เที่ยวบินสุดท้าย?

วันก่อน ตอนที่ชีวิตยังเต็มไปด้วยเปเปอร์วนเวียนประหนึ่งเนื้อคู่ ฉันใช้เวลายามบ่ายคล้อยแอบมานั่งตรงขั้นบันไดของลานหน้าคณะ มันเป็นลานที่ฉันชอบมานั่งคนเดียวในวันที่ฝนไม่ตก แดดไม่แรง และความเหน็บหนาวร้ายกาจยังไม่คืบคลานมาเยือนมหานครโตเกียว ฉันชอบนั่งตรงนี้ราวยี่สิบนาที มองคนเดินผ่านไปผ่านมาตรงหน้า คนหลากหลายวัยหลากหลายสถานภาพทางสังคม ที่เดินวนเวียนแวะผ่านมาโรงพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวอันตั้งอยู่ไม่ไกล้ไม่ไกลตึกคณะของฉันนัก

สักพักเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มที่ฉันโอเคพอจะไปกินข้าวเย็นด้วยได้ก็เดินผ่านมา พวกเขาทักทายไม่กี่คำ จากนั้นฉันก็บ่นว่าหิว แล้วเราก็ลงเอยกันที่ร้านข้าว (ปนเหล้า) ใกล้ๆ ตึกคณะ

ใครสักคนพูดขึ้นมาว่าเขากำลังจะเดินทางไปโซลในช่วงครึ่งหลังของเดือนสิงหาคม ฉันพูดขึ้นมาว่าเด็กจีนสักคนก็กำลังจะไปโซลต้นเดือนนี้ “ทำไมพวกเธอไม่นัดกัน” อีกฝ่ายทำท่าลังเล “ฉันไม่เคยรู้ว่าเด็กจีนคนนั้นจะไปโซล” คนคนนั้นตอบ

ใครสักคนยุให้ใครคนนั้นจัดสรรเวลาเดินทางที่จะได้ไปเที่ยวโซลกับเด็กจีน “เวลาไม่เคยคอยท่า ถ้าชอบเขาก็ลุยเลย”
“เป็นฉันนะ ฉันจะเปลี่ยนไฟล์ทบินให้ได้ไปเที่ยวพร้อมกัน” อยู่ๆ ฉันก็พูดลอยๆ ขึ้นมาตอนที่กำลังเคี้ยวอะโวคาโดกับชีสเข้าปาก
“จริงน่ะ” คนคนนั้นที่ต้องไปโซลถามกลับ
“ฮื่อ ไม่จริงหรอก” ฉันหัวเราะ ก่อนจะยกเบียร์กระป๋องซัปโปโรที่อยู่ตรงหน้ากรอกลงกระเพาะ รสขมฝืดของเบียร์จากทางเหนือทำให้รู้สึกว่าชีวิตอันเต็มไปด้วยเปเปอร์ที่มหานครโตเกียวก็ไม่ได้ขมขื่นเกินไปนักหรอก

ฉันคิดถึงความสัมพันธ์อันมีไม่มากครั้งนักที่ผ่านมาในชีวิต ในช่วงวัยหนึ่ง ฉันเคยสงสัยว่าตัวเองจะมีเรี่ยวแรงทำเรื่องโรแมนติกแบบในหนังรักจำพวก เลิฟ แอคช่วลลี่ ที่ตัวละครเด็กชายวิ่งตามเด็กสาวที่แอบชอบเข้าไปยัง ตม.สนามบิน เพื่อร่ำลากันไหม? คำพูดจำพวกว่า “ชีวิตมันสั้น” และ “สุดท้ายแล้วเธอจะเสียใจในสิ่งที่เธอไม่ได้ทำ มากกว่าสิ่งที่เธอทำลงไป” มันจะเหมาะกับชีวิตสามัญของคนอย่างฉันไหม และประโยคของคาริล ยิบราน ที่บอกว่า “เมื่อความรักเรียกร้อง จงตามมันไป” จะยังใช้ได้ในศตวรรษที่ 21 ที่เราแค่ตาม stalk คนที่เราชอบในเฟซบุ๊คโปรไฟลก็ได้นี่นา…ได้อยู่อีกไหม

ขณะที่กวาดต้อนอะวาคาโดกับชีสเข้าปากเป็นคำสุดท้าย ฉันแอบคิดอยากให้คนคนนั้นเปลี่ยนตั๋วขาไปโซลให้เร็วขึ้นหน่อย เผื่อพวกเขาจะได้มีเวลาเที่ยวด้วยกัน “ฉันรู้สึกว่าโซลน่ะเป็นเมืองของคู่รัก ขณะที่โตเกียวเป็นเมืองที่อนุญาตให้คนโสดมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ” เด็กจีนคนนั้นเคยพูดอย่างนี้ตอนเธอนั่งรถไฟไปตามหาทุ่งข้าว Lily Chou Chou กับฉัน

ฉันอยากให้เธอเปลี่ยนไฟล์ทบิน… ฉันแค่คิด แต่ไม่ได้พูด

เบียร์หยดสุดท้ายถูกหย่อนลงในกระเพาะ ฉันคิดขึ้นมาได้ว่า นอกจากทงบังชินกิแล้ว จะยังมีใครหน้าไหนอีกไหมที่ทำให้ฉันยอมเปลี่ยนไฟล์ทบิน หรือดั้นด้นไปหาท่ามกลางสายลมหนาวอันโหดร้าย … ไม่มีหรอก … 

บางที คาริล ยิบราน อาจจะผิดก็ได้ … ฉันสนับสนุนให้ใครต่อใครเปลี่ยนไฟล์ทบินเพื่อทำสิ่งที่ “คุณจะไม่เสียใจในภายหลัง” นะ แต่สำหรับฉัน ถ้าเมื่อไหร่ที่ฉันยอมเปลี่ยนไฟล์ทบินเพื่อชายหนุ่มที่ไม่ใช่ทงบังชินกิล่ะก็

นั่นแหละ คือการกระทำที่จะทำให้ฉันโคตรเสียใจในภายหลัง … เมื่อมองย้อนกลับมา

19765_310048283234_522678_n

Advertisements

ทุกคนล้วนมี “โตเกียว” เป็นของตัวเอง

ช่วงก่อนคริสต์มาสปีก่อน มีเพื่อนของรุ่นพี่คนหนึ่งแวะมาโตเกียว เวลาใกล้สองทุ่มแล้ว เราหิวกันมาก เราเลยเดินหาร้านกินดื่มแถวอาเมะโยโก (Ameyoko) ตลาดกินดื่มค้าขายสำคัญย่านอุเอโนะ

แม้ทั้งรุ่นพี่และติ๊กต่อกจะเป็นเด็กโตไดทั้งคู่ แถมอีกคนก็พูดเขียนอ่านฟังภาษาญี่ปุ่นอย่างกับกำเนิดที่ญี่ปุ่นเอง (นางเขียนธีสิสปริญญาเอกเป็นภาษาญี่ปุ่นเลยนะ) และถึงแม้ย่านอาเมะโยโกจะถูกขนานนามว่าเป็นย่านกินดื่มของเด็กโตได (ย่านของพวกปริญญาตรีอ่ะดิ) แต่เราก็ไม่ได้เชี่ยวชาญร้านกินดื่มในอาเมะโยโกแต่อย่างใด ไม่รู้เหนือรู้ใต้ว่าร้านไหนอร่อยเลยด้วยซ้ำ ขณะที่หิวไส้แทบกิ่วกลางสายลมหนาวของเดือนธันวาคมนั้น เราก็เหลือบไปเห็นป้ายร้านหนึ่งที่ถ่ายภาพเมนูอาหารได้ดูดีมาก ร้านอยู่ชั้นใต้ดิน เราก็ชั่งใจกันอยู่ราว 5 วินาที ก่อนจะพยักหน้าทำสัญญาประชาคมแล้วเดินลงไปสั่งเมนูในร้าน

สรุปว่ามันเป็นร้านที่อร่อยทุกเมนู ตั้งแต่ของทอด ต้ม ยันไปถึงสาเก !!!

เคยคุยกับพี่โอ๋ว่า บางทีด้วยความไม่รู้ เราก็มักจะพบเจอ “ร้านที่เป็นของเราเอง” ร้านที่เราไม่ได้ตามอ่านในรีวิว (เพราะถึงอ่าน เราก็หาพิกัดไม่เจอกันอยู่ดี … ด้วยความง่าวส่วนบุคคล XD) แต่เป็นร้านที่เราบังเอิญจิ้มเอา บางทีแทงหวยผิด เจอร้านห่วยแตกก็มีบ้าง (แต่น้อย) ทว่าบางทีก็เจอร้านแบบเหนือความคาดหมาย อย่างพี่โอ๋ที่ไม่สันทัดภาษาญี่ปุ่นเลยแม้แต่น้อยก็ยังเคยเดินจิ้มได้ร้านราเมง (หรืออุด้งหว่า) ที่เป็นสไตล์ที่ขายที่ฮอกไกโดเท่านั้น ปกติแทบไม่มีใครรู้ว่ามันมีร้านที่ขายราเมงแบบนี้นอกฮอกไกโดด้วยเหรอ

ไม่ใช่แค่ร้านอาหารที่เราอาจจะรู้สึกว่ามันเป็น “โตเกียว” ของเรา มันอาจรวมไปถึงหลากหลายสถานที่ วิลเลียม เพื่อนชาวอังกฤษเคยบอกว่า เขารู้สึกผูกพันกับรถไฟเจอาร์สายยามาโนเตะเป็นพิเศษ แม้เขาจะใช้รถไฟใต้ดินเมโทรนั่งไปฝึกงานบ่อยกว่าขึ้นเจอาร์ก็ตาม สำหรับวิลเลียม ยามาโนเตะไลน์คือหนึ่งในสิ่งที่เขาจะคิดถึงมากที่สุดในวันที่เขาห่างจากโตเกียวไป

ฉันเคยอ่านเจอว่ามูราคามิพักในอพาร์ตเม้นท์ใกล้ศาลเจ้าเมจิ เวลาที่อยู่โตเกียว เขามักจะวิ่งรอบจิงงุ ไกเอ็น อันเป็นสวนย่านศาลเจ้าเมจิเสมอ ฉันเคยไปย่านนี้หลายครั้ง ทั้งในช่วงฤดูร้อน ใบไม้ร่วง หรือใบไม้ผลิใบ นี่คือหนึ่งในบริเวณเขียวขจีของเมืองใหญ่อย่างโตเกียว หนึ่งรอบของจิงงุ ไงเอ็น มีระยะทาง 1,325 เมตร มูราคามิชื่นชอบเครื่องหมายบนพื้นถนนทุกร้อยเมตรมาก และสำหรับเขา บริเวณรอบๆ จิงงุ ไกเอ็น ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ในโตเกียวที่เขาผูกพันกับมันมากที่สุด

สำหรับฉัน ฉันชอบร้านราเมงที่อยู่ละแวกสถานีเจอาร์นิชินิปโปริอยู่ร้านหนึ่ง ก่อนเปิดเทอม ฉันมีเวลาว่างมาก จึงเดินไปห้องสมุดชุมชนเสมอ ทำให้ต้องเดินผ่านร้านราเมงนี้เกือบทุกเย็น และทุกเย็นฉันก็จะได้เห็นคนต่อคิวตรงหน้าร้านอย่างอดทนที่สุด ในวันฝนพรำที่ชวนเพรียกหาความอบอุ่นวันหนึ่ง ฉันเลยชวนเพื่อนอีกคนไปจิ้มเสี่ยงเมนูร้านนี้ ก่อนจะพบว่า มันอร่อยมาก และเป็นอีกวันที่ฉันรู้สึกว่า โตเกียวก็ไม่ได้เป็นเมืองที่ “รสขม” นัก

ฉันมารู้ทีหลังจากน้องอีกคนหนึ่งว่าร้านนี้ถือเป็นร้านรสดี และรสดังร้านหนึ่งในเมือง

หน้าร้อนนั้นผ่านไป ใบไม้ร่วงตามมา หิมะของหน้าหนาวแสนขมละลายแล้ว ใบไม้ผลิกุมมือเราอยู่ … ในเมืองที่ซาลารีแมนและร้านค้าปลีกย่อยคือกำลังหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราทุกคนล้วนมีเรื่องเล่าส่วนบุคคล

เราทุกคนล้วนมี “โตเกียว” เป็นของตัวเอง

[ชีวิตอื่น: Gaijin in Tokyo] : เจนนี่กับเหว่ยเหวิน

 

ฉันตั้งชื่อตอนนี้ว่า “เจนนี่กับเหว่ยเหวิน” แต่ ณ​ ขณะนี้ นอกจากเป็นเพื่อนร่วมชาติจีนแผ่นดินใหญ่แล้ว สองคนนี้ไม่ได้เป็นอะไรในเชิงโรแมนติกกันทั้งนั้น (กรุณาสังเกตคำว่า “ณ ขณะนี้”) ฉันเจอสองคนนี้ในเทอมที่แล้ว อันเป็นเทอมแรกในโตไดของฉันกับเจนนี่ แต่เป็นเทอมที่สามของเหว่ยเหวิน

 

ฉันเจอเจนนี่ครั้งแรกในสัปดาห์ที่สองของการเปิดเรียน แต่เป็นสัปดาห์แรกของคลาสวิชาพลังงานความมั่นคง (เพราะสัปดาห์แรกคลาสนี้งด) คลาสนี้เป็นคลาส 20 คนที่จัดสอนในห้องขนาดเล็ก (มาก) ทุกคนจึงมองหน้ากันแว่บเดียวแล้วน่าจะจำได้กันได้หมด จริงๆ ฉันควรจะเขียนว่า “ฉันเจอเหว่ยเหวินในคลาสนี้ด้วยเช่นกัน” แต่ประเด็นคือ ด้วยเหตุผลอะไรไม่รู้ ในคลาสแรกนั้นฉันจำเหว่ยเหวินไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นสำหรับความทรงจำของฉัน ในคลาสแรกของวิชานี้ ฉันจึงรู้สึกว่าตัวเองได้เจอแค่เจนนี่คนเดียวเท่านั้น

 

คลาสแรกของวิชาพลังความมั่นคงเป็นคลาสที่ทำเอาฉันขนหนีดีฝ่อมาก ทุกคนในคลาสล้วนมีความรู้เกี่ยวกับพลังงานกันอย่างดีอยู่แล้ว ฉันจำได้ว่าหนแรกเลย เซนเซก็พูดถึงวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้นในยุคต่างๆ ฉันแทบจะลมจับเมื่อพบว่าตัวเองไม่รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่น้อย แถมทักษะการฟังภาษาอังกฤษของฉันก็แย่มาก ที่สำคัญ ในคลาสนั้น นอกจาก “เคที่” เด็กจีนอายุ 23  ปีที่ช่วยดูแลฉันในช่วงก่อนเปิดเทอมแล้ว ฉันแทบไม่รู้จักคนในคลาสคนอื่นๆ มาก่อนเลย พอได้ยินที่เซนเซบอกว่า “ช่วงท้ายของเทอม พวกคุณต้องจับกลุ่มทำพรีเซนเตชั่นกัน” ระดับความกังวลของฉันก็พุ่งปรี๊ด พอๆ กับที่ทักษะในการพยายามเอาตัวรอดก็เริ่มโผล่หน้ามาเคาะประตู

 

ฉันไปเจอแอคเคาน์เฟซบุ๊คของเจนนี่ในกรุ๊ปคณะ ฉันจำแทบไม่ได้แล้วว่าหน้าตาเธอเป็นไง ฉันรู้แต่ว่า เธอเรียนคลาสเดียวกับฉัน และฉันควรผูกมิตรกับเธอไว้ ฉันเลยส่งคำร้องขอเป็นเพื่อนไป พร้อมกับเขียนข้อความไปบอกเธอว่า “ฉันคิดว่าเราเรียนคลาสวิชาพลังงานความมั่นคงด้วยกัน ฉันชื่อติ๊กต่อกนะ ยินดีที่ได้รู้จัก” จากนั้นวันรุ่งขึ้น เธอตอบรับคำขอเป็นเพื่อน แล้วส่งข้อความกลับมาว่า “ยินดีที่ได้รู้จักติ๊กต่อก ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ” แล้วตลอดสัปดาห์นั้น ฉันก็ไม่ได้เจอเธออีกเลย

 

สัปดาห์ที่สามของการเปิดเทอม ซึ่งถือเป็นสัปดาห์สุดท้ายที่เราจะเลือกลงทะเบียนวิชาอะไรก็ได้ ฉันพบว่าตัวเองมีปัญหากับวิชาหนึ่งที่เคยตั้งใจจะลงเรียน หลังจากใคร่ครวญอะไรบางอย่าง ฉันตัดสินใจตามน้องคนไทยคนหนึ่งไปลองสำรวจวิชานโยบายและความสัมพันธ์ต่างประเทศของจีนยุคใหม่ ที่สอนอยู่ในตึกอันไกลโพ้น (ห่างจากคณะฉันไปสัก 15 นาทีเดิน) ดู ก่อนเข้าคลาส ฉันแวะปรินท์งานที่ตึกคณะสี่ห้าแผ่น ความที่รีบ ทำให้ฉันหยิบเอกสารที่อยู่ในถาดปรินท์ออกมาทั้งหมด แล้วระหว่างเดินไปเรียน ฉันก็ค้นพบว่า ฉันดันหยิบเอาเรซูเม่ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ “หลี่เจีย”​ ติดมือมาด้วย

 

ฉันไม่ได้ตั้งใจจะสอดรู้สอดเห็นเรซูเม่ของใครหน้าไหนหรอกนะ แต่ไหนๆ เผลอหยิบเอกสารติดมือมาแล้ว ฉันลองอ่านข้อมูลดูเผื่อจะหาเบอร์ติดต่อของ “หลี่เจีย” แล้วติดต่อส่งคืนเธอดีกว่า ในกระบวนการ “ลองอ่านดู”​นั้น ฉันพบว่า ผู้หญิงอายุยังไม่ถึงสามสิบปีคนนี้ เรียนจบมาแล้วหนึ่งปริญญาโทก่อนมาที่นี่ (แสดงว่านี่เป็นปริญญาโทใบที่สองของเธอ) เธอเขียนแนะนำตัวเองว่าใช้ภาษาอังกฤษและจีนได้อย่างคล่องแคล่ว ภาษาญี่ปุ่นอยู่ในระดับกลาง เธอเคยทำงานมาแล้วที่ไมโครซอฟท์ (โห) เธอนิยามตัวเองว่าเป็นคนเรียนรู้เร็ว (แตกต่างกับฉันราวฟ้ากับเหว) ในเรซูเม่ของเธอ “หลี่เจีย” ดูเป็นมนุษย์ที่ไม่น่าคบหาเอาเสียเลย … แหม ก็ยัยคนนี้น่ะ ดูจะเก่งไปเสียทุกอย่างทั้งเรียนทั้งทำงานน่ะสิ

พอถึงห้องเรียนวิชานโยบายจีนฯ​ ฉันก็เก็บเรซูเม่ของเธอเข้าแฟ้ม แล้วเริ่มต้นทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ในคลาส จริงๆ คนที่นั่งข้างฉันในคลาสเรียนวันนั้น ก็เป็นอีกคนที่มีประเด็นให้เขียนถึง แต่เอาไว้วันหลังค่อยเล่าแล้วกัน

 

ระหว่างช่วงเบรกที่เซนเซให้พวกเราอภิปรายและถกความคิดเห็นกันเรื่องนโยบายเกาะเตียวหยู (เกาะเซนกากุ) ที่จีนกับญี่ปุ่นมีข้อพิพาทกันอยู่นั้น อยู่ๆ ฉันก็คิดขึ้นมาได้ว่า ชื่อที่เจนนี่ใช้ในเฟซบุ๊คนั้น มันสะกดเหมือนกับชื่อ “หลี่เจีย” ที่อยู่ในเรซูเม่ที่ฉันเผลอหยิบมาเหลือเกิน ฉันเลยลองถ่ายรูปเรซูเม่ แล้วส่งเฟซบุ๊คเมสเซสหาเจนนี่ “เจนนี่ ฉันเผลอหยิบเรซูเม่ใครสักคนมา นี่ใช่เอกสารของเธอรึเปล่า” สามวินาทีหลังเมสเซสถูกส่งไป เธอตอบกลับมาว่า “ใช่แล้ว เรซูเม่ของฉันเอง” “ฉันอยู่ในคลาสวิชาจีนอะไรสักอย่าง เลิกเรียนแล้วเดี๋ยวฉันเอาไปคืนเธอที่คณะนะ” ฉันตอบเธอไปอย่างนั้นพลางเก็บมือถือเก็บเข้ากระเป๋า แต่แล้วสองนาทีหลังจากนั้น ผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินมานั่งข้างฉัน “เธอคือติ๊กต่อกหรือเปล่า” ใครกันวะยัยหน้าจีนผมยาวนี่? ฉันคิดในใจก่อนพยักหน้าตอบ “ฉันคือเจนนี่ไง” อ้าว…สรุปว่า เจนนี่ หรือ “หลี่เจีย” ก็ลงเรียนในคลาสวิชาจีนฯ นี้เช่นกันงั้นรึ

 

และนี่คือเรื่องราวตอนที่เราเจอกันครั้งแรก

 

ส่วนเหว่ยเหวินนั้น ฉันเจอกับเหว่ยเหวินครั้งแรกตอนไหนฉันก็จำไม่ได้แน่ชัด ฉันอาจเจอเหว่ยเหวินตอนคลาสแรกสุดของวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคสำหรับนโยบายสาธารณะ (ชื่อยาวฉิบ) เพราะเขาคือหนึ่งในสองของผู้ช่วยสอน (ที.เอ.) ในคลาสนั้นก็เป็นได้ หรือจริงๆ ฉันอาจจะเจอเขาก่อนหน้านี้แล้วตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดเทอมที่ฉันต้องแวะมาคณะบ่อยๆ แล้วเคยขอความช่วยเหลือจากพวกรุ่นพี่คณะบางคน ฉันอาจจะเจอเขาได้อีกในหลายรูปแบบ…แต่ประเด็นคือ ฉันจำไม่ได้จริงๆ ฉันเริ่มจำเขาได้อีกหนตอนที่เปิดเรียนไปแล้วประมาณเกือบเดือน เขามาเฉลยการบ้านวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคฯ​ อะไรนั่น …​อ้อ จำได้แล้ว ช่วงสองสัปดาห์แรกเหมือนเขาจะมาช่วยสอนเหมือนกัน แต่ฉันโดดเรียนคลาสนั้น (แฮ่) ฉันเลยไม่ได้เจอเขานั่นเอง ฉันมาเจอเขาอีกทีก็ตอนเฉลยโจทย์การบ้านเลย วันนั้นแม้จะมีเด็กปีหนึ่งหลายคนยกมือถามและถกเถียงวิธีแก้โจทย์กับเขาอยู่หลายคน แต่ฉันคิดว่า วิธีที่เหว่ยเหวินใช้อธิบายนั้น เป็นวิธีที่เข้าใจง่ายมากๆ (สำหรับคนสมองช้าอย่างฉัน) พอเลิกคลาสเย็นนั้น ฉันเลยเดินไปบอกเขาว่า “ขอบคุณมากสำหรับวันนี้ ฉันคิดว่าเธออธิบายได้เข้าใจง่ายดี” เขาทำหน้าตกใจว่า “เหรอๆ ฉันนึกว่าฉันอธิบายได้แย่มากเสียอีก” ฉันบอกว่า “ไม่จริงหรอก เธอพยายามอธิบายจากพื้นฐาน ซึ่งสำหรับคนบางคน…อย่างฉันนี่แหละ มันจำเป็นมากที่ต้องเข้าใจจากพื้นฐานก่อน” ถ้าฉันจำไม่ผิด นั่นน่าจะเป็นบทสนทนาแรกสุดของฉันกับเด็กจีนจากกวางตุ้งคนนี้

 

จากนั้น ฉันก็ได้บังเอิญเดินเจอเจนนี่บ้าง เหว่ยเหวินบ้าง เจอในคลาสวิชาพลังงานฯ​ บ้าง แต่เราแทบไม่เคยได้มีโอกาสคุยกันยาวๆ เลย พร้อมๆ กับอากาศที่ค่อยๆ หนาวเย็นลงเรื่อยๆ ทุกคนก็ดูจะยุ่งวุ่นวายกับวิชาเรียน การบ้าน รายงาน พรีเซนเตชั่นของแต่ละคน แล้วในค่ำวันหนึ่งที่ฉันอ่านหนังสืออยู่ที่คณะจนใกล้สองทุ่ม ฉันก็บังเอิญเดินเจอเจนนี่ตรงทางเดินในตึกคณะ ฉันถามเธอว่ากำลังจะกลับบ้านเหรอ เธอบอกว่า กำลังจะไปกินข้าวเย็น ฉันถามว่า ไปกับเพื่อนหรือไปคนเดียว เธอว่า กินคนเดียวนี่แหละ ก่อนจะนั่งรถไฟกลับหอ ฉันเลยบอกว่า อาหารจีนใช่ไหม ถ้าอาหารจีน ฉันขอไปกินด้วยนะ

 

ฉันก็เลยได้ไปนั่งกินข้าวกับเจนนี่ในที่สุด

 

เจนนี่ตัวเป็นๆ แตกต่างจาก “หลี่เจีย” ในเรซูเม่แสนเพอร์เฟ็กต์นั้นอยู่หลายอย่าง อย่างหนึ่งคือเธอดูไม่น่าหมั่นไส้เท่ากับยัยผู้หญิงในเรซูเม่ เธอดูเป็นคนธรรมดาเหมือนพวกเรานี่แหละ ฉันถามเธอว่า ทำไมฉันไม่ค่อยเจอเธอในคลาสพลังงานฯ​ เลย (หมายถึงเธอชอบหายตัวไปนั่นเอง) เธอหัวเราะ ก่อนจะบอกว่า เธอเห็นว่าเซนเซวิชานี้ใจดี แล้วบางทีเธอก็มีธุระนั่นนี่ต้องทำ เธอเลยเลือกโดดวิชานี้แทนที่จะโดดวิชาอื่น (เซนเซผู้ใจดีจะรู้สึกยังไงน้า?) เธอถามฉันว่า ฉันอยู่ปีหนึ่งเหรอ ฉันพยักหน้า “อื้อ…ส่วนเธอเป็นพวกเด็กสองปริญญาหรือเปล่า” คือที่คณะของฉันนี่ มีเด็กจากหลายโปรแกรมเรียนปะปนกันไปหมด เด็กปกติอย่างพวกฉันก็ต้องเรียนที่นี่สองปีจนจบ ส่วนอีกพวก ก็คือแคมปัสเอเชีย ในเวลาสองปี พวกนี้จะต้องหมุนเวียนไปเรียนที่โตเกียว โซล และปักกิ่ง จนครบ พอจบแล้วก็จะได้สามปริญญาโท (โห) ส่วนอีกพวกหนึ่งก็คือจะเป็นเด็กสองปริญญา หมายถึง เรียนหนึ่งปีจากมหาวิทยาลัยหนึ่ง แล้วขอมาเรียนกับอีกที่หนึ่งที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน เช่น เด็กจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่อเมริกา ก็สามารถมาเรียนที่โตไดหนึ่งปี แล้วกลับไปเรียนที่ ม.โคลัมเบีย อีกปี จบแล้วก็จะได้สองปริญญา เป็นต้น เจนนี่นั้นเรียนจบปีหนึ่งจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติที่สิงคโปร์แล้ว เธออยากมาโตเกียว เลยทำเรื่องขอเรียนสองปริญญาที่นี่ ดังนั้น แม้จะเป็นเทอมแรกของเธอที่โตได แต่ดูเหมือนว่า เธอจะเหลือเวลาเรียนอีกไม่นานนัก

 

ฉันถามเธออีกหลายอย่าง ทั้งเรื่องทำนองว่า เธอเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนหรือเปล่า ที่กล้าถามอย่างนี้ เพราะว่าฉันพอจะรู้มาบ้างว่าสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์นั้นมักเป็นพวกเด็กเรียนเก่ง แล้วเจนนี่ก็ดูเป็นคนอย่างนั้น ดูเป็นเด็กที่มีศักยภาพที่พรรคคอมมิวนิสต์น่าจะมาชวนเข้าเป็นสมาชิกน่ะ เธอพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะถามฉันกลับว่า “แต่เธอรู้ใช่ไหมว่าสมาชิกพรรคเดี๋ยวนี้ก็เหมือนเราสมัครเข้าทำงานบริษัทใหญ่นั่นแหละ มันเป็นเรื่องของความมั่นคงในอาชีพการงาน เป็นเรื่องความก้าวหน้าของชีวิต ไม่ใช่อุดมการณ์อะไรนั่นแล้ว” ความที่ฉันเคยอ่านเอกสารพวกนี้มาก่อน ฉันเลยพยักหน้าว่าเข้าใจ แม้ในใจตอนนั้นจะแอบตื่นเต้นหน่อยๆ ที่ได้มีโอกาสนั่งกินข้าวกับสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนเชียวนะ (โว้ย) อยู่ก็ตาม

 

เจนนี่อายุยังไม่ถึงสามสิบ นอกจากความเฉลียวฉลาดที่เธอมีมากกว่าฉันแล้ว ฉันคิดว่าเราเหมือนกันหลายๆ อย่าง จริงๆ จะบอกว่าเราเหมือนกันอาจจะไม่ถูกต้องนัก ที่น่าจะใกล้เคียงคือ เรามีความคิดไปในทางเดียวกันหลายเรื่องมากกว่า เจนนี่ยังไม่ได้แต่งงาน และไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากด้วย เพียงแต่ว่าเธอบอกว่า “มันแค่ยากน่ะ ยากที่จะเจอใครจริงๆ” เธอถามหลังจากรู้อายุฉันว่า “แม่เธอไม่กังวลเหรอที่เธอยังไม่ได้แต่งงาน” ฉันทำหน้ายิ้มๆ บอกเธอว่า แม่ฉันน่าจะกังวลอยู่หรอก แต่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้นี่นา เธอบอกว่าพอเธอได้ปริญญาใบนี้ (อันหมายถึงเธอจะได้ทั้งจาก ม.สิงคโปร์ และ ม.โตเกียว) เธอจะเป็นหญิงสาวผู้มีสามปริญญาโททันที และ “ฉันคงหางานทำที่โตเกียวนี่แหละ” เจนนี่เป็นเหมือนเด็กจีนเก่งๆ จำนวนมากในญี่ปุ่น ที่อยากปักหลักทำงานที่นี่ก่อน ดังนั้น นอกจากจะพยายามตั้งใจเรียนในคลาสเรียนปกติแล้ว เธอเลยต้องแบ่งปันเวลาไปตั้งใจกับคลาสภาษาญี่ปุ่นด้วย เหตุผลที่เธออยากปักหลักอยู่ญี่ปุ่นก่อน ก็ไม่มีอะไรมากกว่า “มันคือโอกาส คนจีนน่ะถ้าเคยทำงานที่บริษัทญี่ปุ่นแล้ว ถ้ากลับไปเมืองจีน โอกาสดีๆ อีกมากก็จะวิ่งเข้ามาหาเอง” ฉันถามเธอว่าแล้วพรรคจะไม่ว่าอะไรเหรอถ้าเธอทำงานที่ญี่ปุ่น เจนนี่หัวเราะ ก่อนบอก “การเป็นสมาชิกพรรคสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว มันไม่ได้การันตีว่าเราจะมีโอกาสทำงานกับพรรคเสียหน่อย เราอาจมีโอกาสมากกว่าคนอื่น เพราะสังคมเชื่อแล้วว่าคนที่ถูกเลือกให้เป็นสมาชิกต้องมีดีพอตัว แต่ถ้าเราไม่อยากทำงานที่เมืองจีน ก็ใช่ว่าพรรคจะมีสิทธิห้าม หรือมีสิทธิมาจัดการปิดปาก” ตรงคำว่า “ปิดปาก” นั้น เธอใช้คำภาษาอังกฤษว่า​ “kill” นั่นเอง

 

 

กลับมาที่เหว่ยเหวินบ้าง ก่อนโตไดจะปิดคริสต์มาสและปีใหม่เป็นระยะสองสัปดาห์ เซนเซคลาสวิชาความมั่นคงด้านพลังงานสั่งให้พวกเราจับกลุ่มและเสนอหัวข้อพรีเซนเตชั่นที่จะเกิดขึ้นหลังปีใหม่ วันนั้นฉันนั่งข้างเหว่ยเหวินพอดี ฉันเลยหันไปถามเขาว่า “เธอสนใจทำหัวข้อเรื่องพลังงานทางเลือกในจีนไหม” เหว่ยเหวินทำหน้านิ่งไปเล็กน้อย คงสงสัยว่า ฉันต้องการสื่อสารอะไรกับแน่ ฉันเลยบอกต่อว่า “ฉันเคยคุยกับเจนนี่ไว้แล้วว่าอยากทำเรื่องนโยบายพลังงานในจีน เธอมีกลุ่มหรือยัง ถ้ายัง เรามาอยู่กลุ่มเดียวกันไหม เธอ ฉัน เจนนี่” วันนั้นเจนนี่ไม่ได้เข้าเรียน เหว่ยเหวินดูจะไม่มีตัวช่วยในการขอความเห็น (ฮา) เขาเลยขอเฟซบุ๊กฉันไว้ แล้วสักพักเขาก็เขียนข้อความใส่กระดาษถามว่า “ถ้าจะมีเพื่อนพม่าของฉันมาร่วมกลุ่มด้วยจะได้รึเปล่า” ฉันเลยเขียนตอบไปว่า “ได้สิ เซนเซบอกว่ากลุ่มหนึ่งมีสมาชิกได้ถึง 5 คนนี่นา” แล้วตอนที่ฉันเขียนโต้ตอบกับเหว่ยเหวินนั้น วินเซนต์ ซึ่งเป็นเด็กคณะวิศวกรรมที่นั่งข้างๆ ฉันอยู่ก็หันมาถามว่า “ฉันเข้ากลุ่มกับพวกเธอได้ไหม” ความที่ฉันเป็นมนุษย์ที่มักมองหาตัวช่วยเพื่ออยู่รอดในชั้นเรียนเสมอ (เพราะฉันคนเดียวคงไม่รอดแน่ๆ) ฉันเลยพอจะเข้าใจได้ว่า เวลามีคนเอ่ยปากขอเข้ากลุ่มรายงานนั้น เราไม่ควรปฏิเสธเขาหรอก อย่างน้อย เราก็ไม่ควรปฏิเสธในทันที ฉันเลยบอกว่า “ไว้เราคุยกันหลังคลาสเลิกนะ” แล้วหลังคลาสนั้น ฉันก็ใช้ความเป็นเผด็จการหน่อยๆ จนฟอร์มกลุ่มพรีเซนเตชั่น 5 คนได้สำเร็จจนได้ เรียกได้ว่า ความกังวลใจที่มีมาตั้งแต่เริ่มคลาสแรกแทบจะละลายหายไปเลย ฮ่าฮ่า

 

หลังจากนั้น เราก็ต้องนัดมาคุยงานและแบ่งงานกันเป็นระยะ เป็นช่วงนี้เองที่ฉันได้มีโอกาสเจ๋อไปนั่งกินข้าวกับเจนนี่และเหว่ยเหวิน ความที่เจนนี่กับฉันลงเรียนวิชาเกี่ยวกับนโยบายจีนฯ อันเป็นวิชาที่เหว่ยเหวินลงเรียนเมื่อปีก่อนและได้ A+ มา (อันหมายถึงฮีต้องเก่งมากถึงได้เกรดนี้มาครอง) เจนนี่กับฉันเลยปรึกษาเหว่ยเหวินเกี่ยวกับวิชานี้ พลางคะยั้นคะยอให้ฮีเล่าถึงรายงานที่เคยทำเมื่อปีก่อน รายงานที่เหว่ยเหวินทำนั้น เป็นรายงานเกี่ยวกับการเลือกตั้งในหน่วยที่เล็กที่สุดของจีน “ประมาณสภาชุมชนน่ะ รู้จักไหม” เหว่ยเหวินเล่าว่า ถึงจีนจะมีพรรคคอมมิวนิวต์เป็นแกนหลัก และไม่มีการเลือกตั้งในระดับประเทศ แต่จีนมีการเลือกตั้งในระดับชุมชน รวมถึงมีสภาชุมชนเกิดขึ้น รายงานของเหว่ยเหวินเลือกเจาะในหน่วยปกครองที่เกือบจะเล็กที่สุดของจีน แต่ขณะเดียวกัน มันก็เป็นหน่วยเล็กๆ ที่สะท้อนภาพใหญ่ของประเทศได้เป็นอย่างดี เพราะข้อสรุปที่เขาค้นพบคือ ไม่ว่าสภาชุมชนจะมาจากการเลือกตั้งอันหมายถึงสะท้อนเจตจำนงของคนในชุมชนขนาดไหน แต่ตัวแทนสภาเล็กๆ เหล่านี้ ก็ต้องรับคำสั่งจากตัวแทนรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอีกที สุดท้าย การเลือกตั้งในหน่วยเล็กๆ ที่หลายคนเชื่อมั่นว่าอาจจะสั่นคลอนให้จีนเกิดการเลือกตั้งระดับประเทศได้ ก็เป็นเพียงกระบวนการชะโลมใจอันเต็มไปด้วยทางตันเท่านั้น นอกจากนี้ ปรากฏการณ์นี้ยังใช้อธิบายการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการในทุกภาคส่วนของสังคมจีน ทั้งการเลือกตั้งหัวหน้าชมรมนักเรียนนักศึกษา การโหวตเลือกผู้นำสหภาพต่างๆ ที่สุดท้ายก็ต้องถูกเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางเข้ามาควบคุมทั้งหมด “สุดท้าย การเลือกตั้ง ก็จะถูกการแต่งตั้งเข้าควบคุมจัดการ” พอเหว่ยเหวินเล่าถึงตรงนี้ ฉันกับเจนนี่ก็ถึงบางอ้อทันทีว่าทำไมฮีถึงได้ A+ จากเซนเซมาเชยชม …​แหม มันก็สมควรแหละนะ

 

“ติ๊กต่อก เธออยากรู้อะไรก็ถามเหว่ยเหวินได้นะ เหว่ยเหวินรู้ทุกอย่าง”​ ช่วงหนึ่งของการกินข้าว อยู่ๆ เจนนี่ก็พูดขึ้นมา ฉันเลยถามไปว่า “เออ แล้วเธอชอบที่ไหนในญี่ปุ่นมากที่สุด” เหว่ยเหวินทำหน้าคิด (มาก) นิดนึงตามประสาฮีที่มักจะจริงจังกับทุกคำถามเสียจริง ก่อนจะตอบออกมาว่า “ฮอกไกโด มันสวยมากนะ โดยเฉพาะหน้าหนาว” ฉันถามไปว่า “อ้าว แล้วถ้าเทียบกับฮาร์บิน เมืองที่หนาวมากๆ ของจีนล่ะ” “โอ้ย ไม่มีที่ไหนในโลกสู้ฮอกไกโดในหน้าหนาวได้หรอก แม้กระทั่งฮาร์บินก็เถอะ” เหว่ยเหวินยืนยันเสียงหนักแน่นก่อนจะใช้ตะเกียบตักข้าวเข้าปาก ฉันเลยถามว่าแล้วปิดเทอมเดือนกุมภาพันธ์ที่ยังหนาวอยู่นี้เขาจะทำอะไร จะกลับเมืองจีนหรือเปล่า เหวิ่นเหวินบอกว่าเขาจะลงใต้ไปโอกินาว่าเมืองที่ร้อนที่สุดของญี่ปุ่น

“เดี๋ยวนะ” ฉันพูดแทรกกลาง “เธอแนะนำให้ฉันไปฮอกไกโดในช่วงหนาวนี้ ขณะที่เธอหนีหนาวลงไปทะเลตอนใต้นี่นะ?” พอฟังคำฉันพูด เหว่ยเหวินก็หัวเราะขึ้นมาเหมือนเพิ่งนึกได้ว่าสิ่งที่ฮีพูดไปนั้นแสนขัดแย้งกันเอง

 

ครั้งหนึ่งเจนนี่เคยถามฉันว่า การที่ฉันอยู่ในกลุ่มรายงานเดียวกับเหว่ยเหวิน ซึ่งมีอีกบทบาทเป็นผู้ช่วยสอน (ที.เอ) ในวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคฯ นั้น ทำให้ฉันได้ประโยชน์มากกว่าคนอื่นบ้างไหม ฉันตอบว่า เชื่อไหมว่าฉันไม่เคยคุยเรื่องวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคฯ กับเหว่ยเหวินนอกคลาสเลย เพราะว่าฉันพยายามเลี่ยงที่จะพูดเรื่องเครียดๆ ให้มากที่สุด “ดังนั้นนับแต่นี้พวกเธอก็เลิกถามฉันเรื่องการเมืองไทยเสียทีนะ เพราะเรื่องนี้น่ะ มันเครียดมากเกินไป” พูดจบ เจนนี่ก็หัวเราะเสียงดัง

 

 

นิ้วกลม เคยเขียนไว้ในหนังสือ “นั่งรถไฟไปตู้เย็น” ว่า “คนหนึ่งคนก็คือโลกหนึ่งใบ” … สำหรับฉัน มันเป็นเรื่องที่จริงที่สุด การได้ไปนั่งกินข้าว จิบกาแฟ อยู่ในวงเบียร์ หรือแม้กระทั่งเดินสนทนาจิปาถะกับคนบางคน บางครั้งมันเหมือนการที่เราได้แง้มประตูเข้าไปในโลกของพวกเขา สำหรับเจนนี่และเหว่ยเหวิน การได้ใช้เวลาเล็กๆ น้อยๆ กับคลาสเมทสองคนนี้ในเทอมที่ผ่านมา ช่วยเปิดโอกาสให้ฉันได้ชะเง้อคอเข้าไปทำความเข้าใจกับโลกของเด็กจีนร่วมสมัยอีกนิด

 

เป็น “อีกนิด”​ ที่ทำให้โลกในโตไดของฉันกว้างขึ้นอีกหน่อย

และก็เป็น “อีกนิด”​ ที่สนุกดีเชียวนะ

 เด็กจีนในโตเกียว และเทรนด์ชีวิตในตอนนี้

ขณะที่เศรษฐีจีนในตอนนี้กำลังเกิดเทรนด์ย้ายบ้านไปอยู่ต่างแดนแถวประเทศตะวันตกกัน (แต่ไม่รู้ว่าย้ายธุรกิจไปด้วยไหม) พวกเด็กจีนยุคใหม่ที่ย้ายตัวเองมาศึกษาในญี่ปุ่น (กลุ่มตัวอย่างคือเด็กจีนในโตได…ชั้นก็รู้จักพวกมันอยู่แค่กลุ่มเดียวนี่แหละจ้า) ก็เกิดเทรนด์ใหม่ คือพยายามปักหลักตัวเองหางานทำในญี่ปุ่นให้ได้ เด็กจีนเป็นเด็กที่เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นได้ว่องไวมาก เพราะพวกเขาไม่มีปัญหาในการท่องตัวคันจิ (มันคือตัวอักษรจีนที่พวกเขาใช้มาตั้งแต่เกิดไงล่ะ) ดังนั้นภาษาจึงไม่ใช่อุปสรรคในการหางานในญี่ปุ่นของเหล่าเด็กจีนแต่อย่างใด

เรื่องน่าสนใจ (สำหรับชั้นเอง) คือ มีเด็กจีนรุ่นใหญ่จำนวนมากที่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน อ๊ะๆ…การเป็นสมาชิกพรรคในยุคหลัง 90 นั้น ไม่ได้ยึดมั่นกันในอุดมการณ์อีกแล้วนะคะ แต่มันคือบันไดไต่เต้าไปสู่ความก้าวหน้า เชื่อกันว่า คนที่ถูกคัดเลือกเข้าไปสมาชิกพรรคได้นั้น ต้องฉลาด เรียนรู้ไว ขยัน พากเพียร รวมๆ คือเก่งและไม่ขี้เกียจ (ตรงข้ามกับชั้นทุกประการฮ่ะ) แล้วทางพรรคนี่ เวลาเด็กมหาวิทยาลัยในจีนจะจบกันที เขาจะเข้าไปเปิดบู๊ทรับสมัครนะคะ แล้วก็ทำการพิจารณาว่าใครผ่านไม่ผ่าน คนที่ผ่านก็ได้ชื่อว่าเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งไม่ได้หมายความว่าได้งานทำ (แนวๆ งานราชการ) ทันทีหรอก แต่การได้ชื่อว่าได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกพรรค มันเหมือนใบประกาศนียบัตรรับประกันความสามารถ ว่า “ยูน่ะเก่งและมีความรับผิดชอบ” ซึ่งถ้าจะไปหางานทำในภูมิภาคไหนของจีน มันก็จะทำให้ง่ายขึ้นอีกขั้นเพราะคนเชื่อมั่นว่า “นี่คือของดี”

เด็กจีนในโตไดหลายคนเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ …มันเหมือนกับการสอบเข้าบริษัทเอกชนดีๆ ได้นั่นแหละ มันการันตีอนาคต เขาก็เลยเข้ากัน แต่โดยมาก ถ้าออกนอกจีน เขาจะไม่ค่อยปล่าวประกาศกันหรอก ว่าชั้นเป็นเมมเบอร์ของพรรคนะ ยกเว้นว่าติ๊กต่อกมันจะเจ๋อไปถาม แต่โดนมาก ถึงไม่ถาม แค่คุยด้วยครั้งสองครั้ง ตรูก็เริ่มเดาได้แล้วว่าใครเป็นสมาชิกพรรคไหม ใครไม่ (จำนวนการทายถูกสูงถึง 90 เปอร์เซนต์) คือเจอเด็กเก่งๆ แต่ไม่ได้โลดโผนโจนทยานมาก ให้ทายว่าเป็นเมมเบอร์แน่ๆ แล้วก็ “อา…จริงด้วย” บ่อยครั้ง

ทีนี้ เทรนด์ใหม่คือ เด็กจีนที่เป็นเมมเบอร์พรรคนี่ พวกนางๆ (ทุกเพศ) ก็เริ่มปักหลักหางานทำที่ญี่ปุ่นกันแล้ว เริ่มไม่อยากกลับประเทศ ทั้งที่พวกนางนี่ หากกลับประเทศไป พวกนางก็คือกลุ่มคนที่มีต้นทุนทางสังคมสูงกว่าคนจำนวนมาก พวกนางมีโอกาสได้งานดีๆ และก้าวหน้าสูงกว่าคนอื่น … แต่ต้นทุนทางสังคมที่สูงกว่าคนหลายล้าน ก็ไม่ได้หมายถึง ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าในยุคนี้ (งงไหม) คือพวกนางนั้นมีศักยภาพ แต่เพราะระบบของจีนก็เป็นระบบที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน และสายสัมพันธ์ คนที่เก่งเท่าเทียมกัน แต่อีกคนสัมพันธ์ดีกับผู้ที่มีอำนาจสูงกว่า คนนั้นก็จะก้าวหน้ากว่าอีกคนอย่างน้อยหนึ่งสเตป … อันเป็นสิ่งที่อีกคนอาจจะรับไม่ได้ “ก็เก่งเท่ากัน ทำไมมันได้เลื่อนตำแหน่งก่อนชั้น” สิ่งเหล่านี้ เริ่มทำให้เมมเบอร์พรรครุ่นใหม่ เริ่มตั้งใจปักหลักหางานทำในญี่ปุ่น รวมถึงย้ายตนเองไปทำงานในสิงคโปร์มากขึ้น