status: 7 sep 2009 (Surfing and life)

การเล่นเซิร์ฟก็เหมือนการใช้ชีวิตนั่นแหละ … เราต้องรู้ว่าคลื่นแต่ละลูกเป็นอย่างไร เราต้องเข้าหามันแบบไหน ไม่ต่างอะไรกับการคบหาผู้คน … บางครั้งเราก็ปล่อยคลื่นบางลูกไป ไม่ได้ “จับคลื่น” (ภาษานักเซิร์ฟ) เหมือนกับที่เราก็ปล่อยคนบางคนจากไป เพราะเราอาจคิดว่า เค้าไม่ได้สำคัญอะไรกับชีวิตเรา

Advertisements

[บทความ] พ่อ

พ่อ

เรื่องโดย Tiktok

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารเวย์ ฉบับมกราคม 2557

 

 

 

            ฉันรักพ่อน้อยกว่ารักแม่ และในบางช่วงวัยของชีวิต ฉันเคยเกลียดพ่อมาก

            พ่อกับแม่เลิกกันตอนฉันอายุ 8 ขวบ ตอนนั้นพ่อเพิ่งถูกไล่ออกจากราชการด้วยเหตุผลคือติดเหล้าจนเสียการเสียงาน ฉันเคยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนชายที่หลงใหลเบียร์ฟัง โดยสรุปความสั้นๆ ว่าพ่อกับแม่เลิกกันเพราะพ่อติดเหล้า เพื่อนชายคนนั้นบอกว่าไม่จริงหรอก บางครั้งผู้ใหญ่ก็เลิกกันด้วยเหตุผลที่มันซับซ้อนกว่านั้นสิ ฉันยืนยันว่าไม่ แม่ขอหย่าเพราะพ่อติดเหล้าจริงๆ ไม่ได้มีเรื่องลึกลับอื่นๆ ที่เข้ากันไม่ได้ อย่างชอบดูละครไม่เหมือนกัน หลงใหลใฝ่ฝันในการผจญภัยอันแตกต่าง หรือมีทัศนคติด้านการเมืองที่ไม่สอดคล้องกัน ไม่มีปมประเด็นอะไรเหล่านี้เกิดขึ้นทั้งนั้น เรื่องของเรื่องคือพ่อติดเหล้าแบบเกินเยียวยา…และผู้หญิงคนหนึ่งก็สุดจะทนกับสามีแบบนั้นแล้ว

            พอเลิกกัน พ่อก็ย้ายออกไปอยู่บ้านปู่กับย่า ส่วนบ้านที่เคยเป็นของเราก็ถูกทิ้งร้างไว้ เพราะแม่หอบฉันกับพี่ชายข้ามฟากถนนมาอยู่บ้านตากับยายแทน จริงๆ ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าทำไมพอหย่าร้างแล้ว แม่ถึงทนอยู่บ้านเก่าไม่ได้ ฉันเพิ่งมาเข้าใจเอาตอนโตๆ นี่แหละว่า บางครั้ง เมื่อแกนกลางบางอย่างของชีวิตเปลี่ยนแปลง มันอาจจำเป็นที่เราต้องหาแกนใหม่มายึด สำหรับแม่ ตากับยายคือแกนนั้น ส่วนพ่อ แกนหลักแห่งใหม่ที่พอจะช่วยประคับประคองชีวิตให้ไปต่อได้ก็คงเป็นปู่กับย่านั่นเอง

           หลังจากเจอแกนหลักแห่งใหม่ แต่ละคนก็ดำเนินชีวิตของตัวเองต่อไป แม่ยังรับราชการครูเหมือนเดิม ส่วนพ่อกลายเป็นราษฎรสามัญเต็มขั้น เนื่องจากเรียนจบสาขาเกษตร ประกอบกับอาชีพเก่าคือเกษตรอำเภอ พ่อเลยหันมาจับจอบเสียมยึดการทำนาเป็นอาชีพหลัก ช่วงนั้นฉันกับพี่ชายจะไปเยี่ยมพ่อทุกเสาร์อาทิตย์ เพราะบ้านปู่กับย่าห่างออกไปแค่ 10 กิโลเมตรเท่านั้น เอาจริงๆ ฉันไม่ได้คลุกคลีกับพ่อมาก เวลาไปบ้านปู่กับย่าฉันมักจะขลุกอยู่กับย่าเป็นหลัก ฉันเริ่มหัดเรียนทอผ้า ปั่นและอิ้วฝ้ายจากย่าในช่วงนั้น ฉันชอบอยู่กับย่ามากกว่าพ่อเสียอีก ฉันรู้สึกว่าย่าใจดี ขณะที่พ่อดูเคร่งเครียดอย่างไรก็ไม่รู้

            ก่อนฉันเข้าเรียนมัธยม ปู่ก็มาเสียชีวิตด้วยโรคชรา พ่อร้องไห้หนักกับการจากไปของแกนหลักหนึ่งในชีวิต ในงานศพปู่ พ่อและญาติผู้ชายคนอื่นๆ พากันบวชหน้าไฟ แต่ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงทุกคนก็ลาสิกขาบทออกมา ยกเว้นก็แต่พ่อเท่านั้นที่ตัดสินใจบวชต่อ ตอนนั้นทุกคนคิดว่าพ่อคงจะบวชสั้นๆ แต่ไม่ใช่เลย…พ่อดำรงตนอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์อย่างยาวนานอีกหลายปีทีเดียว

            พ่อถือครองจีวรในช่วงที่ฉันย่างก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ฉันจำคำที่พ่อสอนสั่งในช่วงนั้นไม่ได้แล้วล่ะ คำบาลีบางคำมันก็ยากเกินกว่าที่เด็กสาววัยใกล้ทำบัตรประชาชน (ยุคนั้น) จะเข้าใจได้ ฉันขอบอกพ่อตอนนี้เลยว่า ช่วงนั้นฉันพยักหน้าหงึกหงักรับฟังคำสอนไปอย่างนั้น เรื่องเดียวที่ฉันจำได้ตอนพ่อบวชก็คือเรื่องที่พ่อทำนายดวงฉันว่าจะมีผู้ใหญ่อุปถัมภ์ค้ำจุนและชีวิตจะไม่ลำบาก ฉันคิดว่าคำทำนายนี้เป็นเรื่องจริง และผู้ใหญ่ที่อุปถัมภ์ชีวิตฉันก็คือแม่

            พ่อบวชอยู่ได้หลายปีจนผู้คนเริ่มคิดกันว่าพ่อจะถือครองผ้าเหลืองตลอดไป แต่แล้วพ่อก็ทำให้ทุกคนแปลกใจในวันหนึ่ง เมื่อพ่อลาสิกขาบทออกมา เรื่องที่น่าแปลกใจกว่านั้นก็คือพ่อซึ่งเลิกเหล้าไปแล้วในช่วงเป็นพระกลับหันกลับมาดื่มเหล้าอีกครั้ง ต่อมาไม่นานพ่อบอกฉันกับพี่ชายว่าพ่อจะแต่งงานใหม่ ภรรยาใหม่พ่อชื่อน้าหนอม เป็นผู้หญิงนิสัยน่ารัก ทำงานเกษตรได้แบบหนักเอาเบาสู้ แต่กระนั้นเธอก็ห้ามพ่อไม่ให้ดื่มเหล้าไม่ได้…ในยุคนั้น ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ห้ามพ่อดื่มเหล้าไม่ได้เลย

            ในตอนนั้น ฉันมองว่าพ่อคือคนสองบุคลิก ยามที่พ่อพาตัวเองออกห่างจากวงเหล้า พ่อจะเป็นคนเอาการเอางาน เป็นคนนิสัยดีชอบช่วยเหลือญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง ในช่วงเวลาที่แอลกอฮอล์อยู่ไกลจากร่างกาย พ่อคือวีรบุรุษของฉัน พ่อคือคนที่หาใครเทียบเคียงด้วยไม่ได้อีกแล้ว แต่ครั้นเมื่อพ่อตัดสินใจแวะวงเหล้าที่ตั้งวงกันอยู่ในงานบุญ งานบวช หรือแม้กระทั่งงานศพเท่านั้นแหละ เพียงจอกแรกที่เข้าปาก ก็นำมาซึ่งจอกที่สอง พ่อไม่เคยหยุดตัวเองแค่พอกรึ่มๆ ฉันไม่เคยเป็นคนติดเหล้า ฉันไม่เข้าใจ (และคงไม่มีวันเข้าใจ) ว่าทำไมพวกเขาจึงต้องดื่มกินกันจนเละเทะไร้สติแบบนั้น อาการของพ่อช่วงนั้นเหมือนคนเสพติดจนไม่อาจหยุดตัวเองได้แค่จอกแรกๆ ฉันมาคิดเอาเองตอนโตว่าพ่อคงรู้สึกเครียดกับบางอย่างในชีวิต พ่อคนที่เคยเป็นข้าราชการต้องหันเหมาทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ความผิดหวังที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ทำให้ชีวิตคนเราเสียศูนย์ได้ไม่ยาก ความรู้สึกเสียศูนย์โซเซ เป็นสิ่งที่ผู้คนซึ่งไม่เคยผจญกับมันจะไม่มีวันเข้าใจได้เลย

            ถึงพ่อจะเมามากในตอนที่ฉันเรียนมัธยม แต่นั่นก็ไม่ใช่วัยที่ฉันเกลียดพ่อ ฉันเริ่มเพาะบ่มเชื้อความเกลียดชังในช่วงที่จากลาบ้านเกิดเพื่อมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นฉันเพิ่งเป็นเฟรชชี่ พักอาศัยอยู่ในหอพักมหาวิทยาลัย ต้องการช่วงเวลาปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่อีกเยอะ แล้ววันหนึ่งพ่อก็ปรากฏตัวขึ้นที่ใต้หอพักโดยไม่ได้บอกกล่าวก่อน จริงๆ จะว่าพ่อไม่บอกกล่าวก็ไม่ได้ พ่อโทรมาแต่เช้าตรู่ว่าพ่อติดรถของวัดแถวบ้านที่มีสาขาที่กรุงเทพฯ ลงมาเยี่ยมฉัน เสียงพ่อดูอ้อแอ้ชอบกล และเมื่อฉันลงไปเจอพ่อที่ใต้หอพัก ตัวพ่อก็อ้อแอ้และเดินโซเซมากกว่าเสียงอีก ไม่ต้องเรียนหมอหรือเป็นนักสังเกตพฤติกรรมมนุษย์ ฉันก็รู้แล้วว่าพ่อเมาเหล้า…เมาหนักเสียด้วย ฉันไม่เคยเข้าใจจนถึงทุกวันนี้ว่าทำไมคนเป็นพ่อถึงห้ามตัวเองไม่ให้กรอกเหล้าเข้าปากก่อนมาเยี่ยมลูกที่เพิ่งสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐไม่ได้นะ…มันจะยากอะไรกันนักหนากะอีแค่รู้จักยับยั้งใจตนเองต่อศีลข้อห้า จากเหตุการณ์วันนั้น ฉันเริ่มมองพ่อเปลี่ยนไป ฉันรู้สึกว่าพ่อเป็นคนอ่อนแอมากๆ อ่อนแอเกินไป และฉันเกลียดคนแบบนี้

            ด้วยความที่ฉันสอบเทียบชั้นมัธยมปลายแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ทันที ฉันกับพี่จึงถือว่าเริ่มต้นการเป็นเฟรชชี่ในช่วงเวลาเดียวกัน หากแต่ด้วยความที่ตัดสินใจเปลี่ยนคณะกลางคัน พี่ชายฉันจึงจบล่าช้าไปกว่าเกณฑ์มาตรฐานอยู่สองปี ตอนนั้นฉันทำงานแล้ว แต่ยังถือเป็นเด็กแบเบาะในโลกแห่งมืออาชีพ ฉันยังเลี้ยงตัวเองได้ไม่ดีนัก ประสาอะไรที่จะไปดูแลคนอื่น แม้คนนั้นจะเป็นพี่ชายหรือพ่อแม่ตัวเองก็เถอะ ในวันซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรของพี่ พ่อตัดสินใจเดินทางไกลมาถ่ายรูปด้วย ขณะที่แม่ผู้ไม่สนใจพิธีรีตองอยู่แล้วโทรบอกว่า “ไม่มานะ” ด้วยความที่ฉันตัดสินใจไม่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อสองปีก่อน ดังนั้นจึงถือได้ว่า งานรับพระราชทานปริญญาบัตรของพี่ในหนนี้ถือเป็นงานแรกของครอบครัวเรา แม้พี่ชายฉันจะเรียนจบช้า แต่เขาก็คงตั้งความหวังกับงานนี้ไว้มาก ในวันอันเกี่ยวข้องกับพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร คนเราจะต้องการอะไรมากกว่าความเบิกบาน ชื่นมื่น และความหวังถึงอนาคตอันสดใส แต่แล้วพ่อก็ปรากฏกายในตอนเช้าตรู่ด้วยอาการเดินโซเซและกลิ่นเหล้าหึ่ง พ่อเมาเหล้ามางานซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรงานแรกของครอบครัว และเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่าพี่ชายฉันคงไม่เรียนต่อระดับปริญญาโทแล้ว จึงถือได้ว่า พ่อเมาเหล้ามาร่วมงานซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรงานเดียวในชีวิตของลูกชายตนเอง

            ฉันเกลียดพ่อในวันนั้น

            หลังจากนั้นชีวิตฉันก็ก้าวเข้าสู่วัยเบญจเพส พร้อมๆ กับข่าวร้ายเรื่องบริษัทที่ทำงานอยู่ตัดสินใจปิดตัว ฉันกลายเป็นคนตกงาน ฉันตัดสินใจเดินทางไปท่องเที่ยวเวียดนามเกือบหนึ่งเดือนเต็ม ก่อนจะกลับมาปักหลักอยู่บ้านอีกเกือบห้าเดือน ช่วงนั้นฉันไปช่วยพ่อทำนา ได้พูดคุยและทำความรู้จักกับพ่อในวัย 54 ปีเพิ่มขึ้น พ่อในวัยนั้นหันมาทำงานช่วยเหลือชุมชนพลางถูกเชื้อเชิญไปเป็นกรรมการในกิจการที่เกี่ยวกับชุมชนอยู่หลายเจ้า ถ้าวัดตามมาตรฐานสมัยใหม่ พ่อไม่น่าจะถูกเชื้อเชิญ เพราะหนึ่ง พ่อไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต และสอง พ่อไม่ได้มีเงินมากมายขนาดที่จะไปดูแลใครได้ จริงๆ พ่อติดจะขัดสนด้วยซ้ำ พ่อแค่หาเงินได้จากการทำนาปีแล้วขายข้าว แต่คนในชุมชนเห็นว่าพ่อเอาการเอางาน พึ่งพิงได้ ฉันได้เรียนรู้ก็ตอนเบญจเพสนี่เองว่า คนเราไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานะที่ดีเว่อร์ เราก็สามารถช่วยคนอื่นได้…ประสบการณ์หนนั้นทำให้มุมมองที่ฉันมีต่อพ่อเริ่มเปลี่ยนแปลง

            จากนั้นอีกหนึ่งปีพ่อโทรบอกฉันว่าพ่อเลิกเหล้าแล้ว…เป็นการเลิกที่เด็ดขาดและจะไม่มีการข้องแวะเกี่ยวข้องกันอีก ฉันไม่เชื่อพ่อหรอก ฉันคิดว่ามันคือคำโกหกอีกคำหนึ่งที่มนุษย์ผู้อ่อนแอมักจะพล่ามออกมาเสมอ พ่อโกหกฉันแน่ๆ เหมือนกับที่บางครั้งฉันก็โกหกเจ้านายเรื่องเดดไลน์ส่งบทความ เหมือนที่บางครั้งเราก็โกหกบางคนว่าเขาไม่สำคัญต่อชีวิตเราแล้ว เหมือนที่บางหนผู้คนก็โกหกกันว่า “ไว้ว่างๆ กินข้าวกัน”

            แต่พ่อก็เลิกเหล้าจริงๆ

            นอกจากเลิกเหล้า พ่อในวัย 55 หันเข้าหาวัด เปล่า, ไม่ใช่การหันหาธรรมะแบบที่เรามักพบกันในสังคมเมืองยุคนี้ จริงๆ ชีวิตพ่อก็เหมือนชีวิตคนชนบทคนอื่นๆ คือมีความเกี่ยวข้องพัวพันกับวัดมาตลอด บางครั้งพ่อก็แวะไปคุยเล่นกับพระที่เป็นญาติพี่น้องกัน ฉันจะไม่เรียกมันว่า “การสนทนาธรรม” นะ เพราะมันคือการคุยเล่นจริงๆ พ่อทำสิ่งเหล่านี้มาเนิ่นนาน จนกลมกลืนกับวิถีชีวิต แล้วในวัย 55 ปีพ่อก็กลายร่างเป็นมัคนายก พ่อถูกเชิญให้เป็นประธานฝ่ายฆราวาสของวัดป่าสายปฏิบัติแห่งหนึ่ง งานศพ งานบวช แห่ผ้าป่า ทำบุญกฐิน อะไรก็ตามที่ต้องมีพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์องค์เจ้า ชาวบ้านจะเรียกขานให้พ่อไปช่วยทั้งนั้น แม้กระทั่งงานแต่งของลูกหลานข้าราชการใหญ่ หรืองานใหญ่โตระดับอำเภอ เขาก็ต้องมาเชื้อเชิญพ่อถึงบ้านด้วยตัวเองหมดทุกรายไป พ่อคนที่เคยติดเหล้าชนิดเกินเยียวยา ถูกภรรยาขอหย่า ถูกไล่ออกจากราชการ ชีวิตเป๋และโคตรจะเสียศูนย์ พ่อคนที่พกกลิ่นเหล้าเหม็นหึ่งไปร่วมงานซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรลูกชาย พ่อที่ฉันเคยเกลียด พ่อค่อยๆ กอบกู้ชีวิตของตัวเอง ใช่ มันไม่ได้ใช้ระยะเวลาสั้นๆ … มันกินเวลายาวนานหลายสิบปี แต่พ่อก็กอบกู้มันกลับคืนจนได้

            เกียรติและศักดิ์ศรีของมนุษย์คนหนึ่ง

            ทุกวันนี้พ่อยังเป็นชาวนาอยู่ ในวัย 61 ปี พ่อมีรถกระบะมือสองในครอบครองหนึ่งคัน อันเป็นคันที่พ่อผ่อนส่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรอยู่หลายปี จนตอนนี้หมดหนี้สินกันแล้ว พ่อใช้รถคันนี้ขับไปส่งคนในชุมชนเวลาที่มีใครเจ็บป่วยหรือต้องไปโรงพยาบาลไกลถึงขอนแก่น พอๆ กับที่ใช้คันนี้ขนปุ๋ยขี้ไก่ไปใส่ท้องนา พ่อยังคงไปวัด ไปงานบุญ งานบวช งานศพ งานกฐิน หรืองานผ้าป่าอยู่เสมอ แต่พ่อไม่แตะต้องเหล้าอีกแล้ว … ไม่เลยสักนิด

ฉันคิดว่าฉันเขียนประโยคแรกของบทความนี้ผิดไป

“ฉันรักพ่อ มากเท่ากับที่ฉันจะรักแม่ได้”

นี่ต่างหาก คือประโยคที่ถูกต้อง

แม่และงานศพ

หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารไลฟ์สไตล์ออนไลน์ Better Living  จาก pruksa.com

 

แม่และงานศพ

(เรื่องโดย Tiktok)

เวลาคิดถึงแม่ ฉันจะมีภาพงานศพวาบขึ้นมาในหัวสมองเสมอ ไม่เกี่ยวกับว่าฉันคิดแช่งให้แม่ตาย แต่เพราะนอกจากเป็นครูสอนเด็กเขียนภาษาไทยแล้ว แม่ฉันยังยึดตำแหน่ง “โฆษกผี” ของอำเภอ งานศพเกือบทุกงานในละแวกบ้าน แม่จะต้องโผล่หน้าไปเป็นโฆษกให้ตามคำเรียนเชิญเสมอ ภาพแม่สวมชุดดำ ขี่มอเตอร์ไซค์สีเขียวออกจากบ้านไปในช่วงใกล้เที่ยงและกลับมาในช่วงบ่ายสองครึ่ง เป็นภาพที่ชินตาฉันอย่างมาก

เหมือนกับคนส่วนใหญ่บนโลก แม่ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการเป็นโฆษกงานศพ เรื่องทำนองนี้ต้องอาศัยการฝึกหัดและฝึกปรือฝีมือกันทั้งนั้น ก่อนอายุ 45 ปี แม่แทบจะไม่เคยจับไมค์เพื่อไปเป็นพิธีกรให้งานอีเวนต์ใดๆ ทั้งสิ้น มือของแม่ถนัดแต่ถือชอล์กขาวคอยขีดเขียนกระดานดำ และเชี่ยวชาญการทำงานบ้านกับงานครัว แต่แล้ววันหนึ่ง แม่ได้รับโอกาสให้เป็นพิธีกรงานสังสรรค์ของโรงเรียน เสียงเจื้อยแจ้วของแม่ทำหน้าที่ประสานให้งานผ่านไปอย่างรื่นเริงและราบรื่น จากวันนั้นแม่ได้รับคำชมรวมถึงโอกาส นอกจากเป็นครู แม่จึงหันมาเป็นพิธีกรและโฆษกงานต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย คิวของแม่เต็มแน่นและต้องเดินสายไปหมู่บ้านต่างๆ แทบไม่ได้ว่างเว้น (และไม่ได้ค่าตัว) ฉันได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญจากการตระเวนออกงานของแม่ว่า คนเราไม่ได้จัดงานแต่งงานกับบ่อยนักหรอก ในรอบหนึ่งปีแม่เป็นพิธีกรงานแต่งไม่เกิน 6 ครั้ง แต่ทุกสัปดาห์จะต้องมีใครสักคนจากไป และแม่จะอยู่ที่นั่นเสมอ…หน้าแท่นพิธีการในงานคาราวะศพแห่งนั้น

ด้วยความที่เคยเรียนสายสังคมศาสตร์และผ่านวิชาแนวปรัชญามาบ้าง ฉันเลยถามแม่ออกไปหนหนึ่งว่าคิดเห็นอย่างไรกับพิธีการงานศพของไทย แม่ตอบโดยไม่อิงเพลโต โสเครติส ซิเซโร หรือมาเคียเวลลี ว่า งานศพคือพิธีกรรมเพื่อรำลึกถึงคนตาย และเป็นงานที่เอื้อให้คนเป็นได้กลับมาพบปะเยี่ยมเยียนกันก็แค่นั้น สำหรับแม่งานศพก็ไม่ต่างกับงานอีเวนต์อื่นๆ ที่เชื่อมร้อยคนในชุมชนเข้าหากัน มันเหมือนกับสักหนึ่งวันในรอบสัปดาห์ เราจะมีนัดรวมตัวกันที่วัด กินน้ำกินท่าที่เจ้าภาพจัดหาไว้ให้ คอยถามข่าวว่าคนนั้นคนนี้เป็นอย่างไร ใครเพิ่งคลอดลูก ใครเพิ่งถูกหวย และใครเพิ่งหย่ากัน … งานศพคืองานทำนองนั้น งานของคนเป็นที่ยังคงต้องดิ้นรน ปลอบประโลม และโอบกอดกันและกันต่อไป

แต่ก็มีอยู่งานศพหนึ่งที่ฉันรู้ดีว่าแม่หัวใจสลาย มันไม่เลวร้ายขนาดเป็นงานศพของคนในครอบครัวเรา แต่สำหรับแม่ มันคืองานที่ใกล้เคียงกันมาก เมื่อกลางปีที่แล้วลูกศิษย์คนหนึ่งของแม่เสียชีวิต ฉันบอกไปหรือยังว่าแม่สอนเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 … เด็กตัวเล็กจ้อยที่เพิ่งหัดคัดลายมือ เด็กตัวน้อยที่กำลังหัดขี่จักรยาน เด็กที่แม่เพิ่งได้มีโอกาสสอนให้ใช้แท็บเล็ตพีซีที่รัฐบาลแจกให้ … ลูกศิษย์คนนั้นจากไปแล้วในวัย 7 ขวบ จากการพลัดตกคูน้ำตอนไปท้องนากับครอบครัวเขา เสียงแม่สั่นเครือตอนที่รู้ข่าว พอๆ กับที่ฉันสัมผัสได้ว่าหัวใจแม่สั่นคลอนและแตกสลาย ทุกวันนี้แม่ยังจำชื่อและนามสกุลของเด็กชายคนนั้นได้เป็นอย่างดี และบางทีแม่อาจจดจำเขาตลอดไป

แม่เพิ่งผ่านวัย 60 เต็มเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับถึงเวลานี้ แม่เป็นโฆษกงานศพมาได้ราว 15 ปีแล้ว แม้จะไม่ใช่หมอหรือพระ แต่แม่ก็ได้ผ่านพบกับศพของผู้คนจำนวนมาก ทั้งหลายหลากยศศักดิ์และหลากหลายวัยวุฒิ ฉันไม่รู้หรอกว่าแม่ได้เรียนรู้อะไรจากมันสักกี่มากน้อย แต่สำหรับฉัน งานโฆษกผีของแม่ ช่วยให้ฉันได้เรียนรู้ว่า คนเรานั้นสามารถมอบอะไรให้แก่ชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่ได้เสมอ มันต้องมีหน้าที่สักอย่างที่เอื้อให้เราทำตัวเป็นประโยชน์ได้ถ้าเราใคร่ครวญและใส่ใจอยากทำมากพอ

… ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานเพื่อคนมีลมหายใจหรือร่างไร้วิญญาณก็ตามที …

[writing] Haruki Murakami ฉันหมั่นไส้เขา แต่ฉันก็รักเขาด้วย!

รูปภาพ

หมายเหตุ : บทความในคอลัมน์​Buzz นิตยสาร GM ฉบับกรกฎาคม 2556

คำสารภาพของหญิงสาวผู้เคยหมั่นไส้มูราคามิ

เรื่องของฉันกับมูราคามิ มันก็ตั้งต้นเหมือนพล็อตเทพนิยายดาดดื่นที่เขาไม่เคยหยิบฉวยมาใช้เลยนั่นแหละ … มันเริ่มที่การไม่ชอบขี้หน้าและความหมั่นไส้

ฉันไม่ใช่นักอ่าน แต่อยู่ๆ หลังเรียนจบรับวุฒิปริญญาตรี ชื่อของฮารูกิ มูราคามิ ก็พัดเข้าใบหู ปีนั้นคือ พ.ศ.2546 ฉันอายุ 22 เป็นอายุอานามที่มากกว่าตัวละคร “ผม” ในนิยาย สดับลมขับขาน อันเป็นผลงานประพันธ์ชิ้นแรกของเขาอยู่ 1 ปี ฉันไม่ได้เรียนชีววิทยาและรักสัตว์แบบ “ผม” ฉันไม่ใช่คนช่างเหงา แถมยังห่างไกลจากภาวะเสพเศร้า พูดให้ตรงประเด็น ฉันไม่มีอะไรละม้ายคล้ายตัวละครที่มูราคามิสร้างสรรค์ขึ้นแม้เพียงนิด ฉันแตกต่าง และฉันควรอยู่ห่างๆ (งาน) เขาไว้ แต่ทำไมใครต่อใครถึงได้ชอบพูดถึงเขาจังนะ สารภาพว่านั่นทำให้ฉันรู้สึกหมั่นไส้เขาชะมัดยาดเลยล่ะ

แต่เราไม่ควรชิงเอ่ยปากหมั่นไส้ใครโดยที่เรายังไม่เคยเสพงานเขา ในการศึกษาสายสังคมศาสตร์ที่ฉันจบมา คำว่า “วิจัย” ถือเป็นหัวใจหลักก่อนที่เราจะเอ่ยปากตัดสินอะไรสักชิ้น ฉันคิดว่าฉันควรลอง “วิจัย” มูราคามิ ดูเสียหน่อย ฉันแหย่เท้าพาตัวเองเข้าร้านหนังสือ ฉันหยิบ สดับลมขับขาน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 มาจากชั้นวาง ฉันเดินไปชำระเงินเต็มจำนวน 120 บาท จากนั้นฉันก็หาที่นั่งอ่าน โดยฉันคาดหวังว่า เมื่อฉันอ่านจบแล้วฉันคงมีสิทธิ์วิจารณ์งานชิ้นนี้ได้อย่างเต็มปาก … วิจารณ์ในแนวทางที่เรียกได้ว่า “ด่าแหลก”

แต่แล้วก็เหมือนพล็อตดาษดื่นสามัญที่อยู่คู่มนุษยชาติมาทุกยุคทุกสมัย ฉันตกหลุมรักอย่างจังไม่ต่างจากที่ทศกัณฑ์รู้สึกแรกพบกับนางสีดา ฉันไม่แน่ใจนักว่าเรื่องที่ฉันเพิ่งอ่านจบเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร รู้แต่ว่าความเปราะบางบางเบาในหนังสือทำปฏิกิริยากับฉันได้อย่างอยู่หมัด นี่คือหนังสือที่สื่อสารกับเสียงภายในของฉันได้อย่างน่าทึ่ง จากเล่มแรก ฉันเริ่มตะลุยอ่านเล่มที่สอง สาม สี่ และตามหาเท่าที่มีในท้องตลาด (และห้องสมุด) มาอ่าน ทุกครั้งที่ไปร้านหนังสือหรือห้องสมุด สายตาของฉันจะมองหาหนังสือของมูราคามิ นี่ฉันตกหลุมรักอย่างจริงจังสินะเนี่ย

ฮารูกิ มูราคามิ เป็นใครน่ะเหรอ? เขาคือชาวญี่ปุ่นที่เกิดในปี ค.ศ.1949 อันเป็นช่วงหลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วงวัยที่มูราคามิอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายสับสนของยุค 70s เป็นยุคสมัยที่เราจะได้เห็นขบวนการนิสิตนักศึกษาออกมาต่อต้านสงครามเวียดนาม พอๆ กับเป็นยุคที่วัฒนธรรมอเมริกันเริ่มบุกโจมตีโลก มูราคามิใช้ชีวิตวัยหนุ่มผ่านสิ่งเหล่านี้ ก่อนจะแต่งงานในวัย 22 ปีกับภรรยาที่เจอกันในมหาวิทยาลัยวาเซดะ เรียน แม้จะศึกษาด้านการละคร ภาควิชาวรรณคดี แต่มูราคามิกลับเลือกเปิดบาร์แจ๊ซที่โตเกียวก่อนเรียนจบได้ไม่นาน บาร์แจ๊ซชื่อ ปีเตอร์ แคท ของเขาเปิดทำการระหว่างปี ค.ศ.1974-1981 ก่อนที่มูราคามิจะตัดสินใจเลือกเป็นนักเขียนอาชีพเต็มตัวแม้จะไม่เคยทะเยอทะยานอยากเป็นนักเขียนมาก่อนก็ตาม ว่ากันว่าในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ.1978 เขาเกิดความรู้สึกอยากเขียนนิยายด่วนกะทันหันขณะดูการแข่งขันเบสบอลระหว่างยาคูลต์ สวอลโลว์ กับฮิโรชิมา คาร์ป ในสนามจิงงุ เขาจึงเดินทางไปยังร้านหนังสือคิโนะคุนิยะในชิจูกุ ซื้อกระดาษต้นฉบับมาปึกหนึ่งกับปากกาหมึกซึมเซลเลอร์ ราคาประมาณพันเยน จากนั้นก็เริ่มเขียนด้วยลายมือ หน้าละสี่ร้อยอักษร สองร้อยหน้า ออกมาเป็นนิยายชื่อ สดับลมขับขาน ในที่สุด

หลายคนที่ไม่เคยรู้จักนักเขียนมือทองคนนี้ มักมีจินตนาการเกี่ยวกับหนังสือของเขาแตกต่างกันไป แต่โดยรวมแล้วมักคิดว่าหนังสือของมูราคามิน่าจะอ่านเข้าใจยาก แถมคงมีอะไรประหลาดๆ เต็มไปหมด ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว ตัวละครของมูราคามินั้นบางครั้งก็มีพฤติกรรมแสนพิลึก มีตั้งแต่คอยนับจำนวนผู้โดยสารบนรถไฟใต้ดิน นับจำนวนชีพจรเต้นตุบตับบนข้อมือ นับจำนวนเซ็กซ์ที่มีในรอบปี หรือแม้กระทั่งถูกเร้าความต้องการได้ด้วยใบหู เป็นต้น แต่เสน่ห์ของงานมูราคามิที่ทำเอาหลายคนยอมยกให้เขาเป็นศาสดาก็คือ งานของเขามักจะเปิดเผยความรวดร้าวเล็กๆ ในชีวิตสามัญของพวกเราทุกคน … ร่องรอยเจ็บปวดอันเบาบางที่เราล้วนครอบครองอยู่ รอแค่หนังสือบางเล่มมาสะกิดให้รับรู้ และหนังสือของมูราคามิคือหนึ่งในเล่มที่คอยสะกิดเกาบาดแผลเหล่านั้น

ถ้านับกันเฉพาะนิยาย นับแต่ปี ค.ศ.1979 ที่ สดับลมขับขาน ออกวางจำหน่ายในญี่ปุ่น ถึงตอนนี้มูราคามิมีผลงานทั้งหมด 13 เล่ม โดยเล่มล่าสุดเพิ่งออกวางจำหน่ายในญี่ปุ่นเมื่อ 12 เมษายน ค.ศ.2013 ในชื่อว่า Colorless Tsukuru Tazaki and His Years of Pilgrimage ซึ่งเป็นเรื่องของชายอายุ 36 ปีที่กำลังมีปัญหากับคนรัก คนรักของเขาเชื่อว่าความไม่ลงรอยที่เกิดนั้นมาจากความเจ็บปวดในหัวใจที่ชายหนุ่มแบกไว้เมื่อครั้งที่เพื่อนสนิทเลิกคบหา เธอแนะนำให้เขาออกเดินทางค้นหาสาเหตุที่เพื่อนเลิกคบ เขาจึงเดินทางไปเผชิญหน้ากับผู้คนในอดีต 5 คนสำคัญ ฟังดูแล้วช่างเป็นพล็อตเจ็บปวดอันแสนสามัญใช่ไหม? แต่นี่แหละเสน่ห์ของงานมูราคามิ เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ภายใน 7 วันแรกของการวางจำหน่าย หนังสือขายได้เกินกว่าหนึ่งล้านเล่ม และถูกพิมพ์ซ้ำ 8 ครั้ง

นอกจากเป็นนักเขียนแล้ว มูราคามิยังเป็นนักวิ่งมาราธอนและนักไตรกีฬาด้วย เขาเริ่มต้นวิ่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ.1982 ตอนอายุ 33 ปี อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาตัดสินใจเป็นนักเขียนอาชีพนั่นเอง เพราะหลังจากปิดบาร์แจ๊ซเพื่อมาเขียนหนังสือ เขาเจอโจทย์ให้ต้องรักษาสุขภาพ มูราคามิจึงเริ่มมองหาวิธีเสริมความแกร่งและคุมน้ำหนักตัวให้พอเหมาะ และการวิ่งนี่แหละที่สอดคล้องกับเขาที่สุด

ทุกวันนี้มูราคามิอายุ 64 ปี ยังคงทำงานเขียนไปพร้อมๆ กับออกวิ่งทุกวันอย่างเอาจริงเอาจัง เขาถือเป็นนักเขียนที่มีวินัยสูงส่งจนน่ายกย่องคนหนึ่ง และแม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่เขากลับไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณะนัก เมื่อ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มูราคามิปรากฏตัวในมหาวิทยาลัยเกียวโต เพื่อโปรโมตหนังสือเล่มใหม่ ถือเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณชนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในรอบ 18 ปีเลยทีเดียว เขากล่าวติดตลกว่า ไม่ใช่เพราะเขาป่วยทางจิตหรือมีจ้ำช้ำเต็มตัวหรอก แต่เขาคิดว่างานอันแท้จริงของนักเขียนก็คือเขียน และเขาอยากมุ่งมั่นกับงานอันแท้จริงก็เท่านั้น

อ่านมาถึงบรรทัดนี้ คุณพอจะเข้าใจเหตุผลที่ทำให้ฉันเลิกหมั่นไส้ แล้วหันมาตกหลุมรักเขาอย่างหัวปักหัวปำหรือยังล่ะคะ?

 

 

 

 

หมายเหตุ ​: บทความตามภาพแนบด้านล่างนี้ เขียนโดย มนตรี บุญสัตย์

 

Screen Shot 2013-08-23 at 11.38.46 PM

 

Screen Shot 2013-08-23 at 11.39.05 PM

 

 

 

 

 

Before Sunrise – Before Sunset – Before Midnight: หนังทอล์คกาทีฟอันเปี่ยมเสน่ห์

หมายเหตุ : เขียนให้เจ้าหนึ่งตอนปลายปี 2555 ก่อนหนัง Before Midnight จะออกฉายอย่างเป็นทางการเกือบ 6 เดือน

รูปภาพ

ในปี 1994 หนุ่มอเมริกันนามเจสซี่ เจอกับหญิงสาวฝรั่งเศสนามซีลีน บนรถไฟความเร็วสูงสายยุโรป พวกเขาพูดคุยถูกคอ และรู้สึกเชื่อมโยงกันอย่างประหลาด จนชายหนุ่มเอ่ยปากชวนหญิงสาวให้ทำเรื่องบ้าระห่ำ นั่นคือการลงจากรถไฟแล้วใช้เวลา 1 คืนในเวียนนาเดินคุยกันต่อ หญิงสาวลังเลแต่สุดท้ายเธอก็ยอมเสี่ยง นั่นคือฉากต้นเรื่องของ Before Sunrise (1995) หนังรักที่เป็นจุดเริ่มของความสัมพันธ์ของตัวละครคู่อันเปี่ยมเสน่ห์ ที่อีก 9 ปีต่อมาได้กลับมาแลกเปลี่ยนบทสนทนา และทะเลาะเบาะแว้งกันพอเป็นพิธีอีกครั้งใน Before Sunset

เหตุการณ์ภาคสองอย่าง Before Sunset (2004) นั้นย้ายฉากมาเกิดขึ้นในปารีส เจสซี่และซีลีนเติบโตจากหนุ่มสาววัยต้นยี่สิบ มาสู่ผู้ใหญ่วัยต้นสามสิบที่ประสบความสำเร็จด้านการงานแต่มีบาดแผลในแง่ความสัมพันธ์ส่วนตัว เจสซี่นำเหตุการณ์เมื่อ 9 ปีก่อนมาเขียนเป็นนวนิยาย เขาถูกเชิญมาแจกลายเซ็นต์ที่ปารีส เมืองที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างซีลีนอาศัยอยู่ พวกเขาสองคนเจอกันอีกครั้งที่ร้านหนังสือ ก่อนจะแลกเปลี่ยนบทสนทนาประสาปัญญาชนในร้านกาแฟและท้องถนนเมืองปารีส เผยทัศนคติที่มีต่อความรัก เซ็กส์ และความตาย ความเคียดแค้นที่พวกเขามีต่อโชคชะตา รวมถึงความห่วงใยในปัญหาของโลก เหตุการณ์ทั้งหมดที่เล่ามานี้เกิดขึ้นในเวลาไม่นานเกิน 24 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อว่าหนังที่เต็มไปด้วยบทสนทนาเกือบทุก 1 นาทีนี้จะจับใจคนดูได้อยู่หมัด จนขึ้นหิ้งกลายเป็นหนังรักในหัวใจของหลายคน

ทั้ง Before Sunrise และ Before Sunset ต่างเป็นหนังเน้นบทสนทนาทั้งสองเรื่อง ทว่าในภาคแรก พวกเขาจะไม่ช่างพูดมากเหมือนภาคสอง อาจเพราะภาคแรกเป็นเรื่องของนักเดินทางแปลกหน้าสองคนที่กำลังเริ่มต้นทำความรู้จักกัน ตัวละครยังมีความเขินอายของหนุ่มสาววัยต้นยี่สิบปรากฏอยู่ เราจึงได้เห็นท่าทีลังเลอ้อยอิ่ง การค่อยๆ เรียนรู้แต่ละฝ่าย รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากกว่าจะเป็นการปะทะอันชวนแตกหัก มีฉากหนึ่งที่พวกเขาตัดสินใจไม่แลกเบอร์โทรศัพท์หรือขอที่อยู่กันและกัน โดยเจสซี่สรุปว่า “เป็นเรื่องงี่เง่าที่ผู้คนมุ่งแต่คาดหวังว่าทุกความสัมพันธ์ต้องยาวนานและคงอยู่ตลอดไป” “ใช่ ทำไมผู้คนต้องคิดอย่างนั้น? มันงี่เง่ามาก” ซีลีนแสดงท่าทีเห็นด้วยในฉากนั้น แต่ในตอนท้าย หนังเปิดเผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วพวกเขาปรารถนาจะเจอกันอีก การรอมชอมในตอนต้นและกลางเรื่องเกิดจากความไม่แน่ใจในอีกฝ่ายมากกว่าจะเกิดจากความรู้สึกอันแท้จริง ขณะที่ภาคสอง ในวัยที่เติบโตจนอายุสามสิบต้นๆ พวกเขากลับจริงใจและพร้อมเปิดเผยมากขึ้น ในฉากที่ซีลีนถามเจสซี่ว่า “ทำไมคุณเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น?” เจสซี่ตอบกลับอย่างเปลือยความรู้สึกว่า “ผมเขียนมันขึ้นเพราะหวังว่าจะได้เจอคุณอีก ผมจะได้ถามว่า ทำไมคุณไม่มาตามนัด?”

หนังชุดเรื่องนี้ไม่ได้จบลงแค่สองภาคเท่านั้น แว่วมาว่า Before Midnight หนังภาคสามเริ่มถ่ายทำแล้ว โดยริชาร์ด ลิงเคลเตอร์ ผู้กำกับหนังทั้งสามภาคเผยว่า เขาอยากตัดหนังให้เสร็จทันฉายตามเทศกาลต้นปี 2013 หนังภาคสามนี้ถือว่าทิ้งระยะห่างจากภาคสอง 9 ปี เป็นการพัฒนาบทร่วมกันระหว่างผู้กำกับและนักแสดงนำทั้งสอง (อีธาน ฮอว์ก และ จูลี เดลพี)  ซึ่งน่าจะยังคงอบอวลไปด้วยประเด็นอันแหลมคมของวัยที่เติบโตขึ้น เพราะในภาคสามนี้ ตัวละครหลักจะไม่ใช่หนุ่มสาวช่างฝันวัยต้นยี่สิบ หรือผู้ใหญ่วัยต้นสามสิบที่ช่างเสียดสีอีกแล้ว แต่พวกเขาจะกลายร่างเป็นคนในวัยเฉียดสี่สิบ ช่วงอายุที่ถือเป็นวัยเยาว์ของความชราอย่างแท้จริง

จึงน่าสนใจมากๆ ว่า หนังรักภาคต่อที่มีอายุยาวนานใกล้จะครบรอบ 18 ปี (ในปีหน้า) ชุดนี้ จะออกหัวออกก้อยมาเป็นอย่างไรบ้าง

แต่ที่แน่ๆ บทสนทนาน่าจะหวานขม ดุเดือด และเปี่ยมเสน่ห์อยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย

ฉันเป็นมิตรหรือเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม

ฉันคิดว่าตัวเองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถ้ายึดข้อมูลจากหนังสือ “นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นได้ง่ายกว่าที่คุณคิด” ของ คาเร็น คริสเต็นเซ็น (ผลิตในไทยโดยบริษัทไบรท์คิดส์ จำกัด) ฉันน่าจะได้คะแนนนำโด่งในหมวดหมู่ผู้รักสิ่งแวดล้อม ฉันไม่มีปัญญาซื้อบ้านเป็นของตนเอง ทุกวันนี้อาศัยบ้านแม่อยู่ด้วยซ้ำ แต่คาเร็นก็บอกให้ฉันชื่นใจหน่อยนึงด้วยข้อมูลที่ว่า กิจกรรมเกี่ยวกับการก่อสร้างนั้นทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็น 35% ถึง 40% ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมด อีกอย่างฉันยังไม่ได้ซื้อรถยนต์ เท่ากับอย่างน้อยฉันก็ไม่ได้ผลาญเงินให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่การผลิตรถอย่างซีตรอง รุ่นซี1 หนึ่งคัน ก็ผลิตคาร์บอนฟุตพริ้นต์ให้กับโลกนี้แล้ว 6 ตัน (ฉันพยายามหาข้อมูลของรถไฮบริดอย่างโตโยต้าพริอุสอยู่ แต่ดูเหมือนโตโยต้าจะปกปิดข้อมูลการผลิตเก่งมาก เพราะหาตัวเลขเป้งๆ ไม่เจอเลย)

ทว่าดูเหมือนฉันยังรักษ์โลกไม่มากพอ อันที่จริงทุกวันนี้ฉันเริ่มกังวลหน่อยๆ แล้วว่าฉันเป็นตัวการให้น้ำแข็งในขั้วโลกเหนือละลายตัวเร็วขึ้นไหม? เอาแค่วันนี้พอตื่นมาล้างหน้า ฉันก็ดันหยิบกระดาษทิชชู่ 2 แผ่นมาซับแก้มแทนที่จะใช้ผ้านุ่มๆ สีขาวซะนี่ เหตุที่บางครั้งฉันเลือกใช้กระดาษทิชชู่ก็เพราะกลัวว่าผ้าเช็ดหน้าจะเปื้อนมันที่ผุดมาจากต่อมไขมัน พอผ้าเปื้อนฉันก็ต้องนำไปซัก แล้วในกระบวนการซัก ฉันคงต้องปล่อยน้ำที่มีสารฟอสเฟตจากผงซักฟอกออกสู่สิ่งแวดล้อม ความที่จบปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ ทำให้ฉันไม่รู้ว่าสิ่งไหนจะแย่กว่ากันระหว่างการใช้กระดาษทิชชู่ 2 แผ่น หรือการปล่อยน้ำที่มีสารฟอสเฟตออกไป ถ้าฉันจบวิทยาศาสตร์เคมีมาคงดีกว่านี้หรือเปล่านะ?

แต่ถึงฉันจบวิทยาศาสตร์เคมีจริง ฉันก็ไม่แน่ใจนักว่าจะบังคับตัวเองให้ปั่นจักรยานไปทำงานแบบนักปั่นคนอื่นๆ ได้ไหม? ฉันพักอยู่ต่างจังหวัดและบ้านก็อยู่ห่างจากที่ทำงานไปแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ฉันรู้สึกแย่ที่เลือกใช้มอเตอร์ไซค์ยามาฮ่าฟีโอเร่ รุ่น 115 ซีซี (ชนิดเติมแก๊สโซฮอล์ 91) แทนที่จะขี่จักรยานพับได้ แต่พอเห็นแสงแดดร้อนๆ ของเมืองไทยที่พร้อมแผดเผารองพื้นบ็อบบี้บราวน์ของฉันให้ยับเยินไร้สิ้นดี ฉันก็ยอมถอดใจดีกว่า คุณจะประณามฉันที่ไม่ปั่นจักรยานก็ได้ แต่อย่างน้อยๆ ฉันก็ปล่อยผมให้แห้งเองแทนที่จะให้ไดร์ ฉันใช้เน็ตบุ๊คแทนที่จะใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (ซึ่งกินไฟต่างกันเยอะมาก) ห้องนอนฉันไม่ได้ติดแอร์ แถมฉันยังไม่มีนโยบายซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้ลูกตอนนี้ แหม…ก็ฉันยังไม่ได้แต่งงานนี่นา

ดูเหมือนว่าเรามีทางเลือกในการทำตัวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหลากหลายเหลือเกิน แต่กระนั้นความสงสัยในทางเลือกของตนก็โผล่มารบกวนจิตใจเราได้ไม่หยุดหย่อน การที่เราบอกปัดไม่รับถุงพลาสติกจากห้างร้าน แต่สุดท้ายก็ต้องซื้อถุงขยะมาใช้กำจัดของเหลือใช้ในบ้านอยู่ดีนั้นเป็นทางที่ถูกต้องไหม? การเขียนจดหมายไปขอเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านฟรีจากสวนของคุณโจน จันได (ที่ระหว่างกระบวนการทำให้เราต้องขับมอเตอร์ไซค์ไปไปรษณีย์) ดีกว่าการสวมรองเท้าฟิตฟล็อพเดินไปซื้อเมล็ดพืชจากร้าน “อั๋นการเกษตร” ที่อยู่ห่างออกไป 50 เมตรหรือเปล่า?รวมถึงการใช้พลังงานแบตเตอรี่ไป 12 ชั่วโมง พร้อมปรินท์กระดาษไป 3 แผ่นกว่าจะได้บทความ “ฉันเป็นมิตรหรือเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม?” ชิ้นนี้มานั้น เป็นการกระทำที่ดีต่อโลกใบนี้จริงหรือเปล่าเถอะ?

พอเขียนมาถึงบรรทัดนี้ ฉันก็ตระหนักได้ว่าตัวเองเริ่มคิดเยอะเกินไปแล้ว จริงอยู่การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบถึงแก่นนั้นไม่ง่าย แต่อย่างน้อยฉันก็อยู่บนเส้นทาง “ความพยายาม” ฉันอาจไม่ได้หันมากินมังสวิรัติเพื่อหนุนงาน Earth Hourเต็มสูบแบบที่หลี่ปิงปิงทำในปี 2011 เพราะฉันยังอินเลิฟไก่ย่างเขาสวนกวาง อยู่ แต่ฉันก็ปิดก๊อกน้ำให้สนิท ปิดไฟเมื่อไม่ใช้ แล้วพยายามสั่งซื้อเสื้อผ้าแบรนด์ที่แสดงเจตนารมณ์ในการล้างสารพิษออกจากอุตสาหกรรมแฟชั่น (ซาร่า, แมงโก, ยูนิโคล่ แม้กระทั่งวิคตอเรียส์ ซีเคร็ท ก็ยังร่วมด้วย) แล้วนะ

แต่สารภาพว่าถ้าบังคับให้ฉันเลิกใช้ทิชชู่ซับหน้าทันทีทันใด นั่นอาจยากเกินไปหน่อย

แหม…เรื่องบางเรื่องมันก็ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนบ้างอะไรบ้างนะคะคุณ

 

 

 

หมายเหตุ: งานเขียนได้รับแรงบันดาลใจต่อยอดมาจากบทความ “ไม่สะดวกเลยที่จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เขียนโดย ลิซา ทาเคอุชิ คัลเลน แปลโดย faylicity (http://www.faylicity.com/book/article/inconvenientGreen.html) แต่ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เล่าถึงเกิดขึ้นจริงในชีวิตผู้เขียน

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ Her Voice นิตยสารอิมเมจ Vol.26 No.06 ฉบับมิถุนายน 2556

[writing] The Right to Get Sick

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร WAY ฉบับที่ 62

(ขอขอบคุณนิตยสาร WAY สำหรับการอนุญาตให้นำมาเผยแพร่ได้ค่ะ)

 

 

The Right to Get Sick

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อนสาวซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง โพสข้อความในเว็บไซต์เฟซบุ๊กด้วยเนื้อหาทำนองว่า “นักศึกษาวัยใกล้ 40 ปีเกิดป่วย รปภ.จะพาไปโรงพยาบาล นักศึกษาปฏิเสธเพราะเขาไม่มีตังค์ บอกมาจากต่างจังหวัดเพื่ออบรมไม่กี่วัน เราเลยพาเขาไปพบหมอแล้วบอกว่า ‘อาจารย์จะจ่ายให้เอง’”

แม้จะไม่สนิทกันนัก แต่ฉันก็เจ๋อพามือตัวเองพิมพ์คอมเม้นท์ลงในไทม์ไลน์ของเพื่อนเป็น’เม้นท์แรกเลยว่า “ทำไมต้องจ่ายเงินด้วยล่ะจ๊ะ ทำไมนักศึกษาไม่ใช้สิทธิบัตรทองล่ะ” ก่อนที่จะมีคอมเม้นท์คนอื่นตามมาถามฉันเป็นพรวนว่า “บัตรทองคืออะไร” ฉันใช้เวลาไม่กี่นาทีพิมพ์ตอบกลับไปว่า “เมืองไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่แล้ว คนไทยทุกคนที่ไม่ใช่ข้าราชการหรือคนที่ต้องจ่ายประกันสังคม มีสิทธิรักษาตามบัตรทอง หรือที่เรียกว่า 30 บาทรักษาทุกโรค ไง” พอพิมพ์’เม้นท์นี้ไป ก็เจอ’เม้นท์ตอบกลับมาจำนวนมากว่า “เราไม่ค่อยเข้าใจสิทธิพวกนี้เลยอ่ะ” โดยที่คนพิมพ์ตอบส่วนใหญ่ จะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่ถือครองวุฒิปริญญาตรีเป็นขั้นต่ำ ทำงานในออฟฟิศกลางเมืองกรุงหรือไม่ก็รับราชการรับใช้ประชาชนในกรมกอง ทุกคนเคยกินเอ็มเค เชียร์เดอะวอยซ์ อ่านแอล (น่ารักก็ตรงนี้) และร่วมรักษ์โลกด้วยการใช้ถุงผ้า เรียกได้ว่าโปรไฟล์พวกเธอทุกคนนั้นใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่ แต่กระนั้นดูเหมือนความเข้าใจที่มีต่อระบบประกันสุขภาพของไทย, ประเทศเมืองยิ้มของเรา, จะมีน้อยเหลือเกิน

ฉันไม่โทษพวกเธอ เพราะฉันเองก็เพิ่งเก็ทเรื่องเหล่านี้มากขึ้นหลังจากลาออกจากงานมาเป็นฟรีแลนซ์ ช่วงระหว่างรอยต่อที่ต้องเลือกว่าจะจ่ายประกันสังคมเพื่อคงสถานะผู้ประกันตนตามมาตรา 39 (งงกันล่ะสิ) หรือจะไม่จ่ายสักแดงแล้วกลายร่างเป็นประชาชนไทยที่ได้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอัตโนมัติ นั่นแหละที่ผลักดันให้ฉันตามล่าหาข้อมูลอ่านอย่างบ้าคลั่ง ฉันเคยได้ยินด้านร้ายๆ ของนโยบายบัตรทองตั้งแต่ช่วงใกล้เรียนจบปริญญาตรีเมื่อปีมะโว้ ทว่าตั้งแต่ฉันกลับมาอยู่บ้านนอก ก็เห็นป้าข้างป้าที่ใช้สิทธิบัตรทองมาครบสิบปีแล้วยังดูสุขภาพโอเคดี ลุงอีกคนก็เพิ่งใช้สิทธิผ่าบอลลูนหัวใจมา ทุกคนดูแข็งแรง ปกติ และยังหัวเราะร่าเริงให้กับชีวิต แถมพอฉันไปสอบถามเรื่องจิปาถะของบัตรทองเพื่อประกอบการพิจารณาว่าฉันควรใช้สิทธินี้ดีไหม พวกเขาก็เมตตาปราณีตอบคำถามได้อย่างละเอียดทุกเม็ด ดูเหมือนว่าคนรุ่นลุงรุ่นป้านี่แหละที่มีความรู้ เข้าอกเข้าใจ รวมถึงเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาลอันประชาชนไทยพึงมีมากกว่าชนชั้นกลางวุฒิปริญญาตรีอย่างฉันหรือผองเพื่อนเป็นไหนๆ

ฉันคิดย้อนกลับไปถึงเรื่องของเพื่อนสาวอีกคน หลังทำงานอยู่ไม่กี่ปี เพื่อนคนนี้ก็เก่งกล้าสามารถขนาดออกมาเปิดโฮมออฟฟิศเพื่อเป็นนายตนเอง วันหนึ่งเธอปวดท้องอย่างหนัก หมอแจ้งว่าเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดช็อกโกแลตซีสต์ แม้เธอจะทำประกันสุขภาพปีละหนึ่งหมื่นห้าพันบาทของเอกชนเจ้าหนึ่งไว้ แต่ค่าผ่าตัดของโรงพยาบาลเอกชนใจกลางเมืองก็ช่างแสนแพงจนประกันไม่ครอบคลุม เธอเลยเลือกมาผ่าตัดที่โรงพยาบาลของรัฐ แล้วนำใบเสร็จไปเคลมกับประกันทีหลัง เธอเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงภูมิใจ แต่ฉันกลับเป็นเพื่อนนิสัยเลวเมื่อถามเธอออกไปว่า “แล้วทำไมต้องเลือกจ่ายเงินตั้งแต่ต้นล่ะ ไหนๆ ก็ไปโรงพยาบาลรัฐแล้วทำไมไม่ใช้สิทธิบัตรทอง เธอใช้สิทธินี้ได้นี่ แถมยังไม่ต้องจ่ายหลายหมื่นก่อนด้วยนะ” ปรากฏเพื่อนเจ้าของโฮมออฟฟิศงงเต๊ก เธอไม่รู้ไม่เข้าใจจริงๆ ว่า “บัตรทอง” คืออะไร

บัตรทอง หรือนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคนั้น ถูกผลักดันจากหลายฝ่ายจนกลายเป็นกฎหมายในปี 2545 อันเป็นปีที่พวกฉันใกล้จบปริญญาตรีพอดี แต่ถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านี้ จะมอบสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมให้กับประชาชนไทยทุกคน แต่กระนั้นเนื่องจากฉันและผองเพื่อนเรียนจบปุ๊บก็กระโดดเข้าทำงานราชการ หรือทำเอกชนที่ได้รับสิทธิประกันสังคมทันที ซึ่งทำให้พวกเราแทบจะไม่คุ้นเคยกับสิทธินี้ … เอาใหม่ … พูดให้ถูกต้องก็คือ พวกเราแทบไม่เคยใส่ใจจะพาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรทอง เพราะข่าวลือร้ายๆ ทำให้พวกเราไม่ไว้วางใจ ฟรีแลนซ์หลายคนเคยบอกฉันว่า พวกเธอยอมทำประกันสุขภาพเอกชนไว้ดีกว่า เพราะสบายใจกับกระบวนการตรงนั้น พวกเธอกลัวและไม่ค่อยกล้าพาตัวเองไปพัวพันกับสิทธิ 30 บาท และการถอยห่างนั่นเองที่ทำให้พวกเธอแทบไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับสิทธินี้…สิทธิที่คนไทยทุกคนพึงมีอยู่แล้ว

ตอนนี้สิทธิบัตรทองไม่ได้เพอร์เฟกต์ แต่กำลังพัฒนาและปรับปรุงไปเรื่อยๆ เมื่อ 1 เมษายน ปี 2555 ก็มีประกาศออกมาว่าให้ผู้ป่วยฉุกเฉินเข้าใช้บริการหน่วยการแพทย์หน่วยไหนก็ได้จนกว่าจะพ้นวิกฤติแล้วค่อยส่งต่อ ประเด็นนี้แหละที่ทำให้ฉันไป’เม้นท์ถามเพื่อนอาจารย์มหาวิทยาลัยในย่อหน้าที่สอง เพราะเท่าที่ฉันรู้ก็คือ ถ้าเรามีสิทธิบัตรทอง ถึงป่วยฉุกเฉินนอกพื้นที่เราก็จะได้รับการรักษาดูแล โดยจ่ายเพียงเล็กน้อยหรือไม่ต้องจ่ายเลย อันทำให้เราไม่ต้องพึ่งพาเงินหรือความเมตตาจากผู้อื่น

สิ่งที่บัตรทองนำมาสู่สังคมไทยก็คือ สิทธิขั้นพื้นฐานในการรักษาพยาบาล รวมถึงศักดิ์ศรีของความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน

ถึงตอนนี้ คุณคงสงสัยว่า ฉันเลือกจ่ายประกันสังคมต่อ หรือหันมาใช้สิทธิบัตรทองแทน

จะบอกให้ก็ได้ว่าฉันเลือกจ่ายประกันสังคม ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้ไม่ได้รังเกียจรังงอนบัตรทองหรอกนะ ฉันแค่อยากรักษาสิทธิเงินกองทุนประกันสังคมที่เคยสะสมไว้เกือบสิบปีที่ผ่านมาต่างหาก

ก็แหม…เงินนั่นก็เป็นสิทธิที่ต้องรักษาไว้ยิ่งชีพเช่นกันนี่นา

 

 

 

 

 

 

 

 

[หมายเหตุ : เพิ่มเติม ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2556
สรุปว่านักศึกษาวัยใกล้ 40 ท่านนั้น ไม่ได้ลงทะเบียนบัตรทอง หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคไว้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงาน ดังนั้นจึงมีปัญหาเมื่อป่วยฉุกเฉินนอกเขต อาจารย์จึงเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในที่สุด ดังนั้นหากใครที่ไม่ได้ใช้สิทธิข้าราชการ หรือสิทธิประกันสังคม ควรไปสถานพยาบาลใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงาน แล้วลงทะเบียนบัตรทอง (ตอนนี้เรียกหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า) ไว้ ใช้เวลาแป๊บเดียวเองค่ะ]