[status] 2011.05.15 ในวัย30

ในวัย 30 เราหาความสุขได้กับเรื่องง่ายๆ เช่น ใช้เวลางานในการโหลดคลิปและเสพรูปไอดอลชาย , สั่งซื้อ Photobook ที่ไอดอลไม่ทำอะไรเลย — นอกจากถอดเสื้อแช่อ่างแล้วทำหน้าตาอ้างว้าง — มานั่งดู, เบี้ยวงานแต่งงานเพื่อน เพื่อไปนั่งเฝ้าไอดอลที่โรงแรมห้าดาวถึงตี 4, และซื้อหลุยส์ลิมิเต็ดอิดิชั่นรุ่นเดียวกับไอดอล มาถือ … อาเมน

2017 Challenge #1: Tiktok & “Koi” Dance Cover

พี่เต้นคัฟเวอร์เพลงประกอบซีรีส์ญี่ปุ่นนะ 😀 #ความอายไม่มี #เต้นไม่ดีก็ช่างมัน

 

 

 

Okay, new year has already passed, but some fun is still here. Yes, I challenge myself to cover this catchy song “Koi” from Japanese series; “We Married As A Job”.

Do you still remember the clip that US Embassy staffs in Japan danced for Xmas on last December? 
https://youtu.be/7xuXlpvWw1I )
It is the same song, but they danced way better than me though 🙂

[fangirl] ซีรีส์ตระกูล Reply กับหนังตระกูล Sunset

คิดว่าซีรีส์ตระกูล Reply ของเกาหลีใต้ คือสิ่งที่แทนค่าได้คล้ายกันกับหนังตระกูล Sunset on the 3rd Street ของญี่ปุ่น (อย่าเพิ่งด่าว่าเอามาเทียบกันได้ไง)

คือถ้าเกาหลีใต้จะมีหนังแนวรำลึกอดีตแบบ nostalgia ก็มีทีมงาน Reply นี่แหละที่จะทำได้ในอารมณ์และโทนแบบที่หนัง Sunset ของญี่ปุ่นทำ

ถามว่า ทำไมคนไทย (และอาจจะอื่นๆ) ถึงอินกับหนัง Sunset?

นั่นอาจเพราะเราเติบโตมาแบบค่อนข้างรู้จักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมากกว่า (ยอมรับเถอะว่าเราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเกาหลีมาก่อนเลย) ทำให้เราอินกับฉากหอคอยโตเกียว และฉากที่ญี่ปุ่นค่อยๆ กู้ชาติกับโอลิมปิกปีนั้น (ปีไหนนะ)

ขณะที่ซีรีส์ Reply ก็ให้ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของเกาหลี ผ่านชีวิตเล็กๆ ความสัมพันธ์ของครอบครัวและชุมชน นี่มันกลิ่นเดียวกับหนังตระกูล Sunset เป๊ะ!

ใน Reply 1988 มีฉากโอลิมปิกที่โซล ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์น่าตื่นเต้นในประวัติศาสตร์เกาหลีเช่นกัน แต่สิ่งที่เด่นชัดในส่วนของประวัติศาสตร์ที่เล่าสองชาติ อาจจะเห็นว่า ความทรงจำแบบ nostalgia ของเกาหลี เมื่อมองย้อนไป มักจะเกี่ยวพันกับอุตสาหกรรมบันเทิงเป็นหลัก ในซีรีส์ตระกูล Reply สิ่งที่มักจะปรากฏร่วมเป็นกิจกรรมของตัวละครในเรื่องคือ การร่วมดูทีวีรายการเพลงหรือรายการบันเทิง (นอกเหนือจากการเล่าถึงแมคโดนัลด์สาขาแรกที่อัพกุจอง หรือการเข้ามาของสินค้าอเมริกัน)

ขณะที่การเล่าเรื่องย้อนอดีตของญี่ปุ่น อาจมีสิ่งอื่นโผล่มาด้วย เช่น สินค้าต่างๆ เช่น ซาวด์อะเบ้าท์ของโซนี่ รถยนต์โตโยต้า (หรือซูซุกิ) อะไรเทือกนี้ (เพราะคิดออกแค่นี้…ง่วง)

จบ.

[fangirl] ไขความลับจักรวาล (ติ่ง)

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้ถามคำถามคาใจมาเกือบทศวรรษกับน้องสาวคนหนึ่ง คำถามระดับอภิปรัชญาของมวลมนุษยชาติเลยทีเดียว

คนที่คุ้นเคยกันก่อนยุคเดบิวต์เข้าวงการติ่ง จะรู้ว่า ชั้นเกลียดทงบังชินกิ ฮ่าฮ่า
คือในปี 2006 (ปีเดียวกับรัฐประหาร แต่มันเกิดก่อนเดือนนั้น) น้องญาติในวัยคอซองเข้ามาเรียนติวเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยยุคนั้น มาพร้อมกับเพื่อนวัยคอซองอีกคน พอน้องเข้ามา น้าก็บอกให้ดูแลน้องให้ดีในฐานะพี่ จริงๆ ก็ไม่ได้ดูแลดีเลย แต่ประสาเด็กต่างจังหวัดน่ะ เพื่อนน้องอยากไปสยาม เราก็พาไป ยุคนั้นเป็นยุคเน็ตต่อทางสายเร้าท์เตอร์ที่ต่อเน็ตทีก็เสียค่าโทรสามบาทน่ะ จำได้ไหม เป็นยุคก่อนเคป๊อปจะเฟื่องฟูในไทย และอินเตอร์เน็ตจะโหลดได้อะไรได้ แต่สมัยนั้นมีวงเกาหลีวงหนึ่งเป็นกระแสเฟื่องฟูในหมู่ติ่งผู้มาก่อนกาล นั่นคือวงหัวฟูๆ ทำหัวแปลกๆ มีฐานแฟนคลับหนาแน่นในออนไลน์ (ออนไลน์แบบเน็ตกาก) ชื่อ ทงบังชินกิ DBSK TVXQ! Tohoshinki ห่าเอ้ย วงบ้าอะไรมีหลายชื่อจังวะ หัวมันก็ฟูแปลกๆ เอ้ย พูดแล้วเครียด

เราพาน้องเและเพื่อนน้องไปสยาม แล้วตอนนั้นจังหวะที่เดินผ่านร้านขายของที่ระลึกกิฟท์ช้อปโปสเตอร์ ตุ๊กตา พวงกุญแจดารา เพื่อนน้องก็หยุดกึก แล้วบอกว่า แวะร้านนี้หน่อย คือเราจะไม่แวะก็ไม่ได้ใช่ไหม ต้องดูแลน้องน่ะ เราก็เออๆ แวะก็ได้ สรุปว่า เพื่อนน้องเป็นติ่งทงบังฯ นางรัก U-Know มากกกกกก (ใครคือ U-Know วะ) แล้วนางก็พูดถึงทงบังชินกิ แล้วชั้นก็แบบงง งงว่าทำไมชั้นต้องมายืนฟังเรื่องทงบังชินกิ ทำไมชั้นต้องยืนอยู่หน้าร้านขายกิฟท์ช้อปเกาหลี มันดูไม่คูล ไม่ชิค ไม่เหมาะกับอาชีพที่ชั้นทำอยู่เลย ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ชั้นโคตรเกลียดอิคนชื่อ U-Know กับวงชื่อ ทงบังฯ มากเลย ที่มันทำให้ชั้นต้องพาเพื่อนน้องมาเดินสยาม และมาหยุดอยู่ร้านนี้นี่

แล้วปิดเทอมฤดูร้อนนั้นก็ผ่านไป เพื่อนน้องคนนั้นก็คงเข้าไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยอะไรสักอย่างแหละ และอย่างที่รู้กัน (ใครรู้) ปลายปี 2007 ชั้นก็ได้บัตรฟรีไปดูคอนเสิร์ตครั้งที่สองของวงชื่อ ทงบังชินกิ! เออ…แล้วจากนั้นเรื่องที่เหลือก็คือประวัติศาสตร์ เดบิวต์เป็นติ่งสิคับ จะเหลืออะไร นี่ขนาดเดบิวต์ช้า ยังเป็นติ่งมาก่อนกาลนะ ทันยุค SJ ครบ 13 นะคับ (จริงๆ มันมียุค 12 แล้วมา 13 ด้วย) แล้วที่เหลือก็อย่างที่รู้กันอ่ะเนอะ (ใครรู้วะ) ทงบังชินกิ คือศูนย์กลางของโลกของชั้น ใครจะไปหาเสาหลักด้วยการลงพอร์ตหุ้น เปิดสตาร์ตอัพ เรียนโท เรียนเอก ก็ทำไป อาชีพหลักของชั้นคือติ่ง ถวายตัวและลมหายใจให้ทงบังชินกิ มิกกี้ ยูชอน คือผู้ชายหน้าแป๊ะที่ดูดีที่สุดในจักรวาล เออ…ความรักทำให้คนตาบอดจริงด้วยว่ะ

ตลอดการเดบิวต์เป็นติ่งมาก็จะมีคำถามคาใจข้อหนึ่ง อยากรู้ว่าเพื่อนน้องคนนั้นยังเป็นติ่งทงบังฯ อยู่ไหม เพื่อนน้องจะทำอะไร ที่ไหน อย่างไร จะมีแฟน แต่งงานไปหรือยัง หรือยังติ่ง U-Know อยู่เช่นเดิม และรัก U-Know มากกว่าผู้ชาย (ไอดอล) ทุกคนที่ผ่านมาในชีวิตไหม คือจำสายตาตอนนั้นที่เพื่อนน้องพูดถึง U-Know ได้ มันเต็มไปด้วยความรักความหลงใหล ก็เลยคาใจน่ะ คืออยากรู้ตามประสาติ่งด้วยกัน ฮ่าฮ่าฮ่า

เมื่อวาน ได้เจอน้อง เลยได้มีโอกาสถามเสียที

“น้องเอ เพื่อนน้องเอคนนั้น ที่เขาชอบ ยุนโฮ เขายังชอบยุนโฮอยู่ไหมตอนนี้” (ยุคนี้เราเลิกพูดถึงยุนโฮ ด้วยชื่อ U-Know กันแล้วฮ่ะ)

แล้วน้องก็ตอบกลับมาว่า “ช่วงวันเกิดอะไรอย่างนี้ก็ยังเห็นเขาโพสถึงยุนโฮอยู่นะ”

พระเจ้า คำถามคาใจมาตลอดชีวิต คำเฉลยของคำถามระดับอภิปรัชญาได้ถูกคลี่คลายแล้ว

ชั้นเป็นติ่งที่ตายตาหลับแล้ว!

[fangirl] การสร้างชาติของเอเชียตะวันออก และ วันดรีม วันโคเรีย

Screen Shot 2015-09-21 at 5.17.36 PM

การสร้างชาติของเอเชียตะวันออก

การสร้างชาติของเอเชียตะวันออกนั้นเพิ่งเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง Imperial Japan (จักรวรรดิญี่ปุ่น?) ที่ถือจักรพรรดิเป็นหัวหน้ากองทัพก็ถูกถล่มจนล่มสลายด้วยระเบิดปรมาณู ญี่ปุ่นก็ต้องสร้างชาติใหม่ที่มีจักรพรรดิอยู่ใต้กำกับของรัฐธรรมนูญ ไม่มีกองทัพ (มีแต่กองกำลังป้องกันตนเอง) ส่วนจีนก็เป็นการต่อสู้กันของ Republic of China (ไต้หวันในปัจจุบัน) กับจีนคอมมิวนิสต์ของท่านเหมา และว่ากันว่า การรวมชาติของจีนยังไม่ถือว่าสมบูรณ์ ตราบใดที่ยังรวมไต้หวันไม่สำเร็จ

เหตุการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีน่ะเหรอ หลังจากแบ่งแยกเป็นเหนือกับใต้ และไม่ไว้วางใจกันมาตลอด ถึงเกาหลีใต้จะพัฒนาจนมีระบบอินเตอร์เน็ตที่ว่ากันว่าเร็วที่สุดในโลก และมีปากมีเสียงดังไม่น้อยในเวทีการทูตโลก (เอ๊ะ อันนี้อาจมโนเอาเอง) แต่คนเกาหลีก็ยังไม่ถือว่าภารกิจสร้างชาติสำเร็จแล้ว จนกว่า “เหนือกับใต้” จะรวมตัวกัน

นี่เองเป็นที่มาว่าทำไมทุกปี เราจึงได้เห็นไอดอลเกาหลีออกมาร้องเล่นเต้นระบำกันในงาน
One Dream One Korea

‪#‎เห็นไหมว่าเคป๊อปมันโยงกับอะไรได้ทุกอย่างบนโลก‬ ‪#‎การมีอยู่ของไอดอลนั้นมีเหตุผลโว้ย‬ ‪#‎แฟนไซต์อย่าลืมเก็บภาพเด็ดๆกลับมาทุกปีนะ‬ ‪#‎ขอHQ‬

short story: 12 o’clock

It was an ordinary summer. I was preparing lunch. You were gone at that moment.

The electric stove heated up the chicken soup. Alarm sound rang. I looked at an analog clock. It was noon.

The rice was already cooked.

A girl who lived next door to me loved to read Gabriel Garcí­a Márquez. I just found out that he was Columbian, not Mexican, and he died at age of 87.

Opposite to my room, it was a cemetery. Every Saturday, many families would carry flowers to pay a visit.

“There is always something left to love.”
A girl next door said. It was a quote from Gabriel Garcí­a Márquez’s One Hundred Years of Solitude.

I ate chicken soup at half past noon.
The lunch was gone.
The bowl was empty.

It was the first lunch, after YU were gone.

20150827: 12 o’clock

dedicated to “6002”, our dearest yet funny.
IMG_3079

เม้าท์ EXO-L (เพื่อนชั้นเอง)

เบรกจาก textbook มาสู่การเม้าท์ EXO-L

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนมี EXO-L มาเยี่ยมเยียน พวกนางเป็น VIP (แฟนคลับ Bigbang) กันมาก่อน ตอนที่รู้ว่านางหนึ่งคนในนั้น ค่อยๆ กลายร่างเป็น EXO-L ก็ตกใจเหมือนกัน จากที่นางเวิ่นเว้อแทยังอยู่ดีๆ นางกระโดดมาหาคยองซู (หรือ ดี.โอ. แห่ง EXO) ได้ยังไง …ชั้นไม่เข้าใจตรรกกะที่มีอยู่บนโลก

สมัยเป็นแฟน Bigbang นางก็ไม่ค่อยได้ตามหรือปฏิบัติภารกิจอะไร แต่พอนางเข้าสู่แวดวง EXO-L อินสตาแกรมนางก็เริ่มอุดมไปด้วยทริปเกาหลี นางบินไปเกาหลีบ่อยพอๆ กับที่รัฐบาลไทยจะอนุญาตให้มีวันหยุดยาวนั่นแหละ แป๊บนึงก็เห็นนางกินกาแฟที่คอฟฟีสมิธ แป๊บนึงก็เห็นนางอยู่ฮงเด บินกลับมาหายใจที่ไทยแป๊บนางก็บินกลับไปอีก แต่แล้วนางก็ต้องบินมาญี่ปุ่นกัน เพราะนางบอกว่า EXO จะมีแฟนมีตติ้งหนแรก … ห๊ะ! ตลอดมาวงนี้ไม่เคยมีแฟนมีตเหรอ? นางบอก “ไม่ๆ ที่ผ่านมาคือ Fan sign ซื้อซีดีแล้วเอามาแลก hi-five วินาทีสั้นๆ” นางบอกแฟนญี่ปุ่นอภิสิทธิ์มากมาย จัดแฟนมีตติ้งหนแรกก็จัดในญี่ปุ่น ที่สำคัญ กติกาวุ่นวายมากมายก็ถูกกำหนดขึ้น กติกาสมัครสมาชิกที่ญี่ปุ่นจะไม่เหมือนกับที่ประเทศเมียชั้นรองอื่นๆ ประเทศนี้เป็นประเทศเมียพระราชทาน ยิ่งใหญ่ เลอค่า กติกาเลยต้องเยอะ

แต่พวกนางก็อดทนทำทุกอย่างจนสมัครสมาชิกได้ และได้บัตร fan meeting มา

ก่อนนางบินมาโตเกียว (ฮาเนดะ) นางแวะไปโซลก่อน ภารกิจก็เห็นชัดๆ ว่าจะบินตามจากกิมโป มาฮาเนดะ นางก็ทำกันอย่างนั้นแหละ เพียงแต่นางก็ต้องรอที่ฮาเนดะนานหน่อย 5 ชั่วโมง กว่านางจะมาถึงย่านยานากะก็รถไฟหมดเวลาพอดี พอวันรุ่งขึ้นนางก็ต้องปฏิบัติมิชชั่นแฟนมีตติ้งอีก แต่ประเด็นฮามันอยู่ที่ตรงนี้

สัปดาห์ที่นางมา เป็นสัปดาห์ที่มีข่าวอย่างทางการว่า Bigbang is coming back เลยเกิดบทสนทนาดังต่อไปนี้

สถานการณ์ A

TT: เห็นข่าวว่า Bigbang จะคัมแบ็คกันยัง
EXO-L (s) : (เหลือบตาจากหน้าจอมือถือสามวิ) เห็นแล้ว (เสียงเรียบ) … แก๊ ดูพี่หมิ่นรูปนี้สิ (หัวเราะคิกคัก) …. อร๊ายยย คยองรูปนี้หล่อนะยะ …. เออ นัมจา (เว็บคลิปเอ็กโซ) อัพคลิปแล้วนะ

สถานการณ์ B
TT: นี่ๆ วันนี้ท็อป (T.O.P Bigbang) เปิดอินสตาแกรมแล้วนี่ เห็นยัง ลงรูปกระหน่ำเลย
EXO-L (s) : (เหลือบตาจากหน้าจอมือถือสองวิ) อืม … (เสียงเรียบ) …. แก๊ รีบลงรูปที่ไปถ่ายมาวันนี้เร็ว เออๆๆๆ แปะเครดิตก่อนนะ เอาเครดิตอะไรดี D.O.Love ไหม คิกๆๆๆ คักๆๆๆ เออๆๆๆ โพสอินสตาแกรมด้วย
EXO-L (เบอร์สอง) : เออๆ เดี๋ยวต้องจองตั๋วขากลับใหม่ น้องจะเปลี่ยนไฟล์ทกลับไหม แต่ไม่เป็นไร เรามีตั้งสองไฟล์ทเรียบร้อยแล้ว (ห๊ะ)

Bigeast อย่างชั้นเกาหัวแกร๊กๆ … ดีจังเลย ดีจังเลย

จบ.

เที่ยวบินสุดท้าย?

วันก่อน ตอนที่ชีวิตยังเต็มไปด้วยเปเปอร์วนเวียนประหนึ่งเนื้อคู่ ฉันใช้เวลายามบ่ายคล้อยแอบมานั่งตรงขั้นบันไดของลานหน้าคณะ มันเป็นลานที่ฉันชอบมานั่งคนเดียวในวันที่ฝนไม่ตก แดดไม่แรง และความเหน็บหนาวร้ายกาจยังไม่คืบคลานมาเยือนมหานครโตเกียว ฉันชอบนั่งตรงนี้ราวยี่สิบนาที มองคนเดินผ่านไปผ่านมาตรงหน้า คนหลากหลายวัยหลากหลายสถานภาพทางสังคม ที่เดินวนเวียนแวะผ่านมาโรงพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวอันตั้งอยู่ไม่ไกล้ไม่ไกลตึกคณะของฉันนัก

สักพักเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มที่ฉันโอเคพอจะไปกินข้าวเย็นด้วยได้ก็เดินผ่านมา พวกเขาทักทายไม่กี่คำ จากนั้นฉันก็บ่นว่าหิว แล้วเราก็ลงเอยกันที่ร้านข้าว (ปนเหล้า) ใกล้ๆ ตึกคณะ

ใครสักคนพูดขึ้นมาว่าเขากำลังจะเดินทางไปโซลในช่วงครึ่งหลังของเดือนสิงหาคม ฉันพูดขึ้นมาว่าเด็กจีนสักคนก็กำลังจะไปโซลต้นเดือนนี้ “ทำไมพวกเธอไม่นัดกัน” อีกฝ่ายทำท่าลังเล “ฉันไม่เคยรู้ว่าเด็กจีนคนนั้นจะไปโซล” คนคนนั้นตอบ

ใครสักคนยุให้ใครคนนั้นจัดสรรเวลาเดินทางที่จะได้ไปเที่ยวโซลกับเด็กจีน “เวลาไม่เคยคอยท่า ถ้าชอบเขาก็ลุยเลย”
“เป็นฉันนะ ฉันจะเปลี่ยนไฟล์ทบินให้ได้ไปเที่ยวพร้อมกัน” อยู่ๆ ฉันก็พูดลอยๆ ขึ้นมาตอนที่กำลังเคี้ยวอะโวคาโดกับชีสเข้าปาก
“จริงน่ะ” คนคนนั้นที่ต้องไปโซลถามกลับ
“ฮื่อ ไม่จริงหรอก” ฉันหัวเราะ ก่อนจะยกเบียร์กระป๋องซัปโปโรที่อยู่ตรงหน้ากรอกลงกระเพาะ รสขมฝืดของเบียร์จากทางเหนือทำให้รู้สึกว่าชีวิตอันเต็มไปด้วยเปเปอร์ที่มหานครโตเกียวก็ไม่ได้ขมขื่นเกินไปนักหรอก

ฉันคิดถึงความสัมพันธ์อันมีไม่มากครั้งนักที่ผ่านมาในชีวิต ในช่วงวัยหนึ่ง ฉันเคยสงสัยว่าตัวเองจะมีเรี่ยวแรงทำเรื่องโรแมนติกแบบในหนังรักจำพวก เลิฟ แอคช่วลลี่ ที่ตัวละครเด็กชายวิ่งตามเด็กสาวที่แอบชอบเข้าไปยัง ตม.สนามบิน เพื่อร่ำลากันไหม? คำพูดจำพวกว่า “ชีวิตมันสั้น” และ “สุดท้ายแล้วเธอจะเสียใจในสิ่งที่เธอไม่ได้ทำ มากกว่าสิ่งที่เธอทำลงไป” มันจะเหมาะกับชีวิตสามัญของคนอย่างฉันไหม และประโยคของคาริล ยิบราน ที่บอกว่า “เมื่อความรักเรียกร้อง จงตามมันไป” จะยังใช้ได้ในศตวรรษที่ 21 ที่เราแค่ตาม stalk คนที่เราชอบในเฟซบุ๊คโปรไฟลก็ได้นี่นา…ได้อยู่อีกไหม

ขณะที่กวาดต้อนอะวาคาโดกับชีสเข้าปากเป็นคำสุดท้าย ฉันแอบคิดอยากให้คนคนนั้นเปลี่ยนตั๋วขาไปโซลให้เร็วขึ้นหน่อย เผื่อพวกเขาจะได้มีเวลาเที่ยวด้วยกัน “ฉันรู้สึกว่าโซลน่ะเป็นเมืองของคู่รัก ขณะที่โตเกียวเป็นเมืองที่อนุญาตให้คนโสดมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ” เด็กจีนคนนั้นเคยพูดอย่างนี้ตอนเธอนั่งรถไฟไปตามหาทุ่งข้าว Lily Chou Chou กับฉัน

ฉันอยากให้เธอเปลี่ยนไฟล์ทบิน… ฉันแค่คิด แต่ไม่ได้พูด

เบียร์หยดสุดท้ายถูกหย่อนลงในกระเพาะ ฉันคิดขึ้นมาได้ว่า นอกจากทงบังชินกิแล้ว จะยังมีใครหน้าไหนอีกไหมที่ทำให้ฉันยอมเปลี่ยนไฟล์ทบิน หรือดั้นด้นไปหาท่ามกลางสายลมหนาวอันโหดร้าย … ไม่มีหรอก … 

บางที คาริล ยิบราน อาจจะผิดก็ได้ … ฉันสนับสนุนให้ใครต่อใครเปลี่ยนไฟล์ทบินเพื่อทำสิ่งที่ “คุณจะไม่เสียใจในภายหลัง” นะ แต่สำหรับฉัน ถ้าเมื่อไหร่ที่ฉันยอมเปลี่ยนไฟล์ทบินเพื่อชายหนุ่มที่ไม่ใช่ทงบังชินกิล่ะก็

นั่นแหละ คือการกระทำที่จะทำให้ฉันโคตรเสียใจในภายหลัง … เมื่อมองย้อนกลับมา

19765_310048283234_522678_n

status: confession ของมนุษย์ป้าหลังจากดูซีรีส์​ I hear your voice (2013)

นี่นังอาจุมม่า หล่อนคิดเหรอยะว่าชีวิตของหล่อนน่ะ จะมีเด็กหนุ่มเด็กกว่า 10 ปี ปรากฏกายขึ้นมาเพื่อปกป้องหล่อน แม้ว่าหล่อนจะซกมก ทำห้องรก พูดจาโหวกเหวกเสียงดัง ไม่ค่อยฉลาด แต่ขี้แอ็คเป็นที่หนึ่ง แม้ว่าหล่อนจะกินไวน์ได้เป็นลังๆ แม้ว่าในครัวของหล่อนจะมีช้อนแค่คันเดียวเพราะหล่อนไม่เคยคิดทำกับข้าวให้ใครกิน

หล่อนคิดเหรอยะ ว่าชีวิตของหล่อนน่ะจะเหมือนในซีรีส์เกาหลี ที่มีเด็กหนุ่มเด็กกว่า 10 ปีมาคอยปกป้องคุ้มครองน่ะ

ย่ะ… ชั้นคิดแบบนั้นย่ะ ทำไมยะ ชั้นจะมีความหวังกับชีวิตบ้างไม่ได้รึไง SK II น่ะ รู้จักไหม โบท็อกซ์น่ะ เคยใช้บริการรึเปล่า เทคโนโลยีการแพทย์ พัฒนาการของมวลมนุษยชาติ และความรู้สาขา ป.โท ป.เอก ที่เพียรร่ำเรียนกันนี่ ถ้ามันไม่ได้มาช่วยทำให้ชีวิตชั้นอยู่ได้ด้วยความหวัง พวกแกก็เลิกเรียน เลิกเขียนงานวิจัย เลิกทำแล็บกันไปเลยนะยะะะะะะะะะะ

ชั้นเชื่อพี่ตูนบอดี้สแลมมมมมมม … ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอออออออออออออ (เสียงสูง)

Image

ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และซีรีส์เกาหลี

ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และซีรีส์เกาหลี

แชโบล คือกลุ่มธุรกิจใหญ่ของเกาหลีใต้ ที่เริ่มสร้างเครือข่ายใหญ่โตนับตั้งแต่หลังสงครามเกาหลีจบสิ้น โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ดำเนินนโยบายปกป้องเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการกีดกันสินค้านำเข้าที่จะมาแข่งกับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เช่น รถยนต์ หรือพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้กลุ่มแชโบลอย่าง แดวู ซัมซัง แอลจี เกิดความเข้มแข็ง สะสมความมั่งคั่ง และพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองมาได้จนเข้มแข็ง และเมื่อมี WTO เกิดขึ้น เกาหลีใต้ก็พร้อมจะเปิดประเทศได้ โดยที่ธุรกิจเหล่านี้ก็มีฐานทุนและเทคโนโลยีรองรับแล้ว

แต่แชโบ ก็มีการสร้างสายสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองเช่นกัน ทำให้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ 1997 นั้น พวกธุรกิจที่ไม่ได้เรื่องได้ราว แต่เติบโตมาได้จากภาวะเฟื่องฟูเศรษฐกิจและเน้นสายสัมพันธ์มากกว่าเน้นพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง หลายเจ้าก็ล้มครืนลงไป

พูดเรื่อง แชโบ เพราะพวก “ลูกชายคนรอง” ของกลุ่มนั้นนี้ในซีรีส์เกาหลีนี่คือ พวกแชโบ ทั้งนั้น ทั้งชเวยองโด แห่ง The Heirs จนถึงพระรองใน You Who Came From The Star