Khan Academy

รู้จัก Khan Academy ครั้งแรกตอนไปเรียนที่ Todai ปี 2013 ซึ่งถือว่าเชยมาก เพราะเขาทำคลิปติวในยูทูปมาได้หลายปีแล้ว

ตอนนั้นมีปัญหากับวิชาเศรษฐศาสตร์ แถมยังฟังเซนเซพูดไม่ค่อยเข้าใจ (โง่เองแหละ) หันไปจะถามคลาสเมท ก็ไม่รู้จะถามเขาว่ายังไง (ภาษาอังกฤษโง่ได้ขนาดนั้น) ตอนนั้นการสื่อสารล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงอ่ะ ทำไงดีล่ะ การบ้านก็ต้องส่ง แต่ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง สื่อสารก็ไม่ได้ ทางเดียวที่ทำได้คือเสิร์ชในยูทูปดู แล้วพบคลิปของ Khan Academy ก็เลยนั่งไล่ดู คือฟังไม่ได้รู้เรื่องหรอกนะ แต่พอมันเป็นคลิปในยูทูป อย่างน้อยมันก็รีรันดูได้ไง ตรงไหนฟังไม่ออก ไม่เข้าใจ ก็กดหยุด ลองเดาดู บลาๆ ๆ ก็หาทางเอาตัวรอดไป และในตอนนั้นเองก็ได้ยินเพื่อนอเมริกันมันพูดถึง Khan Academy ว่าช่วยให้มันเข้าใจวิชาเกี่ยวกับเลขกับอะไรพวกนี้มากขึ้น ก็เลยมาถึงบางอ้อว่า …อ้อ Salman Khan นี่ มันไม่ได้ช่วยแค่คนต่างด้าวอย่างชั้นสินะ ขนาดพวกพูดอังกฤษเป็นเนทีฟก็ยังต้องพึ่ง Khan, Bravo! ชั้นก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นสินะ

เป็นตอนนั้นเองที่เริ่มเข้าใจการเรียนรู้ผ่านออนไลน์ อยากรู้อะไรลอง google หาสิ (ซึ่งมันก็ไม่ได้มีทุกอย่างหรอกนะ) แต่สิ่งที่ชอบที่สุดในคลิปติวหรือสอนต่างๆ ในยูทูป คือมันทำให้เราได้เรียนรู้ ในเวลาที่เรา “เปิด” ต่อการเรียนรู้ (หรือหลังชนกำแพงแล้ว ยังไงกรูต้องรอด) ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ Khan ก็เจอตอนที่เขาเริ่มอัพคลิปลงยูทูปเช่นกัน

คือ Khan นี่ จบ MIT ใช่ป่ะ แล้วทำงานในเฮดจ์ฟันด์ คือฉลาดมากอ่ะนะ ตอนนั้นมีลูกพี่ลูกน้องที่มีปัญหาเรื่องเลข แต่เขารู้สึกว่าลูกพี่ลูกน้องเขาอ่ะ ฉลาดแล้วนะ ไม่ได้มีปัญหาหรอก เพียงแต่ยังต้องการคำแนะนำบางอย่าง เขาเลยอาสาติวให้ แต่พบว่า เจอปัญหาเยอะมาก คือเวลาเราจะติวให้คนในครอบครัวอ่ะ บางทีคนติวพร้อม แต่คนเรียนไม่พร้อมไง (แบบ…วันนี้ทะเลาะกับเพื่อนมา เหนื่อยแล้วนะ) มันก็เลยเป็นปัญหา เขาเลยแก้ปัญหาด้วยการทำซอฟท์แวร์ขึ้นมา เพื่อให้ลูกพี่ลูกน้องได้เรียนนี่แหละ ซึ่งมันก็เวิร์กนะ แต่มันสอนได้แบบครั้งละคนอ่ะ แล้วบางทีลูกพี่ลูกน้องก็มีปัญหาอยู่ แต่อธิบายกันไม่ได้ ว่าปัญหามันควรแก้ยังไง ทีนี้เขาไปงานปาร์ตี้ เลยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่า ทำไมเขาไม่ทำคลิปติวอัพลงยูทูปล่ะ จะได้ฟีดแบ๊กจากคนอื่นด้วย (ว่าสิ่งที่เขาติวมันโอเคไหม) ตอนแรก Khan ก็แบบ จะดีเหรอ ยูทูปมันมีไว้อัพคลิปแมวเล่นเปียโนไม่ใช่เหรอ (กวนตรีนนนนนนน) แต่เขาก็อัพลงล่ะนะ ซึ่งคลิปนี่ Khan ใช้คำว่า “ดิบมาก” คือ primitive สุดๆ ไม่ได้มีอะไรเลย แต่วิธีที่เขาอธิบายมันก็ดีมากน่ะนะ

ทีนี้ลูกพี่ลูกน้องเขาชอบมาก บอกว่า ชอบเขาในยูทูปมากกว่าตัวจริงอีก ตึ้งงงงงงงงง

สิ่งหนึ่งที่อธิบายได้ว่า ทำไมลูกพี่ลูกน้องเขาถึงชอบการติวในยูทูปมากกว่า เพราะมันเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้ในเวลาที่พวกเขาพร้อม และถ้าพวกเขาลืมทำโจทย์ที่ Khan แนะให้ทำ อย่างน้อย พวกเขาก็ไม่ต้องรู้สึกอายที่ลืมทำ รวมทั้งไม่รู้สึกว่า พวกเขาทำให้ Khan เสียเวลา คืออย่างน้อยมันสบายใจกว่า เพราะบางครั้ง คนเรียนพร้อมเรียน แต่ Khan เหนื่อยจากงาน พลังงานในการสอนไม่เหลือแล้ว การสอนก็เป็นไปได้ไม่ดี การเรียนรู้ก็ทำได้ไม่ดี ซึ่งนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ตอบโจทย์ว่า ทำไมคลิปติวของ Khan ในยูทูปถึงช่วยในการเรียนรู้ได้

Khan ชอบการสอนมาก จนลาออกจากงานเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งตอนนั้นเขาไม่ได้มีโมเดลในการทำเงินเลย แต่คิดว่ามีเงินเก็บพออยู่ได้แล้ว ปรึกษากับเมีย เมียก็ไม่ว่าไรไง เลยออกมาทำคลิปอัพลงยูทูป ทีนี้สิ่งที่ Khan ทำ มันไปช่วยคนได้เยอะ เลยมีคนเสนอเงินให้ (เหมือนสนับสนุนอ่ะ) จากนั้นก็มีการติดต่อมาจากบิล เกตส์ ว่าอยากเจอ เพราะว่าคลิปติวของ Khan ทำให้ผลการเรียนของลูกเกตส์ดีขึ้นมาก เกตส์สนใจ และส่งเช็คให้หนึ่งหมื่นเหรียญดอลล่าร์ ตอนที่เลขาเกตส์โทรหา Khan นั้นตลกดี เพราะเลขาถามว่า Khan พอจะมีเวลาไปเจอเกตส์ไหม Khan มองไปที่ปฏิทินแล้วพบว่ามันว่างยาว (คือไม่มีนัดใดๆ ทั้งนั้น) แต่ก็ทำทีพูดไปว่า อืม สักวันพุธช่วงบ่ายก็ไ้ด้นะครับ กวนตรีนนนนนนน 5555

ทุกวันนี้เราเรียนจบจาก Todai และรอดมาได้แล้ว แต่เรายังชอบเข้าไปดู Khan Academy เรื่อยๆ บางครั้งก็สนุกดีที่ได้เรียนรู้โจทย์คำนวณ ที่เราก็ลืมไปแล้วเพราะเรียนตั้งแต่มัธยม

มีคนเคยบอกว่า ยูทูปไม่ใช่เทรนด์แล้ว ซึ่งเราว่าใช่ (เพราะ Live กำลังมา) แต่ยูทูปมันก็เป็นคลังความรู้ชนิดหนึ่ง เวลาอยากรู้อะไร ก็ลองเสิร์ชเข้าไปดู อย่างน้อยมันก็ช่วยได้บ้างแหละน่า

หมายเหตุ: Khan Academy มีเว็บและมีโปรแกรมสอนมากขึ้นกว่าในยูทูปแล้ว ตอนนี้มันเติบโตมาก และ Khan พยายามที่จะให้เด็กหรือผู้คนเรียนรู้ได้อย่างดีที่สุด

Salman Khan, ขอบคุณมากที่ทำให้ชั้นเรียนจบโทมาได้ … งิ้ง

Idea for connectivity: Grabสามล้อกันดีไหม

ปัญหาของการเดินทางในต่างจังหวัดของไทยคือ การเคลื่อนย้ายไปไหน มักจะรอนาน หรือไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องจ้างรถรับจ้างเดี่ยวๆ ซึ่งราคาก็มักจะสูง เพราะรถรับจ้างมักจะไม่คิดแค่ระยะทางแค่ที่ไปส่ง แต่จะคิดระยะทางไป-กลับบวกไปในค่าโดยสารเลย บางครั้งในระยะทางไม่ไกลมาก เช่น 7 กม. เราอาจต้องจ่ายค่าโดยสารสามล้อเป็นจำนวน 120 บาทเลยทีเดียว

วันก่อนนู้น ความที่ต้องเดินทางไปสนามบินอุดรธานี ก่อนหน้านั้นก็แวะหาเพื่อนแถวใกล้ๆ จวนผู้ว่าจังหวัดอุดรธานี จึงหอบกระเป๋าและไปเริ่มต้นโบกรถสามล้อแถวนั้น เมื่อเจรจาต่อรองแล้วก็พบว่า ราคาที่เสนอคือ 100 บาท ส่วนราคาที่สามล้อยื่นมาคือ 120 บาท และพวกเราต่อรองกันได้ที่จุดกึ่งกลาง 110 บาท (ก็ยังดีวะ)

พอไปถึงสนามบิน เลยคุยกับคุณลุงคนขับว่า คุณลุงคนขับได้ใช้สมาร์ทโฟนบ้างไหม ลุงบอกว่า ใช้แค่มือถือปุ่มกดธรรมดา เลยถามต่อว่า ถ้ามีบริษัทเอาสมาร์ทโฟนมาให้ใช้ เพื่อให้ใช้แอพที่หาลูกค้าได้ง่ายขึ้น ลุงจะใช้ไหม ลุงตอบว่า ลุงใช้ไม่เป็นอ่ะ คงไม่ใช้หรอก ทุกวันนี้มือถือปุ่มกดยังใช้ไม่เป็นเลย

จริงๆ ตอนแรก อยากพัฒนาแอพพลิเคชั่น ที่เชื่อมต่อกับรถสามล้อ หรือรถ car pool (แนวคล้ายๆ Uber แต่เน้นการเดินทางแบบเยอะคน) คือจริงๆ แล้วชีวิตในต่างจังหวัดนี่ไม่ได้รีบกันมากหรอก บางทีรอรถ 20 นาทีก็รอกันได้ (1  ชม. ก็รอได้ค่ะ ถ้ารู้ว่าจะมีรถมาจริงๆ) ซึ่งบางครั้ง เวลาเราลงรถโดยสารที่ บขส. แล้วเราอยากต่อไปยังอีกจุดหนึ่ง (เช่น อบต. ที่อยู่ห่างไปอีก 15 กม.) แต่เราไม่อยากจ่ายค่าสามล้อแพงขนาดนั้น ขณะเดียวกัน เราก็ไม่อยากกดราคาคุณลุงคนขับด้วยไง ซึ่งทางแก้คือ อาจหาคนมาหารค่าโดยสาร โดยหากมีแอพพลิเคชั่นเชื่อมต่อ หรือให้คนเช็คกันได้ว่า ตอนนี้ เวลาประมาณนี้ มีคนจากจุดนี้ อยากเดินทางไปยังจุดนี้ หากในเวลาใกล้เคียงกัน มีคนอยากเดินทางจากจุดเดียวกัน ไปยังบริเวณเดียวกัน (เช่น ตำบลเดียวกัน) ก็ทำให้สามารถรอกันได้ เพื่อที่ว่าจะได้ขึ้นรถสามล้อไปด้วยกัน และช่วยกันหารค่าเดินทาง โดยที่คุณลุงคนขับสามล้อก็ไม่ต้องถูกต่อราคาลงแบบมหาโหดจนแกไม่ได้ค่าน้ำมันรถเลยด้วยซ้ำ

เคยคุยกับน้องวิศวกรคอมพิวเตอร์คนหนึ่ง เขาก็บอกว่า แนวทางนี้คงไม่ได้เป็นแนวธุรกิจ (คือแอพอาจจะไม่ได้เงินอะไรมากมาย) แต่เป็นแนวเพื่อสังคมใช่ไหมครับพี่ ก็เลยตอบไปว่า ใช่ (แม้ใจจริงจะอยากทำแบบธุรกิจที่ได้กำไรก็ตาม งิ้งงงง) คิดว่า แนวคิดนี้ทำได้ แม้จะไม่ง่ายเลย แต่ตอนนี้ด้วยศักยภาพตัวเอง ที่ยังเขียนแอพไม่เก่งเลย อาจยังเริ่มต้นได้แค่งูๆ ปลาๆ

ใจจริงอยากให้คนที่ต่อยอดได้เก่งๆ ลองหันมาทำโปรเจ็กต์นี้ดู หรืออาจจะเป็นหน่วยงานของรัฐ ในจุดหนึ่ง คิดว่ามันเป็นการเชื่อมโยงชนบทให้เดินทางได้ง่ายขึ้น ในราคาที่เบาลง

แต่โจทย์ใหญ่ตอนนี้คือ ทำอย่างไร คุณลุงสามล้อถึงจะยอมใช้สมาร์ทโฟน ><

 

 

 

 

 

35 things I learnt at 35

Ten years ago, I wrote “25 things I learnt when I was 25“.
This year, I turns 35, and want to review my value in life; what I think, feel, and also believe. Here are some random thoughts from 35 TT.

 

35 things I learnt at 35

1)flowers are beautiful, also family.

2)someone will come and broke your heart, let them do. learn. and love again.

3) giving is not equally to taking. if you want to give something (a hand, a heart, a help, etc.) to someone, expect nothing in return.

4) everybody has its own war.

5) you can’t have it all. it is true. even you are Mark Zuckerberg or Kim Jung Il, it is still true. you can’t have it all dear.

6) money can buy happiness. seriously.

7) money matters for long distance.

8) best ice cream of all time is Ladurée’s Ispahan. 

9) Life is short. I know it is cliche. But dear, life is short. If you think it still sounds unconvincingly, ask Sheryl Sandberg here.

10) The wrong train may take you to the right station, but this is not the rule.

11) As growing, you can transform to be something or someone you once hated, or really hated. Be careful.

12) No matters what happen, be true to yourself.

13) Love and forgive. Be optimistic. My best friend, Mari, has taught me this.

14) The first lesson they will teach you at skiing is – How to fall. And if you fall good, they will say: “great fall”. This is kinda related to a life philosophy – it is good to know how to fall, greatly.

15) The second lesson in skiing is – “How to stop”.

16) If you know how to fall and how to stop then, there you go 😀

17) If you are 35, you don’t need a good reason to buy La Mer. You NEED to have La Mer. Period

18) Again. Money can buy happiness. La Mer case confirms that.

19) Money matters. Happiness also matters.

20) Hello Kitty is not a cat.

21) Doraemon is a cat.

22) Young generation is the real hope to this world. And I mean :Daehan, Minguk, Manse 😀

23) TVXQ!/ JYJ’s Kim Jaejoong is sexy.

24) Also EXO’s Oh Sehun.

25) “But what seems like a reasonable distance to one person might feel too far to somebody else.” – Haruki Murakami, After Dark.

26) “In every relationship, someone need to do the dishes”, Wutthichai_K.

27) “Pain is inevitable. Suffering is optional. Say you’re running and you think, ‘Man, this hurts, I can’t take it anymore. The ‘hurt’ part is an unavoidable reality, but whether or not you can stand anymore is up to the runner himself.” – Haruki Murakami, What I Talk About When I Talk About Running .

28) “Hurt people hurt people.” – from a film I forget the name.

29) “Sorry seems to be the hardest word.” True.

30) But I am sorry that I hurt you. Seriously.

31) Social media is not an evil. You just need to be wise to use it.

32) Democracy is not a demon, also. Even Trump wins and Brexit triumphs. Mass democracy has its flaw, but we should not deny ‘democracy’.

33) Bridget Jones is funny, although she is forty-something. Or fifty?

34) Umeshu (plum wine) is the king of all liquor. Period.

35) skateboarding is fun!

 

3408

 

 

 

 

 

 

 

 

Joe Gebbia: cofounder airbnb in Ted2016

“unlock มือถือคุณ แล้วยื่นมันให้คนข้างๆ”

นั่นคือช่วงเวลาที่ Joe Gebbia ทำให้คนทั้งฮอล์นิ่งค้างไปชั่วขณะ เมื่อเขาพูดประโยคนี้ใน Ted xHouston ที่เพิ่งจัดไป

Joe Gebbia คือหนึ่งใน co-founder ของ airbnb เว็บ/แอพ ที่เป็นตัวกลางในการให้เจ้าของบ้าน/ห้องพัก นำสมบัติส่วนตัวของตัวเอง มาเปิดบริการให้คนแปลกหน้าเข้าพัก ความท้าทายของ airbnb คือการต้องกระตุ้นให้คนนำ personal spaces มาแชร์กับคนแปลกหน้า ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้เกิดขึ้น

ในจังหวะหนึ่งของการพูด Gebbia ทำให้คนฟังเข้าใกล้หรือสัมผัสกับความท้าทายที่เจ้าบ้าน airbnb ต้องเผชิญ ด้วยการขอให้คนฟัง unlock มือถือ แล้วจากนั้น ก็ยื่นมันให้คนทางซ้าย

แน่นอนว่า มีความลังเลเกิดขึ้นอยู่หนึ่งจังหวะ ก่อนที่ทุกคนจะทำตาม

แม้ส่วนตัวจะไม่ชอบพัก airbnb (ชั้นขอพัก Hilton เถอะนะ) แต่ก็ทึ่งกับนวัตกรรมทางธุรกิจของ airbnb เสมอ (G Dragon ก็เปิดบ้านให้เป็น airbnb เชี่ยยยยยยยย แผนการตลาดเชิงรุกของ airbnb ในหมู่แฟนเกิร์ลชัดๆ) และใน Ted Talk ครั้งนี้ Gebbia ก็นำเสนอให้เราเข้าใจถึงความกระอักกระอ่วนใจชั่วขณะที่เราต้องแชร์ personal space/thing กับคนแปลกหน้า

ก่อนที่ Gebbia จะใช้โมเม้นท์นั้น กล่าวขอบคุณเจ้าของบ้านพักทั่วโลก ที่ยอมเปิดบ้านพักให้คนแปลกหน้าเข้าพัก เพราะมันต้องใช้ความ trust ระดับหนึ่ง

ซึ่งความ trust นี้เป็นสิ่งที่ airbnb นำ design มาเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดความ trust ในระดับที่พอเหมาะจนเกิดโมเดลธุรกิจแบบนี้ขึ้น

 

read more: http://www.huffingtonpost.com/karthik-rajan/a-presentation-hack-from-_b_9267750.html

 

Political & Social Campaigns in the modern (social media) world

11698755_448401165340751_103933326826009230_n-2
วันนี้ เพื่อนอาจารย์ท่านหนึ่งโพสภาพนี้ พร้อมข้อความดังต่อไปนี้

“I was deprived the right to vote.
I am not allowed to examine the government policy.
I have no means to criticise them without being worried about my own security.

I have no chance to participate in policy making, even it might effect my life.
At least, the word ‘our’ here does not include ‘me’. What they have done is their personal responsibility, not of Thai people.

I, one of the victims of this regime, will never accept them as my government.”

เมืองไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เจอความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ผู้คนเริ่มเรียกร้องในบางสิ่งบางอย่างที่เราอาจไม่เคยเห็นมาก่อนในช่วงชีวิตของเรา แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การนำโซเชียลมีเดีย และข้อมูลแบบย่นย่อมาใช้ในฐานะ Political Campaigns กันมากขึ้น

พูดถึง Political Campaigns สมัยก่อน คนมักจะคิดถึงอะไรที่ซีเรียส หนักๆ และน่าจะ “ไม่ป๊อป” อยู่ในที …. ความหนักและซีเรียสในเนื้อหานั้นคงยังมีอยู่ แต่ความ “ป๊อป” นั้นเหมือนได้เดินทางมาถึงการสื่อสารทางการเมืองแล้ว

ย้อนคิดดู เมื่อสิบห้าปีก่อน เราจะได้เห็นการเรียกร้องทางการเมือง ที่ใช้สีฟ้าสดใสบลูสกายอย่างภาพที่แปะหรือไม่นะ? อืม …​น่าคิด

Love it or hate it แต่เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย ก็ได้เปลี่ยนชีวิตผู้คน รวมถึงรสนิยม และการสื่อสารตัวตนไปในชนิดที่ถ้าใครยังจมอยู่กับโลกใบเดิมหลายทศวรรษก่อน ก็อาจตามไม่ทันเสียแล้ว

[thought] LINE – Instagram – Thailand – and Global Value

10423832_10152789219623235_8727837605495422083_n

credit picture: belong to instagram owner

In Tokyo, it always wonders me when meeting people from the other sides of the globe who newly reside in the capital of Japan and tell me about their relationship with “LINE” as; “I have LINE”.

It wonders me because, in Thailand, we normally use LINE in daily life communication, being informed that they have LINE ID is the same as they are telling me that humanity need oxygen to fuel their lives.

Then, I realize Thailand is the second largest in term of LINE users in the world, chasing after only Japan.

But we also use Instagram in our daily lives, and in daily lives, I include “online shopping” in the definition too.

The relationship about Thai online users and Instagramis that some small entrepreneurs (and even Thai celebrities) turn the application into the online shops, and then they use the LINE chat to communicate about the payment method.

Yes, we don’t use the systematic payment method such as the method that well known Aliexpress or Rakuten use (what is PayPal anyway? Just tell me your bank account and I will transfer money to you :D)

I don’t say it is good or bad, but it seems obvious that Thai users can adapt the global applications and convert (or abuse) them into Thai ways or Thai styles.

Do we need to embrace all global values? If you seriously want to know my answer;

please LINE me in my LINE ID.

And here is the payment method 🙂

Read an interesting article about the Thai online users that amazed a Silicon Valley native and former entrepreneur here : https://www.techinasia.com/line-instagram-ecommerce-thailand/

“Ain’t love grand?”

Screen Shot 2015-02-04 at 2.58.33 PM

picture credit: Substantia Jones

In summer break 2014, I, myself, was struggling with the idea how to brighten up and made my teeth beautifully, as the way that I usually thought it should be.

Seriously, I tried to quit my coffee obsession routine. I searched all websites that I could get the info about how to achieve the “ideal teeth” that modern women were implicitly told she should have.

In contemporary Thai media, especially fashion magazines, it is rare to see the imperfection in the published photos. Actually, even in the newspaper, when come to the process of selecting the photos, subconsciously, the selection team would prefer the ideal beauty more than the alternatives.

The problems about the “choices” that we have been given in the modern world is that, sometimes, it makes us feel that we do not have another choices. Seems like the alternatives don’t even exist.

One day after the breakfast, I watched the Keira Knightley in her stunning role in “Begin Again”, and then, that moment, I realized that even Keira Knightley doesn’t have the perfect teeth.

I decided to reunion with my coffee obsession again that day.

Back to the following link, speaking as a former feature editor in a magazine related to health, I will not dare to say that ‘continue being fat is a healthy idea.’ Undoubtedly, it is not. If you have choices in life, I will and always encourage you to chose to become a healthy person (and in the word of “healthy”, I don’t mean “slim”.)

But the world is grand, people are varied, and asides from the “conventional ideal about the healthy and beauty” that occupied the mainstream (social) media nowadays, we need spaces and the alternative stories to make us realize that there are so many ways to enjoy and live life, in an acceptable way.

In a way that we will not hate ourselves, and our lives that much.

I don’t have perfect teeth. My skin is not like what I once had when I was 22. I looked at Kendall Jenner and felt a little jealous about her look.

But the world is grand, people are varied, and at least, we still have people like Keira Knightley in the film business. (and she is super cool.)

I guarantee that there will be a time that I would crave to have those perfect eyes, nose, lips, etc, again in the near future. But at least, I feel safe now to realize that the world still have some journalists / artists / storytellers who tell that, sometimes life also provides some options and alternatives to us.

Photo Info: 
Substantia Jones is the founder of and photographer for the photo-activism campaign, The Adipositivity Project, and runs both SmileSizeist.com and UppityFatty.com.

She recently described this in her latest project.

Each year I photograph fat people with their partners for The Adipositivity Project’s Valentine Series. ‘Cause ain’t love grand? To purchase this and other Adipositivity prints, go to http://theadipositivityproject.zenfolio.com/prints

source: http://theadipositivityproject.zenfolio.com/valentine/h35C037#h35c037

“ยากสุดคือ…”

“ยากสุด คือฝึกหายใจ”

น้องคนหนึ่งโพสเรื่องฝึกว่ายน้ำไว้ในเช้าวันนี้ สำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่ (ยอม) เป็นสักที,​ นี่คือเรื่องจริงที่สุด

 

ประโยคนี้ทำให้ฉันคิดถึงเหตุการณ์ในเช้าตรู่วันคริสต์มาสปีที่แล้ว ที่สนามบินนาริตะ

เรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่ก็โยงใยกัน

ฉันมีนัดดูคอนเสิร์ตครบรอบสิบปี “ทงบังชินกิ” ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ในวันที่ 26 ธันวาคม 2013, ไฟล์ทบินคริสต์มาสคือไฟล์ทที่จะพาฉันไปยังสถานที่นั้น

 

คริสต์มาสคือช่วงเวลาที่ค่าโดยสารเครื่องบินจะถีบตัวขึ้นสูงมาก สูงจนน่าตกใจ สูงจนน่าหลีกเลี่ยง ยกเว้นแต่ว่า มันคือไฟล์ทบังคับ ถ้าไม่จำเป็นถึงขั้นคอขาดบาดตาย คนเราคงไม่อยากเดินทางในช่วงเวลามหาแพงเหล่านี้

แน่นอนว่า “ทงบังชินกิ” คือเรื่องคอขาดบาดตายของฉัน

 

แต่สำหรับครอบครัว พ่อ-แม่-ลูกสอง หัวสีทองที่ยืนต่อคิวเช็คอินอยู่ข้างหน้า ฉันไม่รู้ว่า “อะไรในโลก” คือเรื่องคอขาดบาดตายของพวกเขา

เด็กชายคนพี่หาวหวอดๆ ติดต่อกันเป็นครั้งที่สิบสี่แล้ว เช้าตรู่หน้าเคาน์เตอร์โคเรียนแอร์ไลน์ในฤดูหนาวใกล้ศูนย์องศาอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องจำเป็นจริงๆ เราก็คงไม่ถ่อกันมาต่อคิว

พ่อกับแม่หัวทองคุยกันด้วยความเคร่งเครียด ถกเถียงด้วยภาษาสกุลยุโรปสักอย่างที่ฉันไม่มีวันเข้าใจ พอคิวเริ่มใกล้เคาน์เตอร์เช็คอินเรื่อยๆ คนเป็นแม่ยิ่งเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้าย เมื่อสถานการณ์หน้าเคาน์เตอร์ของพวกเขาลงเอยแบบไม่สมความปรารถนา คนเป็นแม่ก็ตะโกนออกมาใส่หน้าคนเป็นพ่อ

 

แล้วเธอก็เขวี้ยงกระเป๋าถือที่อยู่ข้างตัวลงพื้น

 

เด็กน้อยสองคนร้องตกอกตกใจ เสียงร้องไห้ดังจ้าไปทั่วแถวเช็คอิน คนเป็นแม่กรีดร้องใส่หน้าสามี, ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดของเธอ คงมีอะไรสักอย่างผิดพลาดจากแผนเดินทางที่วางกันไว้…แผนเดินทางของช่วงเวลาแสนแพง ในเช้าตรู่วันคริสต์มาส

 

แผนผิดพลาด ที่อาจทำให้เราเสียสติ จนเผลอตะโกนและกรีดร้องใส่หน้าคนที่เรารัก

 

เป็นเช้าวันนั้นเอง เช้าก่อนหน้าปีใหม่ตั้งเกือบหนึ่งสัปดาห์ ที่ฉันสูดลมหายใจยาวเข้าปอด ปี2014 ฉันไม่มี New Year Resolution สักข้อ ฉันเคยลองมาแล้วตลอดชีวิต,​ มันไม่ค่อยเวิร์ค ฉันไม่มีวินัยมากพอที่จะรักษามันไว้

 

แต่ปีนั้นเอง ปีที่แล้ว ในวันคริสต์มาส ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงเกินไป ฉันตั้งใจไว้ ในทุกๆ ปี, ถ้าเป็นไปได้,

ฉันขอให้ตัวเองยังมีสติอยู่เสมอ และไม่ว่าอะไรจะผิดแผนหรือผิดพลาด

 

ถ้าเป็นไปได้, ฉันขอให้ตัวเองไม่กรีดร้องหรือตะโกนใส่หน้าคนที่เรารัก

 

ไม่ว่าเราจะพลาดไฟล์ทบินคริสต์มาส หรือเจอสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็เหอะนะ

 

“ยากสุด คือฝึกหายใจ”

“ยากสุด คือรักษาสมดุลของการว่าย,​ ประคองชีวิต”

 

 

 

train…night…lunch…bicycle

มันเป็นวันที่ฉันได้เสื้อซาร่าตัวใหม่ มันเป็นวันที่ฝนตกหนักในตอนเย็น มันเป็นวันที่เราบังเอิญเจอกันก่อนเที่ยงคืน ในรถไฟสายกลางเมือง

เรานั่งข้างกันแค่หนึ่งสถานี, ฉันรู้ตั้งแต่ต้นว่าฉันจะลงที่สถานีไหน, ปลายทางของเราไม่ใช่ที่เดียวกัน … และสถานีที่ฉันต้องเปลี่ยนขบวน ก็เป็นคนละสถานีกับเธอ

 

ลมหายใจเธอมีกลิ่นแอลกอฮอล์หนักมาก เธอเล่าเรื่องราวทั่วไปว่าวันนี้เธอดื่มอะไรไปบ้าง พอเธอเล่าถึงไวน์ ฉันก็บอกว่าฉันแพ้ไวน์ เธอทำหน้าไม่เข้าใจและไม่เชื่อ, เหมือนผู้คนอีกนับพันที่ฉันเคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังนั่นแหละ,​ฉันยืนกรานว่าฉันแพ้ไวน์จริงๆ ฉันเคยถึงขั้นลงทุนไปหาหมอ วิเคราะห์อาการตัวเองเสร็จสรรพว่าฉันเคยเป็นกระเพาะอาหารอักเสบ อันอาจเป็นสาเหตุให้ดื่มไวน์แล้วจะปวดแสบท้อง หมอหนุ่มวัยใกล้ๆ 35 ปีส่ายหน้าบอกว่าไม่น่าจะใช่ บนโลกใบนี้ไม่มีคนไข้โรคกระเพาะอักเสบคนไหนแพ้ไวน์ ฉันยืนกราน ก็ฉันดื่มไวน์ทีไรแล้วต้องวิ่งไปร้านยาหาซื้อยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบินทุกที

 

แต่โตเกียวไม่มียาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบินขาย

 

 

ฉันเล่าต่อว่าฉันเคยไปสัมภาษณ์กูรูไวน์ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับท็อปของเมืองไทย, เป็นเทพก็ว่าได้, ฉันบอกเขาว่า ฉันกินไวน์ทีไรแล้วปวดท้อง ปวดแสบปวดร้อน ครั้งหนึ่ง กลางห้างดัง ขณะกำลังเฉลิมฉลองวันเกิดของเจ้านายคนสวยอยู่นั้น ฉันปวดแสบกระเพาะจนต้องลนลานออกไปหายาธาตุน้ำขาวมากิน พอกินยาแล้วก็ต้องนั่งนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น จะกลับบ้านก็ไม่ได้ จะกินดื่มสังสรรค์อย่างคนอื่นก็ไม่มีแรงแล้ว ฉันนั่งมองคนอื่นเฮฮาอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งงานเลิก, “ทรมาณสัสๆ” ฉันคิดในใจ, กูรูไวน์ฟังเรื่องเล่าแล้วเหมือนจะได้คำตอบ “คุณคงแพ้ไวน์ราคาถูก” จากนั้นเขาก็ยกไวน์ราคาแพงมากให้ฉันกิน

 

สรุปวันนั้น ฉันไม่ปวดแสบท้องเลย

 

พอเล่าถึงตรงนี้ รถไฟก็แล่นถึงสถานีที่ฉันต้องเปลี่ยนขบวน, “ไปล่ะนะ” ฉันเอ่ย, “อ้าว จะไปแล้วเหรอ” มันเป็นน้ำเสียงที่เดาไม่ได้ว่าเสียดายหรือแค่ประโยคสานต่อบทสนทนาให้ลื่นไหลไปเฉยๆ, ฉันพยักหน้า โบกมือลา ก่อนวิ่งออกจากรถไฟขบวนนั้น…รถไฟที่เราคุยกันเรื่องแอลกอฮอล์ เรื่องจิปาถะสามัญของคนที่แทบไม่รู้เรื่องราวของอีกฝั่งฝ่าย

 

แล้ววันเกิดเธอก็มาถึง

ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันเป็นวันเกิดเธอ ฉันไม่ตั้งใจอยากรู้ หรือไม่คิดว่าตัวเองควรรู้เลยด้วยซ้ำ แต่แล้วอยู่ๆ เธอก็โผล่เข้ามาตอนฉันกำลังกินข้าวอยู่ ใครสักคนพูดขึ้นมาว่าวันนี้เป็นวันเกิดเธอ

 

ฉันโกรธเธออยู่ด้วยเรื่องงี่เง่าสักเรื่องบนโลกใบนี้

“สุขสันต์วันเกิดนะ” ฉันตักข้าวคำที่สิบเอ็ดข้าวปาก

“ก็แค่ ‘ แก่ขึ้น’ (getting old) น่ะ” ว่าแล้วเธอก็ยักไหล่พลางทำท่าชิลล์ซึ่งทำให้ความหมั่นไส้ของฉันเพิ่มพูนทบทวี

“ก็หัด ‘โตขึ้น’ (growing up) ซะทีสิ” ข้าวคำที่สิบสองกำลังโดนเคี้ยวในปากฉัน

เธอหันมามองหน้า เธอเริ่มรู้แล้วว่าฉันกำลังหงุดหงิด … เธอรู้แล้วด้วยซ้ำว่าเป็นเพราะเรื่องอะไร

 

“ฉันอิ่มล่ะ” ฉันเก็บกล่องข้าว เธอทำหน้าเลิกลั่กถามว่า “กินแค่นี้เหรอ”

“กินแค่นี้แหละ ฉันตัวเล็ก” ถึงตอนนี้ฉันเลิกมองหน้าเธอไปแล้ว

“สุขสันต์วันเกิด และลาก่อนนะ” ฉันคิดว่านั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉันบอกเธอ

 

ฉันเจอเธอในอีกหนึ่งวันถัดมา…เป็นการพบเธอฝ่ายเดียว ขณะที่ฉันนั่งกินข้าวมื้อบ่ายอยู่ในร้านแห่งหนึ่ง มุมที่ฉันนั่งนั้นมองออกไปเห็นถนน ขณะที่กำลังตักข้าวคำที่เจ็ดเข้าปาก เธอก็ปั่นจักรยานผ่านหน้าไป

 

เธอใส่เสื้อตัวเดิมที่ใส่เมื่อวาน…เสื้อที่เธอสวมตอนวันเกิด วันที่ฉันบอกเธอว่า “ก็หัดโตขึ้นซะทีสิ”

 

เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นเธอปั่นจักรยาน

.

.

.

มันเป็นบ่ายของฤดูร้อนที่มีลมเย็นเยียบพัดผ่าน

 

“ก็หัดโตขึ้นซะทีสิ”

ฉันตักมิโสะซุปคำแรกเข้าปาก

รู้สึกหูแว่วเหมือนมีใครสักคนกำลังพูดประโยคนี้ให้ฉันฟัง

 

 

 

 

 

IMG_1185

Memory We Kept

I still remember first day I arrived Los Angeles and was lost. I met a neat, kind, and fashionable 50 something lady who told me when situation was solved that “We’ve learnt some new things everyday.” Ever since, that word has been embedded to my memory. Yes, there was a time I forgot it too, but then something would happen right after that to remind that Lost In LA. day.

11 years later, I still remember her smile and her word.

Gabriel García Márquez, one of the greatest writers in our era, once wrote;
“What matters in life is not what happens to you but what you remember and how you remember it.”

There are many forms that we can keep people in our lives to forever be with us.

Memorizing, to me, are one of those forms.