Serendipity Story

 

 

มีหนังเรื่องหนึ่งบนโลกที่ว่าด้วยการตามหาคนจากข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนธนบัตร หนังเรื่องนั้นคือหนังโรแมนติกชวนฝันที่ชื่อ เซเรนดิพิตี้ ซึ่งออกฉายในปี ค.ศ.2001 หนังเล่าเรื่องของโจนาธานและซาร่าซึ่งบังเอิญพบกันด้วยโชคชะตา ทั้งคู่ต่างไม่รู้ชื่อหรือที่มาของอีกฝ่าย หากกลับยอมโยนชะตากรรมไว้กับธนบัตรและหนังสือเล่มหนึ่ง ซาร่าขอให้โจนาธานเขียนชื่อและเบอร์ติดต่อไว้บนธนบัตร 5 ดอลล่าร์สหรัฐ ขณะที่หญิงสาวเขียนชื่อและเบอร์โทรของเธอไว้ในปกในของวรรณกรรมชิ้นเยี่ยมเรื่อง เลิฟ อิน เดอะ ไทม์ ออฟ โคเลอร่า เขียนโดย กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกวซ คนคู่นี้พลัดพรากกันหลายปีและเกือบต้องแต่งงานกับคนอื่น แต่แล้วในวันหนึ่ง ธนบัตรใบนั้น พร้อมๆ กับวรรณกรรมเล่มนั้นก็ตกอยู่ในมือของทั้งสอง โชคชะตาค่อยๆ ทำงานของมันอย่างเงียบเชียบ…และสร้างสรรค์ตอนจบแสนสุขได้ราวปาฏิหาริย์

9780241978924

 

 

Repost: Blog – Letter to Mom

แม่

…ที่โตไดไม่ใช่โลกทั้งใบ แต่ที่นั่น หนูเจอทั้งคนที่มีฝันใหญ่ๆ และคนที่มีฝันเล็กๆ
แม่คงรู้ คนประเภทไหนดึงดูดใจหนูได้ดีที่สุด…

แม่จำตอนที่หนูส่งจดหมายไปขอกล้าพันธุ์หอมเปจากสวนของโจน จันได ได้ไหม หนูได้รับจดหมายตอบกลับจากทีมงานสวนคนหนึ่ง เขาเป็นคนร้อยเอ็ด เขาเขียนมาว่า “กาฬสินธุ์กับร้อยเอ็ดก็ใกล้กันนิดเดียวเองเนอะ…ปลูกหอมเปขึ้นแล้ว อย่าลืมถ่ายรูปส่งมาให้ดูบ้างนะ:)” หนูยังเก็บจดหมายนั้นไว้ แต่ไม่เคยได้เขียนจดหมายตอบกลับพี่เขาไปเลย เพราะหอมเปของหนูไม่เคยงอก หนูเป็นเด็กจบปริญญาตรีที่ปลูกหอมเปไม่ขึ้น

ไม่เหมือนสวนโหระพา ข่า ตะไคร้ ไร่มันสำปะหลัง และทุ่งนา 15 ไร่ของแม่
แม่ปลูกมันขึ้นมาเองทั้งหมด และมันก็เติบโตง่ายดายมาก ง่ายดายจนใครต่อใครที่ได้เห็นมักคิดว่าเขาก็คงทำได้

แต่หนูรู้,ไม่ง่ายหรอกนะที่เราจะทำให้พืชผัก และข้าว งอกงามได้

อยู่ที่โตเกียว เวลาหนูเจอคนฉลาดมากๆ (อันหมายถึงเขาก็นิสัยดีด้วย) หนูมักตั้งข้อสงสัยในใจเงียบๆ คนเดียวเสมอ
“ถ้าเอาเมล็ดหอมเปให้เธอปลูก เธอจะปลูกมันได้งอกงามไหมนะ”

หนูคิดอย่างนี้จริงๆ สงสัยอย่างนี้ทุกครั้ง เวลาเจอความคิดเห็นน่าสนใจ คำถามที่สะท้อนถึงความรอบรู้ของคนถาม และคำตอบที่แสดงให้เห็นว่าเขาคิดใคร่ครวญและอ่านหนังสือมามากมายขนาดไหน

แต่การปลูกผักปลูกหญ้าและการทำนา ก็เหมือนกับการว่ายน้ำ
มันไม่ได้เกิดจากการคิดใคร่ครวญ มันเกิดจากการลงมือทำ
มันใช้ทักษะคนละแบบกับในชั้นเรียน

เหมือนกับการเล่นสกี

หนูเล่นสกีได้ห่วยแตกมากค่ะแม่ อย่างที่แม่รู้มาตลอดชีวิต หนูเป็นคนควบคุมร่างกายไม่เก่ง โดยเฉพาะตรงกล้ามเนื้อขา หนูควบคุมและใช้กำลังขาได้ไม่ดีนัก
บทเรียนแรกสุดของสกีคือ เราต้องรู้จักล้มให้ดี “good fall” เราต้องลุกขึ้นมาให้ได้ “how to stand up” และเราต้องรู้จักหยุด “how to stop”
โค้ชสกีจากชมรมนักเล่นสกีของโตไดสอนหนูอย่างนี้

ล้มเหลว ลุกต่อ และรู้จักหยุด – หนูคิดว่า “นี่มันปรัชญาชีวิตชัดๆ”

ไม่มีใครไม่เคยเจอเรื่องแย่ๆ หรอก,หนูรู้ว่าแม่รู้ข้อนี้ดีกว่าหนูด้วยซ้ำ

หลังทริปสกีจบลง ชมรมนักเล่นสกีของโตไดพาเด็กต่างชาติอย่างเราไปที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ที่นั่น เราเจอเด็กมัธยมต้นจำนวนมาก บางคนขี้อาย บางคนขี้เล่น แต่ที่เหมือนๆ กันคือพวกเขามีประกายตาแวววาว
หนูชอบประกายตาอย่างนั้น

เราเล่นเกมสำคัญกันสองเกม เกมแรกคือให้พับจรวดกระดาษ แล้วแข่งกันปาจากชั้นสองของโรงยิม แข่งกันว่าใครจะปาจรวดกระดาษได้ไกลที่สุด
…หนูพับจรวดได้ห่วยมาก และจรวดกระดาษที่ไม่เพรียวลม ไม่มีวันจะลอยละลิ่วไปได้ไกลหรอก…

“แหมะ”, จรวดตกลงแค่ตรง 15 เมตรตรงหน้า,ขายหน้ามากเลยล่ะแม่

เกมที่สอง เกมเตะลูกบอลเพื่อคว่ำขวดน้ำ,จริงๆ มันเหมือนกับการโยนโบว์ลิ่งนั่นแหละ เพียงแต่เราเปลี่ยนมาเตะบอลและใช้ขวดเป๊บซี่กรอกน้ำลงไปแทน

ชายหนุ่มจากโตไดที่เขวี้ยงจรวดกระดาษได้ไกล เตะลูกบอลไม่โดนขวดน้ำสักขวด (ฮ่าฮ่า, หนูแอบหัวเราะดังกึกก้องในใจคนเดียว)

เกมนี้แทบไม่มีใครเตะโดนขวดเลยค่ะแม่ เรียกได้ว่าทุกคนที่เก่งกาจในเกมก่อนหน้า “ปิ๋ว” หมดในเกมนี้

แล้วก็เหลือหนูกับเด็กหญิงมัธยมต้นหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งเธอพยักหน้าให้หนูเตะก่อน, ขวดน้ำมีสามขวดค่ะแม่ หนูลองกะกำลังขาของตัวเอง…แม่เชื่อไหม หนูรู้ตั้งแต่ตอนง้างขาแล้วว่า หนูจะเตะโดนขวดแน่ๆ

“ป๊าบ” ขวดสองในสามล้มลง
คนที่ขว้างจรวดได้ไม่ไกลเลย กลับเป็นคนที่เตะขวดน้ำล้มคว่ำได้มากกว่าผู้ชายในโรงยิมทั้งหมด (ฮี่ฮี่)

ยัง,เรื่องยังไม่จบ
จำเด็กหญิงคนตะกี้ได้ไหม เธอดูธรรมดามากๆ
แต่เธอเตะขวดน้ำล้มคว่ำไปสามขวด (หมดเกลี้ยงเลย ฮี่ฮี่)
แล้วเธอก็ยิ้มดีใจ … หนูยังจำรอยยิ้มของเธอได้จนถึงวันนี้

หนูเคยอ่านที่นิ้วกลมเขียนถึงตอนเขาไปโรงครัวสักที่ ตอนที่เขาคุยกับแม่ครัว ตอนที่อยู่นอกครัว แม่ครัวมีท่าทีเก้ๆ กังๆ ดูเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองเสียด้วยซ้ำ แต่พอเธอจับตะหลิว แล้วหันมาพูดเรื่องข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ที่ใช้ทำกับข้าวเท่านั้นแหละ …ตาเธอเป็นประกายวิบวับ และตรงนั้น ก็ไม่มีใครมั่นใจในตัวเองมากกว่าเธออีกแล้ว

เธอทำให้หนูคิดถึงแม่ ตอนแม่ทำต้มยำกุ้ง หั่นปลา เชือดคอเป็ด (โอเค, การทำครัวไม่โรแมนติกสักนิด เราควรยอมรับกันได้แล้ว)

หนูเข้าใจมานานแล้วว่า มนุษย์มีทักษะแตกต่างกันไป แต่วันที่เตะลูกบอลไปโดนขวดน้ำนั่นเอง ที่หนูรู้ว่า คนเราทำบางเรื่องได้ไม่ดี แต่ไม่ใช่ว่าจะทำเรื่องอื่นๆ ได้ย่ำแย่
มันต้องมีสักเรื่อง สักอย่าง ที่เราทำได้ดี หรือทำแล้วเรามั่นใจ

.
.
.
ที่โตได มีคนเก่งๆ เดินเต็มกันว่อนไปหมด
แต่มีอยู่คนหนึ่งที่หนูว่าเจ๋งสุดๆ

เธอแต่งงานตอนอายุ 24 และตอนนี้ก็มีลูกอายุ 5 ขวบ
เธอทำกับข้าวเก่ง เธอเขียนภาษาอังกฤษได้สวยมาก แต่ขณะเดียวกัน เธอก็ดูธรรมดาสุดๆ
ชีวิตเธอเหมือนสมการกราฟเส้นตรง เรียบง่าย ตัวแปรน้อยราย ไม่ซับซ้อน เธอสวยและผิวเนียนก็จริง แต่ไม่ได้โดดเด่นถึงขั้นสะดุดตา ที่สำคัญ ถ้ามองกันแบบเผินๆ เราก็พร้อมจะผ่านเลยเธอไป

แต่เธอเจ๋งตรงที่ว่า เธอดูธรรมดานี่แหละ
หนูรู้ว่าเธอคิดถึงลูกชาย (โอเค หนูไม่เคยมีลูก แต่หนูคิดว่าหนูเข้าใจความรู้สึกของการคิดถึง “บ้าน” เป็นอย่างดี) แต่ละวัน เธอก็ตื่นมาทำกับข้าว ห่อข้าวเที่ยงมากินที่คณะ นั่งดูซีรีส์เกาหลีในไอแพด ตื่นตระหนกกับการสอบที่จะมาถึงพอเป็นพิธี ถอนหายใจบ้าง โทรศัพท์กลับบ้านบ้าง และกดไลค์เฟซบุ๊คของเพื่อนๆ บ้าง
แล้วก็เดินกลับห้องพักของเธอ

หนูเคยถามเธอว่า เธอมาเรียนต่อทำไม เธอบอกว่าเธอไม่อยากทำงานธนาคารอีกแล้ว เธออยากสมัครเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยใกล้บ้าน มีเวลาอยู่กับลูก ดูแลสามี
แค่นี้แหละ ที่ทำให้หนูรู้สึกว่าเธอเจ๋งมาก

เธอไม่ได้ต้องการจะเปลี่ยนโลก ฝันของเธอเล็กนิดเดียว แต่เป็นฝันที่หนูว่ามันสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าคนที่จะไปทำงานยูเอ็นเสียด้วยซ้ำ

ที่สำคัญ เธอทำให้หนูคิดถึงแม่

…ที่โตไดไม่ใช่โลกทั้งใบ แต่ที่นั่น หนูเจอทั้งคนที่มีฝันใหญ่ๆ และคนที่มีฝันเล็กๆ…
แม่คงรู้
แม่รู้ดีเสมอ
คนประเภทไหนดึงดูดใจหนูได้ดีที่สุด 🙂

11 สิงหาคม 2557 ปีที่แม่อายุครบ 61 ปี

 

 

10562540_10152348195863235_7698595145456512792_o

เรื่องตื่นเต้นในงาน Startup Thailand 2017 #fangirl #version

ได้มีโอกาสไปงาน Startup Thailand 2017 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์มา 3 วัน (ยังเหลืออีกวันสุดท้ายคือ วันอาทิตย์ที่ 9 ก.ค. 2560)

หลายคนคงเขียนในมุมที่ตัวเองเจอไปแล้ว ใน #fangirl #version ก็อยากเขียนถึงบ้าง

กับเรื่องตื่นเต้นที่ได้เจอ

ไม่ๆ … ไม่ใช่การเจอคนหล่อๆ (แม้อันนั้นจะนับเข้ามาด้วยก็ได้ ><) หรือการได้มีโอกาสขึ้น Pitching (เพราะไม่ได้ทำสตาร์ทอัพกับเขา) แต่เป็นการเจอสิ่งนี้ สิ่งที่เคยอ่านผ่านตาในหนังสือ สิ่งที่ร่ำลือกันว่าหายากมากๆ … แพงกว่าทอง … หายากกว่าเพชร

 

มันคือ Aerogel (แอโรเจล)!!!

 

ถ้าใครเคยอ่านหนังสือ Stuffs Matter เขียนโดย Mark Miodownik แปลไทยโดย ทีปกร วุฒิพิทยามงคล (สำนักพิมพ์ Openworlds) ซึ่งเป็นเรื่องราวน่าทึ่งของสารพันวัตถุเปลี่ยนโลกต่างๆ เช่น เหล็กกล้า แก้ว พลาสติก เพชร และอื่นๆ จะพบว่า ในหนังสือพูดถึงวัสดุหนึ่งที่ชื่อ “แอโรเจล” ซึ่งเป็นวัสดุที่ลงรูปน้อยมากในหนังสือ เนื่องจากเป็นวัสดุที่สังเคราะห์ได้ยาก ราคาแพงกว่าทอง มันหายากมากๆ เพราะราคาแพงนี่เอง แต่คุณสมบัติโดดเด่นคือ มันเบามาก และกันความร้อนได้ดีมาก จึงถูกนาซ่า นำไปใช้เคลือบกระสวยอวกาศ หรืองานทดลองเกี่ยวกับอวกาศ เพื่อเก็บข้อมูล ซึ่งอาจทำให้เรารู้เรื่องต่างๆ ของโลกและจักรวาลมากขึ้น

 

แอโรเจลเป็นโคตร rare item เลยก็ว่าได้ ดังนั้นเมื่อมันปรากฏตัวอยู่ในส่วน  Industiral Tech ของงาน Startup Thailand 2017 เราเลยตื่นเต้นมากกกกกก … เรียกว่า รีบเดินตรงดิ่งไปถามที่บูธเลย

 

“มันแพงไม่ใช่เหรอคะพี่ แล้วมันมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง”

 

ที่มาที่ไปของแอโรเจล ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือ อ.ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ค้นพบวิธีการสังเคราะห์แอโรเจลขึ้นมา แล้วเผยแพร่งานวิจัย จนมีบริษัทเอกชนไทยสนใจ และได้รับสิทธิในการนำสูตรนี้ไปสร้างหรือพัฒนานวัตกรรมต่อ

(แอโรเจลถูกค้นพบนานแล้ว แต่วิธีการสังเคราะห์หรือสกัดมีหลายแบบ ซึ่งไม่เปิดเผยกัน เรียกได้ว่า การหาสูตรในการสร้างแอโรเจลนั้นแล้วแต่ใครแล้วแต่มัน แต่เมื่อสร้างได้แล้ว จะมีคุณสมบัติเหมือนกัน หรือเรียกได้ว่า end product เหมือนกัน… งงไหม?)

 

บริษัทเอกชนไทยที่ได้รับสิทธินั้น ก็นำแอโรเจลมาพัฒนาต่อยอดเป็นสารเคลือบกันความร้อน และตัวดักจับของเสียในน้ำ เพราะแอโรเจลมีคุณสมบัติที่ไม่เคลือบน้ำเลย (ดูได้ในคลิป) เรียกได้ว่า หยดน้ำลงไป น้ำก็จะไหลออกเป็นก้อน ขณะเดียวกันคุณสมบัติกันความร้อน ยังสามารถใช้ในเสื้อผ้าหรืออุตสาหรกรรมแฟชั่นได้ แล้วแต่การพัฒนาต่อยอดไป

 

การที่เคยได้ยินเรื่องความมหัศจรรย์ของแอโรเจล แล้วมาได้เห็นของจริง แถมยังได้ลองจับ (ในคลิป) จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากระดับ  9.2 ริคเตอร์ของแฟนเกิร์ล แถมยังได้รู้ว่า คนไทยก็พบสูตรในการสร้างอีก ยิ่งน่าตื่นเต้นหัวใจพองโตไปใหญ่

คลิป Aerogel – https://youtu.be/v91tth5Vu2I

ยังไง ก็อย่าลืมดูคลิป แอโรเจล ที่ถ่ายมาให้ดู

และถ้าอ่านแล้วตื่นเต้นตาม อย่าลืมไปดูที่งาน Startup Thailand 2017 นะคะ

#เป็นโพสเกี่ยวกับงานที่อาจจะต่างจากชาวบ้านไปนิดนึง #แต่ตื่นเต้นจริงๆนะ

 

 

 

 

 ในขวดพลาสติก คือ แอโรเจล

 นำมาเคลือบวัสดุ หรือบำบัดน้ำเสียได้

ติดต่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตได้ตามอีเมลข้างบน (ไม่ได้รับเงินค่าพีอาร์มานะคะ)

ปิดท้ายด้วยภาพ นิตยสาร Startup Thailand และทีมงานที่กำลังถ่ายปกเล่ม 2 อยู่ 
 

Bitter Sweet Tokyo

First posted this on 29.03.2014

มันมหัศจรรย์อยู่นะ ตอนจากโตเกียวหนก่อน ผู้คนยังห่อคลุมกาย ความหนาวเย็นยังโหดร้าย เราต้องปิดบานหน้าต่างทุกบาน เหมือนทุกคนตัดขาดจากโลก อยู่ตัวคนเดียว
แค่เดือนครึ่ง เมื่อใบไม้ผลิมาเยือน ผู้คนเปิดบ้าน เปลือยเนื้อตัว (ห๊ะ) สวมเสื้อคลุมตัวที่บางขึ้น ดูเปิดเผยและเปิดใจมากขึ้น
เสียงหัวเราะตามฟุตบาทของคนที่เดินไปมา แสงแดดของฤดูที่มีคนเคยบอกว่า เป็นฤดูกาลของการก่อกำเนิด
โตเกียววันนี้ดูขมน้อยลง แม้แต่อเมริกาโน่ใส่นมแก้วตรงหน้า ก็ดูหวานกว่าเดิม

Khan Academy

รู้จัก Khan Academy ครั้งแรกตอนไปเรียนที่ Todai ปี 2013 ซึ่งถือว่าเชยมาก เพราะเขาทำคลิปติวในยูทูปมาได้หลายปีแล้ว

ตอนนั้นมีปัญหากับวิชาเศรษฐศาสตร์ แถมยังฟังเซนเซพูดไม่ค่อยเข้าใจ (โง่เองแหละ) หันไปจะถามคลาสเมท ก็ไม่รู้จะถามเขาว่ายังไง (ภาษาอังกฤษโง่ได้ขนาดนั้น) ตอนนั้นการสื่อสารล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงอ่ะ ทำไงดีล่ะ การบ้านก็ต้องส่ง แต่ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง สื่อสารก็ไม่ได้ ทางเดียวที่ทำได้คือเสิร์ชในยูทูปดู แล้วพบคลิปของ Khan Academy ก็เลยนั่งไล่ดู คือฟังไม่ได้รู้เรื่องหรอกนะ แต่พอมันเป็นคลิปในยูทูป อย่างน้อยมันก็รีรันดูได้ไง ตรงไหนฟังไม่ออก ไม่เข้าใจ ก็กดหยุด ลองเดาดู บลาๆ ๆ ก็หาทางเอาตัวรอดไป และในตอนนั้นเองก็ได้ยินเพื่อนอเมริกันมันพูดถึง Khan Academy ว่าช่วยให้มันเข้าใจวิชาเกี่ยวกับเลขกับอะไรพวกนี้มากขึ้น ก็เลยมาถึงบางอ้อว่า …อ้อ Salman Khan นี่ มันไม่ได้ช่วยแค่คนต่างด้าวอย่างชั้นสินะ ขนาดพวกพูดอังกฤษเป็นเนทีฟก็ยังต้องพึ่ง Khan, Bravo! ชั้นก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นสินะ

เป็นตอนนั้นเองที่เริ่มเข้าใจการเรียนรู้ผ่านออนไลน์ อยากรู้อะไรลอง google หาสิ (ซึ่งมันก็ไม่ได้มีทุกอย่างหรอกนะ) แต่สิ่งที่ชอบที่สุดในคลิปติวหรือสอนต่างๆ ในยูทูป คือมันทำให้เราได้เรียนรู้ ในเวลาที่เรา “เปิด” ต่อการเรียนรู้ (หรือหลังชนกำแพงแล้ว ยังไงกรูต้องรอด) ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ Khan ก็เจอตอนที่เขาเริ่มอัพคลิปลงยูทูปเช่นกัน

คือ Khan นี่ จบ MIT ใช่ป่ะ แล้วทำงานในเฮดจ์ฟันด์ คือฉลาดมากอ่ะนะ ตอนนั้นมีลูกพี่ลูกน้องที่มีปัญหาเรื่องเลข แต่เขารู้สึกว่าลูกพี่ลูกน้องเขาอ่ะ ฉลาดแล้วนะ ไม่ได้มีปัญหาหรอก เพียงแต่ยังต้องการคำแนะนำบางอย่าง เขาเลยอาสาติวให้ แต่พบว่า เจอปัญหาเยอะมาก คือเวลาเราจะติวให้คนในครอบครัวอ่ะ บางทีคนติวพร้อม แต่คนเรียนไม่พร้อมไง (แบบ…วันนี้ทะเลาะกับเพื่อนมา เหนื่อยแล้วนะ) มันก็เลยเป็นปัญหา เขาเลยแก้ปัญหาด้วยการทำซอฟท์แวร์ขึ้นมา เพื่อให้ลูกพี่ลูกน้องได้เรียนนี่แหละ ซึ่งมันก็เวิร์กนะ แต่มันสอนได้แบบครั้งละคนอ่ะ แล้วบางทีลูกพี่ลูกน้องก็มีปัญหาอยู่ แต่อธิบายกันไม่ได้ ว่าปัญหามันควรแก้ยังไง ทีนี้เขาไปงานปาร์ตี้ เลยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่า ทำไมเขาไม่ทำคลิปติวอัพลงยูทูปล่ะ จะได้ฟีดแบ๊กจากคนอื่นด้วย (ว่าสิ่งที่เขาติวมันโอเคไหม) ตอนแรก Khan ก็แบบ จะดีเหรอ ยูทูปมันมีไว้อัพคลิปแมวเล่นเปียโนไม่ใช่เหรอ (กวนตรีนนนนนนน) แต่เขาก็อัพลงล่ะนะ ซึ่งคลิปนี่ Khan ใช้คำว่า “ดิบมาก” คือ primitive สุดๆ ไม่ได้มีอะไรเลย แต่วิธีที่เขาอธิบายมันก็ดีมากน่ะนะ

ทีนี้ลูกพี่ลูกน้องเขาชอบมาก บอกว่า ชอบเขาในยูทูปมากกว่าตัวจริงอีก ตึ้งงงงงงงงง

สิ่งหนึ่งที่อธิบายได้ว่า ทำไมลูกพี่ลูกน้องเขาถึงชอบการติวในยูทูปมากกว่า เพราะมันเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้ในเวลาที่พวกเขาพร้อม และถ้าพวกเขาลืมทำโจทย์ที่ Khan แนะให้ทำ อย่างน้อย พวกเขาก็ไม่ต้องรู้สึกอายที่ลืมทำ รวมทั้งไม่รู้สึกว่า พวกเขาทำให้ Khan เสียเวลา คืออย่างน้อยมันสบายใจกว่า เพราะบางครั้ง คนเรียนพร้อมเรียน แต่ Khan เหนื่อยจากงาน พลังงานในการสอนไม่เหลือแล้ว การสอนก็เป็นไปได้ไม่ดี การเรียนรู้ก็ทำได้ไม่ดี ซึ่งนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ตอบโจทย์ว่า ทำไมคลิปติวของ Khan ในยูทูปถึงช่วยในการเรียนรู้ได้

Khan ชอบการสอนมาก จนลาออกจากงานเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งตอนนั้นเขาไม่ได้มีโมเดลในการทำเงินเลย แต่คิดว่ามีเงินเก็บพออยู่ได้แล้ว ปรึกษากับเมีย เมียก็ไม่ว่าไรไง เลยออกมาทำคลิปอัพลงยูทูป ทีนี้สิ่งที่ Khan ทำ มันไปช่วยคนได้เยอะ เลยมีคนเสนอเงินให้ (เหมือนสนับสนุนอ่ะ) จากนั้นก็มีการติดต่อมาจากบิล เกตส์ ว่าอยากเจอ เพราะว่าคลิปติวของ Khan ทำให้ผลการเรียนของลูกเกตส์ดีขึ้นมาก เกตส์สนใจ และส่งเช็คให้หนึ่งหมื่นเหรียญดอลล่าร์ ตอนที่เลขาเกตส์โทรหา Khan นั้นตลกดี เพราะเลขาถามว่า Khan พอจะมีเวลาไปเจอเกตส์ไหม Khan มองไปที่ปฏิทินแล้วพบว่ามันว่างยาว (คือไม่มีนัดใดๆ ทั้งนั้น) แต่ก็ทำทีพูดไปว่า อืม สักวันพุธช่วงบ่ายก็ไ้ด้นะครับ กวนตรีนนนนนนน 5555

ทุกวันนี้เราเรียนจบจาก Todai และรอดมาได้แล้ว แต่เรายังชอบเข้าไปดู Khan Academy เรื่อยๆ บางครั้งก็สนุกดีที่ได้เรียนรู้โจทย์คำนวณ ที่เราก็ลืมไปแล้วเพราะเรียนตั้งแต่มัธยม

มีคนเคยบอกว่า ยูทูปไม่ใช่เทรนด์แล้ว ซึ่งเราว่าใช่ (เพราะ Live กำลังมา) แต่ยูทูปมันก็เป็นคลังความรู้ชนิดหนึ่ง เวลาอยากรู้อะไร ก็ลองเสิร์ชเข้าไปดู อย่างน้อยมันก็ช่วยได้บ้างแหละน่า

หมายเหตุ: Khan Academy มีเว็บและมีโปรแกรมสอนมากขึ้นกว่าในยูทูปแล้ว ตอนนี้มันเติบโตมาก และ Khan พยายามที่จะให้เด็กหรือผู้คนเรียนรู้ได้อย่างดีที่สุด

Salman Khan, ขอบคุณมากที่ทำให้ชั้นเรียนจบโทมาได้ … งิ้ง

2017 Challenge #1: Tiktok & “Koi” Dance Cover

พี่เต้นคัฟเวอร์เพลงประกอบซีรีส์ญี่ปุ่นนะ 😀 #ความอายไม่มี #เต้นไม่ดีก็ช่างมัน

 

 

 

Okay, new year has already passed, but some fun is still here. Yes, I challenge myself to cover this catchy song “Koi” from Japanese series; “We Married As A Job”.

Do you still remember the clip that US Embassy staffs in Japan danced for Xmas on last December? 
https://youtu.be/7xuXlpvWw1I )
It is the same song, but they danced way better than me though 🙂

25 things I learnt when I was 25

When I was 25, I wrote this. Just want to keep it here.

 

 

///

25 Things I learnt when I was 25

ก่อนที่ฉันจะอายุเลยวัยเบญจเพสในวันพรุ่งนี้ (จริงๆ คือเที่ยงคืนของวันนี้) ฉันตัดสินใจเขียนถึงเรื่องราว 25 สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ในวัย 25 ปี ขึ้นมา สำหรับฉัน ปีที่ตัวเองอายุ 25 เป็นปีที่ชีวิตได้ผ่านเรื่องราวอะไรหลากหลาย … จนอดคิดไม่ได้ว่า รึที่ผู้ใหญ่พร่ำสอนตลอดมาในเรื่องวัยเบญจเพสนั้น จะเป็นจริง?

 

นี่คือ 25 สิ่ง ที่ฉันได้เรียนรู้ในวัย 25 ปี

 

1)ให้ ไม่เท่ากับ ได้

 

2)คนบางคนไม่ชอบให้เราทำดีด้วย เค้าชอบให้เราร้ายใส่

 (ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน)

 

3)            wait (v.) = รอคอย

waiting (n.) = การรอคอย

  แต่ไหง waiter (n.) ถึงได้แปลว่า เด็กเสิร์ฟ แทนที่จะแปลว่า ผู้รอคอย?

 

4)โลกนี้ไม่มีคนแปลกหน้า มีแต่เพื่อนที่เรายังไม่รู้จัก

….

และศัตรูที่เรายังไม่พบหน้า!!!

 

5) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ICT ของไทยคนปัจจุบัน ที่สั่งบล็อก youtube และ google ไม่เล่นอินเตอร์เน็ต และไม่เคยสื่อสารกับใครผ่านอีเมล์!?!?

 

6)บางทีคนที่มองโลกในแง่ดีเกินเหตุก็น่ารำคาญ

 

7)ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ใครบางคนจะตายให้ได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริง

 

8)พระเจ้าตายแล้ว

(อันนี้นิทเช่บอก)

 

9)คนเรามักมีเหตุผลเข้าข้างตัวเองเสมอ

 

10)รัก กับ หลง ไม่เหมือนกัน

 

11)แต่มันใกล้กันมากจนคนส่วนใหญ่มัก “หลง” แต่นึกว่า “รัก”

 

12)บางทีคนดีก็ขี้ขลาด

 

13)ยกเว้น เจค จิลเลนฮาล แล้ว ผู้ชายทุกคนที่ฉันอยากแต่งงานด้วย (ในตอนนี้) ล้วนเป็นเกย์!!!

 (ไม่เข้าใจเหมือนกัน)

 

14)          เวลาที่เรารอรถเมล์สายอะไร มันจะไม่ยอมมา

            แต่เวลาเราไม่ได้รอ มันจะมา 3 คันซ้อนกันใน 1 นาที

            (พิสูจน์ได้กับรถเมล์สาย 47 หน้าหอพักจุฬาฯ)

 

15)ความรักก็เหมือนรถเมล์ เราขึ้นผิดสายได้ แต่ถ้ารู้ตัวว่าขึ้นผิด รีบลงก่อนที่มันจะแล่นไปไกลกว่านี้ ก็ดีนะ

 

16)คอนเนคชั่น (connection) ใช้ได้เสมอบนโลกใบนี้

 

17)          เราไม่ควรคบคนที่หน้าตา …

เอ่อ … แต่เราควรคบคนที่ฐานะแทน (อันนี้จริงจังนะคะ)

 

18)          90 % ของคนที่พูดว่า “เงินไม่สำคัญหรอก” (Money doesn’t mean a thing.)

มักมีพ่อแม่รวย

หรือไม่ก็ … รวยโคตรๆ

 

19)บางทีคนดีก็มักทำร้ายกันเอง

 

20)วันที่เราแต่งตัวแย่มากๆ เรามักจะบังเอิญเดินไปเจอแฟนเก่า หรือคนที่เราแอบชอบอยู่

 

21)ความรักก็เหมือนแผ่นดินไหว เราจะรับรู้ผลของมันได้ เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเคลื่อนผ่านไป

 (จากหนังสือ “8/12 ริกเตอร์”, อนุสรณ์ ติปยานนท์ : สุดสัปดาห์สำนักพิมพ์)

 

22)ค่าสกุลเงินของจอร์แดน คือ เจดี

 

23)โลกนี้ไม่มี Love Story มีแต่ Almost A Love Story และ Perhaps Love

(ความเชื่อของปีเตอร์ ชาน ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “เถียนมีมี่ – Comrade, Almost A Love Story” และ “Perhaps Love”)

 

24)ความตายดำรงอยู่, มิใช่ภาคตรงข้าม, หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

 (หนังสือ “Norwegian Wood” ของ ฮารุกิ มุราคามิ ฉบับแปลของ นพดล เวชสวัสดิ์)

 

25)แม้ทุกอย่างที่เขียนมา จะดูเหมือนฉันเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย (ซึ่งนั่นก็จริง) แต่ท้ายที่สุดแล้ว ฉันก็ได้เรียนรู้ (และเริ่มที่จะเชื่อ) ว่า “คนเราเกิดมาเพื่อทำความดีและมีความสุข” – (เอามาจาก ชื่อ MSN ของ โอมเพี้ยง เพื่อนที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ)