[film] Snap: Lost Decade of modern Thailand

 

Snap (2015, Thailand, Kongdej Jaturanrasmee)

A+(100 times)

12507400_10153435159448235_6766345795076627635_n
Snap Movie (2015)

 

In the surface, Snap seems to be a romantic love story about two high school friends who reunited when their old friends get married back in their (former) hometown.

But like we all know, Kongdej’s films are always driven by politics, the fate of small people that were swung by something which is more powerful than ‘love’; it is politics.

Between the military coups d’etat in 2006 and 2014, it is the eight years time, eight years that seems like everything in Thailand was snapped, stopped, and stolen.

“Eight years, but we didn’t achieve anything”, the woman character said in one remarkable scene in the aquarium.

Not because I am Thai, but indeed, since the military coup in 2006, Thailand has become one of the most interesting countries for scholars who are interested in the ‘memory building’, since we, people who live in the country, choose to forget something, create new grand narrative history, and sometimes not so sure, about what happened around us.

Snap was first released in Tokyo International Films Festival last year, before it returned to its home country in the end of 2015. Since it was surrounded by many domestic political events in the film, I wonder how the foreign audiences would interpret it.

Snap discusses a lot about the distorted “memory”, how we remember, forget, and interpret things, events, and people. Sometimes, in the same event, it is shocking to realize that what we choose to remember is totally different.

If you are interested to know more about modern Thailand in the Lost (memory) Decade, this is the film for you.

Advertisements

[review] Hormones Season 2

Hormones Season 2

Screen Shot 2014-10-13 at 2.18.27 PM Screen Shot 2014-10-13 at 3.01.30 PM Screen Shot 2014-10-13 at 3.03.05 PM

เหมือนที่มิตรสหายท่านหนึ่งว่าไว้ ฮอร์โมนคือซีรีย์อนุรักษ์นิยมที่นำเสนอประเด็นแรงๆ มาเป็นจุดขายของหนัง มากกว่าจะบอกว่ามันสนับสนุนประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงเหล่านั้น (Queer / LGBT / Pro-choice/ ลัทธิสไปรท์ และอื่นๆ) เพราะสุดท้าย ท่าทีของซีรีย์ ก็กลับไปสู่โลกที่ว่า การตัดสินใจของเด็กวัยรุ่นบางครั้งก็บกพร่อง เมื่อคิดจะออกนอกลู่นอกทาง ความเสียหายบางอย่างจะเกิดขึ้น (ตอน “ไผ่” ชัดเจนมาก) ท้ายที่สุด ฮอร์โมนจึงมีท่าทีประนีประนอมที่ค่อนข้างสูงมาก

ดังนั้น เราจึงพูดไม่ได้เต็มปากว่า ฮอร์โมน นำเสนอประเด็นที่กล้าหาญ แต่ใน EP ที่ดีที่สุดของซีซันนี้ (คือ EP “ออย”) เมื่อตัวซีรีย์กลับมาแตะประเด็นที่เล็กที่สุดมากกว่าประเด็นคอนโทรเวอเชียลอื่นๆ มันกลับเป็นตอนที่ทรงพลังที่สุด เรื่องสามัญเล็กๆ ของ “ออย” ผู้ไร้ตัวตน (เสียเหลือเกิน) เรื่องความอยากมีที่ทาง ความหวังเล็กๆ น้อยๆ ของเด็กโดดเดี่ยวในโรงเรียนมัธยม (ทำไมชั้นเขียนดูอิน ><)

EP “ไผ่” เป็นอีกตอนที่ทรงพลัง แต่ความทรงพลังอยู่ที่นักแสดงรับเชิญอย่าง “เฟิร์น” กับชีวิตและความฝันของเธอมากกว่า ขณะที่หลายๆ ตอนของซีซันนี้ดู “อะไรของมึง” (อาทิตอน “วิน”) แต่ตอน “ไผ่” บทสนทนาระหว่าง ไผ่กับเฟิร์น มันดูทำให้เราจุกได้สิ้นดี จุกในความหมายที่แปลว่าเจ็บ แต่ดี

EP “ปัจฉิม” หรือตอน 13 เป็นตอนที่เชียร์ขนมปังรัวๆ โอเค…เต้ยกับต้าเหมาะกัน และขอให้พวกเธอโชคดี แต่หลังจากที่พวกเธอทำชีวิตคนอื่นฉิบหายป่นปี้เพราะความโลเลของตัวเองมาขนาดนี้ (กว่าจะรู้ใจตัวเองมรึงช้ามากนังเต้ย มึงไม่ควรเอ็นท์ติดใดๆ ทั้งปวง นังสมองช้า!) พวกเธอก็ไม่ควรมาหวังอย่างงี่เง่าโลกสวยว่าคนอื่นควรให้อภัยพวกเธอในเร็ววัน ฉากเต้ยเอาการ์ดไปให้ขนมปัง …อิเต้ย มรึงทำเพื่อความสบายใจของตัวเองล้วนๆ เว้ยเฮ้ย มรึงไม่ได้ห่วงอะไรจิตใจน้องเขาเลย อินางฟ้า! … ประเด็น “เต้ย” กับ “ขนมปัง” เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากว่าใครรู้สึกกับสองคนนี้ยังไง เพราะฟีดนิวส์เราตั้งแต่ตอนที่ทะเลแล้ว แตกแยกออกเป็นหลายสาย นี่นับแค่ความเห็นของผู้หญิงล้วนๆ ไม่นับผู้ชาย (เพราะผู้ชายย่อมเชียร์อิเต้ย!) คือบางคนก็นิยามขนมปังว่า “แรดเงียบ” ขณะเดียวกัน คำนิยามนี้ก็ถูกใช้กับ “เต้ย” ด้วยเช่นกัน …ซึ่งนับว่าน่าสนใจดีที่จะคอยไล่อ่าน ว่าเพื่อนๆ เรารู้สึกกับสองคนนี้ยังไง

ยังไงก็แล้วแต่ ฉากขนมปังยืนขวางกั้นกางทำลายความโรแมนติกระหว่างเต้ยกับต้า เป็นฉากที่ชอบที่สุด และรีดูซ้ำที่สุด (จิตด้านมืดเริ่มทำงาน) พอรีดูซ้ำก็จะเริ่มกลัวตัวเอง 555 มันเหมือนสะท้อนว่า เราเชื่อเรื่องการให้อภัย แต่เราก็เชื่อเรื่องที่ว่า การตอบโต้เป็นสิ่งจำเป็น เรายังแอบคิดเลยว่า มันควรมีสักคน ทำให้ต้าเต้ยรู้สึกสำนึกได้บ้างว่า …มรึงได้ทำร้ายจิตใจคนอื่นอย่างตาใสกันขนาดไหน ในนามของความสับสนนี่ ‪#‎เริ่มอิน‬

ด้วยเหตุนี้ เราจึงประกาศตนอยู่ทีมขนมปังนั่นแล ‪#‎สุดท้ายเธอก็ได้แฟนหล่อที่ชั้นเล็งไว้ตลอดทั้งเรื่อง‬ ‪#‎น้องนักร้องนำำำำำำ‬ ‪#‎เขิน‬ #ส่วนออยเอ็นท์ให้ติดออกมาทำงานได้เงินเยอะๆแล้วหนูค่อยซื้ออาร์มานี่ซิลค์อิลูมิเนชั่นฟาวเดชั่นมาใช้นะลูก ‪#‎อ้าวไม่เกี่ยวเหรอ‬

[film] Solanin : The portrait of the hardship of becoming adulthood

Solanin
(2010, Japanese, directed by Takahiro Miki, manga by Inio Asano)

3/5

The portrait of the hardship of becoming adults 

 

Solanin image 01


I may expect more, then I feel a bit unsatisfied, maybe because I am not in that region of twenty something anymore, or maybe, maybe, maybe, (you can type a million “maybe”.)

It’s story about young graduates who feel not satisfied about their lives, asking about the meaning of it, if it, itself, is not meaningless. A young man who once has a dream, seeking it, and, yes, truth always hurts, or maybe his time hasn’t arrived yet.

A young woman who doesn’t know what her dream is, she just know that she is happy standing by a young man’s side. One thing she likes is that listening to a guitarist man talking, she usually likes that part.

Young people in the modern-day Japan, who live in the era that the economic is not that “great” anymore, dream that is hard to achieve, life that is not easy to bargaining with.

Aoi Miyazaki is at her best in this film, but the film itself, may not be for the “now” me.

September 2nd, 2014.

[film] Boyhood (USA, 2014, Richard Linklater)

Boyhood (USA, 2014, Richard Linklater)

5/5

A film that captured of a boy’s life since May 2002 to October 2013, 11 years that him and people around him have grown up, or in the other word, grown old. This film is special because Linklater (the director) spent the actual 11 years to film this life story. It’s not that dramatic life story, Mason Jr. (Ellar Coltrane) has spent the young and the youth just like many American middle-class kids, primary school, junior high, Obama’s first presidential era, and Beyonce & Lady Gaga MV, Facebook, and etc. 

Ethan Hawke played as Mason (the father), but most of the time, I felt like he is Jesse from “Before Midnight”, another film which directed by Linklater. Maybe both Hawke and Linklater forgot that were shooting for “Boyhood”, maybe they confused that they were filming “Manhood” instead. (well, although I am a big fangirl of Hawke, but this is not definitely a compliment.)

Anyway, love this scene in this picture. It reminds me of “22 years-old me” and the tranquil day near the lake with two good friends,

just right before I had to begin my “adulthood”,

and begin a life. 

 

boyhood-film


“Life is expensive, you know?”Mason the father told Mason Jr. while they were camping together one day.

[Review]: I Hear Your Voice

I Hear Your Voice (2013, 18 episodes, South Korea)

เป็นซีรีส์ที่ดูตอนแรกเพราะมนุษย์ป้าสองคนยุ แถมพอพบว่าเป็นเรื่องของทนายสาวกับเด็กหนุ่มมัธยม (yes! เด็กชายมัธยม) ตรูก็ยิ่งร้องกรี๊ดดดดดดดด … ตอนแรกดูแบบไม่ได้สนใจประเด็นกฎหมายอะไรในละครทั้งนั้น แต่พอดูจบแล้ว รู้สึกเลยว่า “เฮ้ย มันเป็นซีรีส์ที่ดีนะ” คือซีรีส์เกาหลีนี่จะโดนเปรียบเทียบกับซีรีส์ญี่ปุ่นและซีรีส์ฝรั่งอยู่แล้ว และถ้าเทียบกับความสมจริง เราก็ไม่แน่ใจว่ามันควรเอาไปเทียบเคียงกันไหม แต่ในประเด็นที่มันตั้งคำถามกับกระบวนการยุติธรรม และร้อยเรียงความกุ๊กกิ๊กเข้ามาด้วย มัน “ดีงาม” ในจุดยืนของมัน จุดยืนของละครจากประเทศที่เมื่อสิบปีก่อน ก็ยังทำละครออกมาได้น้ำเน่าพอๆ กับละครไทยอยู่เลย

เอาล่ะ พอโดนหลอกให้ดูต่อภายใต้ฉากหน้าเหล่านี้ เราก็จะพบว่า มันเป็นละครที่ท้าทาย moral หรือศีลธรรม หลายอย่างในตัวเรามาก ( moral แปลว่า ศีลธรรมได้ไหมวะ หรือต้องใช้ว่า virtue อ่ะ)

เรื่องย่อของมันคือ ตอนที่นางเอกอยู่ ม.ต้น นางกับชะนีที่ไม่ถูกกันได้บังเอิญไปเห็นการฆาตกรรมกลางดึกเข้า นางเอกถ่ายรูปไว้ แต่มือถือดันมีเสียง “ยิ้มหน่อย” ดังขึ้น คนร้ายเลยหันมาวิ่งไล่สองคนนั้นแทน ทำให้เด็กชายคนหนึ่งรอดชีวิตจากการฆาตกรรมที่กำลังเกิด ส่วนนางสองคนนั้น คนร้ายจับตัวนางไม่ได้ แต่ก็ได้ขู่พวกนางสองคนไว้ว่าห้ามไปเป็นพยานในศาล ถ้าไปเป็นพยาน เขาจะตามล่าล้างแค้นและตามทำลายล้าง นางเอกกับชะนีเด็กที่ไม่ถูกกันท้ากันไปศาลเพราะอยากเอาชนะว่า “ชั้นกล้าหาญกว่าเธอ” แต่ในวินาทีสุดท้าย ชะนีเด็กอีกคนเปลี่ยนใจไม่ไป นางเอกต้องไปยืนปะจันหน้ากับฆาตกรกลางศาล และทำให้ฆาตกรคนนั้นเข้าคุกได้ด้วยหลักฐานในมือถือ ความกล้าหาญของนางเอกในครั้งนั้นถูกจดจำโดยเด็กชายที่รอดชีวิต สิบปีผ่านมา นางเอกได้กลายเป็นทนายรัฐ เด็กชายที่กำพร้าพ่อจากเหตุฆาตกรรมได้กลายเป็นเด็กมัธยมปลายที่มีความสามารถในการอ่านใจคนได้ และในเดือนที่พวกเขาสองคนกลับมาเจอกัน ฆาตกรคนเดิมก็พ้นโทษพอดี

ถ้ามันเล่นกับพล็อตขาว-ดำ มันคงกลายเป็นละครแบนราบน่าเบื่อไปอีกเรื่อง เรื่องของนางเอกผู้อยากช่วยเหลือคนยาก กับเด็กหนุ่มผู้คนปกป้องเธอ … เปล่าเลย นางเอกมาเป็นทนายรัฐเพราะนางบอกว่าทำเพื่อเงิน นางเป็นคนไม่ถ่อมตน หัวรั้น และแทบไม่เคยขอบใจใคร พร้อมกันนั้นยังมีตัวละครมากมายที่รายรอบ จากต้นเรื่อง ไปกลางเรื่อง จนปลายเรื่อง เราจะพบพัฒนาการตัวละคร แน่ละ มันดู “เรื่องแต่ง”มาก ถ้าบอกว่าชีวิตทุกคนต้องมีพัฒนาการ แต่พัฒนาการของเรื่องนี้มาพร้อมกับประเด็นที่ท้าทายศีลธรรมในใจเรา เราควรยึดหลัก กม.ไหม ถ้าเรารู้ว่า กม.นั้นจะปล่อยคนร้ายไปแน่ๆ เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ เมื่อเราตกเป็นเหยื่อจากความเลวร้ายของระบบสังคม เมื่อเหยื่อถูกชะตาผลักให้เป็นฆาตกร เราควรโทษสังคม หรือโทษตัวเรา แล้วเราจะให้อภัยคนที่ฆ่าพ่อฆ่าแม่เราได้ไหม ถ้าเขาพ้นโทษออกมาแล้ว บลาๆ คำถามเหล่านี้คือคำถามในละคร แต่มันก็เป็นคำถามที่กระโดดออกมาสู่สถานการณ์จริงของสังคมไทยได้เหมือนกัน

มีหลายๆ ซีน หลายๆ คดี ที่ทำให้คิดถึงกรณีการพิพากษาในเมืองไทย (ทั้งคดีการเมืองและการมุ้ง) หลักฐานที่ไม่อาจระบุตัวคนร้ายได้จริงๆ ควรจะใช้พิพากษาให้ชีวิตคนๆ หนึ่งต้องติดคุก ถึง 26 ปีไหม (เหมือนตัวละครที่โดนกล่าวหาว่าฆ่าหั่นศพเมียตัวเองทั้งที่ยังคลุมเคลือ) หรือในกรณีเดียวกันเลยที่คนร้ายจัดฉากให้ตัวเองรอดคดี แต่ศาลก็ต้องปล่อยตัวไปเพราะมันมี “กฎบ้าๆ” ที่นางเอกเรียกว่า ต้องยอมปล่อยคนร้ายสิบคนไป เพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์จากการติดคุกฟรี 1 คน …ความจริงใช้ไม่ได้เมื่อไม่มีหลักฐาน สามัญสำนึก (คอมมอนเซนส์) ที่บอกว่า “แม้แต่เด็ก ป. 1 ยังมองออกว่าใครผิด” ใช้ไม่ได้ในกรณีนี้ เพราะในศาลนั้น การขาดไร้หลักฐานก็ไม่ต่างกับการ “มโน” ไปเองของเหล่าแฟนเกิร์ลแต่อย่างใด

นอกจากความเข้มข้นของเนื้อหา มันยังเป็นละครที่ทำให้เห็นว่า อาชีพๆ หนึ่งต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ถ้าอยากก้าวเดินสู่เส้นทางสายเหล่านี้ มันเป็นละครที่ทำให้เรารู้ว่า การยอมรับความผิดพลาดว่าตัดสินคดีผิด การยอมรับว่าได้ทำลายชีวิตคนอื่นไป การยอมก้มหัวขอโทษ มันเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต มันเป็นส่วนหนึ่งของทุกอาชีพ

ฉากที่ชอบที่สุดคือฉากที่พระเอกในวัยมัธยมปลาย ใส่สูทผูกไท้ไปหาทนายชา แล้วพูดจาโอหัง ก่อนจะโดนทนายชาสวนมาว่า การเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่แค่การแต่งตัวเลียนแบบผู้ใหญ่ มันไม่ได้หมายความว่าคนใส่สูทผูกไท้ทุกคนจะเป็นผู้ใหญ่ แต่มันคือการดูแลตัวเองและคนที่ตัวเองรักให้ได้ … ในวิถีทางที่ถูกต้อง

นั่นต่างหาก คือการเป็นผู้ใหญ่ที่แท้จริง

หมายเหตุ: ดูย้อนหลัง I Hear Your Voice ได้ที่ http://www.kodhit.com

Image

Frances Ha

Frances Ha (USA, 2012, Noah Baumbach)

 

1400697_10151809785463235_986041908_o

“Everybody is Frances.”

Frances is a 27 year olds woman, who shares an apartment in New York with Sophie, her bestie. Even reaching the age of 27, she is still an apprentice in The Company, not a real dancer yet. One day, her boyfriend asks her to move to live together, and she refuses because it is much more fun living with Sophie. Then Frances break up with him because of this decision, but find out later that Sophie is about to move to live with another friend which Frances doesn’t like at all.

After that, the director leads us to see her struggling 20 something life in New York. Just like most of us, Frances drink, attend the parties, desperately wish dream to come true, and many times feels wonder why everybody’s life seems better than her. Just like most of us, again, Frances has money problem and sometimes feel competing with her best friend.

Noah Baumbach did it best again in this film, and Greta Gerwig is wonderful. Even the surface of the film is kind of like comedy, but it is a heartbreaking film. I am agree with  Pongson Arunsintaweeporn, the Paris scene is really heart-breaking. And I totally understand Frances’s feeling.

5/5. And do not miss it.

 

 

ความรู้สึกหลังจากดู ไตรภาค Before

Before Sunrise (1995) / Before Sunset (2004) / Before Midnight (2013)ในบรรดา 3 เรื่องนี้ คิดว่า Sunset จี๊ดสุด
ขณะที่ Sunrise พอย้อนดูตอนนี้ ก็รู้สึกว่า “อืม…เหรอ” มันน่ารักดี บางทีก็ชวนน้ำตาไหลคิดถึงอดีตอันแสนหวาน ชีวิตที่เปี่ยมด้วยความหวังแบบข้นคลั่ก จะต้องได้แต่งกับคนที่ขึ้นปก forbes list under 30 แน่ตรู ราวๆ นั้น

Midnight เป็นอะไรที่ก้ำกึ่งระหว่างรำคาญ intellectual ประสาทแดกไปป่ะ เมียเป็น feminist activists ที่ขี้กังวลเรื่องว่าชั้นเป็นแม่และเมียที่โหลยโท่ยป่ะวะ (แย้งๆ กันป่ะ แต่เข้าใจเธอนะเซลีน) ผัวเป็นนักเขียนที่น่าจะขายดีนะ มีคนเอาไปแปลเป็นเวอร์ชั่นกรีกด้วย มันก็แบบ…ไงดีล่ะ คงจะ intellectual คิดอะไรกันเยอะ … เยอะ … เยอะ

พอมองดูความสัมพันธ์ของคู่ผัวตัวเมียในบ้านกุดปลาค้าวแล้ว … มันก็เลยแบบ
ในหนังดูเย๊อะ เยอะ ไปจนติดจะน่ารำคาญ

แต่ก็มีซีนที่ชวนจี๊ด ชวนขำ … ก้ำกึ่งว่ารำคาญ กับว่าชอบ

Sunset คือความเพอร์เฟกซ์ของทุกอย่าง มันมีความผิดหวัง มีจี๊ด มีร้าวราน แต่ก็มีความคลุมเครือว่าสองคนนั้นจะได้กันป่ะวะ จะลงเอยกันไหม มันมีลุ้น มีหวัง ท่ามกลางความหมดหวังของ romantic love มันมีความหวังของ realistic love เกิดขึ้น

Wish Us Luck ขอให้เราโชคดี

WISH US LUCK ขอให้เราโชคดี

คือหนังสารคดีโดย วรรณแวว และ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ เป็นเรื่องราวบทบันทึกการเดินทางของสองฝาแฝด จากอังกฤษกลับบ้าน กทม. ด้วยรถไฟเป็นเวลา 1 เดือน

 

65539_10151514304060804_397392031_n

 

จริงๆ ดูหนังเรื่องนี้ตอนรอบที่ฉายต้นปี 2012 (ไม่ใช่ 2013)
เกือบลืมไปเลยว่ารู้สึกอย่างไรกับมัน
วันนี้เพิ่งได้คุยกับพี่คนหนึ่ง เลยระลึกชาติได้ว่าตอนที่ดูนั้น รู้สึกอย่างไร

เรา “ชอบ” ประเด็นความสัมพันธ์ของฝาแฝด ชอบอาการทะเลาะกัน รักกัน แต่ก็มีบางเสี้ยวของความเป็นชะนีที่อยากกลั่นแกล้งกันอยู่ (ชะนีทุกคนล้วนเป็นชะนีค่ะ อย่าแอ๊บแมน คุณหลอกโลกใบนี้ไม่ได้)

แต่เรา “เฉยมากๆ” ในประเด็นความสัมพันธ์ที่พวกเธอมีต่อสิ่งรอบตัว…ตลอดการเดินทางนี้
นี่คือเรื่องของเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลาง ปฏิสัมพันธ์ที่พวกเธอมีต่อคนที่รายล้อมตลอดการเดินทางนั้น เป็นไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ แบบที่เด็กในครอบครัวชนชั้นกลางมีต่อผู้คนแปลกหน้า (ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลก)

ตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกไม่ต่างอะไรกับเวลาใครสักคนชวนเราว่า “ไปค่ายกันไหม ไปสร้างห้องสมุดให้ชุมชน” โดยที่อาจจะไม่ได้ใส่ใจเลยว่า สร้างเสร็จแล้ว หนังสือแบบไหนจะเดินทางมาสู่ชุมชน ไม่ได้สนใจว่าควรจะคุยกับคนในชุมชนไหม มาสร้างเสร็จแล้วก็จากไป

แต่แน่ล่ะ คำถามคือ ในวัย 20 กว่าๆ อย่างนี้ … จะให้พวกเธอเดินทางด้วยสายตาแบบเสกสรรค์ ประเสริฐกุล หรือรายการ คนค้นคน เหรอย๊าาาาาาาาาาาาาาา

ทว่าขอยืนยันอีกครั้งว่า…นี่คือหนังโคตรชนชั้นกลาง ที่สร้างมาเพื่อให้คนชั้นกลางมีความฝันด้านการเดินทางด้วยกัน ชื่นชม (ซึ่งมันไม่ได้ผิดเลยแม้แต่น้อย)

ลงชื่อ ชะนีชนชั้นกลางที่อิจฉาและอยากมีเงินไปเที่ยวบ้าง (อย่าให้ตรูได้ทุน full จาก World Bank นะ)