษภาคม 2535 เพียงเพราะขึ้นไปเยี่ยมน้องสาวเท่านั้น คนที่ไม่ได้มีชีวิตโลดแล่นอยู่ในหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารอันเป็นแรงบันดาลใจแห่งยุคสมัย

คนที่โลกส่วนใหญ่อยู่ในห้องครัว ทุ่งนา โรงเรียน และเมรุเผาศพ วนเวียนกันอยู่อย่างนี้เท่านั้นเอง

16/09/2557

หมายเหตุ: อ่านที่มาที่ไปของความผูกพันของแม่กับเมรุเผาศพ ได้ที่นี่https://tiktokthailand.wordpress.com/2013/11/17/แม่และงานศพ/

ไม่มีรถไฟ และไม่ใช้เครื่องบิน

IMG_0761

Place on Pic: Tokyo’s railway system near Nippori Station

 

 

1)
ฉันเป็นเด็กเจเนเรชั่นที่เติบโตมากับแบบเรียนมานีมานะ แต่แปลกที่ถึงในหนังสือเรียนชุดนั้นจะเขียนให้ปีติขี่ม้า ทว่าฉันกลับมีภาพฝันในใจว่าอยากนั่งรถไฟและขึ้นเครื่องบินสักครั้ง…จากไหนก็ไม่รู้

ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองเริ่มรับรู้เรื่องรถไฟและเครื่องบินจากไหน มันคงปรากฏกายอยู่ในหนังสือพิมพ์รายวันที่ฉันมักไปยืนอ่านตามแผงในตลาด มันคงลอยว่อนอยู่ในเพลงป๊อปร่วมสมัยทั้งภาษาไทยและเทศที่ดีเจทางไกลเปิดออกอากาศ มันคงอยู่ในหนังฝรั่งบิ๊กซีนีม่าที่ช่องเจ็ดเอามาฉาย…และฉันดันเป็นเด็กขยัน ทนท่องหนังสือ สปช.สลน.กพอ. เสียดึกดื่นจนทันได้ดู…แหละมั้ง

คุณอาจไม่เคยรู้ หมู่บ้าน อำเภอ และจังหวัดที่ฉันอยู่ ไม่เคยมีทั้งรถไฟและเครื่องบิน
เราเติบโตมากับตารางรถบัส (ที่มักสายเสมอ) รสสีน้ำเงินคือรถที่ขับขึ้นดอยพาชาวไร่ออกไปปลูกมัน รถสีส้มไม่ติดแอร์และมีเจ๊คนเก็บตังค์ใจร้าย น้ำเสียงกระโชกโฮากฮาก คือรถที่แล่นระหว่างอำเภอถึงตัวจังหวัด ส่วนรถบัสสีฟ้าน้ำเงินของเชิดชัยทัวร์และ 999 คือรถที่นำพาเราเข้าสู่กรุงเทพมหานคร

รถในหมวดหมู่หลังสุด มักจะออกจากอำเภอราวหกโมงเย็น และไปถึงเมืองเทวดาในเวลาใกล้หกโมงเช้า

นั่นคือยุค 2530 และเหตุการณ์ก็ดำเนินเช่นนั้นต่อเนื่องมาอีกราวๆ 20 ปีเห็นจะได้

ฉันได้นั่งรถไฟหนแรกตอนเข้ามาเรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ฉันไม่เคยบอกใครเรื่องนี้มาก่อน แม้การรถไฟไทยจะเป็นหน่วยงานที่ใครต่อใครต่างรุมประณามถึงคุณภาพ พลางถามหาการพัฒนา แต่รถไฟเที่ยวแรกที่ฉันได้นั่ง เป็นขบวนที่ทำให้ฉันตื่นเต้นที่สุด

เพราะฉันต้องขึ้นรถไฟคนเดียว…จากบางกอกน้อย ไปกาญจนบุรี…เพราะตกรถไฟขบวนตั้งต้นจากหัวลำโพงที่นัดหมายกับเพื่อนไว้
มันไม่ใช่มิดไนท์เทรนอย่างที่เพลงหรือหนังฝรั่งชอบเขียนถึง
แต่รถไฟรอบแปดโมงเช้าหนนั้น ก็เป็นความตื่นเต้นอันฝังลึก

ส่วนเครื่องบินนั้น ฉันได้นั่งหนแรกตอนที่เรียนจบแล้วแบมือขอเงินแม่ไปซัมเมอร์ที่อเมริกา
สายการบิน Eva Airline สีเขียวเครื่องนั้นบินละลิ่วจากดอนเมือง พักเครื่องที่ไต้หวัน สู่สนามบิน LAX ของอเมริกา … ผ่านมาสิบเอ็ดปีแล้ว แต่ฉันยังจำทุกวินาทีในปี 2546 ได้แม่น
แล้วจากนั้นฉันก็ได้นั่งเครื่องบินบ่อยขึ้นบ้าง เมื่อทำงานในฐานะคนทำคอลัมน์นิตยสาร
“อภิสิทธิ์สื่อ” มีหน้าตา กลิ่นอาย และความตื่นเต้นเลือดฝาดแบบนี้สินะ คือสิ่งที่ฉันรู้สึกทุกครั้งที่แบกกระเป๋าและแบกร่างไปสนามบิน

ทุกวันนี้อำเภอและจังหวัดของฉันก็ยังไม่มีทั้งรถไฟและสนามบิน
ฉันเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าฉันไม่ได้ทำงานในวงการหนังสือ แต่จับพลัดจับพลูไปทำงานในวงการเพลงหรือวงการหนัง ฉันจะสามารถปั้นแต่งเล่าเรื่องเกี่ยวกับ midnight train หรือ midnight flight ได้จับใจคนฟังหรือคนดูได้อย่างไร ในเมื่อบ้านเกิดที่ฉันเติบโตมาล้วนห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้

เพราะเราไม่เคยมีรางรถไฟ และเราก็ไม่คุ้นเคยกับคำว่าเที่ยวบินรอบดึก เรามีแต่ถนนลาดยางมะตอยที่เข้ามาสู่หมู่บ้านในต้นยุค พ.ศ. 2530 

ถนนที่นำพาและเชื่อมโยงเราออกสู่อำเภอเมือง สู่กรุงเทพมหานคร สู่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันตก และนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก

สู่การศึกษา สู่การทำงาน และสู่การสร้างครอบครัวและอนาคต…อันอาจไกลห่างจากจุดที่เราเริ่มต้นออกเดิน (ทาง) อยู่มากโข

2)
ฉันชอบหนังเรื่อง Before Sunrise
เรื่องราวของหนุ่มสาววัยต้นยี่สิบที่เจอกันบนรถไฟสายยาวข้ามยุโรป พวกเขาคุยกันถูกคอในห้องอาหารบนรถไฟ หลังจากนั้นใครสักคนก็ตัดสินใจกระโจนลงจากขบวนรถเพื่อจะได้ใช้เวลาข้ามวันและคืนกับใครอีกคน

ฉันเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของคนมีชื่อเสียงคนหนึ่ง เรื่องเล่าราวซินเดอเรลลาของเธอที่ได้เจอกับเจ้าชายในชีวิตจริงบนไฟล์ทบินหนึ่งเป็นเรื่องช่างชวนอิจฉาตาร้อน พร้อมปลุกความอยากได้ใคร่เจอในตัวฉันให้ก่อบังเกิด
แต่เจ้าชายประมาณนั้น ก็ไม่เคยคิดนั่งสายการบินราคาถูกที่ฉันสอยโปรโมชั่นมาได้เสียที

ทำไมนะ หลายๆ เรื่องราวโรแมนติกในหนังและบางเรื่องเล่าในรายการโทรทัศน์ มักเกิดบนรถไฟหรือเที่ยวบินไฟล์ทข้ามประเทศ อยู่บ่อยครั้ง

ทำไมเรามักไม่เจอเรื่องราวโรแมนติกของรถทัวร์รอบเที่ยงคืนในเรื่องเล่าเคล้าจินตนาการนั้น

ฉันไม่ใช่กูรูการเดินทาง แต่ฉันคิดว่าฉันพอจะรู้สาเหตุ

บทสนทนาบนรถทัวร์นั้น ไม่อาจ และไม่มีวันเป็น บทสนทนาส่วนตัวได้
เวลาใครสักคนคุยกับใครสักคนบนรถทัวร์…เรามักจะได้ยินกันทั้งคันรถ
แตกต่างจากบทสนทนาบนรถไฟ ที่มีเสียงอื่นมาคอยดึงความสนใจของคนอื่นๆ ไปได้บ้าง ทั้งยังแตกต่างจากบนเครื่องบิน ที่การเดินทางของเสียงสนทนาบนเครื่องที่ลอยสูงบนฟ้า ไม่ดังก้องเกินกว่าแถวเก้าอี้ที่เรานั่งนัก

ฉันไม่แน่ใจนักว่าข้อสันนิษฐานของฉันถูกต้องไหม แต่จากประสบการณ์ที่โดยสารรถทัวร์ (ที่ขึ้นชื่อว่า) ไฮโซนครชัยแอร์กลับบ้านบ่อยครั้งในช่วงหนึ่ง ฉันพบว่าในช่วงเวลาเหล่านั้น ตัวเองไม่เคยคิดเริ่มต้นบทสนทนากับคนข้างๆ เลย
ไม่ว่าพวกเขาจะดูเป็นคนวัยเดียวกับฉัน แต่งตัวคล้ายกัน หรือเหมือนจะอยู่ในชนชั้นเดียวกันหรือไม่

แต่เรื่องมักเปลี่ยนไปเวลาที่ฉันนั่งรถไฟหรือนั่งเครื่องบิน
แม้ฉันจะไม่เคยเจอเจ้าชายในฝันจากการเดินทางเหล่านั้น
ทว่าอย่างน้อย…ฉันมักพบตัวเองสานต่อบทสนทนากับผู้คนที่นั่งข้างๆ 
เกือบทุกครั้ง
ก่อนที่เราจะลืมเลือนกันในกาลต่อมา (แน่นอนที่สุด)

3)
แต่แล้วเพื่อนคนหนึ่งที่โตเกียวก็เล่าเรื่องราวเปลี่ยนชีวิตครั้งหนึ่งของเธอให้ฉันฟัง
“เราเจอกันบนรถทัวร์” เธอเล่าถึงการพบเจอกันครั้งแรกของตัวเองกับสามีในวันนี้

เธอเป็นคนเมืองฮานอย เช่นกันกับสามีของเธอ แต่พวกเขาต้องนั่งรถไปเรียนต่อยังมหาวิทยาลัยทางใต้ รถทัวร์รอบกลางคืนคือรอบการเดินทางที่พวกเขาเลือกใช้

การพบหน้ากันบ่อยๆ บนรถทัวร์สายเดียวกัน ทำให้พวกเขาเริ่มวางใจที่จะเอ่ยบทสนทนา
“เขาอายุมากกว่าฉันสี่ปี” เธอย้อนรำลึกความหลังในวันหนึ่ง “ตอนที่เราแต่งงานกัน เขาอายุยี่สิบแปด แล้วฉันอายุยี่สิบสี่ เป็นวัยยอดนิยมสำหรับการแต่งงานของคนเวียดนาม ผู้ชายวัยนี้อยากลงหลักปักฐาน ส่วนผู้หญิงเขาก็ว่ากันว่า เลยยี่สิบห้าไปจะไม่ค่อยดี” 

ชีวิตคู่เริ่มต้นอย่างนั้น, แต่มันก็เหมือนรถทัวร์ที่เริ่มออกสตาร์ต บนรถทัวร์ไม่ได้มีเพียงแค่เธอและเขา และเส้นทางก็ไม่ได้ราบเรียบเสมอ

ทางลูกรังยังมี ทางยางมะตอยมีโผล่มา ทางเรียบสวยแต่คดโค้งก็ปรากฏตัวเป็นบางที

แต่นั่นแหละ
อย่างน้อย เรื่องราวของเธอก็ทำให้ฉันรู้สึกโรแมนติกกับรถทัวร์ขึ้นอีกนิด

4)
ตอนนี้จังหวัดบ้านเกิดก็ยังคงไม่มีทั้งเส้นทางรถไฟและสนามบิน
แต่เศรษฐกิจที่ดีขึ้นทำให้ผู้คนออกรถยนต์กันมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจรถตู้ระยะสั้นระหว่างจังหวัดก็ดูท่าจะได้รับความนิยมจากเด็กนักเรียนที่โยกย้ายตัวเองไปเรียนต่อในจังหวัดใหญ่ใกล้เคียง เช่น ขอนแก่น หรือมหาสารคาม มากขึ้น

ที่คิวรถ บขส.จังหวัดกาฬสินธุ์ เด็กนักเรียนนักศึกษาบางกลุ่มก้าวเดินขึ้นรถตู้สีขาวที่จอดไว้คนละมุมกับรถบัสพัดลม

“เราเจอกันบนรถตู้”

ถ้าเรายังคงไม่มีรถไฟ และไม่มีสนามบิน,ใครจะรู้, วันหนึ่งอาจมีคนพูดประโยคนี้ให้ฉันฟังก็เป็นได้

Isan in transition อิสานไม่เหมือนเดิม

Thailand is not the same.
The emergence of rural middle-class.

กลับบ้านมาสำรวจเมืองด้วยตาเปล่า ไม่มีหลักวิชาการอ้างอิง แต่ตอนนี้กาฬสินธุ์มีโรงหนังดีๆ กับเขาแล้ว (จากเดิมที่เป็นโรงหนังมืดทึมแอบสยอง และฉายช้ากว่าเมืองพระนครประมาณหนึ่งเดือน) โรงหนังนี้เป็นของเครือ MVP จากข่าวสารในแวดวงธุรกิจแถวนี้ เขาเล่ากันว่าเป็นกลุ่มทุนอิสาน วันนี้ส่งหลานไปสำรวจโรงมา ราคา 80 และ 100 บาท ที่นั่งไม่ได้แตกต่างกับพวกเครือเมเจอร์ เอสเอฟ แต่อย่างใด มีขายป๊อปคอร์น มีเคาน์เตอร์ มีห้องน้ำห้องท่าทันสมัยครือๆ กัน มีเด็กวัยรุ่นมาต่อคิวดูหนังไทยเข้าใหม่กันเพียบ ทั้ง “ฝากไว้ในกายเธอ” และ “แผลเก่า” ส่วนหนังฝรั่งนั้น ก็พากย์ไทยตามระเบียบของโรงหนังท้องถิ่น

กลุ่มทุนอิสานหลายๆ กลุ่มมีความน่าสนใจ และถ้าเราเป็นสื่อมวลชน เราจะติดต่อขอสัมภาษณ์พวกนี้ ทุนท้องถิ่นมีวิธีคิดและวิธีเข้าถึงตลาดแตกต่างกับทุนใหญ่อย่าง จิราธิวัฒน์ แน่ๆ อ.เมืองกาฬสินธุ์นั้นอยู่ห่างจาก อ.เมืองขอนแก่น แค่ 60 กม. นะ แล้วที่ขอนแก่นก็มีเกือบทุกอย่าง การพยายามฉีกหาตลาดใหม่ๆ ที่แตกต่างจากค่ายใหญ่จึงเป็นโจทย์สำคัญมาก และทุนอิสาน (อาจจะหลายเจ้า) ก็คงทำได้ไม่เลว

ถ้าเป็นนักสื่อสารมวลชน เราจะสัมภาษณ์คนเหล่านี้ (ย้ำอีกที)
เพราะมันทำให้เราเห็นภาพการเคลื่อนไหวของประเทศ ที่ไม่ได้ย่ำอยู่แค่ที่ กทม.

ตอนนี้ แถว อ.ยางตลาด คาบเกี่ยวไปทาง อ.เชียงยืน มีกลุ่มทุนเกษตรกลุ่มใหญ่ มาซื้อที่ดิน 500 ไร่ไว้แล้ว ข่าวลือที่หนาหู คือเขาจะลงทุนทำ agribusiness หรือธุรกิจเกษตร (คิดไม่ออกก็คิดถึงซีพีกันไว้เลย) แน่ๆ ตอนนี้เทรนด์ในญี่ปุ่นก็เป็นแบบนี้ คือบรรษัท (ต้องใช้คำนี้ เพราะมันคือกลุ่มบริษัทใหญ่มาก อย่าง lawson, fujitsu, 7&i) ก็กำลังมาลงเล่นพวกธุรกิจการเกษตรแบบจริงจัง (ญี่ปุ่นต้องแก้กฎหมายที่ดินแน่ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้น่ะ) เทรนด์ของเมืองไทย ก็เงียบๆ แบบนี้แหละ ไม่กระโตกกระตาก แต่เผลอแป๊บเดียว บริษัทใหญ่ๆ ก็เตรียมพร้อมกันแล้ว ทั้งจะปลูกข้าวส่งออกตลาดอาเซียนและตลาดเอเชียตะวันออก ส่วนเรื่องชลประทานน้ำท่าที่รัฐบาลหน้าไหนก็ไม่เคยสงเคราะห์นี่ ก็ไม่รู้ว่าบริษัทเหล่านี้จะแก้ปัญหายังไง เกิดมาสามสิบปี อิสานก็แล้งเหมือนเดิมจ้า เป็นภูมิภาคที่ชลประทานไม่เคยได้รับการเหลียวแลอย่างจริงจัง ผ่านมากี่รัฐบาลและคณะรัฐประหารแล้วนี่ (เอามือก่ายหน้าผาก รักครั้งที่สองของชั้นต้องย้ายบ้านหนีไปอยู่ภาคตะวันออก ก็เพราะปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจที่อิสานไม่เจริญสู้ตะวันออกนี่แหละ เห็นไหม ชีวิตรักกรูล่มเลย T-T)

ข่าวลือน่าสนใจอีกอันคือ อ.เมืองมุกดาหาร มีข่าวว่าจิราธิวัฒน์จะเอาเซนทรัลไปลง เป็นเซนทรัลมุกดาหาร ที่ห่างจากบ้านชั้นไป 100 กม.(ขับรถ 90 นาที) ข่าวนี้มีผลอย่างไรกับพื้นที่เหรอ นอกจากอสังหาที่อาจพุ่งพรวดแล้ว ความหวังเรื่องการจ้างงานก็เพิ่มขึ้นด้วย ทำงานห่างบ้านไป 100 กม. ก็ดีกว่าข้ามภูมิภาคไปทำงานโรงงานที่มาบพุดป่ะวะ ถ้าเซนทรัลมาตั้งตั้งแต่ตรูยังเด็ก ตรูคงไม่สูญเสียรักครั้งที่สองไปให้โรงงานแถวภาคตะวันออกสินะ (อ้าว อินี่ หมกมุ่นนะมรึง)

เซนทรัลมุกดาหาร จะเวิร์คไหม … คงไม่เจ๊งหรอกน่า ทำเลคือ อ.เมืองมุกดาหาร มันติดสะพานข้ามไปลาวเลยนะ เดี๋ยวนี้เศรษฐีลาวก็เดินเต็มเซนทรัลขอนแก่นกันหมดแล้วค่า ถ้ามีเซนทรัลมุกดาหารอีกที่ คนลาวฝั่งใกล้เคียงกับมุกฯ ก็จะมาช้อปกันได้ง่ายขึ้น

เจ้าสัวเขาไม่ได้ทำเพื่อใครหรอก … เพียงแต่เขาได้กลิ่นกำไรที่จะลอยมานั่นแหละ

ย้ำอีกที ถ้าเป็นสื่อมวลชน ฉันจะทำข่าวเศรษฐกิจในอิสานเยอะๆ ต่อภาพจิ๊กซอว์ของประเทศอีกชิ้นให้คนเห็นว่า

ประเทศไทยเคลื่อนไปเรื่อยๆ และมันไม่เหมือนเดิม, อย่างน้อยๆ มันไม่เหมือนเมื่อสิบปีก่อนแน่ๆ

 

 

10606522_10152895100418973_1887743210702389880_n

เขียนจดหมายถึงครูวิ (1)

แม่

 

…ที่โตไดไม่ใช่โลกทั้งใบ แต่ที่นั่น หนูเจอทั้งคนที่มีฝันใหญ่ๆ และคนที่มีฝันเล็กๆ

แม่คงรู้ คนประเภทไหนดึงดูดใจหนูได้ดีที่สุด…

 

แม่จำตอนที่หนูส่งจดหมายไปขอกล้าพันธุ์หอมเปจากสวนของโจน จันได ได้ไหม หนูได้รับจดหมายตอบกลับจากทีมงานสวนคนหนึ่ง เขาเป็นคนร้อยเอ็ด เขาเขียนมาว่า “กาฬสินธุ์กับร้อยเอ็ดก็ใกล้กันนิดเดียวเองเนอะ…ปลูกหอมเปขึ้นแล้ว อย่าลืมถ่ายรูปส่งมาให้ดูบ้างนะ:)” หนูยังเก็บจดหมายนั้นไว้ แต่ไม่เคยได้เขียนจดหมายตอบกลับพี่เขาไปเลย เพราะหอมเปของหนูไม่เคยงอก หนูเป็นเด็กจบปริญญาตรีที่ปลูกหอมเปไม่ขึ้น

 

ไม่เหมือนสวนโหระพา ข่า ตะไคร้ ไร่มันสำปะหลัง และทุ่งนา 15 ไร่ของแม่

แม่ปลูกมันขึ้นมาเองทั้งหมด และมันก็เติบโตง่ายดายมาก ง่ายดายจนใครต่อใครที่ได้เห็นมักคิดว่าเขาก็คงทำได้

 

แต่หนูรู้,​ไม่ง่ายหรอกนะที่เราจะทำให้พืชผัก และข้าว งอกงามได้

 

อยู่ที่โตเกียว เวลาหนูเจอคนฉลาดมากๆ (อันหมายถึงเขาก็นิสัยดีด้วย) หนูมักตั้งข้อสงสัยในใจเงียบๆ คนเดียวเสมอ

“ถ้าเอาเมล็ดหอมเปให้เธอปลูก เธอจะปลูกมันได้งอกงามไหมนะ”

 

หนูคิดอย่างนี้จริงๆ สงสัยอย่างนี้ทุกครั้ง เวลาเจอความคิดเห็นน่าสนใจ คำถามที่สะท้อนถึงความรอบรู้ของคนถาม และคำตอบที่แสดงให้เห็นว่าเขาคิดใคร่ครวญและอ่านหนังสือมามากมายขนาดไหน

 

แต่การปลูกผักปลูกหญ้าและการทำนา ก็เหมือนกับการว่ายน้ำ

มันไม่ได้เกิดจากการคิดใคร่ครวญ​ มันเกิดจากการลงมือทำ

มันใช้ทักษะคนละแบบกับในชั้นเรียน

 

เหมือนกับการเล่นสกี

 

หนูเล่นสกีได้ห่วยแตกมากค่ะแม่ อย่างที่แม่รู้มาตลอดชีวิต หนูเป็นคนควบคุมร่างกายไม่เก่ง โดยเฉพาะตรงกล้ามเนื้อขา หนูควบคุมและใช้กำลังขาได้ไม่ดีนัก

บทเรียนแรกสุดของสกีคือ เราต้องรู้จักล้มให้ดี “good fall” เราต้องลุกขึ้นมาให้ได้ “how to stand up” และเราต้องรู้จักหยุด “how to stop”

โค้ชสกีจากชมรมนักเล่นสกีของโตไดสอนหนูอย่างนี้

 

ล้มเหลว ลุกต่อ และรู้จักหยุด – หนูคิดว่า “นี่มันปรัชญาชีวิตชัดๆ”

 

ไม่มีใครไม่เคยเจอเรื่องแย่ๆ หรอก,​หนูรู้ว่าแม่รู้ข้อนี้ดีกว่าหนูด้วยซ้ำ

 

หลังทริปสกีจบลง ชมรมนักเล่นสกีของโตไดพาเด็กต่างชาติอย่างเราไปที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ที่นั่น เราเจอเด็กมัธยมต้นจำนวนมาก บางคนขี้อาย บางคนขี้เล่น แต่ที่เหมือนๆ กันคือพวกเขามีประกายตาแวววาว

หนูชอบประกายตาอย่างนั้น

 

เราเล่นเกมสำคัญกันสองเกม เกมแรกคือให้พับจรวดกระดาษ แล้วแข่งกันปาจากชั้นสองของโรงยิม แข่งกันว่าใครจะปาจรวดกระดาษได้ไกลที่สุด

…หนูพับจรวดได้ห่วยมาก และจรวดกระดาษที่ไม่เพรียวลม ไม่มีวันจะลอยละลิ่วไปได้ไกลหรอก…

 

“แหมะ”, จรวดตกลงแค่ตรง 15 เมตรตรงหน้า,​ขายหน้ามากเลยล่ะแม่

 

เกมที่สอง เกมเตะลูกบอลเพื่อคว่ำขวดน้ำ,​จริงๆ มันเหมือนกับการโยนโบว์ลิ่งนั่นแหละ เพียงแต่เราเปลี่ยนมาเตะบอล และใช้ขวดเป๊บซี่กรอกน้ำลงไปแทน

 

ชายหนุ่มจากโตไดที่เขวี้ยงจรวดกระดาษได้ไกล เตะลูกบอลไม่โดนขวดน้ำสักขวด (ฮ่าฮ่า, หนูแอบหัวเราะดังกึกก้องในใจคนเดียว)

 

เกมนี้แทบไม่มีใครเตะโดนขวดเลยค่ะแม่ เรียกได้ว่าทุกคนที่เก่งกาจในเกมก่อนหน้า “ปิ๋ว” หมดในเกมนี้

 

แล้วก็เหลือหนูกับเด็กหญิงมัธยมต้นหน้าตาธรรมดาคนหนึ่ง เธอพยักหน้าให้หนูเตะก่อน,​ ขวดน้ำมีสามขวดค่ะแม่ หนูลองกะกำลังขาของตัวเอง…แม่เชื่อไหม หนูรู้ตั้งแต่ตอนง้างขาแล้วว่า หนูจะเตะโดนขวดแน่ๆ

 

“ป๊าบ” ขวดสองในสามล้มลง

คนที่ขว้างจรวดได้ไม่ไกลเลย กลับเป็นคนที่เตะขวดน้ำล้มคว่ำได้มากกว่าผู้ชายในโรงยิมทั้งหมด (ฮี่ฮี่)

 

ยัง,​เรื่องยังไม่จบ

จำเด็กหญิงคนตะกี้ได้ไหม เธอดูธรรมดามากๆ

แต่เธอเตะขวดน้ำล้มคว่ำไปสามขวด (หมดเกลี้ยงเลย ฮี่ฮี่)

แล้วเธอก็ยิ้มดีใจ … หนูยังจำรอยยิ้มของเธอได้จนถึงวันนี้

 

หนูเคยอ่านที่นิ้วกลมเขียนถึงตอนเขาไปโรงครัวสักที่ ตอนที่เขาคุยกับแม่ครัว ตอนที่อยู่นอกครัว แม่ครัวมีท่าทีเก้ๆ กังๆ ดูเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองเสียด้วยซ้ำ แต่พอเธอจับตะหลิว แล้วหันมาพูดเรื่องข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ที่ใช้ทำกับข้าวเท่านั้นแหละ …​ตาเธอเป็นประกายวิบวับ และตรงนั้น ก็ไม่มีใครมั่นใจในตัวเองมากกว่าเธออีกแล้ว

 

เธอทำให้หนูคิดถึงแม่ ตอนแม่ทำต้มยำกุ้ง หั่นปลา เชือดคอเป็ด (โอเค, การทำครัวไม่โรแมนติกสักนิด เราควรยอมรับกันได้แล้ว)

 

หนูเข้าใจมานานแล้วว่า มนุษย์มีทักษะแตกต่างกันไป แต่วันที่เตะลูกบอลไปโดนขวดน้ำนั่นเอง ที่หนูรู้ว่า คนเราทำบางเรื่องได้ไม่ดี แต่ไม่ใช่ว่าจะทำเรื่องอื่นๆ ได้ย่ำแย่

มันต้องมีสักเรื่อง สักอย่าง ที่เราทำได้ดี หรือทำแล้วเรามั่นใจ

 

.

.
.

ที่โตได มีคนเก่งๆ เดินเต็มกันว่อนไปหมด

แต่มีอยู่คนหนึ่งที่หนูว่าเจ๋งสุดๆ

 

เธอแต่งงานตอนอายุ 24 และตอนนี้ก็มีลูกอายุ 5 ขวบ

เธอทำกับข้าวเก่ง เธอเขียนภาษาอังกฤษได้สวยมาก แต่ขณะเดียวกัน เธอก็ดูธรรมดาสุดๆ

ชีวิตเธอเหมือนสมการกราฟเส้นตรง เรียบง่าย ตัวแปรน้อยราย ไม่ซับซ้อน เธอสวยและผิวเนียนก็จริง แต่ไม่ได้โดดเด่นถึงขั้นสะดุดตา ที่สำคัญ ถ้ามองกันแบบเผินๆ เราก็พร้อมจะผ่านเลยเธอไป

 

แต่เธอเจ๋งตรงที่ว่า เธอดูธรรมดานี่แหละ

หนูรู้ว่าเธอคิดถึงลูกชาย (โอเค หนูไม่เคยมีลูก แต่หนูคิดว่าหนูเข้าใจความรู้สึกของการคิดถึง “บ้าน” เป็นอย่างดี) แต่ละวัน เธอก็ตื่นมาทำกับข้าว ห่อข้าวเที่ยงมากินที่คณะ นั่งดูซีรีส์เกาหลีในไอแพด ตื่นตระหนกกับการสอบที่จะมาถึงพอเป็นพิธี ถอนหายใจบ้าง โทรศัพท์กลับบ้านบ้าง และกดไลค์เฟซบุ๊คของเพื่อนๆ บ้าง

แล้วก็เดินกลับห้องพักของเธอ

 

หนูเคยถามเธอว่า เธอมาเรียนต่อทำไม เธอบอกว่าเธอไม่อยากทำงานธนาคารอีกแล้ว เธออยากสมัครเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยใกล้บ้าน มีเวลาอยู่กับลูก ดูแลสามี

แค่นี้แหละ ที่ทำให้หนูรู้สึกว่าเธอเจ๋งมาก

 

เธอไม่ได้ต้องการจะเปลี่ยนโลก ฝันของเธอเล็กนิดเดียว แต่เป็นฝันที่หนูว่ามันสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าคนที่จะไปทำงานยูเอ็นเสียด้วยซ้ำ

 

ที่สำคัญ เธอทำให้หนูคิดถึงแม่

 

…ที่โตไดไม่ใช่โลกทั้งใบ แต่ที่นั่น หนูเจอทั้งคนที่มีฝันใหญ่ๆ และคนที่มีฝันเล็กๆ…

แม่คงรู้

แม่รู้ดีเสมอ

คนประเภทไหนดึงดูดใจหนูได้ดีที่สุด 🙂

 

11 สิงหาคม 2557 ปีที่แม่อายุครบ 61 ปี

 

(จดหมายจากเขาวง) ไม่ใช่การลาออกครั้งสุดท้าย

ไม่ใช่การลาออกครั้งสุดท้าย

เมื่อวานฉันนั่งรถไปอำเภอข้างเคียงกับเพื่อนสาว อำเภอที่เราไปอยู่ห่างจากบ้านราวๆ 20 กิโลเมตร เป็นอำเภอที่อยู่ติดถนนสายมุ่งหน้าไปมุกดาหาร ทำให้มีรถผ่านเยอะ และมีความเจริญตามมา ความเจริญที่ว่าคือ ที่นั่นมีปั๊มน้ำมัน ปตท.​ใหญ่มาก คนที่อยู่ใกล้เมืองใกล้แหล่งสินค้าต่างๆ คงไม่รู้ว่า บางครั้งแค่การมาถึงของปั๊มน้ำมัน ปตท. ก็ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปได้

ฉันแค่อยากไปปั๊ม ปตท.​ เพราะฉันอยากกินเค้กในร้านอะเมซอน แค่นั้นแหละเหตุผลของการรบเร้าให้เพื่อนสาวขับรถพาไปต่างอำเภอ

เพื่อนสาวคนนี้กลับมาปักหลักที่บ้านเกิดก่อนฉันจะกลับมาราวๆ หนึ่งปี เธอเคยเรียนมหาวิทยาลัยใน กทม. ทำงานธนาคารอยู่ที่นั่นหลายปีทีเดียว เธอแต่งงานกับเพื่อนสมัยมัธยมที่บังเอิญมาเจอกันอีกทีตอนต่างคนต่างทำงานแล้วใน กทม. เพื่อนผู้ชายคนนี้ก็เป็นคนในอำเภอเดียวกันนี่แหละ ก่อนหน้านี้สามีเธอก็ทำงานเป็นวิศวกรบริษัทข้ามชาติใหญ่โต (หมายถึงบริษัทน่ะใหญ่โต) แต่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา สามีเธอในวัยต้นสามสิบเพิ่งตัดสินใจย้ายกลับมาทำงานที่โรงงานน้ำตาลมิตรผลแถวละแวกบ้าน แน่นอนว่าการกลับมาก็นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ที่แน่ๆ คือเงินเดือนลด แต่การได้กลับมาอยู่ใกล้ภรรยา ใกล้พ่อแม่พี่น้องตัวเอง นั่นมันก็เป็นอีกข้อดีท่ามกลางข้อด้อยเรื่องเงินลด ชีวิตการกลับบ้านนอกมันก็เป็นแบบนี้แหละ…บางทีเราก็ต้องเลือกว่าเราจะคว้าอะไรไว้ และปล่อยอะไรไป คงเอาไว้พร้อมกันไม่ได้ทั้งหมดหรอก

กลับมาที่เรื่องเพื่อนสาวต่อ ตอนเธอกลับมาใหม่ๆ เธอก็มาช่วยที่บ้านดูแลงานด้านบัญชีในธุรกิจปั๊มน้ำมันครอบครัวที่เปิดมาราวๆ 15 ปีแล้ว พอพูดว่าเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมัน หลายคนอาจจะตาวาว ว่าคงต้องมีเงินเยอะแน่ๆ แหม…ชีวิตแบบนี้ก็น่าจะย้ายกลับมาอยู่บ้านนอกอยู่หรอก แต่ความที่อำเภอเขาวงเป็นอำเภอขนาดไม่ใหญ่ ไม่ใช่อำเภอที่เป็นทางผ่านไปชุมชนอุตสาหกรรมหรือเมืองใหญ่ ทำให้รถเข้าออกในอำเภอมีไม่เยอะ ประกอบกับในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ก็มีปั๊มน้ำมันเจ้าอื่นๆ มาแชร์ตลาดจำนวนไม่น้อย ในจำนวนปั๊มน้ำมันที่เปิดใหม่นี้ มีปั๊มน้ำมันยี่ห้อ PT รวมอยู่ด้วย PT ไม่ใช่ ปตท. แต่ก็ทุนรอนที่ถือไว้ก็มีไม่น้อย ทำให้สามารถเช่าทำเลดีๆ ไว้ได้หลายทำเล ธุรกิจปั๊มน้ำมันน่ะชัดเจนอย่างหนึ่งว่า ถ้าทำเลดี รถก็แวะเข้า ถ้าตั้งอยู่ในถนนเส้นที่รถผ่านน้อย ลูกค้าก็ย่อมน้อยตาม การมาถึงของคู่แข่งใหม่ๆ เงินทุนหนา ย่อมกระทบปั๊มน้ำมันของเพื่อนสาวอยู่ไม่น้อย

เธอและครอบครัวเลือกที่จะรับมือปัญหาเชิงธุรกิจด้วยการกระจายการลงทุนไปในธุรกิจอื่นๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับปั๊มน้ำมันและไม่เกี่ยวข้องเลย … เขียนอย่างนี้ดูเป็นภาษาเศรษฐศาสตร์นามธรรมชอบกลเนอะ เอาเป็นว่า เธอกระจายเงินไปลงทุนในกิจการที่เกื้อกูลกับธุรกิจปั๊มน้ำมันตัวเอง ด้วยการออกรถไปขนน้ำมันเองจากสระบุรีทุกๆ สองสามวัน เพื่อนำมาขายในปั๊มตัวเอง รวมถึงกระจายขายให้ปั๊มเล็กปั๊มน้อยปั๊มอื่นด้วย ส่วนธุรกิจอีกอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับปั๊มเลย ก็คือการไปประมูลร้านขายของในโรงเรียนมัธยม แล้วเปิดกิจการขายของทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ณ โรงเรียนแห่งนั้น เธอเคยเล่าให้ฟังว่า ในส่วนของปั๊มน้ำมันนั้น ลูกค้านอกจากจะเป็นข้าราชการและคนมีรถยนต์ทั่วไปแล้ว ลูกค้าอีกประเภทที่ทำให้ปั๊มน้ำมันเธอพออยู่ได้ คือชาวนาที่มักแวะมาเติมตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนไปทำนา ช่วงหน้านาจะเป็นช่วงที่ยอดขายพุ่งมากกว่าปกติเสมอ ส่วนกิจการร้านค้าในโรงเรียนมัธยมนั้นก็มีรายได้สม่ำเสมอเช่นกัน แต่ต้องแลกมาด้วยการตื่นไปเปิดร้านแต่เช้าตรู่ เพราะเธอไม่ได้จ้างลูกน้องมาดูแลร้านค้า แต่เลือกจะไปเปิดร้านและขายด้วยตัวเองมากกว่า

ฉันไม่รู้ว่าตอนที่เพื่อนสาวเลือกจะลาออกจากงานธนาคารเพื่อกลับมาอยู่บ้านนั้น เธอได้เตรียมใจไว้ก่อนแล้วหรือไม่ ว่ามันคือการลาออกจากงานหนึ่ง เพื่อมารับผิดชอบอีกงานหนึ่ง ที่ภาระอาจจะไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย

และแน่นอน…มันไม่ใช่การลาออกครั้งสุดท้าย

ฉันเลือกจะเล่าเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะช่วงนี้มีบางคนถามฉันหลายหน เรื่องการลาออกจากงานเพื่อมาอยู่บ้าน หลายคนมองว่าการทำอย่างนี้ได้ มันดูดีและเป็นชีวิตในฝัน “การลาออกจากงานครั้งสุดท้าย” มนุษย์เงินเดือนหน้าไหนก็อยากทำ อยากมี อยากเป็น แบบนี้ทั้งนั้นแหละ

แต่มันไม่มีหรอก “การลาออกครั้งสุดท้าย” น่ะ ฉันยืนยัน

ตอนที่ยื่นใบลาออกจากออฟฟิศเก่า ฉันรู้เป็นเลาๆ ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า ถึงยังไงก็ตาม ตัวเองต้องได้ยื่นใบสมัคร “ขอทำงาน” อีกเป็นแน่ เพียงแต่ว่า งานที่จะยื่นขอทำนั้น จะเปลี่ยนโฉมแปรรูปจากงานสาขาเก่าที่เคยทำมาแค่ไหน มันอาจจะเป็นงานบางประเภทที่ฉันเคยร้องยี้่ในวัยต้น 20  (เช่นงานเลขา) หรืออาจจะเป็นงานประเภทที่ไม่เคยโผล่ในหัวมาก่อน (เช่นเป็นอาจารย์) หรือเปล่านะ แต่ตราบเท่าที่เรายังอยู่ในสังคมที่ต้องกินต้องใช้ มนุษย์ก็มีหน้าที่ต้องทำงาน และงานทุกอย่าง —แม้กระทั่งการเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ ในอำเภออันเงียบสงบ — ก็มักมีปัญหาให้ต้องจัดการและฝึกสมองอยู่เสมอ มันคือความไม่เรียบของชีวิตที่เราทุกคนล้วนต้องรับมือกันไปนั่นแหละ

หาตอนจบอันประทับใจไม่ลง…งั้นจบตรงนี้แล้วกันนะ (ตึ่งโป๊ะ)

ปล.​ อยากรู้ข้อมูล ปั๊ม PT เพิ่ม สามารถ google ได้ค่ะ

[จดหมายจากเขาวง] เป็นไงบ้าง

…เป็นไงบ้าง…

ฉันกลับมาอยู่บ้านได้เกิน 3 สัปดาห์แล้ว เป็นสัปดาห์ที่ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นมากมายนักหรอก ฉันติดรถน้ากลับรถมาบ้านตอนวันวาเลนไทน์พอดี พอวันเสาร์ เราก็ไปวัดกันแต่เช้า พอเสร็จจากวัด น้ากับน้าผู้ชายก็เดินทางไปแวะเยี่ยมคนรู้จักที่สกลฯ ต่อ ฉันกับแม่ก็นั่งกินลาบเป็ดอยู่ที่ร้านครัวครูวิ … บอกไปหรือยังว่าแม่ฉันชื่อครูวิ และร้านนั้นก็เป็นร้านที่นางลงทุนลงแรงก่อสร้างขึ้น

ฉันใช้เวลาสามวันหลังจากนั้นเขียนบทความส่งเข้าไประกวดสัมนานโยบายสาธารณะที่ยุโรป มันไม่ใช่สัมนาซีเรียสอะไรหรอก เป็นงานของเด็กปริญญาโทจัดการกันเอง ฉันเห็นในเว็บไซต์ว่าเขาขยายเวลารับสมัครถึง 14 มีนาคม ฉันเลยคิดเอาเองว่า คนคงส่งน้อยแน่ๆ ถึงได้เลื่อนกำหนดส่งไปอีกตั้งเดือนกว่าๆ (จากเดิมคือ 10 กุมภาพันธ์) ฉันเลยยอมกลั้นใจร่างบทความขึ้นมาราวๆ สองหน้า เป็นเรื่องเกี่ยวกับการว่างงานของคนรุ่นใหม่ในยุโรป ฉันไม่รู้ว่าบทความดีหรือไม่ดี แต่โล่งใจที่เขียนเสร็จแล้ว จากนั้นฉันก็ทิ้งบทความให้นอนรอในคอมพิวเตอร์ก่อน แล้วก็ไปหาพ่อที่ท้องนา

วันรุ่งขึ้นฉันตัดสินใจชะลอการส่งบทความไปก่อน ฉันขอให้เพื่อนและรุ่นพี่คณะช่วยตรวจดูแกรมม่าให้ พร้อมๆ กับการแก้ไขแกรมม่า ฉันได้ความคิดเห็นกลับมาอีกก้อนหนึ่ง จริงๆ ฉันเริ่มขี้เกียจแล้วล่ะ ไม่อยากยุ่งกับบทความนี้อีกแล้ว อยากเปิดเวิร์ดโปรเซสเซอร์ แล้วเขียนเรื่องเล่าจิปาถะจากเขาวงเก็บไว้รวมเล่มดีกว่า แต่หลังจากลองเขียนๆ นั่นนี่ไปสักสองเรื่อง ฉันเริ่มตันและไปต่อไม่เป็น ฉันเลยคิดว่ากลับมาแก้บทความส่งสัมนาอีกรอบก็ได้ เพราะไหนๆ ก็เหลืออีกตั้งสามสัปดาห์กว่าจะถึงกำหนดส่ง

จริงๆ การกลับมาค้นข้อมูลใหม่อีกรอบเพื่อเขียนประเด็นให้หนักแน่นขึ้น ทำให้ฉันได้มีโอกาสอ่านบทความที่อธิการคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยชื่อดังที่อเมริกาเขียนถึงคุณประโยชน์ของการเรียนสายสังคมศาสตร์ ในยุคปัจจุบันนี้ เวลาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอันส่งผลต่อการว่างงานที่เพิ่มขึ้น นักต่อนักอะไรจิปาถะมักบอกว่า สายสังคมศาสตร์หางานยากเป็นลำดับต้นๆ เสมอ แตกต่างจากเด็กสายวิทย์ที่มีอาชีพให้ปักหลักอย่างมั่นคงกว่ามาก คำถามคือ แล้วคนเราจะยังเรียนสายสังคมต่อไปทำไมในเมื่อมันช่างดูไม่ไปด้วยกันการหาการหางานทำ และมันช่วยอะไรสังคมได้จริงๆ บ้างน่ะเหรอ

อธิการคนนั้นเขียนไว้ยาวมาก และมันก็น่าอ่านเสียด้วย ฉันจำเนื้อหาทั้งหมดไม่ได้แล้ว แต่ช่วงหนึ่งเขาเล่าว่า สังคมศาสตร์ทำให้เราเชื่อมต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกได้ เราเห็นภาพกว้าง และมันมักมีคำอธิบายบางอย่าง ที่ช่วยให้สังคมโลกเดินต่อไปได้เมื่อมีวิกฤตหนึ่งเกิดขึ้น ความรู้บางอย่างที่ดูไม่สำคัญในเวลาหนึ่ง พริบตาเมื่อเกิดบางอย่างขึ้น มันดันเป็นอะไรที่สำคัญและเป็นที่ต้องการของตลาดมากๆ อธิการคนนี้ยกตัวอย่างตอนหลังเกิดเหตุ 911 เมื่อปี 2001 ว่าหลังเกิดเหตุการณ์นั้น ความต้องการนักสังคมศาสตร์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นมาก และไม่ใช่ว่าความรู้เหล่านี้จะเรียนรู้กันได้ภายใน 30 วัน 60 วัน มันคือการสั่งสมความรู้อย่างยาวนานของคนคนหนึ่ง โดยที่ตอนที่เขาเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องนี้อย่างสนอกสนใจ เขาอาจไม่มีวันรู้เลยว่า วันหนึ่งสิ่งที่เขารู้มันจะจำเป็นมาก…ต่อผู้คนที่ต้องการคำอธิบายนี้

วันก่อนฉันได้ดูรายการดิว่าส์คาเฟ่ เทปที่เชิญอาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก ม.ธรรมศาสตร์ มาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในยูเครนให้ฟัง แม้ฉันจะเคยเรียนเรื่องยุโรปตะวันออกมาบ้างสมัยเรียนปริญญาตรี แต่นั่นมันก็ตั้งเกือบสิบห้าปีที่แล้ว นานโข แถมยังไม่อัพเดต โลกหมุนวนไป และแน่นอนว่าเรื่องยูเครนและยุโรปตะวันออกที่ฉันพอรู้มาบ้าง ก็ย่อมต้องมีข้อมูลที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาด้วยแน่ๆ อาจารย์จากธรรรมศาสตร์คนนั้นให้ข้อมูลทั้งด้านประวัติศาสตร์ ที่มาที่ไป เหตุผลที่รัสเซียต้องเข้ามา ผลประโยชน์ที่รัสเซียพยายามปกป้อง อย่างมีระเบียบแบบแผนและฟังเข้าใจง่ายมากๆ ที่สำคัญ ข้อมูลของอาจารย์ค่อนข้างครอบคลุม นั่นคงเพราะ อาจารย์คือผู้ที่ศึกษาและติดตามข่าวสารของภูมิภาคนี้อย่างกัดไม่ปล่อย จนทำให้อาจารย์รู้รอบรู้ลึก และกลายเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ไปในที่สุด

แต่ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุประท้วงในยูเครน และก่อนที่ผู้คนจะเริ่มสนใจอยากรู้เหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลัง หรืออยากได้ชุดคำอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ถามว่าความรู้ที่อาจารย์ท่านนั้นศึกษามา ค้นคว้ามา ถือว่าไร้ค่าเพราะไม่อยู่ในสายตาคนจำนวนมาก และเพราะไม่เป็นที่ต้องการของตลาดโลกไหม คำตอบก็คือ ไม่

เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่า วันหนึ่งโลกจะเกิดอะไรขึ้น และเราจะต้องการคำอธิบายในเรื่องอะไรอย่างเร่งด่วนจนต้องไปควานหาผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นมาบ้าง

เป็นตอนที่ฉันได้นั่งฟังอาจารย์ท่านนั้นพูดเรื่องยูเครนให้ฟังนั่นเอง ที่ฉันถึงบางอ้อ เข้าใจสิ่งที่อธิการบดีคนนั้นพยายามอธิบายความสำคัญของการศึกษาสาขาสังคมศาสตร์ไว้ ว่ามีคุโณปการต่อโลกอย่างไรบ้าง

ถึงตอนนี้ ฉันเริ่มมองย้อนไป ถ้าฉันขี้เกียจแก้บทความส่งสัมนาตั้งแต่แรก ฉันคงไม่ต้องค้นข้อมูลเพิ่ม แล้วคงไม่ได้อ่านบทความของอธิการบดีท่านนั้น และคงไม่เชื่อมต่อจิ๊กซอว์ต่างๆ จนเห็นและตระหนักรู้ว่า ความรู้สังคมศาสตร์ช่วยให้เรายึดโยงกับโลกได้เพียงไหน

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่า การยอมทนค้นคว้าอะไรต่ออีกเพียงนิด มันอาจนำเราไปสู่ลิงก์อะไรบางอย่าง ที่นำเราไปสู่อะไรบางอย่าง ที่เปิดประตูพาเราเข้าไปสู่อีกความเข้าใจแบบหนึ่งที่เราไม่เคยมองเห็นหรือรู้สึกรู้สามาก่อนก็เป็นได้

ดังนั้น…ถ้ายังพอมีเวลา ต่อไปจะขี้เกียจให้น้อยกว่าเดิม และจะยอมเข็นตัวเองให้ยอมทนฝ่าด่านกับอะไรที่ตอนแรกยังไม่เห็นภาพ ไม่เข้าใจ ….

เพราะมันอาจเป็นประตูใบใหม่ ที่เขย่าโลกใบเดิม หรืออย่างน้อย ก็พาดาวดวงอื่นๆ มาปะทะกับโลกเก่าที่เราเคยยืนหยัดอยู่

และทำให้เราเห็นว่า จักรวาลมันกว้างแบบนี้น่ะเหรอ … อีกสักนิดก็ยังดี

(ข้อมูล) ครัวครูวิ ลาบเป็ด เขาวง

ตอนนี้บ้านเรามีลาบเป็ดแล้ว ^^

ร้านลาบเป็ดครูวิ ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ บ้านกุดตูม วิ่งรถเส้นเขาวงตรงไป อ.นาคู โทร. 083-3383036

Image