Repost: Blog – Letter to Mom

แม่

…ที่โตไดไม่ใช่โลกทั้งใบ แต่ที่นั่น หนูเจอทั้งคนที่มีฝันใหญ่ๆ และคนที่มีฝันเล็กๆ
แม่คงรู้ คนประเภทไหนดึงดูดใจหนูได้ดีที่สุด…

แม่จำตอนที่หนูส่งจดหมายไปขอกล้าพันธุ์หอมเปจากสวนของโจน จันได ได้ไหม หนูได้รับจดหมายตอบกลับจากทีมงานสวนคนหนึ่ง เขาเป็นคนร้อยเอ็ด เขาเขียนมาว่า “กาฬสินธุ์กับร้อยเอ็ดก็ใกล้กันนิดเดียวเองเนอะ…ปลูกหอมเปขึ้นแล้ว อย่าลืมถ่ายรูปส่งมาให้ดูบ้างนะ:)” หนูยังเก็บจดหมายนั้นไว้ แต่ไม่เคยได้เขียนจดหมายตอบกลับพี่เขาไปเลย เพราะหอมเปของหนูไม่เคยงอก หนูเป็นเด็กจบปริญญาตรีที่ปลูกหอมเปไม่ขึ้น

ไม่เหมือนสวนโหระพา ข่า ตะไคร้ ไร่มันสำปะหลัง และทุ่งนา 15 ไร่ของแม่
แม่ปลูกมันขึ้นมาเองทั้งหมด และมันก็เติบโตง่ายดายมาก ง่ายดายจนใครต่อใครที่ได้เห็นมักคิดว่าเขาก็คงทำได้

แต่หนูรู้,ไม่ง่ายหรอกนะที่เราจะทำให้พืชผัก และข้าว งอกงามได้

อยู่ที่โตเกียว เวลาหนูเจอคนฉลาดมากๆ (อันหมายถึงเขาก็นิสัยดีด้วย) หนูมักตั้งข้อสงสัยในใจเงียบๆ คนเดียวเสมอ
“ถ้าเอาเมล็ดหอมเปให้เธอปลูก เธอจะปลูกมันได้งอกงามไหมนะ”

หนูคิดอย่างนี้จริงๆ สงสัยอย่างนี้ทุกครั้ง เวลาเจอความคิดเห็นน่าสนใจ คำถามที่สะท้อนถึงความรอบรู้ของคนถาม และคำตอบที่แสดงให้เห็นว่าเขาคิดใคร่ครวญและอ่านหนังสือมามากมายขนาดไหน

แต่การปลูกผักปลูกหญ้าและการทำนา ก็เหมือนกับการว่ายน้ำ
มันไม่ได้เกิดจากการคิดใคร่ครวญ มันเกิดจากการลงมือทำ
มันใช้ทักษะคนละแบบกับในชั้นเรียน

เหมือนกับการเล่นสกี

หนูเล่นสกีได้ห่วยแตกมากค่ะแม่ อย่างที่แม่รู้มาตลอดชีวิต หนูเป็นคนควบคุมร่างกายไม่เก่ง โดยเฉพาะตรงกล้ามเนื้อขา หนูควบคุมและใช้กำลังขาได้ไม่ดีนัก
บทเรียนแรกสุดของสกีคือ เราต้องรู้จักล้มให้ดี “good fall” เราต้องลุกขึ้นมาให้ได้ “how to stand up” และเราต้องรู้จักหยุด “how to stop”
โค้ชสกีจากชมรมนักเล่นสกีของโตไดสอนหนูอย่างนี้

ล้มเหลว ลุกต่อ และรู้จักหยุด – หนูคิดว่า “นี่มันปรัชญาชีวิตชัดๆ”

ไม่มีใครไม่เคยเจอเรื่องแย่ๆ หรอก,หนูรู้ว่าแม่รู้ข้อนี้ดีกว่าหนูด้วยซ้ำ

หลังทริปสกีจบลง ชมรมนักเล่นสกีของโตไดพาเด็กต่างชาติอย่างเราไปที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ที่นั่น เราเจอเด็กมัธยมต้นจำนวนมาก บางคนขี้อาย บางคนขี้เล่น แต่ที่เหมือนๆ กันคือพวกเขามีประกายตาแวววาว
หนูชอบประกายตาอย่างนั้น

เราเล่นเกมสำคัญกันสองเกม เกมแรกคือให้พับจรวดกระดาษ แล้วแข่งกันปาจากชั้นสองของโรงยิม แข่งกันว่าใครจะปาจรวดกระดาษได้ไกลที่สุด
…หนูพับจรวดได้ห่วยมาก และจรวดกระดาษที่ไม่เพรียวลม ไม่มีวันจะลอยละลิ่วไปได้ไกลหรอก…

“แหมะ”, จรวดตกลงแค่ตรง 15 เมตรตรงหน้า,ขายหน้ามากเลยล่ะแม่

เกมที่สอง เกมเตะลูกบอลเพื่อคว่ำขวดน้ำ,จริงๆ มันเหมือนกับการโยนโบว์ลิ่งนั่นแหละ เพียงแต่เราเปลี่ยนมาเตะบอลและใช้ขวดเป๊บซี่กรอกน้ำลงไปแทน

ชายหนุ่มจากโตไดที่เขวี้ยงจรวดกระดาษได้ไกล เตะลูกบอลไม่โดนขวดน้ำสักขวด (ฮ่าฮ่า, หนูแอบหัวเราะดังกึกก้องในใจคนเดียว)

เกมนี้แทบไม่มีใครเตะโดนขวดเลยค่ะแม่ เรียกได้ว่าทุกคนที่เก่งกาจในเกมก่อนหน้า “ปิ๋ว” หมดในเกมนี้

แล้วก็เหลือหนูกับเด็กหญิงมัธยมต้นหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งเธอพยักหน้าให้หนูเตะก่อน, ขวดน้ำมีสามขวดค่ะแม่ หนูลองกะกำลังขาของตัวเอง…แม่เชื่อไหม หนูรู้ตั้งแต่ตอนง้างขาแล้วว่า หนูจะเตะโดนขวดแน่ๆ

“ป๊าบ” ขวดสองในสามล้มลง
คนที่ขว้างจรวดได้ไม่ไกลเลย กลับเป็นคนที่เตะขวดน้ำล้มคว่ำได้มากกว่าผู้ชายในโรงยิมทั้งหมด (ฮี่ฮี่)

ยัง,เรื่องยังไม่จบ
จำเด็กหญิงคนตะกี้ได้ไหม เธอดูธรรมดามากๆ
แต่เธอเตะขวดน้ำล้มคว่ำไปสามขวด (หมดเกลี้ยงเลย ฮี่ฮี่)
แล้วเธอก็ยิ้มดีใจ … หนูยังจำรอยยิ้มของเธอได้จนถึงวันนี้

หนูเคยอ่านที่นิ้วกลมเขียนถึงตอนเขาไปโรงครัวสักที่ ตอนที่เขาคุยกับแม่ครัว ตอนที่อยู่นอกครัว แม่ครัวมีท่าทีเก้ๆ กังๆ ดูเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองเสียด้วยซ้ำ แต่พอเธอจับตะหลิว แล้วหันมาพูดเรื่องข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ที่ใช้ทำกับข้าวเท่านั้นแหละ …ตาเธอเป็นประกายวิบวับ และตรงนั้น ก็ไม่มีใครมั่นใจในตัวเองมากกว่าเธออีกแล้ว

เธอทำให้หนูคิดถึงแม่ ตอนแม่ทำต้มยำกุ้ง หั่นปลา เชือดคอเป็ด (โอเค, การทำครัวไม่โรแมนติกสักนิด เราควรยอมรับกันได้แล้ว)

หนูเข้าใจมานานแล้วว่า มนุษย์มีทักษะแตกต่างกันไป แต่วันที่เตะลูกบอลไปโดนขวดน้ำนั่นเอง ที่หนูรู้ว่า คนเราทำบางเรื่องได้ไม่ดี แต่ไม่ใช่ว่าจะทำเรื่องอื่นๆ ได้ย่ำแย่
มันต้องมีสักเรื่อง สักอย่าง ที่เราทำได้ดี หรือทำแล้วเรามั่นใจ

.
.
.
ที่โตได มีคนเก่งๆ เดินเต็มกันว่อนไปหมด
แต่มีอยู่คนหนึ่งที่หนูว่าเจ๋งสุดๆ

เธอแต่งงานตอนอายุ 24 และตอนนี้ก็มีลูกอายุ 5 ขวบ
เธอทำกับข้าวเก่ง เธอเขียนภาษาอังกฤษได้สวยมาก แต่ขณะเดียวกัน เธอก็ดูธรรมดาสุดๆ
ชีวิตเธอเหมือนสมการกราฟเส้นตรง เรียบง่าย ตัวแปรน้อยราย ไม่ซับซ้อน เธอสวยและผิวเนียนก็จริง แต่ไม่ได้โดดเด่นถึงขั้นสะดุดตา ที่สำคัญ ถ้ามองกันแบบเผินๆ เราก็พร้อมจะผ่านเลยเธอไป

แต่เธอเจ๋งตรงที่ว่า เธอดูธรรมดานี่แหละ
หนูรู้ว่าเธอคิดถึงลูกชาย (โอเค หนูไม่เคยมีลูก แต่หนูคิดว่าหนูเข้าใจความรู้สึกของการคิดถึง “บ้าน” เป็นอย่างดี) แต่ละวัน เธอก็ตื่นมาทำกับข้าว ห่อข้าวเที่ยงมากินที่คณะ นั่งดูซีรีส์เกาหลีในไอแพด ตื่นตระหนกกับการสอบที่จะมาถึงพอเป็นพิธี ถอนหายใจบ้าง โทรศัพท์กลับบ้านบ้าง และกดไลค์เฟซบุ๊คของเพื่อนๆ บ้าง
แล้วก็เดินกลับห้องพักของเธอ

หนูเคยถามเธอว่า เธอมาเรียนต่อทำไม เธอบอกว่าเธอไม่อยากทำงานธนาคารอีกแล้ว เธออยากสมัครเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยใกล้บ้าน มีเวลาอยู่กับลูก ดูแลสามี
แค่นี้แหละ ที่ทำให้หนูรู้สึกว่าเธอเจ๋งมาก

เธอไม่ได้ต้องการจะเปลี่ยนโลก ฝันของเธอเล็กนิดเดียว แต่เป็นฝันที่หนูว่ามันสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าคนที่จะไปทำงานยูเอ็นเสียด้วยซ้ำ

ที่สำคัญ เธอทำให้หนูคิดถึงแม่

…ที่โตไดไม่ใช่โลกทั้งใบ แต่ที่นั่น หนูเจอทั้งคนที่มีฝันใหญ่ๆ และคนที่มีฝันเล็กๆ…
แม่คงรู้
แม่รู้ดีเสมอ
คนประเภทไหนดึงดูดใจหนูได้ดีที่สุด 🙂

11 สิงหาคม 2557 ปีที่แม่อายุครบ 61 ปี

 

 

10562540_10152348195863235_7698595145456512792_o

35 things I learnt at 35

Ten years ago, I wrote “25 things I learnt when I was 25“.
This year, I turns 35, and want to review my value in life; what I think, feel, and also believe. Here are some random thoughts from 35 TT.

 

35 things I learnt at 35

1)flowers are beautiful, also family.

2)someone will come and broke your heart, let them do. learn. and love again.

3) giving is not equally to taking. if you want to give something (a hand, a heart, a help, etc.) to someone, expect nothing in return.

4) everybody has its own war.

5) you can’t have it all. it is true. even you are Mark Zuckerberg or Kim Jung Il, it is still true. you can’t have it all dear.

6) money can buy happiness. seriously.

7) money matters for long distance.

8) best ice cream of all time is Ladurée’s Ispahan. 

9) Life is short. I know it is cliche. But dear, life is short. If you think it still sounds unconvincingly, ask Sheryl Sandberg here.

10) The wrong train may take you to the right station, but this is not the rule.

11) As growing, you can transform to be something or someone you once hated, or really hated. Be careful.

12) No matters what happen, be true to yourself.

13) Love and forgive. Be optimistic. My best friend, Mari, has taught me this.

14) The first lesson they will teach you at skiing is – How to fall. And if you fall good, they will say: “great fall”. This is kinda related to a life philosophy – it is good to know how to fall, greatly.

15) The second lesson in skiing is – “How to stop”.

16) If you know how to fall and how to stop then, there you go 😀

17) If you are 35, you don’t need a good reason to buy La Mer. You NEED to have La Mer. Period

18) Again. Money can buy happiness. La Mer case confirms that.

19) Money matters. Happiness also matters.

20) Hello Kitty is not a cat.

21) Doraemon is a cat.

22) Young generation is the real hope to this world. And I mean :Daehan, Minguk, Manse 😀

23) TVXQ!/ JYJ’s Kim Jaejoong is sexy.

24) Also EXO’s Oh Sehun.

25) “But what seems like a reasonable distance to one person might feel too far to somebody else.” – Haruki Murakami, After Dark.

26) “In every relationship, someone need to do the dishes”, Wutthichai_K.

27) “Pain is inevitable. Suffering is optional. Say you’re running and you think, ‘Man, this hurts, I can’t take it anymore. The ‘hurt’ part is an unavoidable reality, but whether or not you can stand anymore is up to the runner himself.” – Haruki Murakami, What I Talk About When I Talk About Running .

28) “Hurt people hurt people.” – from a film I forget the name.

29) “Sorry seems to be the hardest word.” True.

30) But I am sorry that I hurt you. Seriously.

31) Social media is not an evil. You just need to be wise to use it.

32) Democracy is not a demon, also. Even Trump wins and Brexit triumphs. Mass democracy has its flaw, but we should not deny ‘democracy’.

33) Bridget Jones is funny, although she is forty-something. Or fifty?

34) Umeshu (plum wine) is the king of all liquor. Period.

35) skateboarding is fun!

 

3408

 

 

 

 

 

 

 

 

25 things I learnt when I was 25

When I was 25, I wrote this. Just want to keep it here.

 

 

///

25 Things I learnt when I was 25

ก่อนที่ฉันจะอายุเลยวัยเบญจเพสในวันพรุ่งนี้ (จริงๆ คือเที่ยงคืนของวันนี้) ฉันตัดสินใจเขียนถึงเรื่องราว 25 สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ในวัย 25 ปี ขึ้นมา สำหรับฉัน ปีที่ตัวเองอายุ 25 เป็นปีที่ชีวิตได้ผ่านเรื่องราวอะไรหลากหลาย … จนอดคิดไม่ได้ว่า รึที่ผู้ใหญ่พร่ำสอนตลอดมาในเรื่องวัยเบญจเพสนั้น จะเป็นจริง?

 

นี่คือ 25 สิ่ง ที่ฉันได้เรียนรู้ในวัย 25 ปี

 

1)ให้ ไม่เท่ากับ ได้

 

2)คนบางคนไม่ชอบให้เราทำดีด้วย เค้าชอบให้เราร้ายใส่

 (ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน)

 

3)            wait (v.) = รอคอย

waiting (n.) = การรอคอย

  แต่ไหง waiter (n.) ถึงได้แปลว่า เด็กเสิร์ฟ แทนที่จะแปลว่า ผู้รอคอย?

 

4)โลกนี้ไม่มีคนแปลกหน้า มีแต่เพื่อนที่เรายังไม่รู้จัก

….

และศัตรูที่เรายังไม่พบหน้า!!!

 

5) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ICT ของไทยคนปัจจุบัน ที่สั่งบล็อก youtube และ google ไม่เล่นอินเตอร์เน็ต และไม่เคยสื่อสารกับใครผ่านอีเมล์!?!?

 

6)บางทีคนที่มองโลกในแง่ดีเกินเหตุก็น่ารำคาญ

 

7)ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ใครบางคนจะตายให้ได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริง

 

8)พระเจ้าตายแล้ว

(อันนี้นิทเช่บอก)

 

9)คนเรามักมีเหตุผลเข้าข้างตัวเองเสมอ

 

10)รัก กับ หลง ไม่เหมือนกัน

 

11)แต่มันใกล้กันมากจนคนส่วนใหญ่มัก “หลง” แต่นึกว่า “รัก”

 

12)บางทีคนดีก็ขี้ขลาด

 

13)ยกเว้น เจค จิลเลนฮาล แล้ว ผู้ชายทุกคนที่ฉันอยากแต่งงานด้วย (ในตอนนี้) ล้วนเป็นเกย์!!!

 (ไม่เข้าใจเหมือนกัน)

 

14)          เวลาที่เรารอรถเมล์สายอะไร มันจะไม่ยอมมา

            แต่เวลาเราไม่ได้รอ มันจะมา 3 คันซ้อนกันใน 1 นาที

            (พิสูจน์ได้กับรถเมล์สาย 47 หน้าหอพักจุฬาฯ)

 

15)ความรักก็เหมือนรถเมล์ เราขึ้นผิดสายได้ แต่ถ้ารู้ตัวว่าขึ้นผิด รีบลงก่อนที่มันจะแล่นไปไกลกว่านี้ ก็ดีนะ

 

16)คอนเนคชั่น (connection) ใช้ได้เสมอบนโลกใบนี้

 

17)          เราไม่ควรคบคนที่หน้าตา …

เอ่อ … แต่เราควรคบคนที่ฐานะแทน (อันนี้จริงจังนะคะ)

 

18)          90 % ของคนที่พูดว่า “เงินไม่สำคัญหรอก” (Money doesn’t mean a thing.)

มักมีพ่อแม่รวย

หรือไม่ก็ … รวยโคตรๆ

 

19)บางทีคนดีก็มักทำร้ายกันเอง

 

20)วันที่เราแต่งตัวแย่มากๆ เรามักจะบังเอิญเดินไปเจอแฟนเก่า หรือคนที่เราแอบชอบอยู่

 

21)ความรักก็เหมือนแผ่นดินไหว เราจะรับรู้ผลของมันได้ เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเคลื่อนผ่านไป

 (จากหนังสือ “8/12 ริกเตอร์”, อนุสรณ์ ติปยานนท์ : สุดสัปดาห์สำนักพิมพ์)

 

22)ค่าสกุลเงินของจอร์แดน คือ เจดี

 

23)โลกนี้ไม่มี Love Story มีแต่ Almost A Love Story และ Perhaps Love

(ความเชื่อของปีเตอร์ ชาน ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “เถียนมีมี่ – Comrade, Almost A Love Story” และ “Perhaps Love”)

 

24)ความตายดำรงอยู่, มิใช่ภาคตรงข้าม, หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

 (หนังสือ “Norwegian Wood” ของ ฮารุกิ มุราคามิ ฉบับแปลของ นพดล เวชสวัสดิ์)

 

25)แม้ทุกอย่างที่เขียนมา จะดูเหมือนฉันเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย (ซึ่งนั่นก็จริง) แต่ท้ายที่สุดแล้ว ฉันก็ได้เรียนรู้ (และเริ่มที่จะเชื่อ) ว่า “คนเราเกิดมาเพื่อทำความดีและมีความสุข” – (เอามาจาก ชื่อ MSN ของ โอมเพี้ยง เพื่อนที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ)

Life and the Prisoner

 

I went to hospital the other day. And the morning after, I got bitten by a scorpion. In that moment, my mind deluded myself that I was going to die. But hey! It was just a baby scorpion, Tiktok! Don’t be such an annoying drama queen!

OK! I am not dying. And the first half of 2016 has passed. 52% of UK voted Brexit. Horrible violence is spreading everywhere. Bill Gates commented on Thailand’s messy wires. Military Junta and our BELOVED PM are doing really FINE (because they hold on to GT200, I guess). And someone has just walked away from my life, and I felt really great.

OK. Here comes the drama queen part.

Well… He’s not a lover. His name is Kaye. He once was a prisoner, an due to my current work, I have to deal with prisoners and also villagers in the Northeastern Thailand. Kaye was one of them. He was about to get out of jail when we met. It was my second day at work, alone, in the far far away land. I lived in the temple at that time. Every weekday, around 9 o’clock, 20 prisoners would arrive at the temple and use their skills to construct a new & temporary prison, well, in the temple area. Kaye worked at the kitchen, where I visited quite often (of course). He called me as “Pi Tiktok” since we first met, which means “Older Tiktok”. I am still curious until these days about how he knows that I am older than him.

I can’t say we were close. Also I can’t say that we created strong friendship bond. I was just working in the temple (and villages), and Kaye was just working in the kitchen, waiting for his last day in prison. Sometimes I was mad at what he said to me and I would be silent for a while. Many times he and his technician skill helped me fixed my 6-year old motorcycle. No need to talk about food. His cooking was excellent. And he was a good listener. And then one day he spoke up that he would be out of jail, soon. “Tomorrow”, he said. “Tomorrow?” I repeated. At that time I have moved out to live in the nearby village, and rarely hang out (work, actually) in the temple anymore.

So it means, “tomorrow” was the last day that I could see him.

On that day, I rode motorcycle, hoping to go to temple. And then the villagers I know asked me to stop by. I visited their house. They served the dessert. We talked for a while and I totally forgot about Kaye. Then one motorcycle was passing by, and Kaye was on the back. I didn’t even recognize him, but fortunately enough that he did. Kaye shouted out my name, “Pi Tiktok”. He waved goodbye from the back of the motorcycle. And then I asked him to stop by.

“Are you leaving?”, I said. He nodded. I didn’t even know where he came from.
“Where do you live?” was my question. He mentioned some place which I never heard of. And then, in the very last moment of goodbye, I gave him cash as a goodbye present. Not much, but enough for his journey home, I guess.

“I am fine.”, he refused to take that cash.
“Take it. It is a gift for your new journey. And please do not revisit your old path.” Actually, I didn’t even know what kind of crime he committed in the past.
“I won’t. Someone contacted me to become the drug dealer again, but I have denied. I won’t go back there.” I think it was not a promise to me, it was a promise to himself.

Then Kaye left. Gone. And that was a month and a half ago.

In life, I know some people who were out of jail and then committed a crime, many crimes, and walked to the prison again. Real life is not simply easy. We all know that the world is not a perfect place full of equal opportunity for everyone. And in the word of my friend; “Not all can be wise.”

I know nothing about Kaye’s life.
But I hope, that I won’t see him again.
It might sound a bit mean, but I seriously hope to not see him again,
…as a prisoner in the temple, where I currently work for.

12 วันผ่าน ตรวจทาน New Year’s Resolution

1)จะทำเว็บ >>> ต้องเริ่มด้วยการดูคลิปที่สอนทำเว็บ ซึ่งคุณบุ้ยส่งให้อีกที >>> สรุปว่ายังดูไม่จบเบยยยยยย >>> fail
2)จะเขียนหนังสือให้จบ >>>เขียนครั้งสุดท้ายบนรถทัวร์นครชัย จาก กทม.กลับ กาฬสินธุ์ วันที่ 31 ธันวาคม พอดี >>> ปีนี้แค่เปิดอ่านไฟล์ดูเมื่อคืน ร้องไห้ อิน (จะบ้าเรอะ) แล้วสรุปก็ยังไม่ได้เขียนต่อ >>> fail
3)ทำคลิป “ญี่ปุ่นไม่สมบูรณ์แบบ” เทปสอง >>> จะปล่อยคลิปเสียงภายในสัปดาห์แรกหลังปีใหม่ >>> ตอนนี้สัปดาห์ที่สองแล้ว ยังไม่ได้เริ่มอัดเลย ฮา >>> fail สิคร้า รออะไรอยู่ล่ะ
4)ออกกำลัง >>> ขุดตัวเองไปวิ่งที่สวนลุมมาได้สามวันติด และค้นพบว่าสวนลุมเหมาะกับจังหวะวิ่งชมวิวของชาวเรามาก ฮา เป็นมิชชั่นเดียวที่ทำแล้วพึงพอใจตัวเองมากในตอนนี้ >>> win บ้างอะไรบ้างสินะ
5)จัดระเบียบการทำงานตามหลัก pomodoro (โฟกัสแบบเต็มที่ 25 นาที พัก 5 นาที นับเป็น 1 pomodoro กลับมาทำแบบเดิมอีก ถ้าครบ 4 pomodoro ให้พักได้ 30 นาที … เห็นสายวิทย์เขาเอามาทำแล้วเวิร์ก เลยลองเอามาทำกับงานเขียนบ้าง ทำมาได้สามวัน กับงานที่ทำอยู่ ก็เวิร์กอยู่นะ หลักใหญ่ใจความคือ ต้องไม่ว่อกแว่กใน 25 นาทีนั้น ห้ามไลน์ อีเมล อะไรใดๆ ทั้งสิ้น เหมือนจะนาน แต่ทำแป๊บเดียวก็ได้พักแล้ว เอา 5 นาทีนั้นน่ะ มาเช็คไลน์ได้)
ดูเพิ่มเติม: http://mennblog.com/2016/self-development-in-2015/
สรุป อันนี้ win
6)เปิดขายหมูแดดเดียวให้ครัวครูวิ สินค้าแรกในแบรนด์ครัวครูวิ >>> ยังไม่เปิดขายล็อตสาม กำลังจัดการระบบอยู่ (ถ้าจะมี) >>> ถือว่าได้ทำ
win

 
เท่านี้ก่อน ยังมีหลายสิ่งอย่างอีกมาก แพลนไว้ แต่จะไปทำช่วงกลางปี (ที่มีทุนบ้างแล้ว)

[Life] หนึ่งวันในกรุงเทพฯ ของฉัน

    ฉันเพิ่งกลับมาอยู่ กทม. อีกรอบ หลังจากโบกมือลาพระนครแห่งนี้ไปตั้งแต่หน้าร้อนปี 2555 ชีวิตระหว่างนั้นคือการสาละวนกับชีวิตในบ้านเกิดที่อยู่ไกลโพ้นจากเมืองกรุง ก่อนไปวนเวียนที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเกือบสองปี หลังภารกิจที่ต้องรับผิดชอบจบสิ้นลง จึงได้เวลาเริ่มต้นผูกสัมพันธ์กับเมืองหลวงแห่งนี้เสียใหม่ ชีวิตในเมืองกรุงหนนี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา (เอาล่ะเว้ย) กรุงเทพฯ นั้นรู้ๆ กันว่ามีปัญหาเรื่องคมนาคมอย่างหนักหน่วง ความที่ขี้เกียจผจญกับปัญหาที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ ฉันเลยตัดสินใจเช่าห้องพักใกล้ออฟฟิศแทน ความตั้งใจแรกสุดคือจะเดินไปทำงาน หนึ่ง) เพื่อประหยัดตังค์ และสอง) ฉันติดนิสัยการเดินเท้ามาจากโตเกียวเสียแล้ว ฉันกะประมาณด้วยสายตาว่าระยะห่างระหว่างห้องพักกับออฟฟิศน่าจะอยู่ที่ 7 นาทีเดิน ที่โตเกียวฉันเดิน 30 นาที (ไปกลับรวม 60นาที) เป็นกิจวัตร ดังนั้นระยะแค่นี้จึงหวานหมู แต่เรื่องกลับไม่ได้เป็นตามที่คาดคิดนี่สิ

วันแรกใน กทม. ฝนตกลงมา ท้องถนนในซอยชุ่มฉ่ำ “ไม่เป็นไร” ฉันคิดในใจ “กางร่มเดินก็ได้” ว่าแล้วฉันก็เลือกรองเท้าที่ทนทานต่อฝน กางร่มสีชมพูสดใส หอบกระเป๋าเดินออกจากตึก พี่วินมอเตอร์ไซค์บีบแตรถามเป็นระยะว่าสนใจให้เขาไปส่งไหม ฉันโบกมือปฏิเสธไป ระยะทางใกล้แค่นี้เอง ถึงฝนจะตกก็เดินได้แหละน่า

แต่ปัญหาคือท้องถนนในซอยสกปรกชะมัด ตรงบริเวณทางเดินล้วนมีคราบเศษอาหารที่พ่อค้าแม่ค้าริมทางเททิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน นี่ขนาดมีฝนหล่นลงมา คราบยังชะล้างไม่สะอาดเลย ฉันเดินไปก็ต้องระวังคราบพวกนี้ไป กลัวรองเท้าสกปรกเปรอะเปื้อน แถมในซอยยังไม่มีทางเท้าเป็นกิจจะลักษณะ ฉันต้องเดินทำตัวลีบๆ อยู่ริมถนน แถมต้องเหลียวหลังมองเป็นระยะเพราะกลัวพี่วินหรือรถยนต์ชนเอา อ้อ อีกอย่างคือต้องเดินหลบน้ำขังหรือน้ำที่กระเด็นเวลารถวิ่งเร็วอีก ร่มก็ต้องกาง ขยะก็ต้องเดินหลบ รถก็ต้องกลัว ทางเท้าก็ไม่มีให้ เฮ้อ…จาก 7 นาทีที่คำนวณไว้ว่าจะถึงออฟฟิศ เลยคูณสองกลายเป็น 14 นาทีเลย

แค่วันแรกฉันก็คิดถึงชีวิตในโตเกียวเสียแล้ว ไม่อยากกระแดะให้คนอื่นหมั่นไส้ไป แต่ชีวิตคนเมืองหลวงโตเกียวนั้น นอกจากรถไฟและจักรยานแล้ว พวกเขายังผูกพันกับการเดินเท้าเป็นหลัก ความที่อัตราเริ่มต้นแท็กซี่ไม่ได้ถูกมาก แถมไม่มีพี่วินเพราะกฎหมายห้ามไว้ เวลาจะไปไหนใกล้ๆ 5-15 นาที คนโตเกียวเลยต้องเดินหรือปั่นจักรยาน ถ้าไปเล่าให้ฟังว่าคน กทม. น่ะ แค่ 300 เมตรก็ไม่เดินกันแล้ว คนโตเกียวอาจพาลสงสัยว่าทำไมคนกรุงขี้เกียจจัง แต่ตอนนี้พอกลับมาปักหลักอยู่เมืองฟ้าอมร ฉันก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมเพื่อนๆ พี่ๆ และคนในออฟฟิศของฉันถึงไม่นิยมเดิน (ทั้งที่มันประหยัดกว่าเรียกหาพี่วินเยอะ)

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่เหมาะกับการเดินไม่ใช่เพราะอากาศร้อนอบอ้าว แต่กรุงเทพฯ ไม่เหมาะกับการเดิน (แม้ในระยะใกล้โคตรๆ) เพราะไม่มีทั้งความสะอาดและความปลอดภัยมอบให้แก่คนเดินเท้า ที่โตเกียว ทางเท้านั้นสะอาด ปราศจากเศษขยะ และยังมั่นใจได้ว่าไม่มีน้ำขังตรงอิฐบล็อกให้รำคาญใจเล่น แถมในวันที่แดดร้อนเปรี้ยง ก็ยังมีร่มเงาจากตึกหริอต้นไม้ข้างทางให้หลบพักเป็นระยะ อ้อ อีกอย่างที่แตกต่างมากๆ คือ แม้จะเต็มไปด้วยตึกและห้างร้านเหมือนกัน แต่คนโตเกียวกลับไม่เคยต้องเสี่ยงภัยจากน้ำหยดจากท่อแอร์เลย อะไรทำให้เมืองสองเมืองแตกต่างกันได้ขนาดนี้? คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่การจัดการของรัฐบาลท้องถิ่น

ท้องถนนในโตเกียวนั้นทั้งสะอาดและปลอดภัย น้อยยิ่งกว่าน้อยที่เราจะได้มีโอกาสเห็นเศษซากอาหารกองตามทางเดินให้เราต้องหลบภัยเล่น ที่เป็นเช่นนี้เพราะกฎระเบียบเรื่องการแยกขยะถูกบรรจุไว้ในชีวิตประจำวัน ครัวเรือน ร้านค้า หรือแม้กระทั่งกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม มีหน้าที่ต้องจัดการแยกขยะเพื่อความสะอาดและปลอดภัยของเมือง โดยเทศบาลท้องถิ่นจะรับหน้าที่จัดเก็บขยะฟรีให้แก่ครัวเรือน ส่วนร้านค้าและกลุ่มธุรกิจก็จะมีบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากเทศบาลท้องถิ่นมาจัดเก็บให้โดยต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตามกำหนด ที่กรุงเทพฯ นั้นแม้จะรวมผู้คนเกินสิบล้านอยู่ในเมืองหลวง แต่กลับไม่มีกฎระเบียบรองรับการแยกและจัดเก็บขยะอย่างเคร่งครัดจริงจัง ขยะจำนวนมากทั้งจากร้านค้าข้างถนนและผู้คนที่สัญจรไปมาจึงกลายเป็นเศษซากความสกปรกบนท้องถนนและทางเดินเท้า ฉันไม่ได้จะบอกว่าร้านค้าข้างถนนไม่ดี แต่ฉันกำลังบอกว่า ความสกปรกที่มาจากการไม่จัดเก็บขยะอย่างถูกหลักต่างหากที่น่าเศร้า ความสกปรกนี้เองที่ทำให้กรุงเทพฯ ไม่น่าเดิน แถมยังเป็นหนึ่งในสาเหตุให้น้ำไม่ระบายเวลาฝนตก คนกรุงที่เลือกเดินเท้าจึงต้องผจญภัยน้ำขังและความสกปรก ชีวิตบัดซบจริงๆ

แค่เริ่มต้นวันก็ทำเอาเครียดแล้ว ตกเย็นฉันเลยขอไปเคลียร์อารมณ์สักแป๊บที่ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง เหตุที่ต้องเลือกไปห้างไม่ใช่เพราะไม่มีที่ให้ไปหรอกนะคะ จริงๆ ห้องพักฉันอยู่ไม่ไกลจากสวนสาธารณะเท่าไหร่ แต่เวลามืดค่ำอย่างนี้ ฉันกังวลเรื่องความปลอดภัยมากกว่า สวนเขียวๆ กลางกรุงนั้นดีอยู่หรอก แต่ค่ำๆ พอความมืดเริ่มปกคลุม เสาไฟน้อยนิดที่มีอยู่ในสวนก็ดูจะไม่เพียงพอเสียแล้ว อีกอย่างฉันเป็นคนต้องเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ห้องน้ำสาธารณะในสวนเมืองไทยก็พอจะเดาได้อยู่ว่ามีปัญหาเรื่องความสะอาด เมื่อรวมปัจจัยสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน ความลงตัวในการคลายเครียดของฉันจึงลงเอยที่ห้างสรรพสินค้า มีทั้งความสว่างสไว มีทั้งห้องน้ำที่พอจะวางใจได้ อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องเครียดเพิ่มขึ้นกว่าเดิมจากเรื่องเมื่อเช้า

แต่กรุงเทพฯ ก็เป็นเมืองที่มีอะไรมาเซอร์ไพรส์เราอยู่เสมอสิน่า

อยู่ๆ ฝนก็ตกลงมาช่วงห้างใกล้ปิด ฝนตกหนักขนาดนี้ แท็กซี่ต้องเป็นที่ต้องการตัวมากขึ้นแน่ๆ แล้วเรื่องก็จริงดังคาด แท็กซี่ขาดตลาดหรือไม่ก็ปฏิเสธผู้โดยสารระนาว ฉันก็เป็นหนึ่งในคนที่โดนปฏิเสธ พอหารถกลับเข้าซอยไม่ได้ ฉันจึงเหลือทางเลือกเดียว นั่นคือการนั่งรถไฟฟ้าไปยังสถานีซึ่งใกล้ที่พักมากที่สุด ก่อนเดินกางร่มกลับเข้าซอยอีกราวๆ 10 นาที

“10 นาทีเอง ไหวน่า” ฉันคิดในใจ

แล้วฉันก็เดินไหวจนได้…แต่แลกมาด้วยเนื้อตัวที่เปียกปอน

“โครม! ซ่า!” ไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง แต่คือเสียงน้ำที่กระเซ็นโดนเสื้อผ้าเวลาที่รถยนต์ขับผ่าน วันนี้เพิ่งเป็นวันแรกในเมืองกรุงของฉัน แต่ทำไมถึงได้เริ่มต้นอย่างหฤโหดประหนึ่งอยู่ในวงล้อมของสงครามขนาดนี้ เมืองกรุงเทพฯ นี่ช่างไม่ปราณีต่อคนเดินถนนเสียจริงๆ

แค่วันแรกเท่านั้น สารภาพว่าฉันเริ่มคิดอยากเลิกเดิน แล้วเริ่มถอยรถเป็นของตนเองเสียแล้วสิ

เช้าวันเสาร์ และ “ข่าวคราว”​ ในชีวิต

sat.2015.09.12

วันเสาร์ โทรศัพท์ไอโฟน5สั่นไม่หยุดหย่อนตั้งแต่หกโมงเช้า พอมีใครโทรมาเช้าตรู่ในวันหยุดงานอย่างนี้ จะอกสั่นขวัญแขวนทุกครั้ง เพื่อนสนิทชื่ออำไพเคยเล่าทฤษฎีที่เธอตั้งเองให้ฟังว่า ถ้าโทรศัพท์ส่งสัญญาณเตือนเราในเวลาเช้ามากหรือดึกมาก เธอเชื่อว่ามันมักจะเป็นข่าวร้าย

Bad news travels fast
ข่าวร้ายเดินทางมาถึงเร็วเสมอ
อำไพเชื่ออย่างนั้น

เป็นพ่อที่โทรมา ฉันแตะไอค่อนสีเขียวเพื่อรับสาย ภาวนาว่าอย่าให้มีอะไรร้ายแรง

เสียงสดใสของพ่อดังมา มีเสียงลมปนมาด้วย

“โทรมาปลุกให้ทำบุญ วันนี้บุญเดือนเก้าข้าวประดับดินของอีสาน นี่พ่อตื่นไปทำบุญมาตั้งแต่ตีสาม และกำลังขับรถไปอีกวัด”

ไม่ใช่ข่าวร้าย ไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าข่าวดีได้ไหม อยู่ กทม ฉันไม่รู้ว่าพระท่านเดินบิณฑบาตกันที่ไหน อีกอย่างหกโมงเช้าก็เป็นช่วงเวลาชวนขี้เกียจอิดออด ไม่อยากลุกไปออกกำลัง ทั้งยังไม่อยากเดินวนหาพระในเมืองกรุง

พ่อบอกก่อนวางสายว่าวันนี้พ่อทำบุญให้ปู่กับย่า

ล้มตัวลงนอน เลื่อนหน้าจอไอโฟนห้าแล้วจิ้มรหัสเครื่อง เช็คไลน์ เห็นนาฬิกาดิจิตอลบอกเวลา 6.05

ขั้วตรงข้ามของข้อความ Bad news travels fast ก็คือคำว่า
Good news travels fast

ฉันคิดถึงอำไพ เธอย้ายจากห้องชุดย่านอารีย์กลับไปเปิดโรงเรียนสอนพิเศษที่กระบี่บ้านเกิดแล้ว

โทรศัพท์ตอนหกโมงเช้าไม่จำเป็นต้อองเป็นข่าวร้ายเสมอไป

อยู่ๆ ก็นึกถึงตอนติดสอยห้อยตามย่าไปทำบุญเมื่อตอนเป็นเด็ก ย่าเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนและใจดีที่สุดในโลก (มากกว่าแม่อีก)

ย่าจะเตรียมอาหารไปวัดอย่างดีเสมอ ทำเองทุกอย่าง และย่าสวดมนต์คล่องมาก

ฉันสวดมนต์แทบไม่ได้ ไม่รู้ว่าพระอยู่ไหน เอาตรงๆ ฉันอาจไม่เชื่อเรื่องการทำบุญใส่บาตรเลยก็ได้

แต่ทุกครั้งที่ไปวัด ภาพตอนติดสอยห้อยตามย่าจะถูกฉายวนเวียน

เช้านี้ หน้าปากซอยรามคำแหง24 ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองลุกไปใส่บาตรเพราะมันคือบุญข้าวประดับดินหรือเพราะต้องการพาย่าในความทรงจำกลับมาโลดแล่นอีกครั้ง-กันแน่

ฉันคิดถึงอำไพ อยากบอกเธอจังว่า ข่าวดีและข่าวร้ายปะปนและดำรงอยู่ในชีวิตเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่เช้านี้ไม่ใช่ข่าวร้าย

และฉันเพิ่งไปใส่บาตรมา

Tinder for Education! – จับคู่กันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ไอเดียดีๆ ที่น่าจับตาและพัฒนาต่อ

Screen Shot 2015-07-18 at 10.53.37 AM

มีคลาสเมทกำลังทำ service startup ตัวหนึ่ง เป็นเรื่องการให้คำแนะนำด้านการศึกษา

จุดเริ่มต้นที่คิดทำ เพราะว่าตอนนั้นมีญาติของคลาสเมทมาปรึกษาเรื่องเรียนต่อที่อเมริกา คลาสเมทก็ตอบไป ให้คำแนะนำตามชื่อเสียงมหาวิทยาลัย แต่พอญาติไปเรียนปริญญาตรีสี่ปีแล้วผิดหวัง เพราะจริงๆ แล้ว มหาวิทยาลัยชื่อเสียงดี แต่สาขาที่ญาติอยากจะเรียนนั้นถือว่าไม่ได้โดดเด่น

คลาสเมทคนนี้ก็เลยคิดว่า ถ้าญาติตัวเองได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง จากคนที่จบสาขานั้น ในสถาบันนั้นๆ เลยน่าจะบอกถึงจุดดี จุดด้อย และวิธีเตรียมตัวได้ดีกว่า จะไม่ได้ต้องเสียเวลา สี่ปี สองปี หรือห้าหกปี ไปกับสิ่งที่ไม่ตรงความต้องการและความคาดหวัง

http://afriendabroad.com เกิดขึ้นจากตรงนี้แหละ มันคือ Tinder ของคนที่อยากเรียนต่อ กับคนที่จบมาแล้ว แพลทฟอร์มเริ่มต้น (ที่มีลูกค้ารายแรกโอนเงินเรียบร้อยแล้ว) คือ คนที่อยากเรียนต่อ จะจ่าย 5 ดอลล่าร์ยูเอส ได้รับคำปรึกษา 30 นาที เท่าที่ทราบเบื้องต้น (จากคนทำ) คือ ทางผู้ให้คำปรึกษาจะได้ 4 ดอลล่าร์ และทางเว็บจะได้ 1 ดอลล่าร์ (เหมือน airbnb)

สำหรับคนที่เป็น alumni ที่ต่างๆ (หรือในไทยก็ได้ ที่อาจมีสาขาอินเตอร์) สามารถ sign up free ในส่วน mentor เผื่อเป็นช่องทางในการหารายได้พิเศษจากสิ่งที่คุณแบ่งปันกับคนที่ต้องการได้

ทีม startup นี้กำลังจะไปแข่งที่ UC Berkeley (มั้ง ถ้าจำไม่ผิด) ถ้าชนะก็จะได้เงินรางวัลมาพัฒนาให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

โน้ต- ส่วนหนึ่งชอบตรงที่คนอเมริกันที่ร่วมพัฒนาเว็บ บอกว่า นี่คือการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะในอเมริกา ความเหลื่อมล้ำส่วนหนึ่งคือ คนที่มาจากครอบครัวที่มี network & resource ดีกว่า จะสามารถจ้างผู้ให้คำปรึกษาด้านการเรียนต่อ (ที่ราคาก็ไม่น้อย) ได้ ทำให้การวางแผนอนาคตจะทำได้ดีกว่าคนที่มี network & resource น้อยกว่า (ซึ่งก็ไม่ได้ผิด) แต่ afriendaboard เล็งเห็นความเหลื่อมล้ำตรงนี้ในอเมริกา เลยคิดว่า น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ดี ในการ Match demand & supply ให้มาเจอกัน

Tinder (& Japanese society ในตอนท้าย)

Tinder (& Japanese society ในตอนท้าย)

11722668_10153082273808235_186829145572099997_o

ลองใช้ Tinder ดู เพราะไปเจอเพื่อนคนหนึ่งที่นางทำเว็บ/แอพเกี่ยวกับแมชท์คู่ด้านการศึกษา (แมทช์คนที่อยากเรียนต่อ เข้ากับศิษย์เก่า ในแง่เรื่องการให้คำแนะนำ) แล้วนางใช้คำว่า เป็น Tinder for education เลยอยากรู้ว่า Tinder เป็นยังไง (คือพอรู้คร่าวๆ มาก่อนเพราะมีเพื่อนญี่ปุ่นใช้แล้วเขาก็นัดเจอกันจริงๆ)

ค้นพบว่า
1)Tinder นั้นออกแบบมาแบบ app อย่างเดียว เข้าผ่านเว็บไม่ได้
2)ตัว app สร้างเงื่อนไขที่ทำให้เราต้องล็อกอินผ่าน facebook เท่านั้น เราจะสร้าง account Tinder โดยไม่ผ่าน facebook ไม่ได้
3)เหตุผลที่ Tinder ทำอย่างนั้นเพราะต้องการดึงข้อมูลของเราใน facebook ไปประมวลผล โดยประมวลจาก friend lists หรือคนใน circle ของเรา รวมถึงความสนใจ (พวก pages ที่ไปไลค์) เพื่อจะได้เลือกลิสต์ของคนอื่นๆ ใน Tinder ให้เหมาะกับอายุและจังหวะการเคลื่อนไหวในชีวิตของเรา
4)คีย์เวิร์ดสำคัญของ Tinder ก็คือ any swipe can change your life หมายถึง แค่เราเลื่อน/สไลด์หน้าจอมือถือ เราก็อาจเจอคนที่มาเปลี่ยนชีวิต!
5)คีย์เวิร์ดนี้สำคัญยังไง? สำคัญเพราะถ้าเรา swipe Tinder ไปทางซ้าย ก็หมายถึงเรา say NO กับไอ้หนุ่ม (หรือสาว) นั่น ที่ขึ้นบนจอ แล้วถ้าเรา swipe ไปแล้ว เราจะกลับไปดูโปรไฟล์หรือสานต่อกับไอ้หนุ่ม (หรือสาว) นั่นไม่ได้อีกแล้ว เหมือนคนแปลกหน้าที่ผ่านมาเจอกันแค่ swipe เดียว! อนาคตคุณช่างขึ้นกับการ swipe อย่างแท้จริง!
6)แต่ถ้าเราอยากดึงไอ้ที่เพิ่ง swipe left กลับมา … Tinder อนุญาตโดยมีเงื่อนไขว่า เราอัพเกรดเป็น Tinder Pro ซึ่งหมายถึง เราเสียตังค์! … ซึ่งตรงนี้คือโมเดลธุรกิจที่ Tinder สามารรถสร้างรายได้ได้ไงเล่า
7)ก่อน swipe ถ้าเราตรวจดูคุณสมบัติคนที่อยู่ตรงหน้า (จอมือถือ) แล้วเราอยากคุยด้วย แทนที่จะ swipe NO เราก็เลือกกดปุ่ม LIKE ใช่แล้ว ถ้าเรา LIKE คนนั้นแล้วเขา LIKE เราตอบ Tinder ก็จะ Match เราเข้าด้วยกัน แล้วเราก็จะส่ง message คุยกันได้
8)ลืมบอกไปว่า Tinder เลือกคนที่อยู่ใน area เดียวกับเรา เช่นถ้าตอนนี้เราอยู่โตเกียว Tinder จะโชว์เฉพาะคนที่อยูในโตเกียวเท่านั้น (ข้อมูลเท่าที่เราใช้มาสองวันคือประมาณนี้ไม่แน่ใจว่าเข้าใจผิดไหม)

Tinder ถือเป็น app หรือ โมเดลธุรกิจแบบใหม่ ที่นอกจากมาเชื่อมผู้คนเข้าไว้ด้วยกันแล้ว ยังทำให้กลุ่ม LGBT ของญี่ปุ่น ซึ่งปกติอาจจะดูไร้ตัวตนมากๆ ในสังคม สามารถค้นหาคนที่มีความสนใจเดียวกัน พร้อมเปิดต่อการมีความสัมพันธ์ ได้รู้จักและสื่อสารกันมากขึ้นด้วย (มีเคสตัวอย่างของเพื่อนญี่ปุ่นที่ใช้ Tinder ในกรณีนี้ด้วย และเขาเคยนัดเจอกันแล้ว)

service ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ เป็นอะไรที่อาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสังคมญี่ปุ่นทีละน้อย มันอาจดูน้อยมาก แต่มันเริ่มเปิดพื้นที่และเชื่อมต่อผู้คนที่ไม่เคยคิดว่าจะเชื่อมต่อกันได้ ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมแล้ว

วันนี้คุณลอง swipe เปลี่ยนชีวิตแล้วรึยัง?

[Life] ฉันจะรักหรือเกลียดตัวเองก็ได้ แต่ฉันเลือกอย่างแรก

ฉันจะรักหรือเกลียดตัวเองก็ได้ แต่ฉันเลือกอย่างแรก

ฉันเพิ่งอายุ 34 ไปเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว อายุเท่ากับตอนที่อุทิศ เหมะมูล ได้รางวัลวรรณกรรมซีไรต์จากนวนิยายที่ทำเอาหัวใจฉันหยุดนิ่งไปหลายวันเมื่ออ่านจบอย่าง “ลับแล, แก่งคอย”, อายุมากกว่าตอนที่มูราคามิ ตัดสินใจวิ่งเและเป็นนักเขียนเต็มตัว, และแน่นอน … ฉันอายุมากกว่าเจ้าชายวิลเลียม (ที่มีลูกแล้ว) และปาร์คยูชอน (ที่ยังไม่มีลูก)

ฉันเพิ่งไปอ่านที่พี่บรรณาธิการบริหารคนหนึ่งซึ่งเกิดในช่วงเดือนเมษายนเช่นกัน เขียนถึงการก้าวเข้าวัย 42 ปีเต็มของเธอว่า ยิ่งอายุมากขึ้น เธอยิ่งรู้สึกเหมือนได้รับพร เธอมีลูกชายและลูกสาวน่ารักอย่างละคน แต่เธอก็ยังชอบดอกไม้ เธอยังช่างฝันและช่างรู้สึก พร้อมๆ กันนั้นเธอไม่ปฏิเสธว่าเธอมีมุมอ่อนแอ เธอเป็นบรรณาธิการนิตยสารผู้หญิง การเขียนคือหนึ่งในหน้าที่ของเธอ และเธอเลือกจะเขียนเปิดเปลือยประสบการณ์ชีวิตของเธอบ่อยครั้ง ฉันชอบตรงที่เราได้เห็นมุมไม่สมบูรณ์แบบของเธอ ความหวั่นไหวเล็กๆ น้อยๆ ที่โผล่เข้ามา ความไม่มั่นใจในตนเองที่ปรากฏกายในบางครั้ง … ฉันรักข้อความที่เธอเขียน แต่ฉันไม่แน่ใจนักว่า ฉันจะกล่าวได้เต็มปากว่า ฉันรู้สึกได้รับพรกับอายุที่มากขึ้น

ในวัย 34 หน้าฉันเต็มไปด้วยริ้วรอยกระที่มาจากแดดจ้าที่สะสมมาตั้งแต่วัยมัธยม ฉันเริ่มต้นเรียนปริญญาโทใบแรก และคาดหวังกับตัวเองว่าจะจบในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ การเรียนปริญญาโทหนนี้ทำให้คนที่สายตาเฉียบคมตลอดชีวิตอย่างฉันเริ่มสายตาสั้น เรื่องชวนหวั่นใจที่สุด ฉันเป็นต้อเนื้อที่ตา มันทำให้ตาดูแดงๆ เหมือนคนสุขภาพไม่ดี … ฉันไม่ได้มีสายตาสดสวยสดใสแบบที่ฉันเคยมีในวัย 28 อีกแล้ว หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ เพื่อนที่อายุ 28 มองตาฉัน แล้วถามว่าทำไมตาดำของฉันเหมือนจะระเบิดออกมา ฉันตอบว่า มันไม่ได้จะระเบิด มันแค่มีต้อเนื้อ ฉันหาหมอโรงพยาบาลตาเอกชนชื่อดังของไทยแล้ว เขาบอกว่า นี่แค่ขั้นเบาะๆ มันไม่ร้ายแรงเลย ถ้ามันแดงมากกว่านี้ค่อยไปลอกออก หมอทำเหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโต แต่กับเพื่อนๆ วัยที่เด็กกว่าฉัน พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมตาฉันถึงมีต้อ ฉันบอกพวกเขาว่า ตอนฉันอายุเท่าพวกเขา ฉันก็ไม่เคยคิดว่าตาฉันจะเป็นต้อเนื้อหรอก

ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีความไม่สมบูรณ์แบบของร่างกายเกิดขึ้นได้มากมายเมื่อเราอายุมากขึ้น

ฉันคิดถึงตัวเองในวัย 28 ช่วงที่บ้าทำงาน ไปเล่นโยคะร้อน สลับกับนัดสัมภาษณ์บุคคลสำคัญต่างๆ มันเป็นช่วงที่เคยมีคนมาเจอฉันแล้วบอกว่า ฉันดูสดใสจัง ผิวผ่องจนเขาถามว่าฉันไปทำอะไรมา ฉันเริงร่า ฉันเปี่ยมพลัง มันเคยเป็นแบบนั้น …

ไม่สิ มันยังเป็นแบบนั้นอยู่

อะไรคือสิ่งที่ฉันค้นพบในวัย 34 … ไม่ยิ่งใหญ่เท่าที่ศาสดาแห่งศาสนาหลักของคนไทยค้นพบหรอก ปลายปีที่แล้ว ฉันค้นพบสิ่งสำคัญมากๆ ว่า คนเราเปลี่ยนใจได้เสมอ … คุณรู้มาก่อนแล้วใช่ไหม? ฉันไม่เคยรู้เลย ฉันเป็นผู้หญิงดราม่าควีนเซื่องๆ อย่างอังศุมาลิน ที่ยึดมั่นกับคำสัญญาที่ให้ไว้กับวนัสนั่นแหละ ฉันคิดเสมอว่าการเปลี่ยนใจกับอะไรก็ตาม
— เปลี่ยนใจกับความฝัน, เปลี่ยนใจกับเป้าหมาย, การเปลี่ยนไปตามสถานการณ์โดยไม่มีเหตุผลรองรับที่ดีพอ — เป็นสิ่งที่ฉันไม่ยอมรับและยอมให้เกิดกับตัวเองไม่ได้มาตลอด แต่แล้ว วันหนึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ฉันค้นพบว่า คนเราเปลี่ยนใจได้…และมันไม่ผิดอะไรเลย ถ้าเราไม่ได้ทำร้ายใคร การกระโจนจากความฝันหนึ่งไปสู่ความฝันหนึ่ง หรือการเดินออกจากเป้าหมายหนึ่งสู่เป้าหมายอื่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย … เราไม่ควรใจร้ายกับตัวเองขนาดไม่ยอมให้ตัวเองได้เลือกเลยขนาดนั้น

ในวันเกิดของฉัน เพื่อนคนหนึ่งเอาดอกไม้มาให้ ฉันยังวางดอกไม้ไว้ที่หัวเตียงนอนถึงทุกวันนี้ มันเป็นช่อดอกไม้ที่ประกอบด้วยเฉดสีชมพูเป็นส่วนใหญ่ เวลาที่มองมัน ฉันก็ไพล่ไปคิดถึงข้อความที่พี่นักเขียนและบรรณาธิการคนหนึ่งเพิ่งเขียนไว้ เธอโพสภาพลูกสาวของเธอ พลางบอกว่า นี่คือดอกไม้ กินไม่ได้ แต่วันหนึ่งลูกจะค้นพบว่ามันสำคัญกับชีวิต …
สำคัญกับชีวิต … ฉันชอบคำนั้นมาก สิ่งที่สำคัญของคนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ เราทุกคนล้วนมีสิ่งที่สำคัญกับชีวิต

เป็นเรื่องซ้ำซากที่จะบอกว่า สิ่งที่สำคัญในชีวิตวัย 34 ของฉันคือผู้คน ไม่ใช่ผู้คนธรรมดา แต่เป็นผู้คนที่พร้อมจะยอมรับเราอย่างที่เราเป็น แม้ว่าเราจะอ่อนแอ เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ทำงานช้า ภาษาอังกฤษไม่ดี และแม้บางครั้ง … เราจะเผลอร้ายกาจอย่างไม่น่าให้อภัย

ในวัย 34 ฉันร้ายกาจน้อยลง แต่บ่อยครั้งที่ฉันก็ไม่อาจให้อภัยบางอย่างได้อย่างง่ายๆ ฉันค้นพบว่าภาษาอังกฤษฉันไม่ได้ดีอย่างที่คิด ฉันค้นพบว่าเพื่อจะให้ได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่างที่คนบางคนทำได้อย่างง่ายดายเหลือเกิน ฉันต้องทุ่มเทและใช้เวลามากกว่าพวกเขาถึงสิบเท่า ฉันค้นพบว่าฉันสายตาสั้น มองหน้าคนอีกฝั่งถนนไม่ชัดแล้ว ฉันค้นพบว่าสายลมของฤดูร้อน ทำให้ฉันย้อนคิดถึงผู้คนในชีวิตได้มากกว่าสายลมฤดูหนาว ฉันค้นพบว่าเมื่อใครสักคนถามว่า ความสำเร็จของฉันคืออะไร แล้วฉันยังตอบไม่ได้

แต่อะไรคือความล้มเหลว, ฉันก็ยังตอบไม่ได้เหมือนกัน

ในวัย 34 ที่กำลังกัดฟันปั้นแต่งวิทยานิพนธ์ให้สำเร็จ
ฉันพบว่า ฉันจะรักหรือจะเกลียดตัวเองก็ได้

แต่ฉันก็เลือกอย่างแรกอยู่ดี

11047937_10152915861278235_5758397140047365556_o