35 things I learnt at 35

Ten years ago, I wrote “25 things I learnt when I was 25“.
This year, I turns 35, and want to review my value in life; what I think, feel, and also believe. Here are some random thoughts from 35 TT.

 

35 things I learnt at 35

1)flowers are beautiful, also family.

2)someone will come and broke your heart, let them do. learn. and love again.

3) giving is not equally to taking. if you want to give something (a hand, a heart, a help, etc.) to someone, expect nothing in return.

4) everybody has its own war.

5) you can’t have it all. it is true. even you are Mark Zuckerberg or Kim Jung Il, it is still true. you can’t have it all dear.

6) money can buy happiness. seriously.

7) money matters for long distance.

8) best ice cream of all time is Ladurée’s Ispahan. 

9) Life is short. I know it is cliche. But dear, life is short. If you think it still sounds unconvincingly, ask Sheryl Sandberg here.

10) The wrong train may take you to the right station, but this is not the rule.

11) As growing, you can transform to be something or someone you once hated, or really hated. Be careful.

12) No matters what happen, be true to yourself.

13) Love and forgive. Be optimistic. My best friend, Mari, has taught me this.

14) The first lesson they will teach you at skiing is – How to fall. And if you fall good, they will say: “great fall”. This is kinda related to a life philosophy – it is good to know how to fall, greatly.

15) The second lesson in skiing is – “How to stop”.

16) If you know how to fall and how to stop then, there you go 😀

17) If you are 35, you don’t need a good reason to buy La Mer. You NEED to have La Mer. Period

18) Again. Money can buy happiness. La Mer case confirms that.

19) Money matters. Happiness also matters.

20) Hello Kitty is not a cat.

21) Doraemon is a cat.

22) Young generation is the real hope to this world. And I mean :Daehan, Minguk, Manse 😀

23) TVXQ!/ JYJ’s Kim Jaejoong is sexy.

24) Also EXO’s Oh Sehun.

25) “But what seems like a reasonable distance to one person might feel too far to somebody else.” – Haruki Murakami, After Dark.

26) “In every relationship, someone need to do the dishes”, Wutthichai_K.

27) “Pain is inevitable. Suffering is optional. Say you’re running and you think, ‘Man, this hurts, I can’t take it anymore. The ‘hurt’ part is an unavoidable reality, but whether or not you can stand anymore is up to the runner himself.” – Haruki Murakami, What I Talk About When I Talk About Running .

28) “Hurt people hurt people.” – from a film I forget the name.

29) “Sorry seems to be the hardest word.” True.

30) But I am sorry that I hurt you. Seriously.

31) Social media is not an evil. You just need to be wise to use it.

32) Democracy is not a demon, also. Even Trump wins and Brexit triumphs. Mass democracy has its flaw, but we should not deny ‘democracy’.

33) Bridget Jones is funny, although she is forty-something. Or fifty?

34) Umeshu (plum wine) is the king of all liquor. Period.

35) skateboarding is fun!

 

3408

 

 

 

 

 

 

 

 

Advertisements

“ยากสุดคือ…”

“ยากสุด คือฝึกหายใจ”

น้องคนหนึ่งโพสเรื่องฝึกว่ายน้ำไว้ในเช้าวันนี้ สำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่ (ยอม) เป็นสักที,​ นี่คือเรื่องจริงที่สุด

 

ประโยคนี้ทำให้ฉันคิดถึงเหตุการณ์ในเช้าตรู่วันคริสต์มาสปีที่แล้ว ที่สนามบินนาริตะ

เรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่ก็โยงใยกัน

ฉันมีนัดดูคอนเสิร์ตครบรอบสิบปี “ทงบังชินกิ” ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ในวันที่ 26 ธันวาคม 2013, ไฟล์ทบินคริสต์มาสคือไฟล์ทที่จะพาฉันไปยังสถานที่นั้น

 

คริสต์มาสคือช่วงเวลาที่ค่าโดยสารเครื่องบินจะถีบตัวขึ้นสูงมาก สูงจนน่าตกใจ สูงจนน่าหลีกเลี่ยง ยกเว้นแต่ว่า มันคือไฟล์ทบังคับ ถ้าไม่จำเป็นถึงขั้นคอขาดบาดตาย คนเราคงไม่อยากเดินทางในช่วงเวลามหาแพงเหล่านี้

แน่นอนว่า “ทงบังชินกิ” คือเรื่องคอขาดบาดตายของฉัน

 

แต่สำหรับครอบครัว พ่อ-แม่-ลูกสอง หัวสีทองที่ยืนต่อคิวเช็คอินอยู่ข้างหน้า ฉันไม่รู้ว่า “อะไรในโลก” คือเรื่องคอขาดบาดตายของพวกเขา

เด็กชายคนพี่หาวหวอดๆ ติดต่อกันเป็นครั้งที่สิบสี่แล้ว เช้าตรู่หน้าเคาน์เตอร์โคเรียนแอร์ไลน์ในฤดูหนาวใกล้ศูนย์องศาอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องจำเป็นจริงๆ เราก็คงไม่ถ่อกันมาต่อคิว

พ่อกับแม่หัวทองคุยกันด้วยความเคร่งเครียด ถกเถียงด้วยภาษาสกุลยุโรปสักอย่างที่ฉันไม่มีวันเข้าใจ พอคิวเริ่มใกล้เคาน์เตอร์เช็คอินเรื่อยๆ คนเป็นแม่ยิ่งเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้าย เมื่อสถานการณ์หน้าเคาน์เตอร์ของพวกเขาลงเอยแบบไม่สมความปรารถนา คนเป็นแม่ก็ตะโกนออกมาใส่หน้าคนเป็นพ่อ

 

แล้วเธอก็เขวี้ยงกระเป๋าถือที่อยู่ข้างตัวลงพื้น

 

เด็กน้อยสองคนร้องตกอกตกใจ เสียงร้องไห้ดังจ้าไปทั่วแถวเช็คอิน คนเป็นแม่กรีดร้องใส่หน้าสามี, ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดของเธอ คงมีอะไรสักอย่างผิดพลาดจากแผนเดินทางที่วางกันไว้…แผนเดินทางของช่วงเวลาแสนแพง ในเช้าตรู่วันคริสต์มาส

 

แผนผิดพลาด ที่อาจทำให้เราเสียสติ จนเผลอตะโกนและกรีดร้องใส่หน้าคนที่เรารัก

 

เป็นเช้าวันนั้นเอง เช้าก่อนหน้าปีใหม่ตั้งเกือบหนึ่งสัปดาห์ ที่ฉันสูดลมหายใจยาวเข้าปอด ปี2014 ฉันไม่มี New Year Resolution สักข้อ ฉันเคยลองมาแล้วตลอดชีวิต,​ มันไม่ค่อยเวิร์ค ฉันไม่มีวินัยมากพอที่จะรักษามันไว้

 

แต่ปีนั้นเอง ปีที่แล้ว ในวันคริสต์มาส ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงเกินไป ฉันตั้งใจไว้ ในทุกๆ ปี, ถ้าเป็นไปได้,

ฉันขอให้ตัวเองยังมีสติอยู่เสมอ และไม่ว่าอะไรจะผิดแผนหรือผิดพลาด

 

ถ้าเป็นไปได้, ฉันขอให้ตัวเองไม่กรีดร้องหรือตะโกนใส่หน้าคนที่เรารัก

 

ไม่ว่าเราจะพลาดไฟล์ทบินคริสต์มาส หรือเจอสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็เหอะนะ

 

“ยากสุด คือฝึกหายใจ”

“ยากสุด คือรักษาสมดุลของการว่าย,​ ประคองชีวิต”

 

 

 

things that interest me the most are people, always people. not places, but people.

wrote since 29th Dec 2013, at Hongdae, Seoul.

 

This morning, breakfast time, I met a Swedish lady who came to Seoul to visit her son who is now studying at Seoul University. Because I once applied for Lund University in Sweden before, then I told her Sweden is number one in my list that I want to study there to learn more about Welfare System. Unfortunately, I did not get a scholarship there, then I have to choose my plan B; Tokyo. 

She told me that the current Swedish government is lowing income tax rate now, which in her opinion, is not good. Yes, she can gain a lot of saving money when the income tax is lower than before, but it is not good for her communities and neighborhood. She said that one of her neighbor currently broke right arm due to work, and even the employer said that the suffering is from work condition. Unfortunately, the responsible department in local government said that it was not from work condition, then the department refused to pay anything for that.

To this lady, she said, people she knows and including her too, would like to pay more tax to benefit more neighbors. “And it is not Philanthropy sense, no, it is not” she stated. “I want to pay more tax because I want to make sure that my kids can still have good public schools to go. And they can have good public hospital to heal them. I want to pay more because I want to make sure that I will still have a good life even when I retire. It is all for myself, but somehow, it will benefit neighbors too. It is a Swedish sense, not Philanthropy.”

I was touched and almost cried.

And this morning confirms me again that, things that interest me the most are people, always people. not places, but people.

From TVXQ! to this Swedish lady, it is “people” that still makes Seoul a place to remember to me.

ทุกคนล้วนมี “โตเกียว” เป็นของตัวเอง

ช่วงก่อนคริสต์มาสปีก่อน มีเพื่อนของรุ่นพี่คนหนึ่งแวะมาโตเกียว เวลาใกล้สองทุ่มแล้ว เราหิวกันมาก เราเลยเดินหาร้านกินดื่มแถวอาเมะโยโก (Ameyoko) ตลาดกินดื่มค้าขายสำคัญย่านอุเอโนะ

แม้ทั้งรุ่นพี่และติ๊กต่อกจะเป็นเด็กโตไดทั้งคู่ แถมอีกคนก็พูดเขียนอ่านฟังภาษาญี่ปุ่นอย่างกับกำเนิดที่ญี่ปุ่นเอง (นางเขียนธีสิสปริญญาเอกเป็นภาษาญี่ปุ่นเลยนะ) และถึงแม้ย่านอาเมะโยโกจะถูกขนานนามว่าเป็นย่านกินดื่มของเด็กโตได (ย่านของพวกปริญญาตรีอ่ะดิ) แต่เราก็ไม่ได้เชี่ยวชาญร้านกินดื่มในอาเมะโยโกแต่อย่างใด ไม่รู้เหนือรู้ใต้ว่าร้านไหนอร่อยเลยด้วยซ้ำ ขณะที่หิวไส้แทบกิ่วกลางสายลมหนาวของเดือนธันวาคมนั้น เราก็เหลือบไปเห็นป้ายร้านหนึ่งที่ถ่ายภาพเมนูอาหารได้ดูดีมาก ร้านอยู่ชั้นใต้ดิน เราก็ชั่งใจกันอยู่ราว 5 วินาที ก่อนจะพยักหน้าทำสัญญาประชาคมแล้วเดินลงไปสั่งเมนูในร้าน

สรุปว่ามันเป็นร้านที่อร่อยทุกเมนู ตั้งแต่ของทอด ต้ม ยันไปถึงสาเก !!!

เคยคุยกับพี่โอ๋ว่า บางทีด้วยความไม่รู้ เราก็มักจะพบเจอ “ร้านที่เป็นของเราเอง” ร้านที่เราไม่ได้ตามอ่านในรีวิว (เพราะถึงอ่าน เราก็หาพิกัดไม่เจอกันอยู่ดี … ด้วยความง่าวส่วนบุคคล XD) แต่เป็นร้านที่เราบังเอิญจิ้มเอา บางทีแทงหวยผิด เจอร้านห่วยแตกก็มีบ้าง (แต่น้อย) ทว่าบางทีก็เจอร้านแบบเหนือความคาดหมาย อย่างพี่โอ๋ที่ไม่สันทัดภาษาญี่ปุ่นเลยแม้แต่น้อยก็ยังเคยเดินจิ้มได้ร้านราเมง (หรืออุด้งหว่า) ที่เป็นสไตล์ที่ขายที่ฮอกไกโดเท่านั้น ปกติแทบไม่มีใครรู้ว่ามันมีร้านที่ขายราเมงแบบนี้นอกฮอกไกโดด้วยเหรอ

ไม่ใช่แค่ร้านอาหารที่เราอาจจะรู้สึกว่ามันเป็น “โตเกียว” ของเรา มันอาจรวมไปถึงหลากหลายสถานที่ วิลเลียม เพื่อนชาวอังกฤษเคยบอกว่า เขารู้สึกผูกพันกับรถไฟเจอาร์สายยามาโนเตะเป็นพิเศษ แม้เขาจะใช้รถไฟใต้ดินเมโทรนั่งไปฝึกงานบ่อยกว่าขึ้นเจอาร์ก็ตาม สำหรับวิลเลียม ยามาโนเตะไลน์คือหนึ่งในสิ่งที่เขาจะคิดถึงมากที่สุดในวันที่เขาห่างจากโตเกียวไป

ฉันเคยอ่านเจอว่ามูราคามิพักในอพาร์ตเม้นท์ใกล้ศาลเจ้าเมจิ เวลาที่อยู่โตเกียว เขามักจะวิ่งรอบจิงงุ ไกเอ็น อันเป็นสวนย่านศาลเจ้าเมจิเสมอ ฉันเคยไปย่านนี้หลายครั้ง ทั้งในช่วงฤดูร้อน ใบไม้ร่วง หรือใบไม้ผลิใบ นี่คือหนึ่งในบริเวณเขียวขจีของเมืองใหญ่อย่างโตเกียว หนึ่งรอบของจิงงุ ไงเอ็น มีระยะทาง 1,325 เมตร มูราคามิชื่นชอบเครื่องหมายบนพื้นถนนทุกร้อยเมตรมาก และสำหรับเขา บริเวณรอบๆ จิงงุ ไกเอ็น ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ในโตเกียวที่เขาผูกพันกับมันมากที่สุด

สำหรับฉัน ฉันชอบร้านราเมงที่อยู่ละแวกสถานีเจอาร์นิชินิปโปริอยู่ร้านหนึ่ง ก่อนเปิดเทอม ฉันมีเวลาว่างมาก จึงเดินไปห้องสมุดชุมชนเสมอ ทำให้ต้องเดินผ่านร้านราเมงนี้เกือบทุกเย็น และทุกเย็นฉันก็จะได้เห็นคนต่อคิวตรงหน้าร้านอย่างอดทนที่สุด ในวันฝนพรำที่ชวนเพรียกหาความอบอุ่นวันหนึ่ง ฉันเลยชวนเพื่อนอีกคนไปจิ้มเสี่ยงเมนูร้านนี้ ก่อนจะพบว่า มันอร่อยมาก และเป็นอีกวันที่ฉันรู้สึกว่า โตเกียวก็ไม่ได้เป็นเมืองที่ “รสขม” นัก

ฉันมารู้ทีหลังจากน้องอีกคนหนึ่งว่าร้านนี้ถือเป็นร้านรสดี และรสดังร้านหนึ่งในเมือง

หน้าร้อนนั้นผ่านไป ใบไม้ร่วงตามมา หิมะของหน้าหนาวแสนขมละลายแล้ว ใบไม้ผลิกุมมือเราอยู่ … ในเมืองที่ซาลารีแมนและร้านค้าปลีกย่อยคือกำลังหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราทุกคนล้วนมีเรื่องเล่าส่วนบุคคล

เราทุกคนล้วนมี “โตเกียว” เป็นของตัวเอง

People in Seoul: Tomomi-san

Tomomi-san is a Japanese who works in Seoul.

Image

เป็นภาพปกติที่เราจะเห็นเกาหลีหรือคนจีนปักหลักทำงานเพื่ออนาคตที่ดีกว่า (ในความเห็นพวกเขา) ที่ญี่ปุ่น ดังนั้นการพบเจอเด็กสาวสดใส ภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว ปักหลักทำงานในเกสต์เฮ้าสท์พ่วงคาเฟ่น่ารักในย่านซัมชอนดง อย่างโทมามิซัง ตั้งแต่วันแรกที่ฉันไปถึงโซล จึงเป็นเรื่องที่ทำให้ฉันประหลาดใจมาก

แม้รัฐบาลญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ จะมีกรณีขัดเคือง งอแง ตั้งแง่กันเป็นนิจ แต่ดูเหมือนอาการแสนงอนของเหล่าผู้นำสายเรียลลิสต์ จะไม่อาจหยุดยั้งการเคลื่อนตัวไปมาของประชากรในสามประเทศนี้ได้เลย

ฉันไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า ฉันจะเจอการเคลื่อนที่ของประชากรแบบไหนอีก เมื่อเดินทางไปปักกิ่ง (ถ้าเจออิตาเฉินนี่คือคงอึ้งไป)

โทโมมิมาทำงานที่โซลเพื่อเรียนรู้ ตอนนี้เธอกลับมาถึงฮิโรชิมาแล้ว

ส่วนที่ชอบมากที่สุดของการไปไหนมาไหน ก็คือคนที่ได้เจอ ได้คุย และยังคงคุยกันอยู่นี่แหละ

สถานที่: ซัมชอนดง โซล (ที่พักประธานาธิบดีอยู่หลังบ้านพวกเรา)

“A Love-Hate Letter to First Tundra Semester : Autumn-Winter 2013/2014” – University of Tokyo

I still remembered Professor Miyamoto’s reaction when he knows that Akbolat, a World Bank scholar from Kazakhstan, and I walked 40 minutes everyday to school during three weeks long for September summer preparation classes.

Akbolat stayed in the Sendagi Sakura House, same as me, during that period. In the morning, we had to arrive the class before 9 AM, but we could not manage mutually interest about what time should we leave the house, then we decide to choose separate strategies in the morning, but walked back home together in the evening, almost every evening.

At that time, Akbolat had not found his 2-year contract apartment yet. And along the route that we had to walk pass every evening; there was this empty landscape very near Todai’s unpopular gate, which was in the beginning period of under-construction. We once joked to each other that before the construction would be finished, we should make a deal with the building’s owner, and reserve a room to stay for 2 years.

Then September ended, summer had forgone, and the Autumn-Winter semester has officially started.

Akbolat and I also moved out from Sendagi Sakura House, and separate our routes to school.

He moved to the place in somewhere that I do not know, and commute to school in a method that I neither know.

But I still walk the same route to school, just reduce time from 40 minutes to 30 minutes. And Professor Miyamoto has not been informed about this 10 minutes reduction of time yet. I have still wondered whether he would change the reaction after knowing this info or not. 🙂

Autumn arrived. Cool breeze of weather was all around. And I could see the gradually growth of autumn-winter clothes in my tiny wardrobe. Same as the progressively growth of that building I have to walk pass everyday.

October went by, November and midterm exams were cruel. Other classmates seem to adapt themselves quite well with an intensive schedule. But academic life is not and will never be easy to me.

In my eyes, it is not anything except a long and winding tundra road.

I felt like a fish that was thrown in the sky. There might be a lot of Oxygen in that blue high area, but literally speaking, fish do not need Oxygen.

And then there was a normal morning in December, almost the year-end, I walked pass that building again, but from ‘nothing’ since the beginning of September, the building turn to be almost finished and close to become a beautiful ‘house’.

It is not an apartment. It is a house. I have just realized.

I stopped for a while and did an action once some people have characterized that I always did it quite well; quietly observing.

There were some constructed workers there at that morning, trying to decorate and develop the house to becoming close to a definition of ‘home’.

Frankly, it did not change me. But it just somehow made me realized that if we worked on something everyday, then it could gradually transform; from an empty land to a home.

The New Year knocked at the door in one day. And Heisei 26 brought many home works, essays, and presentations to students’ lives. I had been struggling again. But isn’t there somebody who not experiences this struggle formula of life?

Truth to be told, the week that I had to take ‘Microecon’ and ‘Method of Statistics’ final exams was the week of my best friend’s 32nd birthday. And it also was the same week that she had to take her 3 years old daughter to undergo the heart surgery again too.

Life is tough. Everyone has its own war. We all have lives that we have to construct by ourselves, and maybe with some help of … handful luck.

Before the semester ends, I met Akbolat in the class. I told him a story about the building that turns to be a house. He seemed amazed and wondered how it would look like at the very end.

From the September 2013 to the beginning of February 2014, I have become a witness in this house transformation.

And also, a witness in life transformation of a struggling master student, who is secretly taking a Ph.D. in fangirling, named Tiktok too.

And the first tundra semester has officially ended.

I just hope she is doing normally fine now.

photo-13

photo-15

photo-14

ผู้คนในปีคริสตศักราชสองพันสิบสาม (ตอนที่หนึ่ง)

หมายเหตุ: ตอนแรกว่าจะไม่เขียนอะไรถึงปี 2013 แล้ว แต่วันนี้พอดีไปอ่านบล็อกของน้องคนหนึ่งเข้า เลยอยากเขียนถึงปี 2013 ของตนเองบ้าง

 

 

ผู้คนใน 2013 (1)

 

ปี 2013 เป็นปีที่ธนาคารโลกเปิดโอกาสให้สาวใหญ่วัยสามสิบสองได้ออกเดินทางนอกประเทศ และพบเจอผู้คนมากมาย ไม่ได้คิดว่าผู้คนเหล่านั้นน่าสนใจกว่าผู้คนในอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์หรอก (บนโลกนี้ไม่มีใคร “แสนธรรมดาแต่น่าสนใจ” เท่าคุณครูวิ แห่งบ้านกุดปลาค้าว อีกแล้ว…ขอบอก) แต่ในวัยขึ้นต้นด้วยเลขสาม การออกเดินทางก็ทำให้เห็นโลกในมุมที่เราไม่เคยเห็นในตอนที่เรายังทเวนตี้ซัมติง (แสนติ่งวันนาบี)

 

แน่นอนว่าปีนี้เจอคลาสเมทและมนุษย์ร่วมมหาวิทยาลัยมากมาย (สังเกตว่าไม่ใช้คำว่า “เพื่อน” เพราะเป็นคำที่สงวนไว้จริงๆ ฮ่ะ) แต่มีบางคนที่อยากกล่าวถึง … พวกเขาไม่ได้พิเศษกว่าใคร แต่บางเรื่องราว และการเดินทางของพวกเขา (เท่าที่เป็นอยู่ ณ วันนี้) ทำให้อยากกล่าวถึง

 

หนึ่ง) อาห์น, ยี่สิบแปด, เวียดนาม

 

อาห์น เป็นคลาสเมทที่เจอกันตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม เพราะว่าเป็นเด็กทุนธนาคารโลกด้วยกัน ก็เลยต้องเข้าคลาสปรับพื้นฐานตอนเดือนกันยายนด้วยกัน ความที่ทางเดินกลับบ้านของเราเป็นทางเดียวกัน เราก็เลยเดินกลับบ้านด้วยกันเกือบทุกเย็น ฉันจำได้ว่าตอนเจออาห์นหนแรก ประโยคแรกที่ฉันทักเธอคือ “รองเท้าเธอสวยมาก” แต่ก็นะ…รองเท้าเธอสวยจริงๆ

 

อาห์นเป็นผู้หญิงเวียดนามผิวสวย ตัวสูงไซส์เอ็ม ถ้าคุณเจอเธอ คุณจะไม่มีวันนึกว่าเธอแต่งงานมีลูกชายวัยสี่ขวบแล้ว!!! เธอเพิ่งอายุยี่สิบแปดเอง นั่นหมายความว่าเธอแต่งงานตั้งแต่อายุยี่สิบสี่ปี เรื่องการแต่งงานและมีลูกแล้วของอาห์นมักทำให้คนอื่นที่รู้เรื่องแปลกใจเสมอ เซนเซนที่สอนภาษาญี่ปุ่น เคยทำเสียงตกใจมากตอนฉันบอกว่า วันนี้อาห์นลา เพราะเธอต้องไปทำเรื่องเอกสารให้ลูกชายเธอเข้าอนุบาลที่นี่ได้ เธอตั้งใจจะพาลูกมาอยู่ด้วยในเทอมหน้า ลูกเป็นเหมือนดวงใจของเธอ (แน่นอนล่ะ) ช่วงเดือนแรกที่มาอยู่ที่นี่เธอคิดถึงลูกมากขนาดที่ว่า หลังจบคลาสซัมเมอร์ เธอใช้เวลาสิบวันก่อนเปิดเทอมบินกลับฮานอยเพื่อเยี่ยมลูกชายของเธอ

 

อาห์นเป็นคนอ่านสปีชในพิธีเปิดการศึกษาฤดูหนาว …เป็นหนึ่งในสองนักเรียนที่ถูกเลือกให้อ่านสปีช (อันเป็นสปีชที่เขียนเอง) อีกคนหนึ่งคือเด็กหนุ่มคณะสายวิทย์ (หนุ่มจริง เพิ่งจบตรี ไม่เคยทำงาน) จากยุโรป ที่ดูตื่นเต้นกับชีวิตในมหาวิทยาลัยโตเกียวมาก …แตกต่างกับอาห์น

 

การที่อาห์นได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนขึ้นอ่านสปีชในพิธีเปิดการศึกษานั้นเป็นเรื่องที่ทั้งน่าประหลาดใจแต่ก็ไม่น่าแปลกใจไปพร้อมๆ กัน … แวบแรกที่คุณเห็นอาห์น คุณจะรู้สึกว่าเธอเป็นผู้หญิงเวียดนามผิวดีธรรมดา และเธอก็ธรรมดาจริงๆ ในชั้นเรียนขนาดใหญ่ภาคบังคับ อาห์นไม่เคยยกมือถามคำถาม ไม่เคยร่วมแสดงความคิดเห็นอันน่าสนใจในชั้น เธอแค่นั่งอยู่ตรงนั้น จดเลคเชอร์ ถึงเวลาก็ส่งการบ้าน (การบ้านที่ฉันมักเจ๋อไปขอดูคำตอบก่อนส่งเสมอ)

 

แต่อาห์นมักได้คะแนนดีเสมอในวิชาเกี่ยวกับตัวเลข

 

เธอไม่ชอบอาหารญี่ปุ่น เธอเลยทำกับข้าวทานเองและห่อมามหาวิทยาลัยทุกวัน การที่อาห์นทำกับข้าวเองนั้นไม่ใช่เพราะว่าต้องการประหยัดเงิน แต่เพราะเธอไม่ชอบอาหารญี่ปุ่นจริงจัง อาห์นทำอาหารเก่งมาก โอเค…เธอเป็นแม่ แต่ไม่ใช่แม่ทุกคนจะทำกับข้าวได้เลิศเลอ แต่อาห์นเป็นคนแบบนั้น ตอนก่อนคริสต์มาส คลาสเมทอินเดียซื้อไก่ทั้งตัวมาฉลอง แต่พวกเราไม่รู้จะทำยังไงกับไก่อบตัวเบ้อเริ่ม เป็นอาห์นที่คอยจัดการบอกว่า “อย่างนี้ต้องใข้กรรไกรตัด ฉันจะไปเอากรรไกรที่ห้องมาตัดให้” แล้วเธอก็สวมบู๊ทหายไปสักห้านาทีก่อนจะกลับมาพร้อมกรรไกรที่มีไว้ทำกับข้าว เธอตัดเฉือนไก่อบอย่างว่องไว … มันเป็นความว่องไวแบบที่คนทำครัวเป็นเท่านั้นจะทำได้

 

ฉันจำตอนหน้าร้อนที่เราเดินกลับบ้านตอนเย็นด้วยกันได้ดี มีวันหนึ่ง ฉันบ่นให้เธอฟังว่าตอนฉันอายุสิบหกปี ฉันเคยเก่งเลขกว่านี้นะ ฉันแก้โจทย์ได้ทุกโจทย์ในระดับชั้นมัธยมปลาย ไม่เหมือนตอนนี้ที่แค่สมการกลับข้างฉันก็งงแล้ว เรื่องมันผ่านมานานเกินไป อาห์นถามว่า แล้วเรื่องมันผ่านมานานเท่าไหร่เหรอ ฉันตอบว่า “สิบหกปี” อาห์นหยุดเดิน นิ่งไปนิดนึง ก็หันมามองหน้าฉันว่า “งั้นตอนนี้เธอก็อายุสามสิบสองแล้วสิ” ฉันเลยตอบว่า “ใช่ สามสิบสอง ไม่แต่งงาน และไม่มีลูก” แล้วเราก็หัวเราะพร้อมกัน

 

ฉันคิดว่า ฉันพอจะรู้เหตุผลที่อาห์นถูกเลือกให้พูดสปีชในวันนั้น … มันไม่ใช่เหตุผลยิ่งใหญ่อะไรหรอก แต่ฉันคิดว่าคงเพราะเธอดูธรรมดาดี เธอดูเป็นคนในชั้นเรียนปริญญาโทในมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าดังมากของเอเชียที่ไม่ได้ดูโดดเด่นอะไร เธอไม่ได้จบตรีจากอเมริกาหรือยุโรป สำเนียงภาษาอังกฤษของเธอเป็นแบบเวียดนามแท้ๆ เธอไม่แต่งตัวแฟชั่นเก๋ไก๋ เธอแทบไม่แต่งหน้าเลยด้วยซ้ำ เธอไม่ใช่ยังลีดเดอร์ที่พร้อมกระโดดร่วมกิจกรรมเปลี่ยนโลกอะไรเทือกนั้น บางครั้งเธอเข้าร่วมกิจกรรมบางอย่างแค่เพราะมีแซนด์วิชฟรีด้วยซ้ำ (ฉันเป็นคนแนะนำเธอเองว่ามีของกินฟรี XD) แต่เพราะว่าเธอดูธรรมดามั้ง เธอถึงได้เหมาะสมที่จะอยู่บนเวทีตรงนั้น

 

เพราะมันสะท้อนให้เราเห็นว่า มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะชั้นเรียนปริญญาโทและเอก ควรจะเป็นพื้นที่ให้กับคนทุกกลุ่มจริงๆ

เพราะบางครั้ง คนที่เรซูเม่เปล่งประกายอลังการงานสร้าง (หมวดแอคชีฟเมนท์ยาวเป็นหางว่าวไปถึงดาวพลูโต) ก็อาจต้องเรียนรู้จากคนที่หั่นไก่อบด้วยความว่องไวและทำซุปต้มไก่ได้อร่อยเว่อร์…เช่นกัน

status: 2013-11-23 : The other lives in the coffee shop

The other lives in the coffee shop.

นั่งอยู่ข้างๆ คู่ (ที่ดูเหมือนเป็น) แม่ลูก คุณแม่อยู่ในวัยคุณยาย ส่วนลูกชายอยู่ในวัยคุณลุง คุณแม่อยากไปเข้าห้องน้ำซึ่งห่างออกไปแค่ 50 เมตร คุณลูกชายค่อยๆ ประคองไปอย่างเงียบเชียบ พอกลับมาที่โต๊ะ คุณแม่ก็จิบกาแฟต่อ คุณลูกก็อ่านหนังสือพิมพ์ดูคล้ายไม่ใยดีกัน ดูเหมือนต่างคนต่างมา มีความเงียบเชียบเป็นดนตรีประกอบ ถ้าใครสักคนผ่านมาเห็นตอนนี้ อาจคิดได้ว่าพวกเขาไม่สนใจกันและกัน … ชีวิตขึ้นกับจังหวะที่เราพบเจอจริงๆ และท้ายที่สุด เราไม่อาจตัดสินอะไรได้ เพียงแค่วูบชีวิตที่เจอ

Vietnam in my (cynical) eyes : “Do you believe in Destiny?”

I wrote this journal with broken English since 2006. Long time ago.
At that time, my best friend did not feel satisfied to reveal who she is (may be she still not satisfies these days), therefore I just could not type her name on it.
But this story is (was) 100% true.

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Vietnam in my (cynical) eyes : “Do you believe in Destiny?”

After got back home from “the 20 days trip”, it seemed like everyone I know in the world had just only one question to ask; “How’s your Vietnam trip?”.

Frankly, I think my trip was really great, cool, awesome, and fun. But I don’t know why I couldn’t give them those words at that time.

Maybe it’s because at that moment I got just the only word popped up in mind.

“Destiny”

Yes, all the word I can think of when talking about my Vietnam trip is just “Destiny”.

Plus the question;Do you believe in destiny?”.

It happened like this…. Just like this…

I got a friend – one best friend who, at the moment, is falling in love with an exchange student guy from America.

They met on May, in a master degree research, and at the end of June the guy went to Laos and Vietnam to travel (and then he’ll go back home – America).

“That’s it” I thought.

But my friend didn’t think that way.

After she heard about my Vietnam trip on July, she asked me to join the trip, and started to create her possibility in life

(or actually .. in love J)

“It can be (and we can meet).” She said.

So the trip started…..

We (my friend and I) planed to go to Hanoi-Vietnam together on July 05th. Unluckily, on that day she got a master degree class so we had to separate.

 I went to Hanoi with an afternoon plane, while she caught a night flight.

The first separate, leads to the second. After considering all the problems that will happen because of different flight, we agreed to stay in different hotel on July 05th, and we will meet on July 06th morning.

Her hotel on the 05th of July night is “Little Hanoi Hotel

(and please don’t care what’s mine, it’s not important to this story J).

And the morning of July 06th came, I woke up and walked from my hotel to my friend’s.

…And there he was, the man of my friend’s dream,

he sat there at “Little Hanoi Hotel” ‘s lobby, playing internet.

“He knows my friend live here, and comes to see her.” I thought.

Because of I don’t know him (and he doesn’t know me too), I decided not to say hello, so I just walked pass him and went up to my friend’s room.

And she’s not there.

According to friends who shared the room with her, my friend woke up early and she just decided to go for a walk.

“OK, she let the guy waits.” It’s an another thought of mine.J

Missing to see my friend in that July 06th morning, I decided to go out town, to Halong bay, and I thought I would come back to see her in the evening.

 

And when I came back, there she was, standing in her room with plenty-sparkling eyes.

Then she asked; “Do you believe in destiny?”

Oh dear, it’s tough question for me. I better didn’t answer.

“But I do believe.” She said.

And then, the story came.

The most hearth-warming and inspiring story I’ve ever met in Vietnam.

My friend told that in the morning (July 06th ) after I left her hotel, she returned and met someone was sitting there in the lobby.

Her guy.

She was really surprised, and so was he, because they didn’t email to tell each other to make any appointment, which means they didn’t even know each of them would be in Hanoi at that time.

And the more surprisingly part was, last night; on July 05th , they stayed at the same hotel.

“And not just that.” She revealed.

“Actually, he planed to left Hanoi on July 06th, and at the time I met him , he’s just waiting for his rental motorbike. All this means if we didn’t meet at this morning (July 06th), we’ll never know that we lived in the same hotel and we absolutely will never met.”

Oh my God!

What! What! What! What!

….. I said to myself silently.

“Are all this mean,

last (July 5th) night, they stayed at the same hotel and they didn’t know that another of them was there,

in the same Little Hanoi?”

What happened?……….

It’s her first night in Hanoi, and in contrary, it’s his last night.

The guy planed to leave Hanoi on July 06th, while the girl planed to start her trip.

There were so many things in the world that can make them to can’t meet on that day.

What if he didn’t like Hanoi enough, and left before she came?

What if she didn’t stay at “that Hotel”?

What if he didn’t like the Hotel receptionist and chose not to stay there?

What if she woke up in early morning and left hotel to travel around town before he woke up?

What if… what if …what if … what if ?

There are so many “what if” for me.

Same as there are so many questions.

“How can they meet, while there are more than a hundred hotels in Hanoi?”

“Why did he choose that Hotel?”

“And why did her choose to come to Hanoi on that day even in the morning she got a master degree class to attend?”

There are so many reasons in this world that can make them apart and can’t see each other that day.

But finally they met.

….

They smiled.

……

And they hugged.

I don’t really know what you all will feel after hearing this story. But for me, I suddenly had a question;

“Is this Destiny?”

“Were they destined to meet on that day –July 06th?”

God only knows, maybe.

……………………

Listening a story from friend made me think about myself;

“What’s about me?”

Where’s my destiny?”

“Is he still alive, or for worse, does he even exist?”

And then I realize, maybe I have already met him,

in Vietnam.

My Destiny. 🙂

A younger Harry Potter 🙂

I met him on the train from Hanoi to Hue 🙂
Is he cute?
Ha ha…

เรื่องของเช และการเดินทางของเบน

เรื่องของเช และการเดินทางของเบน

เขียนเรื่องนี้ไว้นานมากแล้ว พอดีเมื่อวานเคลียร์งานในคอมพิวเตอร์ เจอบทความนี้ เลยขอเอามาลงไว้
ทุกวันนี้ เพื่อนชื่อเบนคนนี้ ทำงานเป็นหมอที่นิวยอร์ก จบเอกด้านแพทย์ ที่ Columbia University ที่นิวยอร์ก แล้ว (ไฮโซมากๆ แตกต่างกับชีวิตของชั้นลิบลับเลย:)

***************************************


เรื่องของเช และการเดินทางของเบน

1.
ฉันรู้จักเบนครั้งแรกในเย็นย่ำวันหนึ่ง เมื่อเจ้าเพื่อนสาวคนสนิทลากตัวฉันไปแอบดูผู้ชายที่กำลังวุ่นวายกับเครื่องซักผ้าแบบหยอดเหรียญ… สถานที่ที่ฉันเจอเบนคือที่ประเทศไทย ต้นฤดูฝน ปี 2545

“ดูนั่นสิ น่ารักดีเนอะ” เพื่อนสาวพูดอย่างนี้

เบนในวันนั้นที่ฉันเจอ คือคนหนุ่มตัวซีดขาว ผมทอง ตาสีฟ้า ใส่หมวกแก็ปปิดบังดวงหน้า กำลังเปิดพลิกหนังสืออ่านขณะนั่งรอเจ้าเครื่องปั่นผ้าทำงานเสร็จ

ดูเป็นคนหนุ่มที่เอาจริงเอาจัง และคล้ายจะเป็นนักเดินทางผู้แสวงหาปรัชญาบางอย่าง….

เบนในวันถัดมาที่ฉันได้รู้จักเมื่อเราเอ่ยปากทักทายกัน คือเบนที่เป็นนักศึกษาวิชาเคมี จากวิสเคาซิล อเมริกา ผู้เดินทางมาทำวิจัยไกลถึงเมืองไทย…

และ “ไอเป็นคนหัวงู…ชอบดูหนังโป๊…ดื่มเบียร์เป็นชีวิตจิตใจ” คือประโยคที่เบนบรรยายตัวเอง

เบนชอบพูดอย่างนี้อยู่บ่อยๆ จนในที่สุด ฉันก็ลืมไปแล้วว่าครั้งนึงฉันเคยคิดว่าเบนเป็นคนจริงจัง และเต็มไปด้วยความฝันว่าจะทำให้โลกดีขึ้น

ตอนนั้นก้อนความคิดที่เกี่ยวกับเบนมีเพียงว่า เบนเป็นชายหนุ่มธรรมดาที่ดูขี้เล่น..
และชอบดูหนังโป๊เท่านั้น…

ปลายหน้าฝน ปี 2545 เบนกลับบ้าน และสิ่งไม่มีชีวิตที่เรียกว่าเวลา ก็ได้ทำหน้าที่ของมัน—หมุนเวียนเปลี่ยนผันฤดูกาล—จนผ่านมา 3 ปี
เป็นปี 2548

ฉันไม่ได้ติดต่อกับเบนอีก สิ่งที่รู้คร่าวๆ หลังการบินกลับอเมริกาของเขาคือ เบนได้ทุนปริญญาโทจาก UCLA และศึกษาต่อในสายเคมีเช่นเดิม

เป็นความจริงที่ว่า เมื่อเราไม่ได้ติดต่อกับใครนานๆ และเมื่อชีวิตเปลี่ยนจากสภาพนิสิต/นักศึกษามาเป็นคนทำงาน ที่ต้องมีเรื่องรับผิดชอบมากมาย มีบิลค่าไฟ ค่าน้ำ ให้จ่ายทุกเดือน เราก็พาลจะหลงลืมใครในชีวิตไปได้ง่ายๆ เสียอย่างนั้น

เช่นกัน ฉันลืมเพื่อนชื่อเบนไปแล้ว

จนวันนึง เพื่อนสาวคนนึงได้ส่งฟอเวิร์ดเมล์เกี่ยวกับการเดินทางของใครคนหนึ่งมาให้
มันเป็นการเดินทางของผู้ชายชื่อเบน

2.

เมื่อ 13 ธันวาคม 2547 ผู้ชายชื่อเบนได้ตัดสินใจปั่นจักรยาน ณ ดินแดนอเมริกาใต้ลำพังคนเดียว เพื่อรวบรวมเงินบริจาคมอบแด่ The Los Angeles Free Clinic คลินิคที่ทำงานด้านโรคเอดส์ เบนเรียกการเดินทางครั้งนี้ว่า Bike For HIV

2,500 $ คือเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ 1,500 $ คือที่เบนทำได้ภายในระยะเวลา 2 เดือนในการปั่น

เบนจำเป็นต้องยุติการเดินทางไว้แค่จาก ซานติโก-ชิลี ถึง ควิโต-เอกวาดอร์ เท่านั้น ไม่ใช่เพราะกำลังใจทดท้อ หรือทนความยากลำบากในประเทศโลกกำลังพัฒนาไม่ไหว

แต่เพราะเขาต้องกลับไปสัมภาษณ์เพื่อเข้าศึกษาต่อยัง Medical School

ใช่แล้ว ผู้ชายคนหนึ่งที่เคยแสดงออกให้ใครต่อใครรับรู้ว่า เป็นตาเบนหัวงู และชอบดูหนังโป๊ กำลังตัดสินใจพาตัวเองเข้าสู่อาชีพที่นับได้ว่าเสียสละมากอาชีพหนึ่ง…

ในเว็บไซต์ที่เบนทำขึ้นระหว่างการเดินทางของเขา บอกให้เรารับรู้ว่า แรงบันดาลใจสำคัญส่วนหนึ่งของเบนมาจาก ภาพยนตร์เรื่อง Motorcycle Diaries ที่ว่าด้วยการเดินทางของ เออร์เนสโต ฟูเซอร์ เกเวรา ในวัย 23 ปี ที่ตัดสินใจบิดมอเตอร์ไซค์ออกไปเพื่อให้ได้ “เห็น” และ “รู้จัก” ทวีปถิ่นเกิดด้วยตาของตัวเอง ก่อนที่การเดินทางครั้งนั้นจะได้เปลี่ยนให้เขากลายเป็น เช เกเวรา นักปฏิวัติคนสำคัญของโลก

ก่อนหน้าที่จะได้ดู Motorcycle Diaries ฉันเคยได้ยินและผ่านตาชื่อของผู้ชายคนนี้มาบ้าง รู้ว่าเช เป็นนักปฏิวัติ
แต่ไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นคนชาติไหน,
เพราะอะไรถึงหันมาปฏิวัติแบบกองโจร,
และไม่เคยรู้ว่า วันที่เช จากโลกไป มีใครเสียใจบ้าง

และแม้กระทั่งเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ ฉันก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าเช เกเวรา เป็นฮีโร่

ภาพยนตร์เรื่องที่ดู ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอย่างนั้น
แต่มันทำให้เราอยากใช้ชีวิตส่วนหนึ่งออกเดินทาง ..และถ้ามีเวลา ก็อยากทำอะไรบางอย่างบ้าง..เพื่อโลก

แต่การที่จะปลดเปลื้องพันธนาการของคนทุกข์ยากที่มีมากกว่า 80% ของประชากรหกพันล้านบนโลกมันไม่ใช่เรื่องง่าย

เรื่องบางอย่างมันคงเป็นได้แค่ความฝัน
และฝันบางฝันดำรงชีพได้แค่ในโรงหนัง
เช เกเวราตายแล้ว…
คนในโลกทุนนิยมอย่างเราคงไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้
จนกระทั่งฉันพบภาพระหว่างการเดินทางของเบน

3.

ว่ากันตามตรงการเดินทางกว่า 3 พันไมล์ของเบนไม่ใช่การเดินทางโดยมีจุดประสงค์เพื่อแบ่งเบาความทุกข์ยากของคนในละตินอเมริกาแม้แต่น้อย

เบนคือนักศึกษาปริญญาโทวิชาเคมี ไม่ใช่มิชชันนารี!
แต่เบนตัดสินใจออกเดินทางปั่นจักรยานไปอเมริกาใต้ด้วยเหตุผลที่ไม่ต่างกับเออร์เนสโต เกเวรา

ออกเดินทางเพื่อจะได้เห็นโลก…
เพื่อที่จะได้ค้นพบว่า ตัวเองสามารถทำอะไรแก่โลกและผู้คนได้บ้าง

และถึงวันนี้ เส้นทางที่เบนเลือกเดิน ก็ทำให้เราได้รู้แล้วว่า เบนเลือกที่จะทำอะไรแก่โลกด้วยวิธีไหน
เลือกอาชีพอะไรในการช่วยผู้คน
อาจแตกต่างกับวิธีที่เช เลือกใช้
แต่ในจุดหมายมันคือสิ่งเดียวกัน

ภาพของเบนในเว็บไซต์ที่ปรากฏ แสดงให้เห็นว่า เวลา 3 ปี ได้เพิ่มริ้วรอยให้แก่ชีวิตคนแค่ไหน
แน่หละ เมื่อเวลาเปลี่ยนไปเราก็จะโตขึ้น
เบนเติบโตขึ้น..ไม่ใช่เพราะว่าหน้าตาที่มีริ้วรอยปรากฏ
แต่เป็นการเติบโตที่เกิดขึ้นภายในต่างหาก…

ครั้งนึงในปี 1952 เออร์เนสโต เกเวราได้เติบโต

เบน บีเยอร์ก โครลล์ กำลังเติบโตและคิดทำอะไรเพื่อโลกบ้าง

สำหรับฉันรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นเมื่อได้อ่านการเดินทางของเบน

…เพราะได้รู้แล้วว่า เรายังมีคุณค่า และสามารถทำอะไรให้แก่โลกได้เสมอ
ทุกวินาที..

ถ้าแค่เราจะอยากทำ…