[status] 2014.03.31 สุสานหน้าบ้าน

since 2014.03.31

at Yanaka

ตรงข้ามบ้านเป็นสิ่งที่มีลักษณะคล้ายสุสาน ที่นี่สุสานคือส่วนหนึ่งของชุมชน ตอนเช้าที่แดดดีๆ และไม่มีเรียน ชั้นค้นพบวิถีชีวิตที่เหมาะกับจังหวะของฤดูใบไม้ผลิ ชั้นจะเติมน้ำใส่แก้ว อุ่นในไมโครเวฟ เติมน้ำตาลและผงกาแฟสำเร็จรูปลงไป จากนั้นชั้นก็ย้ายตัวเองจากชั้นสองของบ้าน ไปนั่งปักหลักตรงขั้นบันไดทางเข้าสุสาน มองคนเดินผ่านไปผ่านมาในช่วงเช้า

ถ้าเป็นวันธรรมดา เราจะพบเจอได้ตั้งแต่คุณแม่ยังสาวที่เดินมาส่งลูกที่โรงเรียนประถมใกล้ๆ สุสาน คุณซาลารีแมนในชุดสูท เด็กหนุ่มเด็กสาววัยมัธยม ที่ดูมีความสุขกับโลกใบนี้เสียเหลือเกิน (ชิ) ไปจนถึงพวกชายหนุ่มใส่เสื้อคลุมมีฮู้ดที่กำลังเดินอย่างรีบเร่ง เหล่านักวิ่งแห่งเมืองโตเกียวที่ออกวิ่งกันได้ทุกเวลา เหล่าคุณปู่คุณย่าที่เดินมาคนเดียวบ้าง เดินมาด้วยกันบ้าง รวมถึงเหล่านักท่องเที่ยวหลากสัญชาติที่เริ่มต้นวันด้วยการตื่นเช้าเพื่อใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด

ชั้นมักจะพกหนังสือไปพลิกอ่าน พลางจิบกาแฟ พลางมองคนไปมา ระยะเวลาที่ปล่อยตามใจตัวเองนั้นคือชั่วระยะของบทหนึ่งในหนังสือ แน่นอนว่า มันเป็นหนังสือเล่มบาง อ่านง่าย ไม่ใช่หนังสือวิชาการแต่อย่างใด

พฤติกรรมนั่งถือแก้วกาแฟ ปักหลักอ่านหนังสือหน้าสุสานที่อยู่ตรงข้ามบ้าน ชั้นไม่รู้ว่ามันถือเป็นพฤติกรรมผิดกฎชุมชนไหม หวังว่าจะดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นตลอดฤดูใบไม้ผลิ หวังว่าอย่าเพิ่งมีใครเดินมาไล่แล้วกันนะ

Advertisements

[song] きのこ帝国 – 東京 [Tokyo]

 

“The name of this city,
In which I met you, is Tokyo.”

きのこ帝国 – 東京 (MV)

 

 

Tokyo

Waiting for your return, day after day:
I felt that just might be enough,
Once I turn from red to blue.
The name of this city,
In which I met you, is Tokyo.

On a Sunday in August, rain falls;
Thinking there’s no way I could possibly go anywhere,
I stop the clock’s alarm.

It pours,
As if the clear weather of yesterday was all a lie…
I start to feel like making a phone call,
That would go pointlessly on and on.

Imagining you, day after day:
That’s the only reason I’m breathing.
It’s fucked up – it’s so fucked up, but…
The name of this city,
In which I found you, is Tokyo.

A Sunday in August – All of this,
May be nothing more… than a dream…
I stop the clock’s alarm.

I have fantasies that go pointlessly on and on,
-About the time between when you pass through the turnstiles,
To when you hit the road home-
Getting more and more worried.

Even if there is still someone else,
Within your heart…
Beneath this starless sky,
I want to be by your side… pretending not to notice.

Waiting for your return, day after day:
I felt that just might be enough.
Light comes shining in through the window.
The name of this city,
In which I met you, is Toky.

 

 

Translate to English by

credit: http://www.lyrical-nonsense.com/lyrics/kinoko-teikoku/tokyo/#page=English

บทเพลงของภาคการศึกษา

ภาคการศึกษาแรกของชีวิตปริญญาโทในโตเกียว ฉันไม่มีบทเพลงประจำตัว

 มันเริ่มต้นด้วยอากาศเย็นของฤดูใบไม้ร่วง ก่อนจะตามมาด้วยความเหน็บหนาวร้ายกาจของฤดูหนาว อากาศโหดร้ายไม่พอ ชั้นเรียนปริญญาโทที่เต็มไปด้วยหัวกะทิมากมาย ยิ่งทำให้ฉันหดหู่ที่เรียนตามคนอื่นไม่ทัน

 ฉันต้องเดินเท้าไปเรียนทุกวัน 30 นาที แต่ในภาคการศึกษาแรกนี้ ฉันไม่มีแก่ใจจะเปิดเพลงฟัง

 

 ภาคการศึกษาที่สองโผล่มาพร้อมสีสันของซากุระ ใบไม้ผลิแม้จะแปรปรวน แต่ฉันกลับรู้สึกตกหลุมรักภาคการศึกษานี้

ฉันสูดกลิ่นแดดอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิเข้าปอด ขณะเริ่มกดปุ่มเพลย์เพลง Little Lou, Prophet Jack, Ugly John ที่ Norah Jones ร้องคู่กับ Belle & Sebastian

 ฉันฟังเพลงนี้ซ้ำไปซ้ำมาตลอดภาคการศึกษานี้ ท่อนเริ่มต้นที่ร้องว่า “What a waste, I could have been your lover. What a waste, I could have been your friend.” น็อกฉันเสียอยู่หมัด ส่วนท่อนถัดมาที่ร้องว่า “Perfect love is like a blossom that fades so quick. When it’s blowing up a storm in May.” ก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าพายุเดือนพฤษภาคมที่โหมถล่มโตเกียวดูโรแมนติกดี

 ภาคการศึกษานั้น ฉันอายุ 33 ปี และฉันมักคิดถึงคำว่า “What a waste” อยู่บ่อยๆ

 ฉันพลาดอะไรไปบ้างในวัยยี่สิบ และฉันจะพลาดอะไรอีกไหมในวัยสามสิบฉันใส่หูฟัง เดินกางร่มฝ่าพายุฝนไปมหาวิทยาลัย พลางคิดสงสัย

 

 ใบไม้ร่วงกลับมาเยือนโตเกียวอีกรอบ ภาคการศึกษาที่สามนี้ ฉันชอบเปิดฟังเพลง “Song for Someone” ของ U2

I was told that I would feel

Nothing the first time”

 ตอนไปทริปคณะที่แหลมอิสุ ขณะรถบัสเคลื่อนตัวผ่านอุโมงค์อันดูยาวนานไม่มีที่สิ้นสุดของไฮเวย์ทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพลงท่อนนี้ดังขึ้น

 รู้ตัวอีกที ฉันก็ฟังเพลงนี้ไปจนจบภาคการศึกษา

 

 ภาคการศึกษาสุดท้าย ใบไม้ผลิหมุนเวียนมาใหม่ ฉันฟังเพลง Crush ที่ปาล์มมี่ ร้องกับ Erlend

He remember feeling something between them walking close

He wondered he should make a move

but the chance would never come”

 ลมฤดูร้อนพัดมาชีวิตนักศึกษาปริญญาโทในโตเกียวใกล้จะจบลงแล้วสินะ

 

 ตลอดสองปีที่อยู่โตเกียวนั้น ฉันไม่เคยไปหลายสถานที่

ชีวิตส่วนมากถูกใช้ไปกับถนนเส้นที่ลากผ่านย่านยานะกะไปสู่มหาวิทยาลัยโตเกียว

ฉันเดินเท้า 30 นาทีเป็นกิจวัตร

ฉันฟังเพลงเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา

เพลงเหล่านี้คือตัวแทนความทรงจำของแต่ละภาคการศึกษา

เมื่อฮัมเพลงเหล่านี้ภาพการเดินเท้าในโตเกียวจะกลับมา

 

รวมถึงเรื่องราวในระหว่างนั้นเรื่องราวที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในสี่ภาคการศึกษาในมหาวิทยาลัยโตเกียว

[Japan] JR Hokkaido กับเด็กสาวคนหนึ่ง

สรุปเรื่องรถไฟ JR ฮอกไกโด กับเด็กสาวแห่งสถานีไกลโพ้น (เท่าที่เข้าใจเอง)
1)ข่าวที่ออกในสื่อญี่ปุ่น ลงชื่อสถานีถูกต้อง ไม่ผิดเพี้ยน แต่ข่าวที่ออกในสื่อต่างประเทศ แพร่ไปก่อนจาก CCTV ของจีน ซึ่งลงชื่อสถานีผิด
2)ข่าวลงในสื่อท้องถิ่นฮอกไกโดก่อน มีนักข่าวไปสัมภาษณ์เด็กสาวคนนี้ลงในสื่อท้องถิ่นด้วย แล้วคนญี่ปุ่นเอาไปขยายความต่อในทวิตเตอร์
3)JR ฮอกไกโด วางแผนจะปิดสามสถานีเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาจริง คือสถานี Kami-shirataki, Kyu shirataki, และ shita shirataki
4)เด็กสาวคนนี้ขึ้นที่สถานี Kyu shirataki แต่ในสื่อที่แปลจากสื่อจีน จะลงเป็นว่า เด็กสาวขึ้นจากสถานี Kami shirataki โดยเธอเป็นเพียงคนเดียวที่ขึ้นจากรถไฟสถานี Kyu shirataki จริง
5)ที่ชุมชนตรงสถานี Kami shirataki ก็มีเด็กนักเรียนนั่งรถไฟไปเรียน จำนวนสิบกว่าคน
6)เมื่อ JR ฮอกไกโด ประกาศปิดทำการแล่นในสามสถานี ในบล็อกของเหล่าโอตาคุรถไฟ บอกว่า กันยายน 2015 มีการส่งหนังสือร้องเรียนไปเพราะถ้าปิดสถานี เด็กประถมกับมัธยมจะได้รับผลกระทบ ซึ่งชุมชนที่ส่งเรื่องร้องเรียนไปคือ ชุมชนตรงสถานี Kami shirataki (ที่มีเด็กขึ้นประมาณสิบกว่าคน)
7)อันนี้ความเห็นส่วนตัว คาดว่า JR ฮอกไกโด เมื่อได้รับจดหมายร้องเรียน แล้วเลยคำนึงถึงผลกระทบต่อเด็กนักเรียน จึงเลื่อนเวลาดำเนินการของทั้งสามสถานีออกไป จนกว่าเด็กนักเรียนจะเรียนจบ
8)เด็กสาวแห่งสถานี Kyu shirataki ได้รับผลประโยชน์จากการเลื่อนครั้งนี้เช่นกันกับเด็กคนอื่นๆ
9)สื่อท้องถิ่นสัมภาษณ์เธอ
10)เรื่องเริ่มเล่าไปในแนวทางว่า JR ฮอกไกโด เลื่อนทำการเพื่อ “เด็กสาวแห่งสถานีไกลโพ้นที่เป็นผู้โดยสารคนเดียวในสถานีนั้น”
11)ข่าวไม่ได้ผิดเสียทั้งหมด แต่ JR ฮอกไกโดมีแผนปิดสามสถานี และมีคนร้องเรียน JR เลยยังไม่ปิดทั้งสามสถานี และรอให้เด็กนักเรียนเรียนจบก่อน
12)ดังนั้น JR ฮอกไกโด ยอมเลื่อนเพื่อเด็กๆ แต่ไม่ใช่ “เด็กคนเดียว” (แต่เด็กคนนั้นก็ได้ประโยชน์จากการเลื่อนเช่นกัน)
13)ซึ่งนั่น เป็นสิ่งที่น่ายกย่องมากเพียงพอแล้ว
จบ.

ค่ำคืนฤดูร้อน

ฉันโปรดปรานค่ำคืนของฤดูร้อนที่มีสายลมอ่อนโยนโบกพัด มันเหมือนจะพัดพาความทรงจำจากอดีตมาปรากฏตัวต่อหน้า รสชาติของความทรงจำนั้นมีหลายแบบ ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองเสพติดรสชาติแบบไหน แต่ที่แน่นอนที่สุด เมื่อฉันโหยหาวันเก่าก่อน ฉันจะออกเดินย่ำไปบนถนนเส้นเดิมกับที่เราเคยเดินด้วยกันในค่ำคืนฤดูร้อน

ฉันจะเดินไปจนถึงสถานีโคมาโกเมะ … สถานีที่ครั้งหนึ่ง นาโอโกะกับโทรุ ตัวละครแห่งนวนิยาย Norwegian Wood เคยเดินเคียงกัน พอถึงสถานีเมโทร ฉันจะเดินขึ้นไปร้าน Denny’s สั่งเซตกาแฟที่มีขาย ณ ตอนนั้น พอดื่มจนหมดแก้วแล้วฉันก็จะเดินย้อนกลับมาที่เดิม

ทางแยกที่คงมีแต่เราที่มองเห็นละอองความทรงจำได้อย่างแจ่มชัด

My Tokyo: Nishinippori Station

11667306_10153111902913235_7337901170827771325_n

Tinder (& Japanese society ในตอนท้าย)

Tinder (& Japanese society ในตอนท้าย)

11722668_10153082273808235_186829145572099997_o

ลองใช้ Tinder ดู เพราะไปเจอเพื่อนคนหนึ่งที่นางทำเว็บ/แอพเกี่ยวกับแมชท์คู่ด้านการศึกษา (แมทช์คนที่อยากเรียนต่อ เข้ากับศิษย์เก่า ในแง่เรื่องการให้คำแนะนำ) แล้วนางใช้คำว่า เป็น Tinder for education เลยอยากรู้ว่า Tinder เป็นยังไง (คือพอรู้คร่าวๆ มาก่อนเพราะมีเพื่อนญี่ปุ่นใช้แล้วเขาก็นัดเจอกันจริงๆ)

ค้นพบว่า
1)Tinder นั้นออกแบบมาแบบ app อย่างเดียว เข้าผ่านเว็บไม่ได้
2)ตัว app สร้างเงื่อนไขที่ทำให้เราต้องล็อกอินผ่าน facebook เท่านั้น เราจะสร้าง account Tinder โดยไม่ผ่าน facebook ไม่ได้
3)เหตุผลที่ Tinder ทำอย่างนั้นเพราะต้องการดึงข้อมูลของเราใน facebook ไปประมวลผล โดยประมวลจาก friend lists หรือคนใน circle ของเรา รวมถึงความสนใจ (พวก pages ที่ไปไลค์) เพื่อจะได้เลือกลิสต์ของคนอื่นๆ ใน Tinder ให้เหมาะกับอายุและจังหวะการเคลื่อนไหวในชีวิตของเรา
4)คีย์เวิร์ดสำคัญของ Tinder ก็คือ any swipe can change your life หมายถึง แค่เราเลื่อน/สไลด์หน้าจอมือถือ เราก็อาจเจอคนที่มาเปลี่ยนชีวิต!
5)คีย์เวิร์ดนี้สำคัญยังไง? สำคัญเพราะถ้าเรา swipe Tinder ไปทางซ้าย ก็หมายถึงเรา say NO กับไอ้หนุ่ม (หรือสาว) นั่น ที่ขึ้นบนจอ แล้วถ้าเรา swipe ไปแล้ว เราจะกลับไปดูโปรไฟล์หรือสานต่อกับไอ้หนุ่ม (หรือสาว) นั่นไม่ได้อีกแล้ว เหมือนคนแปลกหน้าที่ผ่านมาเจอกันแค่ swipe เดียว! อนาคตคุณช่างขึ้นกับการ swipe อย่างแท้จริง!
6)แต่ถ้าเราอยากดึงไอ้ที่เพิ่ง swipe left กลับมา … Tinder อนุญาตโดยมีเงื่อนไขว่า เราอัพเกรดเป็น Tinder Pro ซึ่งหมายถึง เราเสียตังค์! … ซึ่งตรงนี้คือโมเดลธุรกิจที่ Tinder สามารรถสร้างรายได้ได้ไงเล่า
7)ก่อน swipe ถ้าเราตรวจดูคุณสมบัติคนที่อยู่ตรงหน้า (จอมือถือ) แล้วเราอยากคุยด้วย แทนที่จะ swipe NO เราก็เลือกกดปุ่ม LIKE ใช่แล้ว ถ้าเรา LIKE คนนั้นแล้วเขา LIKE เราตอบ Tinder ก็จะ Match เราเข้าด้วยกัน แล้วเราก็จะส่ง message คุยกันได้
8)ลืมบอกไปว่า Tinder เลือกคนที่อยู่ใน area เดียวกับเรา เช่นถ้าตอนนี้เราอยู่โตเกียว Tinder จะโชว์เฉพาะคนที่อยูในโตเกียวเท่านั้น (ข้อมูลเท่าที่เราใช้มาสองวันคือประมาณนี้ไม่แน่ใจว่าเข้าใจผิดไหม)

Tinder ถือเป็น app หรือ โมเดลธุรกิจแบบใหม่ ที่นอกจากมาเชื่อมผู้คนเข้าไว้ด้วยกันแล้ว ยังทำให้กลุ่ม LGBT ของญี่ปุ่น ซึ่งปกติอาจจะดูไร้ตัวตนมากๆ ในสังคม สามารถค้นหาคนที่มีความสนใจเดียวกัน พร้อมเปิดต่อการมีความสัมพันธ์ ได้รู้จักและสื่อสารกันมากขึ้นด้วย (มีเคสตัวอย่างของเพื่อนญี่ปุ่นที่ใช้ Tinder ในกรณีนี้ด้วย และเขาเคยนัดเจอกันแล้ว)

service ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ เป็นอะไรที่อาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสังคมญี่ปุ่นทีละน้อย มันอาจดูน้อยมาก แต่มันเริ่มเปิดพื้นที่และเชื่อมต่อผู้คนที่ไม่เคยคิดว่าจะเชื่อมต่อกันได้ ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมแล้ว

วันนี้คุณลอง swipe เปลี่ยนชีวิตแล้วรึยัง?

[ญี่ปุ่น] โกคอง หรือการนัดเดท

โกคอง (อ่านงี้ไหม) คืออีเวนท์คล้ายๆ หาคู่ เป็นธรรมเนียมที่ชาวญี่ป่นแสนเคยคุ้น มีทั้งแบบแคชช่วล (ตามสะดวก) หน่อย เช่น เพื่อนๆ จัดให้ หรือแบบเป็นทางการ มีผู้จัดอีเวนท์ชัดเจน

ธรรมชาติของโกคอง เท่าที่คนไปร่วมเคยเล่าให้ฟังคือ การนัดชายและหญิงไปให้ครบคู่ เช่นมีชาย 2 ก็ต้องมีหญิง 2 จะเป็นจำนวนที่ให้มีคนเหลือเศษไม่ได้ … ลืมบอกว่าเคสนี้เราเล่าเฉพาะความสัมพันธ์แบบชายหญิงเท่านั้นนะ ไม่ได้ครอบคลุมถึงคู่รักทางเลือก

เวลาจัดโกคอง คนส่วนใหญ่จะรู้มาก่อนว่าตัวเองเข้าร่วม “โกคอง” หมายถึงถ้าเพื่อนนัดให้ คนมาร่วมทุกฝ่ายก็รู้มาก่อน ว่านี่คือการมาคุยแบบทำความรู้จักกัน เพื่อหมายจะก้าวไปไกลกว่านั้น (ถ้าถูกใจกันน่ะนะ) ไม่ใช่นัดแบบ … “แก มากินข้าวด้วยกันสิ มีเพื่อนจะแนะนำให้รู้จัก” อะไรประมาณนี้แบบคนไทยที่ไม่ได้มีรูปแบบที่ชัดเจนตายตัว

เขียนประเด็นนี้ทำไม? ประเด็นคือ พักหลังๆ เจอคนที่พูดว่าจะสมัครเข้าร่วมกิจกรรม “โกคอง” เยอะมาก พวกคลาสเมทนี่แหละ ตั้งแต่หน้าร้อนปีก่อนก็เคยมีคนเข้าร่วม วันก่อนมีชายหนุ่มสี่คนคุยกันเรื่องนี้ ป้าวัยสามสิบต้นๆ ก็นั่งกินข้าวอยู่ในห้องคอมมอนรูม ป้าก็เงยหน้าฟังด้วยความสนใจ (และเสือก)

หนุ่มๆ สนใจไปร่วม “โกคอง อะนิเมชั่น” … ครับท่าน เป็นการนัดหาคู่แบบที่ว่าคนร่วมงานจะต้องมีพื้นความรู้ด้านอะนิเมชั่น พูดสั้นๆ, ต้องเป็นโอตาคุ … โอตาคุฝ่ายชายกับฝ่ายหญิงจะมาคุยกัน ทำความรู้จักกัน แต่มาในนามของ “โกคอง” (คือรู้ว่าแต่ละฝ่ายพร้อมสานต่อความสัมพันธ์ ไม่ใช่นัดมาคุยกันฉันท์คนในแวดวงแต่อย่างใด)

ประเด็นคือ พวกหนุ่มๆ ที่คุยกันเรื่องเหล่านี้ ป้าก็คิดว่าพวกเขาโปรไฟล์ดีกันมาก อย่าให้เล่าเลย… เลยสงสัยว่า ทำไมรอบตัวเรามีแต่คนโสดวะ คือแบบ คนบางคนก็ดูดี ฉลาด หน้าที่การงานดูได้เรื่องได้ราว อนาคตสดใสรออยู่ แต่ก็บ่นว่าไม่มีแฟน เลยจะไป “โกคอง”

เฮ้ย…ป้าไม่ได้ต่อต้านการไปงานพวกนี้นะ และก็ไม่ได้มองว่าคนที่ไปร่วมอะไรแบบนี้แปลกประหลาดด้วย (ป้ายังแอบเข้าไปดูเว็บไซต์มาแล้วเลยXD)

แต่ประเด็นคือ เราแค่ประหลาดใจว่า ทำไมมีแต่คนโสดรอบตัว แต่เขาไม่ได้กันเอง ทำไมคนเราไม่ลงเอยกันง่ายๆ

ว่าแล้วมากรอกใบสมัคร “โกคอง” กันดีกว่าพี่น้อง เฮ้!

[ญี่ปุ่น] ยูกาตะ หนที่สอง

1012985_10153034921918235_203217432527186990_n

ยูกาตะ คือร่างจำแลงแบบลำลองของกิโมโน (งงไหม) มันคือกิโมโนที่ถูกทำให้ลำลองขึ้น ใส่ง่ายขึ้น เบาบางขึ้น เพราะต้องสวมใส่ในหน้าร้อน (กิโมโนมักใส่ในหน้าหนาว) แต่ขนาดยูกาตะถือเป็นชุดที่ลำลองแล้ว แต่มันก็ยังใส่ยากอยู่ดี

เป็นหนที่สองที่ได้ใส่ชุดยูกาตะ หนแรกก็ปีก่อน ได้รับความอนุเคราะห์ชุดจากพี่โอ๋ มอบให้ แต่ปีนี้จัดการซื้อเอง (แต่ไม่ครบเซ็ต) ยูกาตะถึงจะถือเป็นชุดแนวลำลอง แต่ถ้าจัดเต็มครบเซ็ตมีครบทุกอุปกรณ์ (ให้นึกภาพเวลาถอยกล้องถ่ายรูปแล้วอยากได้เลนส์ทุกแบบบนโลก พร้อมขาตั้ง พร้อมตัวเพิ่มแสง บลาๆๆๆ … นั่นแหละ สิ่งเดียวกัน) ก็จะราคาหนักอกหนักใจมาก จึงซื้อแค่ที่จำเป็นและสำคัญ นั่นคือตัวยูกาตะ โอบิ (ผ้าสีๆ ที่เห็นคาดเอว) ส่วนรองเท้ากับกระเป๋าได้มาจากพี่โอ๋ ส่วนผ้าคาดนี่ไม่มีนะ ถ้าอยากได้ผ้าคาดต้องซื้อกับเซ็ตที่เป็นชุดไว้ใส่ข้างในก่อนใส่ยูกาตะ (คล้ายๆ ชุดคลุมอาบน้ำสีขาว กับผ้าคาดสีขาวสองชุด ผ้าคาดเอวที่ใส่ก่อนโอบิ ตัวรองโอบิ … โอ้ย เยอะ) สรุปว่า เสียเงินซื้อแค่ยูกาตะสีม่วง กับโอบิสีพาสเทลนี่แหละ ซื้อที่ตลาดข้างบ้าน เพื่อกันการซ้ำซ้อน เวลาใส่ไปดูดอกไม้ไฟแล้วเจอคนใส่ยูกาตะกับโอบิแบบเดียวกับเรานี่เหวอนะค๊า การเลือกสีเองก็ถือว่าตัดโอกาสที่จะเจอคนใส่ยูกาตะกับโอบิสีเดียวเป๊ะๆ กับเราออกไปได้มากโข

คิดว่าความเข้าใจผิดของคนที่ไม่เคยใส่ยูกาตะ ที่มีต่อยูกาตะ ก็คือ … คิดว่ามันมีความยาวแบบที่เท่ากับตัวเราเป๊ะๆ มันออกแบบมาแบบสำเร็จรูปกับความสูงของเราแล้ว …ห่าน ไม่ใช่เลยแม้แต่น้อย ยูกาตะนี่ยาว ย๊าว ยาววววว ยาวมากกก และก็หลวมโพรกมาก ได้มาแล้วก็ต้องปรับระดับให้เข้ากับความสูงของตัวเอง ต้องจัดทรงให้มันดูไม่พองเกินไป รัดผ้าคาดให้แน่นหนา เพราะเวลาเดินแล้วอาจจะหลุดลุ่ยไม่งามได้ แล้วไงอีก…ส่วนยากที่สุดคือผูกโอบิ ต้องผูกเป็นโบสวยงามนะคะ ถ้ามีเสียงลือว่า ผู้หญิงเกาหลีเขาวัดความน่าแต่งงานด้วยกันที่เรื่องทำกิมจิ ผู้หญิงญี่ปุ่นนี่ก็วัดกันที่ว่าผูกโอบิสวยไหมคร่าาาา (อันนี้เป็นเสียงลือที่อาจไม่เป็นจริง) ซึ่งการผูกโอบินี่ข้าพเจ้าลองเองแล้ว ยังทำได้ไม่เวิร์กเลย สรุปว่าต้องให้เพื่อนญี่ปุ่นช่วย ซึ่งนางทำอยู่ 2 นาทีก็เสร็จสรรพออกมาแบบดีงาม

ความภาคภูมิใจในการใส่ยูกาตะหนนี้คือ รู้สึกว่าอุปกรณ์มีไม่ครบเซ็ต แต่เราก็ใส่ออกมาได้แบบสวยเลอค่าเหมือนอุปกณ์ครบเซ็ตมาก (ผ้าที่พันรอบเอวที่ซ่อนไว้นั้น คือเอาเศษผ้าในห้องมาพันเอา..ประหยัดเงิน ><“) อะไรจะไปภูมิใจมากกว่าจ่ายน้อยแล้วดูแพงไม่มีอีกแล้วล่ะค่ะสำหรับชะนี (เต้นระบำปลายเท้า)

ง่วง. จบ. ควรไปนอน.

[ญี่ปุ่น] อ้อมค้อมจนได้ (เรื่อง)

[ญี่ปุ่น]

จริงๆ เคยได้ยินมาบ่อยว่าคนญี่ปุ่นโดยมากจะไม่พูดอะไรออกมาตรงๆ ชอบสื่อสารแบบอ้อมๆ ไม่พูด “ไม่” ให้ชัดเจนไปเลย

ทีนี้ก็เลยจดจำไว้ และพยายามสังเกตให้มาก (พารานอยด์ไว้ก่อน) อันนำไปสู่เหตุการณ์นี้

ปีก่อนมีนัดกินข้าว เพื่อนญี่ปุ่นที่ไปฝึกงานเมืองนอกกลับมาโตเกียวเสียที ทีนี้ก็ชวนกันเป็นกลุ่มไม่ใหญ่มาก ซึ่งเราก็ไม่ถือเป็นตัวตั้งตัวตีอีก

ระหว่างวันบังเอิญไปเจอคลาสเมทอีกคน คือรู้แหละว่าชวนไปด้วยได้ แต่ก็คิดว่าถามพวกที่เป็นตัวตั้งตัวตีดีกว่า เลยส่งเมสเสจไปว่า “เออ ชั้นพาเพื่อนไปด้วยได้ไหม”

เด็กยุ่นส่งเมสเสจกลับมาเป็นสติ๊กเกอร์ยิ้มแฉ่ง ไม่มีคำว่า “yes” หรือ “no” อยู่ในนั้น เป็นครั้งแรกที่รู้สึกเกลียดความคลุมเครือของยุ่นมาก ห่านนนนน… ต้องการไรวะ ชั้นอ่านความนัยสติ๊กเกอร์ยิ้มของแกไม่ออกโว้ย

(คือไม่รู้มันส่งยิ้มมา เป็นนัยว่า “เธอไม่รู้เหรอว่าปาร์ตี้นี้คือเลี้ยงรับคนกลับมาเท่านั้น ช่วยคิดให้ลึกหน่อย” หรือว่า “พามาได้เลย” กันแน่)

ลังเล30นาที สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ชวนคลาสเมทคนนั้นไปด้วย คือไม่เอ่ยปากบอกเลยว่ามีกินข้าวกัน ขอโทษเน้อ ก็ไม่รู้ว่าฝั่งยุ่นมันจะว่าอะไรไหม

อีกชั่วโมงนึงถัดมา ยุ่นพิมพ์มาเพิ่ม (เสียที) ว่า “พามาเลย คนเยอะสนุกดี”

ห่าน… กรูแยกจากคลาสเมทคนนั้นมาแล้วโว้ย

สรุปกินข้าววันนั้น พวกแม่งลากคนไม่สนิทมาอีกหลายคน บางคนบังเอิญเจอ

เลยบอกเด็กยุ่นไปว่า คราวหลังอย่าส่งไอค่อนอมยิ้มมาอีกนะ ให้ตอบ ได้หรือ ไม่ได้ ตรงๆ … ประเด็นคือชั้นอ่านความนัยพวกแกไม่ออก และชั้นจะไม่พยายามอ่านอีกแล้ววย่ะ ถ้าไม่ตอบตรงๆ ก็ถือว่าเป็นความผิดแกนะยะในครั้งต่อไปน่ะ

จบ. คนญี่ปุ่นแม่งเข้าใจยาก.

[japan] ที่ทำงานที่ดีที่สุดในโลก

แถวบ้านมีออฟฟิศดับเพลิงอาสาเพิ่งมาตั้ง ออกแบบได้โล่งโปร่ง คนทำงานมองออกมาเห็นวิวสนามเด็กเล่น มันอาจเป็นที่ทำงานที่ดีที่สุดในโลกก็ได้ (อินี่ก็ดราม่า)

ข้างสนามเด็กเล่น มีคนหลายวัยเดินไปมา บางคนเดินไปตลาดยานากะ ป้าใส่ชุดสูททำงาน (a.k.a office lady) ยืนพิงรั้วกั้นฟุตบาท มองเด็กๆ อยู่ ตรงโน้นก็มีคุณลุงในตึกดับเพลิง มานั่งริมกระจก ดูเด็กเล็กออกกำลังกาย (นี่มันชักคล้ายนิยายหลอกเด็ก…)

เวลาทำงานเครียดๆ การมีพื้นที่ที่เชื่อมโยงให้เรามองเห็นชีวิตอื่นๆ บ้าง ก็ดีนะ มันอาจทำให้เราหยุดแป๊บนึง หายใจยาว “เออ ครูพละน่ารักดี” แล้วไปต่อ

อ้าว… ไม่ใช่เรอะ ><

11112871_10152899954758235_156287449379213282_n