[status] 31.12.2015 – BKK Problems

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่แปลกมากที่รถไฟฟ้า/ใต้ดิน ไปไม่ถึงสถานีขนส่งใหญ่เช่น หมอชิต2 หรือสายใต้ใหม่ใหม่

คนกรุงเทพฯ แปลกกว่า ที่ทนอยู่กับการโดนกระทำแบบนี้ได้ (ชั้นก็ด้วย)

วิธีคิดของพวกไหนก็ไม่รู้ ที่เวลาสร้างอะไรพวกนี้มักจะขาดเกิน พร้อมเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า ที่รถไฟฟ้า/ใต้ดินไม่ลงสถานีนี้เพราะมีมาเฟียคิวรถตู้/มอเตอร์ไซค์ หรืออื่นๆ คุมอีกที ไปกดดัน จนคนมีอำนาจเห็นหัวมากกว่าเรา

กรุงเทพฯ ควรอย่างยิ่งที่ต้องมีขนส่งมวลชนที่วางใจได้เรื่องเวลา ถึงทั่วทุกจุดหมายใหญ่สำคัญ สถานีขนส่งเป็นจุดหมายสำคัญ เพราะมันรองรับคนเรือนแสนหรือมากกว่าในช่วงเทศกาล

เช้านี้บอกแท็กซี่ว่าจะไปนครชัยแอร์ ตอน7โมงที่ท้องถนนดูโล่ง โดนปฏิเสธไป 5คัน เกือบถอดใจนั่งมอเตอร์ไซค์ คันที่6 ก็ตอบรับพอดี

แท็กซี่นิสัยไม่ดีก็เรื่องนึง เราลืมเรียกผ่าน GrabTaxi อีกทีก็เรื่องนึง ชีวิตคนจะไปสถานีขนส่ง (โอเคนครชัยแอร์ไม่ใช่ขนส่ง แต่มั่นใจว่าถ้าเรียกไปหมอชิต2นี่จะโดนปฏิเสธหนักแน่นกว่านี้) ไม่ควรถูกแขวนบนทางเลือกนี้ แท็กซี่ไม่ถือเป็นขนส่งมวลชนสาธารณะ (ในความเห็นของเรา) และรัฐบาลท้องถิ่นกรุงเทพฯ ไม่ควรต้องทิ้งเราให้รับมือกับสิ่งเหล่านี้อย่างเดียวดาย

แท็กซี่นั้นแพงกว่าขนส่งมวลชนเช่นรถไฟฟ้า/ใต้ดินแน่ ถ้าจะเรียกไปสถานีขนส่ง แต่ถ้าโดนแท็กซี่ปฏิเสธทุกคัน คนที่รีบต้องไปให้ทันรถทัวร์กลับบ้านช่วงเทศกาล มีทางเลือกอะไรเหลืออีกนอกจากมอเตอร์ไซค์ ซึ่งอัตราเหมาต่อรอบนั้นสูงกว่าแท็กซี่

ไม่อยากพูดซ้ำซากว่าอยู่ญี่ปุ่นไม่เคยเจออะไรแบบนี้ ความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ หาตั๋วกลับบ้านให้ได้ก็อีกเรื่อง หารถไปถึงสถานีขนส่งก็อีกเรื่อง ดูเป็นชีวิตที่รัฐไม่รับผิดชอบเลย ตอนอยู่ญี่ปุ่นช่วงปิดพีคๆ อย่าง golden week ต้น พ.ค. หรือช่วงซากุระบานที่เกียวโตก็ไม่เคยเจอ

ย้ำอีกรอบว่าเรื่องแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์เหี้ยก็อีกเรื่อง และเรื่องที่รัฐ(บาลท้องถิ่น)ควรจัดสรรบริการสาธารณะที่ทั่วถึงและได้ประสิทธิภาพก็อีกเรื่อง เราจัดลำดับปัญหาอันหลังเร่งด่วนกว่าอันแรก เพราะเราคิดว่านั่นคือสิ่งพื้นฐานที่รัฐควรมอบให้ ไม่ต่างกับไฟฟ้า น้ำประปา ไวไฟ

บ่นในวันสุดท้ายของปี เรื่องซ้ำซากที่ไม่คิดว่าต้องบ่น ปัญหาเดิมๆ ที่ทำให้ไม่อยากอยู่ กทม. แต่ก็อยากเหลือความหวังไว้บ้าง ขนาดญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ยังดีลกันได้เรื่องคอมฟอร์ทวูแมน ที่ก็เซอร์ไพร้สคนรุ่นใหม่ทั้งสองประเทศมาก เราก็ยังคิดว่าเราน่าจะช่วยกันส่งเสียงกดดัน/ผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีกันได้บ้าง

จะไม่บ่นเรื่องไฟ LED ของหม่อม คิดว่าเป็นคนละงบ/เรื่อง แต่จะบ่นว่าหม่อมไม่รับผิดชอบ ไม่proactive ในการจะทำให้ชีวิตคน กทม. ดีขึ้นจริงๆ

[status] public policy

wrote on 22 Oct 2015

มีคนในออฟฟิศเป็นมะเร็ง แล้วตะกี้พี่ที่สนิทกันเขาก็เล่าว่า ในโชคร้ายก็ยังมีโชคดี เพราะ กม ที่เกียวกับประกันสังคม เพิ่งขยายตัวยาให้ครอบคลุมมะเร็งไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ถ้า กมไม่ครอบคลุมยานี้ พี่เขาต้องจ่ายค่ารักษาประมาณล้านนึง

นี่ก็คือชีวิตคนทำงานออฟฟิศทั่วไปนี่แหละ

เรารู้ว่าหลายคนตั้งคำถามกับนโยบายสวัสดิการ แต่วันนี้เคสนี้ยิ่งทำให้เราเชื่อว่า กฎหมายสำคัญ นโยบายเปลี่ยนชีวิตคนได้ และสร้างเสริมอนาคตคนให้ไปต่อได้อย่างเต็มศักยภาพของเขา

มันย้ำให้เราคิดได้ในวันที่อาจลืมไป ว่าทำไมเราเลือกเรียนสังคมศาสตร์ และทำไมเลือกต่อ public policy ‪#‎จบนางงาม‬ ‪#‎แต่ลงท้ายกลายเป็นติ่งเซฮุน‬

[status] คอนเซปต์เรื่องเวลาการทำงานที่เปลี่ยนไป

จริงๆ เคยช่วยที่บ้านทำไร่ทำนาก็แค่ถึงช่วง ม.ต้น เท่านั้นแหละ พอ ม.ปลาย ย้ายไปเรียนในตัวเมืองก็ไม่ได้ช่วยจริงจังอีกเลย

ไม่ได้มีความรู้เรื่องทำนาทำไร่มากนัก แต่แปลกใจมาก ที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้ว่า เวลาทำงานของชาวไร่ชาวนานั้นแตกต่างจากชาวออฟฟิศ

ถ้าไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยว เวลาทำงานของชาวนาคือ ตอนเช้าตรู่ และตอนบ่ายคล้อยที่แดดร่มลมตกแล้ว ชาวนาไม่ทำงานตอนกลางวันที่แดดร้อนเปรี้ยง ช่วงกลางวันคือช่วงเวลาพัก เหมือนที่คนออฟฟิศทำงาน 8-18.00 น.แล้วเวลาหลังจากนั้นคือถือว่าเป็นเวลาพัก

หลายคนเห็นชาวนานอนพักตอนกลางวัน อาจคิดว่าขี้เกียจ แต่จริงๆ แล้ว เวลาที่แดดร้อนเปรี้ยง ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมกับการทำงาน ส่วนในเวลาทำงานจริงๆ ชาวนาก็ทำงานหนักกันนั่นแหละ

คอนเซปต์เรื่องเวลานี่สำคัญมาก พอเราเติบโตในยุคที่ถูกทำให้เชื่อว่า เวลาทำงานคือ 8-18 น. มันกลับทำให้เรามองว่า อาชีพอื่นๆ ต้องทำงานเวลาเดียวกับเรา ซึ่งจริงๆ แล้วคนที่ทำงานอาชีพตามฤดูกาล หรืออาชีพอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องยึดเวลา 8-18 น. ตายตัว

แต่จริงๆ คนออฟฟิศหลายคนก็ไม่ได้ยึดเวลาตามนี้หรอก หลายคนก็ทำงานนานและหลายชั่วโมงกว่านั้นอีก

จบ.

[status] 2015.06.14

[เพ้อเจ้อ]

เมื่อเดือนก่อนมีมิตรสหายท่านหนึ่งขอให้ช่วยอัดคลิปเรื่องความทรงจำในโตเกียว/ญี่ปุ่น ก็รอให้หมดฤดูกาลวุ่นวายเปเปอร์ก่อน เลยได้ฤกษ์อัด ทีนี้เดือนมิถุนายนเป็นหน้าฝนของญี่ปุ่น ฝนก็ตกวันเว้นวัน จะอัดคลิปก็ยาก มีวันก่อน อากาศดี เลยติดต่อผ่านไลน์ให้คลาสเมทมาช่วยถือกล้องถ่ายคลิปตอนเรายืนพูดหน้าสถานที่อันเป็นความทรงจำนั้น แต่ทว่าติดต่อไปหลายคนมาก ก็บอกว่าไม่ว่าง ไ่ม่สามารถมาได้ เราก็เข้าใจแหละ เพราะติดต่อกระชั้นชิดมาก ใครเขาจะว่างให้แก

เลยตัดสินใจไปคณะ ไปเสี่ยงดวงเอา ก็ไปเปิดดูทุกห้อง study room ไม่เจอคนรู้จักที่คิดว่าจะขอให้เขาเดิน (ทาง) ไปกับเรา เพื่อถ่ายคลิปได้เลย ก็นั่งหงอยๆ ตรง common room ถอนหายใจไปสิบแปดเฮือก แล้วนานามิจังก็เดินเข้ามา!!!

ติ๊กต่อกก็ทำหน้าดีใจมาก จำได้ว่านานามิจังพักอยู่แถวๆ สถานที่ที่เราอยากจะถ่ายคลิป แต่ประเด็นคือนางเพิ่งมาถึงคณะเลย จะให้นางออกไปตอนนี้นี่นะ แต่ก็ลองเสี่ยงถามดู ปรากฏว่านางตอบตกลง … อึ้งมาก เด็กฟิลิปปินส์ที่อยู่ในห้องคอมมอนรูมก็ยังบอกเลยว่า nice try (โอกาสเป็นของคนที่กล้าเอ่ยปากถามครับ)

ก็เลยนั่งรถไฟและเดินต่อไปที่สถานที่นั้น ระหว่างทางก็เลยได้คุยกับนานามิจังหลายเรื่อง คือปกติก็คุยอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดลึก ทีนี้ก็ถามนั่นถามนี่ไปหลายอย่าง จนถ่ายคลิปเสร็จ ก็ชวนกินข้าวเย็น เพราะรู้สึกว่ารบกวนนางเยอะมาก นางเสียเวลาอ่านหนังสือมาถ่ายคลิปให้เรา พอกินข้าวเสร็จ นางก็ชวนว่าไปกินกาแฟที่ห้องนางไหม นางได้กาแฟมาใหม่ บลาๆ ก็ได้ไปเยือนห้องนาง

นางมาจากภูมิภาคคันไซ เมืองนารา นางมีฝาแฝด เป็นแฝดพี่(สาว) ที่เก่งกว่านางหลายอย่าง นางบอกว่ารู้สึกว่าพี่สาวทำอะไรก็คล่องแคล่วไปเสียหมด แต่นางจะออกแนว introvert ก็คุยกันหลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่ว่าได้เรียนรู้อะไรจากคณะบ้าง จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง สิ่งที่ตั้งใจไว้หลังเรียนจบ สิ่งที่อยากเป็น อยากรู้สึก อยากค้นพบในโลกศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดใบนี้

นานามิจังเพิ่งอายุยี่สิบต้นๆ เอง นางเป็นคนที่พอรู้เรื่อง LGBT ก็จะตื่นเต้นมาก อยากรู้ว่าเพื่อนคนญี่ปุ่นที่เป็น LGBT เป็นยังไง นางไม่ได้แอนตี้ แต่แค่ไม่เคยรู้มาก่อน ก็พร้อมเรียนรู้ นางใช้เวลาว่างหัดเรียนภาษาฝรั่งเศส นางอยากเข้ากระทรวงต่างประเทศของญี่ปุ่น นางชอบเขียนบทกลอน มีบางคลาสที่นางทำได้ไม่ดี แต่บางคลาสนางก็พรีเซนต์ได้ยอดเยี่ยมนะ เด็กไลบีเรียที่ชื่อเอสเตอร์ยังเคยชมนางเลย (ปกติเอสเตอร์ไม่ค่อยชมใครฮ่ะ)

รู้สึกว่าเด็ก generation ใหม่ๆ ยี่สิบต้นๆ เป็นคนอีกยุคหนึ่งที่ให้แรงบันดาลใจได้ดีมาก พวกเขายังเต็มไปด้วยพลัง ความฝันถึงโลกที่ดีกว่า พวกเขาอยากแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่หลายๆ แห่งในโลก ในเอเชียตะวันออกระหว่างเกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น …หรือแม้กระทั่งเด็กรุ่นใหม่ในไทย พวกเขาเติบโตมากับยุคสมัยและค่านิยมที่แตกต่างกันกับรุ่นสามสิบซัมติงอย่างพวกเรามาก ถึงคนจะชอบพูดว่า “เด็กสมัยนี้นะ…” แต่เราว่า เด็กรุ่นที่เด็กกว่าเราแค่สิบกว่าปีนี่ จริงๆ แล้วพวกเขาคือ “ความเปลี่ยนแปลง” หรือ change ตัวจริงมากกว่ารุ่นเราเสียอีก

คุยกับเพื่อนวัยสามสิบซัมติงกันวันก่อน เรารู้สึกว่า รุ่นเราคือ hopeless generation ไม่รู้เป็นคำที่แรงไปไหม แต่เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เราคือรุ่นกึ่งกลางของความเปลี่ยนแปลง ในวัยเท่านี้ หลาย “เรา” ล้วนเสถียร จบการศึกษาในสถาบันที่ได้ชื่อว่าดี มีทรัพยาการบางอย่างที่ต้องหวงแหน มีเรื่องส่วนบุคคลที่ต้องปกป้อง จนเราไม่กล้าขยับตัวกันมาก เราบ่นในไลน์กรุ๊ป ไลน์แชท แล้วเราก็หวังว่าจะมีคนอื่นๆ มาช่วยเราเปลี่ยนแปลง

เราหวัง เราฝัน “สักวันน้ำคงไม่ท่วมกรุงเทพฯ แล้ว” …คงมีใครสักคนกลายมาเป็นฮีโร่ แต่ฮีโร่ไม่ได้อยู่ในหมู่พวกเรา

เรื่องมันเริ่มต้นด้วยเพื่อนให้ช่วยอัดคลิปเกี่ยวกับความทรงจำในโตเกียว/ญี่ปุ่น แต่มันลงท้ายด้วยการที่เราได้ใช้เวลาไปกับหญิงสาววัยต้นยี่สิบ พลังของคนรุ่นใหม่อีก generation ที่ต่างจากเรา … ขอบคุณมิตรสหายที่จุดประกายเรื่องอัดคลิป ถ้าไม่มีเรื่องอัดคลิปมา เราคงไม่มีโอกาสได้คุยยาวๆ กับนานามิจัง ได้ไปนั่งกินกาแฟในห้องเธอ ได้รับรู้ความฝันและความหวังของคนที่อาจแตกต่างจาก generation ของเรา

ปล. เพื่อนกลุ่มสามสิบต้นๆ อย่าโกรธเรานะ แต่เราคิดว่า เราเป็น lazy generation กันจริงๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอก ><

[status] 2015.06.14

“สื่อสารมวลชน”

สัก 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีนิติกรที่ติดตามแวดวงซีรีส์เกาหลี โพสสเตตัสว่า ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เกาหลีใต้เปลี่ยนระบบลูกขุน/ศาล (เรียกว่าอะไรสักอย่างก็จำไม่ได้) แล้วขณะเดียวกัน ก็ปรากฏว่ามีการปรากฏตัวของซีรีส์เกาหลีหลายชิ้น ที่นำเสนอเรื่องศาล อัยการ ทนายความ โดยสอดคล้องกับระบบแบบใหม่ที่เกิดขึ้น

ละครที่จำได้หลักๆ คือ I Hear Your Voice นำแสดงโดยแฟนเราเอง (?) อีจงซอก

สิ่งนี้ก่อให้เกิดผลอย่างไร มันคือการทำให้ประชาชนทั่วๆ ไป ค่อยๆ ทำความรู้จักและคุ้นเคยกับระบบศาลแบบใหม่ ถึงคนไม่ต้องข้องแวะกับคดีหรือศาล ก็ยังคอยถูกกระตุ้นว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป

“คนเล่าเรื่อง” หรือสื่อสารมวลชน มีบทบาทอย่างสูงในเรื่องนี้

และ “สื่อสารมวลชน” ในที่นี้อาจรวมถึงคนทำหนังทำละครด้วยเช่นกัน

[status] 2015.06.15

ฟัง TEDxBangkok แล้วชอบหลายอัน แต่อันที่ชอบอันดับต้นๆ คือ
1)เรื่อง digital economy + startup (Startup ทุกเจ้าเป็น SME มาก่อน แต่ไม่ใช่ทุก SME จะเป็น Startup) ของหนุ่มนักบริหาร ookbee

จริงๆ เราอ่านหนังสือและเสพสื่อโดยไม่เคยข้องเกี่ยวกับ ookbee มาก่อน เพิ่งรู้ว่าเขาดังเมื่อไม่นานมานี้เอง เป็น startup ด้านร้านหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของ SEA (โอ้วแม่เจ้า)

ผู้บริหารเป็นหนุ่มแว่น (?) หน้าตาถูกจริต 5555 …
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เราคงไม่ใช้บริการ ookbee แน่ๆ แต่เราชอบ talk ของเขา เพราะมันสร้างแรงบันดาลใจได้ดีตรงที่ว่า SME ไทยมีกว่าแสนรายขึ้นไป ถ้า SME ไทยสามารถพัฒนาไปเป็น startup (หมายถึง คิดผลิตภัณฑ์ที่ทำซ้ำได้และเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้) มันจะก่อให้เกิดตำแหน่งงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างก้าวกระโดดเช่นกัน …โอ้ คุณพระ ไม่เคยคิดแบบนี้เลย นี่มัน policy analyst มาเองรึเปล่าคะ ><”

2)เรื่อง good walk เมืองเดินได้เดินดี
มีการสำรวจประชากรกรุงเทพฯ พบกว่า เกือบ 70% เป็นกลุ่มไม่ได้พึ่งพาแต่รถยนต์เป็นหลัก และคนจำนวนมากของกรุงเทพฯ ตอบแบบสอบถามว่าพร้อมเดินในระยะ 800 เมตร หรือ 10 นาที จำนวนเกือบเท่าๆ กับชาวญี่ปุ่น (?…ไม่แน่ใจว่าเจ้าของ talk เอารายงานวิจัยชาวญี่ปุ่นมาจากไหน)

แต่คนกรุงเทพฯ พร้อมออกเดิน ถึงเมืองจะเป็นแบบนี้ ก็ยังตอบว่าพร้อมเดิน 10 นาที แต่ถ้าเมืองพัฒนาให้เหมาะกับการเดิน คนกรุงฯ จะยิ่งยอมเดินมากกว่านี้อีก การเดินช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจร้านค้าชุมชนเล็กๆ ด้วย เพราะการเดินหรือการปั่น จะทำให้เข้าถึงจุดเล็กๆ มากกว่าการขับรถ อีกอย่างคือ ใน 12 ปี (มั้ง) คนกรุงเทพฯใช้เวลาเฉลี่ยอยู่ในรถ (เพราะรถติด) ประมาณ 1 ปี … โอ้ คุณพระ (อีกรอบ) มันเยอะมาก

มีหลายๆ เมืองทั่วโลกที่ก้าวจากเมืองที่เต็มไปด้วยมลพิษและไม่น่าเดิน มาสู่เมืองที่เดินได้เดินดี และมีวัฒนธรรมสตรีทแฟชั่นเกิดขึ้น สิ่งที่ดูสิ้นหวังที่กรุงเทพฯจริงๆ ก็ไม่ได้สิ้นหวังหรอก ถ้ามันมีแรงผลักและแรงส่งให้เกิดสิ่งนั้น เริ่มไงดีล่ะ…

คำแนะนำชอง policy analyst ก็คือ….

???

หนูไม่รู้ >< หนูไปวิ่งดีกว่า XD

ปล. ถนนของโตเกียวเป็นถนน (หมายถึงฟุตบาท) ที่วิ่งตอนสามทุ่มได้

[status] 2015.06.16

วันนี้ security studies มีคลาสเกี่ยวกับเรื่อง pandemic พวกโรคติดต่อที่กลายมาเป็น global risk เช่น MERS, SARS, Ebola พวกนี้ เลยไปนั่งซิทอินและถามสามคำถามโปรเฟซเซอร์ตบท้าย โปรเฟซเซอร์เป็นหนุ่มสิงคโปร์ที่ได้รับการศึกษาส่วนใหญ่แบบอังกฤษน่ะนะ เคยสอนที่อังกฤษมาสักพัก

Q1: โปรเฟซเซอร์ว่า พวกโรคระบาดอย่าง SARS หรือ Ebola นี่ จะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความชอบธรรม และทำให้ผู้มีอำนาจ ใช้อำนาจได้เกินขอบเขตโดยไม่ต้องตรวจสอบได้ไหมคะ?

A1: ในเคสของสิงคโปร์เป็นแบบนั้น เพราะรัฐบาลบอกว่า หน้าที่ของรัฐบาลคือการคุ้มครองประชาชนในประเทศ ตอนที่เกิด SARS รัฐบาลสิงคโปร์ก็จะใช้อำนาจอย่างเต็มที่ โดยมองว่า SARS ก็คือสงคราม (war) ที่รัฐบาลต้องเข้าไปป้องกันหรือแก้ไข ทหารเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ แตกต่างจากทางฝั่งของเกาหลีใต้ในปัจจุบันที่ทหารไม่ได้เข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้อง คิดว่าประเทศที่มีลักษณะค่อนข้างโน้มเอียงไปทาง authoritarian (อำนาจนิยม?) เราจะเห็นทหารมาเกี่ยวข้อง หรือโผล่มาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ แต่หลายประเทศ ถ้าเป็นประเด็นเรื่องโรคระบาด คนที่เกี่ยวข้องหลักๆ จะเป็นบุคคลากรทางสายแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญ แต่จะไม่ใช่ทหาร ดูญี่ปุ่นสิ

Q2: งั้นโปรเฟซเซอร์ว่า ในเคสเรื่องโรคระบาด ประชาธิปไตยทำให้เรื่องยิ่งแย่ไปใหญ่ไหมคะ หมายถึงทำให้กระบวนการแก้ปัญหามันล่าช้าขึ้น เพราะบุคคลากรที่เกี่ยวข้องก็จะมากขึ้นด้วย

A2: ประชาธิปไตยมีข้อดีตรงมันมักจะมาพร้อมความโปร่งใสของข้อมูล ขณะที่ถ้าเป็นเผด็จการ อำนาจเบ็ดเสร็จมีอยู่จริง จัดการไ้ด้คล่องตัว แต่ข้อมูลมักถูกปกปิด แล้วถ้าจัดการปัญหาการระบาดได้ไม่ดี จะยิ่งส่งผลร้าย เช่น เคสจีนที่ปกปิดข้อมูล ประชาธิปไตยมีหลายตัวแสดง ทำให้กระบวนการล่าช้าอย่างที่พูด แต่กระบวนการจะโปร่งใสกว่า

Q3: โปรเฟซเซอร์คิดเห็นอย่างไรกับการ “ปิดประเทศ” หมายถึงปิดพรมแดน (border) ในกรณีที่เกิดโรคระบาดหนักๆ

A3: ทำได้ แต่ควรเป็นกรณีสุดท้าย ทุกการตัดสินใจมีผลกระทบของตัวมันเอง อย่างในกรณีของไลบีเรีย ช่วงเกิดอีโบล่า เขาปิด “พรมแดน” ที่หมายถึงพรมแดนติดต่อกัน แต่ผมคิดว่าเขาไม่ไ้ด้ปิดการสื่อสารทางเครื่องบินนะ กรณีปิดประเทศ ถึงจะอยู่ในโลกยุคนี้ ก็ยังทำได้ แต่ใช่ว่าปิดแล้วจะป้องกันการระบาดได้หมด ต้องดูข้อดีข้อเสียของมันด้วย …แต่สิงคโปร์นี่ปิดประเทศไม่ได้แน่ๆ ไม่งั้นเราจะเอาอาหารที่ไหนมากิน

แฮร่… จบที่เรื่องกินสินะคะ

[status] 2015.06.19

MERS ในสื่อเกาหลีใต้

ประเด็นการเมืองเกี่ยวกับ MERS ก็คือ หลังจากมีการพบผู้ติดเชื้อ MERS และเสียชีวิตในเกาหลีเกินยี่สิบคนแล้วนั้น สื่อและสังคมเกาหลีใต้ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเป็นผู้นำ (leadership) ของประธานาธิบดีหญิงปาร์คกึนเฮกันมาก เพราะสังคมเกาหลีใต้เคยเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นประเทศที่เจริญแล้วหลายๆ ด้าน และคิดว่าระบบสาธารณสุข เทคโนโลยี และบุคคลากรของตัวเองจะป้องกันหรือยับยั้งเรื่องเหล่านี้ได้แน่ๆ แต่พอเกิดการระบาดอย่างรวดเร็ว จำนวนคนตายเพิ่มขึ้น คนเก็เริ่มตั้งคำถาม เพราะตอนกรณี Swine Flu กับ SARS นั้นเกาหลีใต้ไม่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เลย ยิ่งทำให้พวกเขาเชื่อมั่นว่าพวกเขา (เคย) มีระบบที่ดีแล้ว แต่ทำไมในเคส MERS เกาหลีใต้กลับตกเป็นประเทศแรกๆ ในการระบาดในเอเชียตะวันออก … คำถามถึงผู้นำหญิงจึงอื้ออึงขึ้นมานั่นเอง

จบ. ไม่มีประเด็น. พูดตามที่เด็กเกาหลีมันเล่าให้ฟัง.

[status] 2014.10.07

สิ่งที่ได้เรียนรู้วันนี้
1)คุยเรื่องลิปสติกกับเพื่อนไลบีเรีย นางบอกว่า นางใช้ลิปสติกของ Black Up เป็นลิปสติกแบรนด์ทวีปแอฟริกา ผลิตออกมาภายใต้คอนเซปต์ว่า เพื่อผู้หญิงผิวสี (expert for women of color) คือมันจะมีตั้งแต่พวกรองพื้น บลัชออน มาสคาร่า อายไลนเนอร์ พวกนี้ทั้งหมด แต่ว่าเราสนใจลิปสติก เพราะคิดว่าต้องติดทนนานแน่ๆ เลย เลยบอกเพื่อนไลบีเรียว่า เดี๋ยวชั้นจะนำเข้ามาขายในเมืองไทยดีไหมน้าาาาา (ริจะแข่งกับซีโฟร่าเรอะะะะะะ)

เพจ – https://www.facebook.com/blackupcosmetics

blackup-lips-campaign

2)เพิ่งรู้จากเพื่อนไลบีเรียอีกเช่นกัน ว่าเราสามารถเข้าไปจองหนังสือที่อยู่ในเครือข่ายได้ คือมีหนังสือภาษาไทยเยอะมาก ที่อยากยืมจากห้องสมุด ม.เกียวโต … นับจากนี้ไป ชีวิตตรูจะง่ายขึ้นล่ะ (ถ้าสิ่งที่เพื่อนบอกเป็นความจริง)

3)ซัมเมอร์ได้จบลงแล้วอย่างสมบูรณ์ (มรึงเพิ่งรู้เรอะะะะะะะ)

[status] 2014.10.08

เรื่องตลกจากเทอมก่อนหน้าคือ คืนก่อนจะบินกลับไทย ไปกินข้าวกับเพื่อน เพื่อนคนที่จะจบก็พาเพื่อนอีกคนมา เป็นคนที่เคยเรียนทึ่นี่ แต่ไปแลกเปลี่ยนที่อื่น ก็เจอกันแค่นั้นแหละ เพราะวันพรุ่งก็ต้องกลับไทย กว่าเราจะบินกลับมา เพื่อนใหม่นั่นก็คงบินกลับประเทศเขาไปแล้ว

ทีนี้เราไล่ๆ ดูรูปเก่าๆ ตอนงานรับปริญญา (คนจบ) และงานเวลคัมปาร์ตี้ (รับเรา) ซึ่งเป็นงานเดียวกัน เราถ่ายภาพน้อยมาก แต่มันดันมีไอ้คนนี้น่ะ ยืนเด่นเป็นสง่าในภาพในคอมเราเลย

คนเรา เมื่อไม่รู้จักก็จะมองไม่เห็น
แต่เมื่อรู้จักแล้ว ก็จะเห็นความเชื่อมโยงมากมายสินะ