อ่าน I Am Malala มาถึงบทที่ 16

wrote since 2016.01.30

อ่าน I Am Malala มาถึงบทที่ 16
รู้สึกทึ่งกับสิ่งที่เธอเล่ามาก แน่นอนว่างานเขียนชิ้นนี้ บรรณาธิการน่าจะมีบทบาทในการเคี่ยวกรำไม่น้อย แต่วัตถุดิบที่มาลาลาใส่เข้าไปในชิ้นงานดีมาก ไม่ได้หมายถึงเรื่องที่เธอโดนกลุ่มตาลีบันยิงศีรษะแล้วรอดฟื้นมาได้ แต่วิธีที่เธอเล่าถึง Swat Valley หุบเขาที่เธอเกิดและเติบโตมา คือวัตถุดิบชั้นเยี่ยมจริงๆ

การเล่าถึงบ้านเกิดของมาลาลา ทำให้เราหวนคิดถึงบ้านเกิดของตัวเอง มาลาลาบอกว่า Swat Valley ก่อนตาลีบันจะบุกเข้ามาคือสวรรค์ เราไม่เคยมองว่าบ้านเกิดเราคือสวรรค์ แต่เราคิดว่ามันพิเศษ ไม่ต่างจากที่มาลาลามอง Swat

การศึกษาที่มาลาลาได้รับช่างน่าทึ่ง เธอเรียนโรงเรียนสองภาษา บ้านก็ไม่ได้ร่ำรวย เราคิดภาพบ้านที่เธอบรรยายออกด้วยซ้ำ ในดินแดนที่เต็มไปด้วยปัญหา เราทึ่งที่เด็กที่เข้าเรียนโรงเรียนสองภาษาแบบมาลาลา (ซึ่งไม่ได้เหมือนโรงเรียนอินเตอร์ใน กทม แน่ๆ) ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีอย่างน่าทึ่งตั้งแต่วัยสิบกว่าขวบ อันหมายถึงครูต้องมีบทบาทอย่างสูง เราย้อนกลับมามองเมืองไทย ภาษาอังกฤษไม่ใช่ทุกอย่าง แต่มีอะไรขัดขวางการพัฒนาทักษะของเด็กเราอยู่หนอ

โลกจะไม่รู้จักมาลาลามากขนาดนี้ ไม่ได้ฟังเรื่องเล่าจาก Swat Valley มากขนาดนี้ ถ้ามาลาลาสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ดีแบบนี้ ส่วนหนึ่งมันคือประตูที่เปิดเธอเข้าสู่โลกที่กว้างกว่าเดิม และเชื่อมให้เธอเล่าถึงสถานการณ์ Swat Valley ได้ดีขึ้น

หนังสือเล่มนี้ยังเปิดโลกอีกหลายอย่าง เรื่องที่ชาว Pashtun แห่ง Swat ไม่ถือตนเป็นปากีสถานหรืออัฟกานิสถาน ทำให้เราเรียนรู้การขีดเส้นพรมแดนของยุคสมัยใหม่ ว่ามีผลต่อชีวิตของผู้คน ชาว Swat ต้องกลายเป็นชาวปากีสถาน แม้พวกเขาจะรู้สึกว่าไม่ใช่ และอันที่จริงรัฐบาลปากีสถานก็ไม่ได้ปกป้องพวกเขาจากตาลีบันเลย

หนังสือที่ควรถูกบรรจุในชั้นเรียนไทย เพื่อให้เราได้เรียนรู้ถึงความหลากหลายบนโลก

[before finishing] reading “I Am Malala”

อ่าน I Am Malala มาถึงบทที่ 16

I-am-Malala-800x480.jpg
รู้สึกทึ่งกับสิ่งที่เธอเล่ามาก แน่นอนว่างานเขียนชิ้นนี้ บรรณาธิการน่าจะมีบทบาทในการเคี่ยวกรำไม่น้อย แต่วัตถุดิบที่มาลาลาใส่เข้าไปในชิ้นงานดีมาก ไม่ได้หมายถึงเรื่องที่เธอโดนกลุ่มตาลีบันยิงศีรษะแล้วรอดฟื้นมาได้ แต่วิธีที่เธอเล่าถึง Swat Valley หุบเขาที่เธอเกิดและเติบโตมา คือวัตถุดิบชั้นเยี่ยมจริงๆ

การเล่าถึงบ้านเกิดของมาลาลา ทำให้เราหวนคิดถึงบ้านเกิดของตัวเอง มาลาลาบอกว่า Swat Valley ก่อนตาลีบันจะบุกเข้ามาคือสวรรค์ เราไม่เคยมองว่าบ้านเกิดเราคือสวรรค์ แต่เราคิดว่ามันพิเศษ ไม่ต่างจากที่มาลาลามอง Swat

การศึกษาที่มาลาลาได้รับช่างน่าทึ่ง เธอเรียนโรงเรียนสองภาษา บ้านก็ไม่ได้ร่ำรวย เราคิดภาพบ้านที่เธอบรรยายออกด้วยซ้ำ ในดินแดนที่เต็มไปด้วยปัญหา เราทึ่งที่เด็กที่เข้าเรียนโรงเรียนสองภาษาแบบมาลาลา (ซึ่งไม่ได้เหมือนโรงเรียนอินเตอร์ใน กทม แน่ๆ) ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีอย่างน่าทึ่งตั้งแต่วัยสิบกว่าขวบ อันหมายถึงครูต้องมีบทบาทอย่างสูง เราย้อนกลับมามองเมืองไทย ภาษาอังกฤษไม่ใช่ทุกอย่าง แต่มีอะไรขัดขวางการพัฒนาทักษะของเด็กเราอยู่หนอ

โลกจะไม่รู้จักมาลาลามากขนาดนี้ ไม่ได้ฟังเรื่องเล่าจาก Swat Valley มากขนาดนี้ ถ้ามาลาลาสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ดีแบบนี้ ส่วนหนึ่งมันคือประตูที่เปิดเธอเข้าสู่โลกที่กว้างกว่าเดิม และเชื่อมให้เธอเล่าถึงสถานการณ์ Swat Valley ได้ดีขึ้น

หนังสือเล่มนี้ยังเปิดโลกอีกหลายอย่าง เรื่องที่ชาว Pashtun แห่ง Swat ไม่ถือตนเป็นปากีสถานหรืออัฟกานิสถาน ทำให้เราเรียนรู้การขีดเส้นพรมแดนของยุคสมัยใหม่ ว่ามีผลต่อชีวิตของผู้คน ชาว Swat ต้องกลายเป็นชาวปากีสถาน แม้พวกเขาจะรู้สึกว่าไม่ใช่ และอันที่จริงรัฐบาลปากีสถานก็ไม่ได้ปกป้องพวกเขาจากตาลีบันเลย

หนังสือที่ควรถูกบรรจุในชั้นเรียนไทย เพื่อให้เราได้เรียนรู้ถึงความหลากหลายบนโลก

Review BOOK: COOL JAPAN VOL. 2 ความงาม ความฝัน การแบ่งกั้น โลกแห่งความล่องลอย

หนังสือเล่มแรกที่อ่านจบในปี 2016

 

11221579_868726303213545_4720940779943010613_n

 

เป็นหนังสือที่ต่อยอดมาจาก Cool Japan เล่มหนึ่ง ที่ว่าด้วยความเจ๋งมวลรวมของญี่ปุ่น (ร่วมสมัย) เล่มแรกจะดูป๊อปๆ แต่เล่ม Vol.2 นี้ต่างออกไป ด้วยการนำเสนอด้วยตัวอักษร “คันจิ” (ตัวจีนที่ถูกใช้ในภาษาญี่ปุ่น) ที่สะท้อนปรัชญาและตัวตนของญี่ปุ่น กลุ่มตัวอักษรคันจิที่ทีมนักเขียนเลือกหยิบมาบรรยายถึงความเป็นญี่ปุ่น เป็นได้ทั้งสิ่งดึงดูดให้คนอ่าน และอาจทำให้คนงุนงง จนลืมที่จะอ่านทั้งเล่มก็ได้

สำหรับเรา ตอนแรกคิดว่าหนังสือเล่มนี้อาจจะน่าเบื่อ เพราะแค่เห็นคำอย่าง “ความนำสมัย” ประมาณนี้ เราก็คิดว่า คนเขียนดูจะโปรญี่ปุ่นมาก (แน่นอนว่า ถ้าไม่โปร ก็คงไม่เขียนถึง) และคงเล่าไปในแนวทางเดียวกันกับมนุษย์กลุ่มก้อนที่เชิดชูญี่ปุ่นมากๆ ชอบเล่าถึงญี่ปุ่นเป็นแน่ แต่พออ่านบทแรก ก็รู้สึกเหนือความคาดหมาย และที่ทำให้อ่านต่อได้ก็เพราะคนเขียนเลือกเล่าเรื่องผ่านภาพวาดของ “โฮะคุไซ” ศิลปินผู้วาดภาพแนวอุคิโยะ และเขาคือตำนานหน้าหนึ่งที่สำคัญมากของญี่ปุ่น

ที่ “โฮะคุไซ” ดึงดูดให้เราอ่านหนังสือนี้ต่อไปจนจบ เพราะว่า ตอนที่ไปญี่ปุ่นแรกๆ ทางคณะเคยจัดทริปพาเราไปนากาโนะและเมืองละแวกรอบๆ ทริปหนนั้น เราได้แวะพิพิธภัณฑ์และเมืองแห่งหนึ่งที่โฮะคุไซได้มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้เมืองในครั้งอดีต ตอนการเดินชมพิพิธภัณฑ์ เราจะเจอคำว่า “โฮะคุไซ” บ่อยมาก และไกด์ทัวร์บนรถ ก็ยังพูดพล่ามถึงแต่ “โฮะคุไซ” ตอนนั้นเราสงสัยอย่างจริงจังว่าทำไมต้องพูดถึงอิตาคนนี้ขนาดนี้ เพราะสำหรับเรา เราไม่ได้ชื่นชมภาพอันโด่งดังของเขา อย่างภาพคลื่นลมทะเลที่มีฉากหลังลิบๆ เป็นภูเขาไฟฟูจิ นั่นเลย แต่เคยมีเพื่อนต่างชาติคนหนึ่งเขียนโปสการ์ดหาเราด้วยโปสการ์ดลายนี้ ในทริปหนนั้น ถึงเราจะไม่ได้ประทับใจ “โฮะคุไซ” เลย แต่แปลกที่เรายังจดจำชื่อของเขามาจนถึงทุกวันนี้

จนกระทั่งมาเจอชื่อเขาอีกทีในหนังสือเล่ม Cool Japan Vol.2

หลังจากทีมนักเขียนเล่าเรื่องผ่านศิลปะอุคิโยะ ของโฮะคุไซ ทีมนักเขียนก็พาเราไปรู้จักญี่ปุ่นในมุมต่างๆ ที่ทั้งขัดแย้งกันเอง เช่น ความบ้าความหรูหรา แต่ก็มีด้านที่นิยมความว่าง การให้ค่ากับความไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็มุ่งมั่นทำงานให้ดีที่สุด

จริงๆ คิดว่า เราควรให้ดาวหนังสือสัก 3.5 แต่พอคิดไปคิดมา ก็ให้ 4 แล้วกัน เป็นหนังสือที่คนชอบญี่ปุ่นอยู่แล้วอาจจะชอบ แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่ชอบญี่ปุ่นเลย ก็ไม่แน่ใจนัก

แต่ชอบการค้นข้อมูลของหนังสือมาก

อ้อ มีติดเรื่องเดียว เรื่องข้อมูลของ “ไซนิจิโคเรียน” หรือคนเกาหลีในสังคมญี่ปุ่น ด้วยความที่เราสนใจประเด็นนี้อยู่ เราคิดว่า หนังสือให้ข้อมูลไม่อัพเดทนะ เพราะเท่าที่ทราบ ไซนิจิโคเรียน เลือกได้ว่าจะถือสัญชาติญี่ปุ่นและมีสิทธิเลือกตั้ง หรือถือสัญชาติเกาหลีตามบรรพบุรุษ เพราะเรารู้จักคนที่เขาเปลี่ยนสัญชาติมาเป็นญี่ปุ่น แต่ในหนังสือ ระบุว่า ไซนิจิโคเรียนไม่มีสิทธิเปลี่ยนสัญชาติและไม่มีสิทธิเลือกตั้ง อันทำให้กลายเป็นกลุ่มที่กำหนดนโยบายต่างๆ ในสังคมญี่ปุ่นที่ตนอาศัยอยู่ไม่ได้

สำหรับใครที่อยากรู้จักญี่ปุ่นผ่านตัวอักษรคันจิ และอยากรู้ว่าโฮะคุไซ เกี่ยวพันอะไรกับกับชะตากรรมของญี่ปุ่น

ก็น่าจะลองหยิบเล่มนี้ขึ้นมาอ่านกัน

[book] ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว :The life-changing magic of tidying up โดย คนโด มาริเอะ (Kondo Marie)

IMG_3726

The life-changing magic of tidying up
ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว
เขียนโดย คนโด มาริเอะ (Kondo Marie)

ถ้าตลอดปีนี้ คุณต้องเลือกหนังสือเพียงเล่มเดียวขึ้นมาอ่าน ฉันอยากแนะนำเล่มนี้ คนโด มาริเอะ คือหญิงสาวอายุต้นสามสิบที่ได้รับการจัดอันดับจากไทมส์ให้เป็นหนึ่งใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลกในปีนี้

เธอคือผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านการจัดบ้านอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น วิธีจัดบ้านของเธอเรียบง่ายและช่วยเปลี่ยนชีวิตผู้คนมาไม่น้อย เคล็ดลับของเธอที่สำคัญมากคือ การเลือกว่าจะเก็บอะไรไว้ แล้วจะทิ้งอะไรไป (นี่มันการปล่อยวางชัดๆ) และคำถามที่อาจสำคัญระดับปรัชญาชีวิตในการเลือกเก็บบางอย่างไว้ในบ้าน (หรือชีวิต) ก็คือ

“Dose it spark a joy?” มันช่วยปลุกเร้าความสุขหรือเปล่า?

ถ้าคุณยังไม่มีเวลาอ่าน แต่อยากจัดบ้าน แล้วอยากได้บทสรุปที่เรียบง่าย บล็อกนี้ทำบทสรุปไว้ ซึ่งฉันเคยแอบอ่านตอนเคลียร์ห้องพักที่ญี่ปุ่นเพื่อคืนห้อง พอฉันกลับมาอ่านหนังสือของมาริเอะ ให้จบ ฉันก็พบว่าบล็อกนี้สรุปรวมใจความการจัดบ้านไว้ดีมาก แต่ยังไงก็แล้วแต่ ถ้าได้อ่านหนังสือของมาริเอะประกอบด้วย คุณจะเข้าใจมากยิ่งขึ้น

บล็อกสรุปใจความการจัดบ้านแบบมาริเอะ – http://anontawong.com/2015/08/10/konmari/

ในหนังสือเล่มนี้ มาริเอะพูดเรื่อง “ถุงขยะขนาด 45 ลิตร” บ่อยมาก ที่เป็นแบบนี้เพราะที่ญี่ปุ่นนั้น แต่ละเขต (รัฐบาลท้องถิ่น) มักจะกำหนดให้ถุงขยะมีขนาด 45 ลิตร เวลาที่เราจัดบ้านและต้องทิ้งสิ่งของไป เราก็ต้องทิ้งไว้ในถุงขนาด 45 ลิตร (ส่วนใหญ่มักกำหนดให้เป็นถุงใสมองเห็นขยะข้างในได้) มาริเอะบอกว่า เคล็ดลับของเธอคือให้จัดบ้านแบบรวดเดียวเสร็จ (ไม่จำเป็นต้องจัดวันเดียวเสร็จ แต่ให้กำหนดช่วงเป็นช่วงเดียว เช่น สัปดาห์นี้ เดือนนี้ เป็นต้น) เมื่อจัดบ้านเสร็จแล้ว เธอมักพบว่า ลูกค้าส่วนมากมักมีถุงขยะให้ทิ้งถึง 30 ถุงขึ้นไป

คำถามที่ตามมาหลังจากเลือกเก็บบางอย่างทิ้งไป คือ แล้วคนญี่ปุ่นจะจัดการกับขยะพวกนี้อย่างไร? ซึ่งมาริเอะไม่ได้บอกไว้ เพราะนั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของหนังสือเธอ

ถ้าคุณอ่านหนังสือของมาริเอะจบ นอกจากเรื่องการจัดบ้านแล้ว ฉันอยากชวนคุณมาคิดต่อเรื่องการกำจัดขยะเหล่านั้นกันต่ออีกหน่อย ถ้าเราต้องทิ้งเสื้อผ้า เราทิ้งอย่างไร ถ้าเราต้องทิ้งหนังสือ เราทิ้งอย่างไร ถ้าเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เราไม่ไ้ด้ใช้แล้ว เราทิ้งอย่างไร แล้วรัฐบาลท้องถิ่นเรามีวิธีจัดเก็บอย่างไร เราเลือกถุงแบบไหนในการจัดเก็บ ถุงใสที่มองเห็นข้างในหรือเปล่า? แล้วรัฐบาลท้องถิ่น (หรือเขตที่เราอยู่) เขามีวิธีจัดเก็บขยะแบบไหน

เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว สำคัญ และส่งผลต่อความสุขในการดำเนินชีวิตของพวกเรามาก

มาริเอะไม่ได้พูดเรื่องกำจัดขยะไว้ เพราะที่ญี่ปุ่นนั้นระบบนี้ค่อนข้างเป็นระบบอยู่แล้ว

ถ้าเรายังไม่มี เราจะเปลี่ยนแปลงมันได้ยังไง
อาชีพที่เราทำอยู่ จะช่วยเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ยังไงบ้าง
ถ้าคุณเป็นดีเจวิทยุ คุณพูดเรื่องนี้ได้ ถ้าคุณเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ คุณพูดเรื่องวิธีกำจัดมาสคาร่าก็ได้ (มันคือขยะเผาได้) ถ้าคุณทำร้านอาหาร คุณยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการแยกและจัดเก็บขยะ

ถ้าคุณทำงานเกี่ยวข้องกับองค์กรรัฐ เริ่มต้นด้วยการพูดถึงและค่อยๆ เปลี่ยนนโยบายให้เหมาะสม

มาริเอะไม่ได้บอกไว้ แต่ฉันคิดว่านี่เป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

[Books] THAKSIN: The Business of Politics in Thailand (2004)

Books in 2015

10557155_10152838756493235_1395738884298227799_n

THAKSIN: The Business of Politics in Thailand (2004)

by Pasuk Phongpaichit and Chris Baker

หนังสือของ อ.ผาสุก และ คริส เบเกอร์ เกี่ยวกับคนที่คุณก็รู้ว่าใคร

ชอบภาษาของผู้เขียน คือหนังสือบางเล่มจะใช้ศัพท์ยากมากๆ ต้องเปิดดิคแทบทุกคำ แต่สองท่านนี้ใช้ภาษาอ่านง่ายเสมอมา แต่ก็ไม่ราบเรียบน่าเบื่อ เดี๋ยวจะแปะตัวอย่างประโยคไว้ในคอมเม้นท์

ส่วนเนื้อหาของหนังสือ มาอ่านปี 2015 ผ่านมา 11ปีนับจากตีพิพม์ครั้งแรก โอ้…ค้นพบว่าทำไมคนถึงรักและชัง แต่สิ่งสำคัญคือ ทักษิณยุครุ่งๆ นี่ เป็นตัวขัดขวางประชาธิปไตยมวลชนมากๆ แต่คนสนับสนุนก็เยอะ หลวงพ่อคูณยังเคยออกปากสนับสนุน โดยเฉพาะการประกาศสงครามยาเสพติดกับยาบ้า หลวงพ่อคูณพูดเป็นนัยๆ ว่า ฆ่าพวกนี้ไม่บาป… การย้อนกลับมาอ่านประวัติศาสตร์ก็ทำให้เรากระอักกระอ่วนพิกล

ทักษิณวาดฝันให้ไทยก้าวไกลไปสู่ประเทศโลกที่1 มาก่อนกาลด้วยการอยากพา Thailand Company ไปซื้อทีมฟุตบอลพรีเมียร์ลีก หลายวิสัยทัศน์ชวนให้นึกถึงลีกวนยู (ต่างกันที่การเกี่ยวพันคอรัปชั่น) และหลายการกระทำก็คล้ายกัน หรืออาจรุนแรงกว่า

ข่มขู่สื่อ ขู่ฟ่อคนต่อต้าน มองว่าความสงบเรียบร้อยของสังคมคือสิ่งที่ต้องได้มา ประชาชนควรสงบปากสงบคำ แล้วเราจะนำความสุขด้าน economic growth กลับมา

เหลียวหลังแล้วกลับมามองปัจจุบัน…

ย้ำอีกคือ การย้อนอ่านประวัติศาสตร์นั้นชวนให้กระอักกระอ่วนเสมอ

ยิ่งเมื่อเทียบเคียงกับปัจจุบันแล้วรู้สึกว่าทำไมบางอย่างมัน… คุ้นๆ ตา

[BOOK] “และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ: การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชน ก่อน 14 ตุลาฯ”

10384442_10152390601688235_3301986677177312744_n

“และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ: การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชน ก่อน 14 ตุลาฯ”

โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ
พิมพ์ครั้งที่ 2 (ตุลาคม 2556)

ขอพื้นที่ให้หนูโชว์โง่บ้าง

อ่านล่มนี้แล้ว (แน่นอนว่า นานๆ ทีจะอ่านงานวิชาการนอกเหนือจากที่เซนเซสั่งให้อ่าน …กรรม) พบว่า

-วัฒนธรรมการเมือง (Political Culture) มันเป็นคนละอันกับ การเมืองวัฒนธรรม (Cutural Politics) – งานที่ปรับปรุงมาจากธีสิสเล่มนี้ เน้นวิเคราะห์ “การเมืองวัฒนธรรม” (Cultural Politics)

– จิตร ภูมิศักดิ์ เกิด 2473 ถูกยิงตาย 2509 … และไม่ได้เกี่ยวข้องทางกายภาพใดๆ กับ 14 ตุลา 2516 (หรือ 6 ตุลา 2519) — เออ เพิ่งรู้นี่แหละ ><

-งานเขียนงานหนังสือพิมพ์ของ ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์), เสนีย์ เสาวพงศ์ (ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์) อิศรา อมันตกุล,ลาว คำหอม และอื่นๆ (เช่น นายผี) เป็นงานยุค 2490 เน้นวิพากษ์รัฐบาล ยุค จอมพล ป.(ยุคสอง) และสังคมยุคนั้น พอจอมพลสฤษดิ์ รัฐประหารอย่างเป็นทางการ 2501 งานเหล่านี้ และคนเหล่านี้ ก็ถูกกวาดล้าง ตรวจสอบ และทำให้หายไปจากความทรงจำของคนทั่วไป … นิสิตนักศีกษาที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยยุค 2500 เรื่อยไป (ก่อนหน้า 14 ตุลา 2516) ไม่รู้จัก งานเขียนและนักเขียนเหล่านี้ พวกเขาโอบรับกระแส “ซ้ายใหม่” ตามกระแสนักศึกษาและปัญญาชนทั่วโลกในตอนนั้น โดยตั้งคำถามถึง “ซ้ายเก่า” ว่าเมืองไทยไม่เคยมี …จนกระทั่งพวกเขาได้อ่านงานเขียนในยุค 2490 พวกเขาถึงได้ค้นพบว่า …”เฮ้ย แก๊ มันเคยมี “ซ้ายเก่า” มาแล้วโว้ย แต่ทำไมกรูไม่เคยรู้” (กรูก็ไม่เคยรู้เหมือนกันนนนนน)

-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนเปิดตัวครั้งแรก (เดบิวต์ครับ เดบิวต์) เป็นมหาวิทยาลัยเปิด! ใครๆ ก็เรียนได้!

-ตอนที่ เสน่ห์ จามริก เป็นอาจารย์หนุ่มจบจากต่างประเทศ เข้ามาสอนรัฐศาสตร์ที่ มธ. นั้น เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ยังเป็นวัยรุ่นนักศึกษาอยู่ (อา…พวกเขาไม่ใช่คน “วัย”เดียวกันนะครัช)

-ยุคก่อนหน้า 14 ตุลา 2516 นักศึกษาและปัญญาชนค่อยๆ บ่มเพาะความคิดต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร พวกเขาใช้คำว่า “ขายชาติ”กับรัฐบาลจอมพลถนอม ขณะเดียวกัน พวกเขาก็มองว่า “คณะราษฎร์” คือรากหน่อของปัญหา “เผด็จการทหาร” ที่สืบต่อมาในประเทศ และพวกเขาอุ้มชูวาทกรรมราชาชาตินิยมประชาธิปไตยไว้ (พร้อมวาทกรรมอื่นๆ // ขี้เกียจย้อนเปิดดูว่ามีอะไรบ้างแล้ว)

-นักศึกษาก่อนยุค 14 ตุลา ก็รับเอาแนวคิด ชาตินิยม มาใช้ (อย่าปล่อยให้มะริกันมายึดประเทศที่บรรพบุรูษเราสู้ให้ได้มา) แต่เป็นคนละชาตินิยมแบบราชการ (official nationalism) ที่รัฐบาลเผด็จการทหารใช้

พอล่ะ รู้สึกโดนทุบหัวโง่ๆ พอล่ะ (คนอื่นเขาคงรู้หมดแล้วล่ะ กรูเพิ่งรู้นี่แหละ)

แต่ข้อสังเกตคือ ตัวละครหลักๆ ในหนังสือ (มันจะมีรวมลิสต์รายชื่อข้างท้ายด้วยนะ) ส่วนใหญ่เกิน 90% เป็น ผู้ชาย แทบไม่มีตัวละครหญิงโผล่มาเลย

ประวัติศาสตร์ยุคหนึ่งสะท้อนให้เราเห็นว่า รัฐไทยสมัยใหม่ ถูกขับเคลื่อน (และปะทะ) โดยเพศชายเป็นหลักสินะ

จบล่ะ / ไว้จำอะไรได้จะมาเขียนต่อ / แต่ตอนนี้เรามีนิยายประโลมโลกต้องอ่านต่อฮ่ะ / ต้องเขียนเรื่องญี่ปุ่นต่ออีก หวานแหววๆ

“ชีวิตไม่ติดกรอบ” (The Art of Non-Conformity)

art

 

“ชีวิตไม่ติดกรอบ” (The Art of Non-Conformity)
เขียน : คริส กิลเลอโบ
แปล : ธีร์ ทิพกฤต
สำนักพิมพ์อมรินทร์ How-To
ราคา : 169 บาท

เรารู้ว่าโลกใบนี้ หนังสือฮาวทูเป็นหนึ่งในแคตากอรี่หนังสือที่หลายคนพยายามกดเกรดมันให้ต่ำที่สุด หลายคนร้องยี้ ไม่มีมนุษย์คูลๆ คนไหนอยากถือหนังสือฮาวทูอ่านอวดคนทั่วไปบนรถไฟฟ้า รถใต้ดิน หรือแม้กระทั่งบนรถทัวร์หรอก! แต่หากในรอบหนึ่งปี คุณต้องซื้อหนังสือฮาวทูสักเล่ม เราก็อยากแนะนำเล่มนี้ “The Art of Non-Conformity” ของอีตา คริส กิลเลอโบ ที่ทุกวันนี้เดินทางจะรอบโลกแล้ว นี่คือหนังสือที่อีตาคนเขียน มันเขียนขึ้นจากชีวิตมันจริงๆ และมันก็เป็นคนชั้นกลาง…กลางแบบพวกเราๆ นี่แหละ แต่ทำไมคนแบบนี้ถึงถูกเชิญให้เดินทางไปทั่วโลก และมีเวลาเหลือทำโครงการอันเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติหลายโครงการ…อีตานี่มันดีกว่าพวกเราตรงไหน คำตอบที่คิดออกสองอย่าง คือ หนึ่งมันเป็นอเมริกันพูดภาษาอังกฤษ และสอง มันเป็นผู้ชาย (ไม่ได้แบ่งแยก แต่ผู้ชายเดินทางได้ปลอดภัยกว่าผู้หญิง)

อย่าเพิ่งร้องยี้ อย่าเพิ่งคิดว่านี่คือหนังสือทำนองเดียวกับ “อัจฉริยะสร้างได้” ของหนูดี เหตุผลส่วนหนึ่งที่อาจโน้มน้าวใจให้พวกเธอหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน ก็คือว่า อิตาคริสนี่รู้จักยก ฮารูกิ มูราคามิ เข้ามาเกี่ยวกับหนังสือด้วย (มูราคามิ กับฮาวทู นี่นะ???) แต่บทที่เจ๋งจริงๆ คือบทที่พูดเรื่องปริญญาโทกับการเขียนบล็อก (ธีสิสปริญญาโทอาจมีคนอ่านจริงๆ แค่ 3 คน แต่บล็อกภาษาอังกฤษอาจกระจายความรู้บางอย่างได้กว้างกว่านั้น) แต่บทที่เจ๋งสุดๆ คือบทที่ 4 อันว่าด้วยการต่อสู้กับอำนาจ ที่อิตาคริส นำตัวอย่างจริงในปี 2008 ของทิม เดอคริสโตเฟอร์ ที่แทนที่จะตอบโต้การประมูลซื้อขายที่ดินที่มีแต่บริษัทน้ำมันเข้าร่วมประมูลด้วยวิธีการดั้งเดิมอย่างเขียนใบปลิว หรือประท้วงหน้าบริษัท ทิม ทำสิ่งที่ต่างออกไป ในมุมที่สร้างสรรค์สุดๆ คือการเดินเข้าห้องประมูล ร่วมประมูล และเขาชนะประมูล แม้จริงๆ แล้วเขาจะไม่มีเงินหลายล้านดอลล่าร์่จ่ายค่าที่ดิน แต่การป่วนงานประมูลของเขาทำให้ทุกอย่างเป็นโมฆะ ต้องเริ่มจัดงานประมูลและรื้อเอกสารทางการใหม่ ซึ่งกว่างานประมูลจะจัดได้อีก รัฐบาลก็เปลี่ยนจากรัฐบาลบุชมาเป็น รัฐบาลโอบาม่า ซึ่งโอบาม่าก็คว่ำประมูลนี้ที่เอื้อประโยชน์ให้แต่กลุ่มทุนใหญ่ในที่สุด

นี่คือตัวอย่างที่หนังสือเล่มนี้ยกขึ้นมา เพื่อบอกเราว่า เราออกนอกกรอบได้ในทางสร้างสรรค์ มันคือฮาวทูที่สร้างสรรค์และไม่โอ้อวดตน

เอาเป็นว่า ลองไปเปิดอ่านฟรีตามร้านหนังสือดูก่อน แต่มันสนุกจริงๆ แล้วได้ข้อคิดและแรงกระตุ้นจริงจัง เราจะเห็นว่ามีผู้คนจำนวนมาก (ในหนังสือ) ที่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ฝันจริงๆ แค่พวกเขาไม่อิดออดนั่นนี่นู่นเกินกว่าเหตุ

และก็เหมือนที่อิตาคริสว่าไว้ ถึงการเดินทางรอบโลกไม่ใช่ความฝันของคุณก็ตาม หนังสือเล่มนี้ก็ยังบอกเล่าเรื่องอื่นๆ แค่อ่านบทที่ 4 บทเดียวเรื่องอิตาทิมป่วนประมูลก็คุ้มแล้ว จริงๆ นะ

The Casual Vacancy (สั้นๆ)

68900_10151312019328235_2007414290_n

 

 

The Casual Vacancy (เก้าอี้ว่าง), J.K.Rowling

อ่านจบแล้ว แล้วตามด้วยการอ่านรีวิวถึงหนังสือ “มาดามโบวารี” ในลิงก์นี้ http://bookmoby.com/shop/review/product/list/id/277/
สิ่งที่รู้สึกคล้ายคลึงกัน ขอก๊อปถ้อยคำของคุณเวธัสมาใช้กับหนังสือเล่มนี้ของ เจ.เค.

“ชีวิตจริงคือผู้ชนะ”

ชอบมาก มันแตกต่างกับ Harry Potter โดยสิ้นเชิง ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม เจ.เค.พิสูจน์ตัวเธอกับนวนิยายหนักๆ ได้เป็นอย่างดี มันจริง เจ็บ ปวดร้าว เปราะบาง เราจะเห็นตัวตนของพวกเราและคนในชีวิตอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน

โอ้ย ชอบ เดี๋ยวจะเขียนถึงยาวๆ (ตอนสุดท้ายที่สุขวินทราหวนคิดถึงการไปแข่งเรือพายนั่น ทำเอาน้ำตาไหลเลย)

[หนังสือ] ชายหนุ่มหลุมข้างๆ

รูปภาพ

หนังสือ: ชายหนุ่มหลุมข้างๆ
เขียน : Katarina Mazetti
แปล : ธนิดา ปาณิกวงษ์ เปอเล่
สำนักพิมพ์ : กำมะหยี่
ราคา : 190 บาท
พิมพ์ครั้งแรก : มกราคม 2556

หลายคนคงรู้ว่าติ๊กต่อกชอบอ่านชิคลิทมาก และแน่นอน เธอนับถือเฮเลน ฟีลดิ้ง ที่สร้างตัวละคร บริดเจ็ท โจนส์ มากกว่าอัลแบร์ กามูส์ เสียอีกแน่ะ (เอาล่ะ เชิญส่งสายตาเหยียดหยามผ่านสัญญาณ 3G มาได้เลย) แต่กระนั้น อ่านชิคลิทของฝั่งอเมริกันและอังกฤษนานวันเข้า ก็ชักเซ็งๆ เหมือนกัน พอได้อ่านงานเล่มนี้ของสวีเดน ก็แทบเนื้อเต้นระริก อยากโคว้ดทุกประโยคมาเสียจริง แต่กลัวคนหาว่า”ดูท่ามันจะว่างเกิ๊น”

เอาจริงๆ “ชายหนุ่มหลุมข้างๆ” ไม่น่าจะเรียกว่าชิคลิท-ตามความเข้าใจของคออ่านเมืองไทยหรอก แต่เมืองไทยก็หาวรรณกรรมทำนองนี้ได้น้อยจริงๆ วรรณกรรมที่ไม่ใช่ระดับ “แจ่มใส” แต่ไม่หนักอึ้งเกินไประดับ “สามัญชน” วรรณกรรมที่พูดถึงผู้คนในโลกสมัยใหม่ ความรักที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวพอๆ กับประกายอันอบอุ่นงดงาม อารมณ์ขันที่เสียดเย้ย ความเจ็บที่พอทานทน ความบันเทิงที่น่านอนหนุน

สำหรับติ๊กต่อก หนังสือเล่มนี้มีครบทุกอย่างที่ชะนีวัย 31 ปีมองหา มันแสบสันต์ แต่ลุ่มลึกอยู่ในที มันไม่มีตัวร้าย ตัวดี มันมีแต่มนุษย์ที่อ่อนแอและพยายามประคับประคองตนเองให้อยู่รอด…ก็เท่านั้น

ที่สำคัญที่สุดทีชั้นรักเรื่องนี้ก็เพราะ “นางเอกอายุ 35 ย่ะ”

นางเอกอายุ 35! นางเอกอายุ 35! นางเอกอายุ 35!

อ๊า….ชั้นรักวรรณกรรมจากสวีเดนเสียจริงๆ